ปลายทางฉิมพลี ๖ (ห้วงใจทรยศ)

Author: 
อิสราวุธ


โปรยปรายปีกรักระรินรมย์
พลิ้วพรมใจภักดิ์จิตรักเพิ่ม
ก้านตรงกิ่งต่อมาก่อเติม
เคลิบเคลิ้มคล้ายคล้ายรักโรยคลุม
เย็นเยียบเปรียบน้ำทะเลหนาว
บางคราวราวไฟลวกไหม้สุม
อุ่นซ่านกำซาบรักอาบรุม
ธารทุ่มโถมท่าเร่งท้าทาย
ริ้วคลื่นเรียงรายสู่ชายหาด
โลมใส่ไล่สาดไม่ขาดสาย
ทรายกลืนคลื่นซบซึมกลบทราย
โปรยปรายปีกรักระเริงรมย์
(ปรายปีกรัก: พิชชา ถาวรรัตน์)
------------------------------------------------------
                 ชีวิตประจำวันของผมนอกจากจะดูแลลูกๆแล้ว .. ผมยังชอบออกกำลังกายเป็นประจำที่บึงน้ำของค่ายทหารแห่งหนึ่งที่นี่นอกจากจะมีทางกว้าง 4 เมตรสำหรับวิ่งออกกำลังกายแล้วยังมีถนนเล็กๆขนาบข้างทางวิ่งสำหรับปั่นจักรยานอีกด้วย ส่วนกิจกรรมอื่นๆ เช่น โยคะ เต้น Aerobic ลีลาศมีกระจัดกระจายตามจุดต่างๆของบึงน้ำแห่งนี้
สภาพแวดล้อมแวดล้อมที่มองออกไปยังร่มรื่นไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่รายเรียงขึ้นเต็มไปหมดส่วนไม้พุ่มถูกตัดแต่งไว้สวยงามแซมด้วยไม้ดอกไม้ประดับสีสันตระการตาน่าอภิรมย์กว่าที่ไหนๆในเมืองนี้
                 และถ้าวันไหนเป็นวันว่างอากาศเย็นโปร่งโล่งสบาย แดดไม่แรงจัดมากนัก .. ผมมักจะพาเจ้าลูกชาย คือ ลูกออด มาเดินเล่นแล้วปล่อยนกปล่อยปลา(ที่เราไปซื้อมาจากตลาดหรือซื้อเป็นลูกปลาตัวน้อยใส่ถุงที่ประมงจังหวัด)ลงน้ำเพื่อเป็นสิริมงคลกับชีวิตอยู่บ่อยๆ
                  แต่วันนี้ไม่ได้พาลูกออดมาด้วยเหมือนทุกครั้งเพราะผมกำลังเดินเล่นอยู่กับน้องชายต่างวัยคนหนึ่ง
                 เขายังเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดีตามสมัยนิยม(ขาวสูงหน้าใส เกาหลี) อายุเพิ่งผ่าน 20 ปีมาไม่กี่วันตอนนี้กำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังในภาคอีสาน คณะนิเทศศาสตร์สาขาภาพยนตร์ ด้วยค่าเทอมที่มีค่าหน่วยกิตที่แพงลิบลิ่ว ลูกชาวบ้านทั่วไปธรรมดาไม่มีทางจะเข้าเรียนที่นี่ได้เพราะค่าเทอมแพงกลุ่มเด็กที่เข้าเรียนจึงมีแต่ ลูกคนรวย คหบดี พ่อค้าหรือเศรษฐี ข้าราชการระดับสูงเท่านั้น
เขามีชื่อว่า .. ภูมิชาย
                 เรารู้จักกันมาได้เกือบปีแล้ว ..ภูมิมักจะมาทักทายบนหน้า face-note ของผมอยู่เป็นประจำทุกวัน ถ้าเขาไม่กด like ก็แสดงความคิดเห็นในเรื่องนั้นๆ จนเราทั้งสองสนิทสนม หยอกเย้าแซวกันแรงๆยังไงไม่มีโกรธเคืองกัน อย่างเช่นเรื่องมีกะเทยคนหนึ่งมาจีบภูมิชาย โดยไปหยิบรูปผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้มาแอบอ้างเป็นตัวเองจนความจริงเปิดเผยว่ารูปผู้หญิงน่ารักคนนั้น คือเพื่อนเรียนคณะเดียวกันกับภูมินั่นเอง เขาแกล้งตอบกลับไปจนกะเทยคนนั้นหายเงียบลบตัวเองออกจากface-noteไปเลย
                ด้วยความที่เขายังเป็นเด็ก ทำให้มุมมองชีวิตก็ยังสดใสไร้เดียงสาเสียเหลือเกิน แต่ก็มีบ้างบางมุมเราสองคนก็เหมือนกัน คือเป็นเด็กที่ขาดความรักความอบอุ่นจากครอบครัว
                ภูมิชายมีพี่น้องสองคน เขาเป็นน้องคนเล็กเป็นเด็กที่พ่อแม่ไม่ตั้งใจให้เกิดเพราะพอเขาลืมตาดูโลกไม่กี่ปีพ่อกับแม่ก็แยกทางกัน .. พ่อรับตัวพี่ชายไปเลี้ยง ส่วนแม่ของภูมิจำเป็นต้องเลี้ยงเขาอย่างลำบากอดมื้อกินมื้อตลอดมา
                  เขาถูกเลี้ยงมาแบบขาดๆเกินๆขาดทั้งผู้นำชีวิตและผู้นำความเข้มแข็งอันเป็นเสาหลักของครอบครัว ระยะหลังแม่ของภูมิชายหนีไปหางานทำที่เมืองหลวงไม่เคยกลับมาดูแลลูกชายกับยายแก่ อายุ 70 ปีคงปล่อยให้กินอยู่ตามมี ตามเกิด
เขาเคยเล่าให้ผมฟังว่าตอน 9 ขวบ .. อยากเรียนพิเศษอย่างเพื่อนๆแต่ไม่รู้จะหาเงินยังไงข่าวคราวแม่ก็เงียบไปหลายเดือนแล้ว ...ภูมิชายเริ่มต้นช่วยตัวเองด้วยการออกเก็บขวดน้ำพลาสติกตามถังขยะเพื่อเอาไปขายหรือเดินเร่ขายเรียงเบอร์ที่สี่แยกไฟแดง หรือแม้แต่เดินขายพวงมาลัยตามร้านเนื้อย่างก็ได้เงินมามากเหมือนกัน เขาแบ่งเงินครึ่งให้ยาย แล้วที่เหลือเก็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายเล่าเรียนหนังสือตามที่ตั้งใจไว้ .. พอได้เรียนคะแนนสูง ยิ่งฮึกเหิมพยายามตั้งใจเพิ่มมากขึ้นเป็นที่สุดด้วยเพราะเสียดายเงินทองแต่ละบาทที่หามาได้ด้วยความยากลำบาก
                   หลังจากนั้นทุกอย่างที่ลงมือทำเกิดเป็นความเคยชินปกติ .. ภูมิชายไม่ต้องรอเงินที่แม่ต้องส่งมาให้เขาหาเองได้ แถมยังเหลือเก็บไว้ให้ยายไว้รักษาตัวอีกจำนวนหนึ่ง
                   ชีวิตอันต่อสู้ของเขายากลำบากมาตลอด .. เขามีความฝันอยากเป็นหมอ อยากเป็นsuperstarดารานักร้อง หรือวิศวกร นายร้อย ฯลฯ เพราะเรียนเก่งได้ผลการเรียนเกรดเฉลี่ยสูงถึง4.00 ตอนจบชั้น ม.6
                  แต่สุดท้ายก็ไปไหนไกลไม่ได้ด้วยความเป็นห่วงยายที่แก่ชราขึ้นหลงๆลืมๆไปปทุกวัน
ภูมิชายจึงเลือกเรียนนิเทศศาสตร์เพราะตั้งใจว่าจะสมัครเป็นผู้ประกาศข่าวในช่องเคเบิ้ลท้องถิ่นที่นี่ให้ได้หลังจากเรียนจบในอีกไม่กี่ปี
                   ผมเคยแซวว่าจริงๆแล้วนายก็หน้าตาดีนะ ส่วนสูงตั้ง 182 หน้าตาคมเข้ม ผิวขาวเนียนละเอียด รอยยิ้มก็มีเสน่ห์ละลายใจสาวๆ แบบนี้เป็นดาราได้สบายเลย
                    เขายิ้มกว้างใบหน้าแดงระเรื่อหลบสายตาผมดูแปลกพิกล
                     ผมได้แต่สงสัยว่ามันเป็นอะไรของมันวะ?
                                                     -------------------------------------------
                     ตอนสายของวันเสาร์นายภูมิโทรมาบอกว่ามีเรื่องอยากเล่าให้ฟังก่อนจะเดินทางไปเรียนภาษาที่ออสเตรเลียผมตกลงเลยนัดเจอกันที่บึงน้ำในวันนี้
                   เขายิ้มส่งมาให้แต่ไกล .. วันนี้วัยรุ่นสวมชุดทะมัดทะแมงเสื้อยืดคอกลมสีขาวลายการ์ตูนญี่ปุ่น กางกางวอร์มขายาวสีน้ำเงินเข้มดูทันสมัยไม่เป็นหนอนหนังสือคนเดิมแล้ว
                   “ หวัดดีครับพี่ยอด ”      เขายกมือไหว้ ก่อนจะก้มหลบสายตาเหมือนมีอะไรในใจบางอย่างปิดบัง
    ผมยิ้มตอบแล้วโอบไหล่เขาให้เดินไปข้างหน้าด้วยกัน
                  “ วันนี้วิ่งซักสองรอบดีไหม .. เอาให้เหนื่อยไปเลยพี่มัวแต่ทำงานยุ่งๆไม่ได้เหงื่อออกมาหลายวันแล้วดูสิพุงเพิงห้อยย้อยไปหมดแล้วภูมิ ”
                  ผมยกมือลูบพุงประกอบภูมิชายมองตามแล้วหัวเราะคิกคักออกมาบ้าง
              “ ผมก็ว่ายังงั้นแหละ..” เขาหัวเราะเสียงดังอีกครั้ง ผมก็โล่งใจที่เขาอารมณ์ดีขึ้นมาแล้ว ..
                เราจึงเริ่มออกวิ่งเหยาะๆเบาๆไปลู่วิ่ง .. วันนี้คนมาวิ่งน้อยกว่าปกติ อาจเป็นเพราะมีฝนตกพรำๆก่อนที่ผมจะออกมาวิ่งประมาณครึ่งชั่วโมง ถนนเปียกลื่น เฉอะแฉะไอดินลอยขึ้นมาเป็นควันสีขาวดูสวยงามไปอีกแบบ
                 เราสองคนวิ่งไปพูดคุยกันไปสารพัดเรื่องจนครบสองรอบตามต้องการ แถมเดินต่อไปอีกหนึ่งรอบรวมระยะทางร่วม 10 กิโลเมตร
               ภูมิชายหน้าแดงกร่ำเหงื่อเกาะพราวเต็มหน้าเลยดูดูอ่อนเยาว์ลงไปอีก
ผมชี้มือไปที่ม้าหินอ่อนที่อยู่ใต้ต้นชัยพฤกษ์ .. เขาปาดเหงื่อออกแล้วเดินตามมาทรุดนั่งฝั่งตรงกันข้ามกับผมนั่ง ก่อนจะเล่าเรื่องพ่อใหม่ที่แม่พามาอยู่ในบ้านคนล่าสุด
              “ ไอ้ห่านั่น ..มันอายุแก่กว่าผมแค่ปีเดียวเองนะพี่ยอด .. มันเข้ามาอยู่บ้านไม่ทำแม่งอะไรเลยซักอย่างวันๆเอาแต่นอนกับกิน .. ผมอึดอัดมาก พอบอกแม่แม่ก็ไม่ฟังหาว่าผมเรื่องมาก .. เลยชวนยายออกมาเช่าหอพักข้างนอก .. แม่ตามมาด่าว่าสิ้นเปลืองบ้านตัวเองก็มีไปเสียเงินให้คนอื่นทำไม.. ผมเงียบไม่เถียงคิดแต่ว่าตอนอยู่กับยายสองคนชีวิตก็สงบเงียบดี พอแม่กลับมาจากกรุงเทพทุกอย่างกลับตาลปัตรวุ่นวายกันไปหมด.. เพราะไอ้ห่านั่นคนเดียว ไม่ยอมหางานทำอยู่แต่บ้านกับร้านอินเตอร์เน็ตเพื่อเล่นเกมส์ออนไลน์.. มันรู้เวลาแม่กลับมาจากเลิกงาน พอมาถึงบ้านมันก็อยู่บ้าน แม่ออกไปมันก็หายไปอีกเฮ้อ .. ผมไม่รู้จะแก้ปัญหานี้ยังไงดี สงสารแม่ที่โดนไอ้เลวนี่สูบเลือดสูบเนื้อ...”
“ใจเย็นๆไว้น่าภูมิ ..”
“มันเย็นไม่ไหวแล้วครับพี่ยอด ผมไปเล่าเรื่องนี้ให้แม่ฟังแม่ด่ากลับมาว่าผมมีอคติกับไอ้บ้านั่น ขอให้เปิดใจให้กว้างแล้วคิดเสียว่าเป็นความสุขของแม่ที่มีมัน ผมทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้วเลยไปกราบลาแล้วพายายขนข้าวของออกไปอยู่หอพักในคืนนั้นเลย ..” เขาเล่าไปอารมณ์พุ่งขึ้นเรื่อยๆ
               “ ตกลงนี่ภูมิย้ายออกมาแล้วรึ..”
                 “ ครับ .. ผมเก็บของใช้เท่าที่จำเป็นพร้อมที่นอนและทีวีเครื่องเล็กๆมาอยู่หอพักแถวมหาวิทยาลัยเป็นหอพักเพื่อนผมเอง มันให้อยู่ฟรีๆเพราะไปฝึกงานต่างจังหวัดสามเดือน ยายำม่ยอมมาด้วยผมเลยฝากแม่ดูแลไว้ก่อนแล้วค่อยไปรับวันหลัง .. ”
“เอ่อ .. ก็ดีแล้วนะ .. ที่ไหนสงบสุข มีความสุขก็อยู่ไปเถอะนะพี่ว่า”
“ครับ ครับ .. เออ .. แล้วคืนนี้พี่พอจะว่างไหมครับ ..”
                 ผมยังงุนงงที่ภูมิชายถามว่าคืนนี้ว่างไหมด้วยกลัวน้องเสียน้ำใจจึงตอบไปว่า ..
                   “ ว่างสิ .. วันนี้พี่รินพาหลานไปเข้าแค้มป์ภาษาอังกฤษที่เชียงใหม่ตั้งแต่เมื่อค่ำวาน”
                  “ งั้นดีเลย .. คืนนี้ผมจองตัวพี่ไปค้างที่หอพัก .. มีเรื่องจะปรึกษาอีกหลายเรื่อง ..”
                  ผมขมวดคิ้ว กำลังงงว่าเขาพูดเองเออเองไปหรือเปล่า..
                   “ มันจะดีหรือภูมิห้องเล็กนิดเดียวถ้าพี่ไปค้างด้วยคงอึดอัดน่าดู และอีกอย่างพี่ไม่รู้จะไปทำอะไร ..”
               “ ไปเลี้ยงฉลองที่ผมสอบทุนได้ไงพี่ .. คืนนี้เพื่อนผมไม่อยู่ไม่มีใครอื่นนอกจากเราสองคน .. ผมจะไปหากับแกล้มอร่อยๆที่พี่ชอบ .. ดื่มเบียร์เย็นสักครึ่งโหล ดูบอลกันไป คุยกันไป หรือถ้าพี่ชอบฟังเพลงเพราะๆในห้องก็มีซีดีเพลงฮิตเพรียบทั้งไทยและฝรั่ง หรือตอนดึกๆถ้าพี่อยากจะเปิดหนังโป๊อย่างที่ทำที่บ้านไม่ได้ .. ผมโหลดมาเป็นร้อยเรื่อง เชิญตามสะดวกเลยฮะ..”
                ผมนิ่งคิดดูสักครู่ก็เห็นว่าเขามีเจตนาดีและวันนี้ผมก็ว่างในตอนค่ำ ถ้ากลับบ้านไปคงเงียบเหงา พี่เลี้ยงเด็กที่อยู่เป็นเพื่อนผมก็อนุญาตให้กลับบ้านนอกได้และให้กลับมาจนกว่าระรินมาถึงบ้านในวันมะรืน
                 เอาวะ .. คืนนี้ลองปล่อยแก่กับเด็กๆดูสักครั้งคงไม่เป็นไรหรอกนะ
                 “ ตกลงพี่จะไปถึงห้องเราตอนหนึ่งทุ่ม...”
                   “ ได้ครับตอนนี้เรารีบกลับกันดีกว่า.. โน่นฝนตั้งเค้ามาอีกรอบแล้ว”
                  ภูมิชายชี้ไปทางทิศตะวันตกจนมองเห็นเค้าเมฆฝนกลุ่มใหญ่กำลังแผ่สยายเลื้อยต่ำคลุมลงมาจากฟ้าอย่างช้าๆ ผมรีบวิ่งตรงไปที่ลานจอดรถที่อยู่ไม่ไกลในทันที
                                                        ----------------------------------
                   ห้องพักของภูมิชายที่ผมเห็นในตอนนี้เป็นห้องสี่เหลี่ยมกว้างขว้างดูสะดวกสบายตามสมควร ภายในห้องมีเตียงขนาดกลางดันชิดติดฝาผนัง.. ปลายเตียงมีทีวีเครื่องเล็กกะทัดรัดตั้งอยู่ ถัดมาเป็นเครื่องเสียงราคาแพงกำลังเปิดคลอเสียงเพลงบรรเลงเบาๆ ทางด้านใกล้ประตูห้องน้ำด้านในมีโต๊ะเขียนหนังสือพร้อมคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ยี่ห้อ appleตั้งวางอยู่กับกองหนังสือกองใหญ่
                 พอกวาดสายตาไปที่บอร์ดเขียนหนังสือที่ติดข้างฝาผนังก็มองเห็นรูปถ่ายสองใบติดกันด้วยstickerรูปหัวใจ เพ่งไปมองดูชัดๆ ผมก็ถึงกับผงะออกมา
มันเป็นรูปของผมกับภูมิชายที่ถ่ายคู่กันเมื่อตอนไปทานไอศกรีมด้วยกันเมื่อปลายเดือนที่แล้ว
                รู้สึกประหลาดใจที่เขาติดรูปโชว์ไว้ทำไม?
                 นั่งปลายเตียงนอนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยได้สักพักภูมิชายกุลีกุจอเปิดประตูเข้ามาพร้อมของกินพะรุงพะรังที่ไปซื้อที่ตลาด
                   ผมมองกับแกล้มทั้งหมดก็สงสัยเข้าไปอีกว่าตกลงจะกินกันถึงสว่างเลยหรือยังไง.. เพราะมันมากเกินกว่าคนสองคนจะกินไหว
                   “ มามาพี่ยอดลุยเลย ผมพร้อมแล้ว..”
ผมส่ายหน้าแต่ก็ยังยิ้มแย้มอารมณ์ดีปกติ.. บอกเขาว่าขออาบน้ำก่อนดีกว่าเหนียวตัวมาก
ภูมิชายพยักหน้าแต่ขอลุยกินไปก่อนตอนนี้เขากำลังหิวจัด
        หลังอาบน้ำผมแต่งตัวตามสบายเสื้อยืดกางเกงขาสั้น .. กลิ่นตัวหอมฟุ้งคุ้งกระจายไปทั่วห้อง
                “ โห .. พี่ยอดตัวหอมจัง ..” ผมไม่ตอบแต่ รู้สึกเหมือนกำลังโดนแซวแบบแปลกๆอยู่
                 “พี่มาลุยต่อผมไปก่อนเถอะ .. ผมว่าจะขอตัวไปอาบน้ำด้วยเหมือนกัน..”
                 เขาเดินเลี่ยงไปอาบน้ำผมตาจ้องทีวีพร้อมกับสนใจกับข้าวตรงหน้า พอพักใหญ่ภูมิชายเดินออกมาในเสื้อผ้าลำลองสบายๆนั่งลงตรงหน้า ..ใบหน้าขาวผ่อง ใสกระจ่างสมเป็นคนหนุ่มคนสาวยุคคอมพิวเตอร์จริงๆ
                 เราสองคนพูดคุยกันสลับกับรับประทานอะไรไปเรื่อยๆรวมทั้งพูดคุยเรื่อง Face-note ที่ทุกคนติดกันงอมแงมกันอยู่ขณะนี้ อาทิเช่น .. วิธีการนำเสนอตัวเองแบบไหนที่แปลกใหม่พอที่เรียกร้องความสนใจในแต่ละวันจากเพื่อนๆคนอื่นๆ รวมทั้งเรื่องเพื่อน face-note บางคนที่มีพฤติกรรมน่ารังเกียจมุ่งแต่ไปในทาง sex อย่างเดียว
                 ผมนำเสนอไปทั้งแนวบ้าบอและออกแนวทะลึ่งตึงตัง .. ภูมิชายตบมือฉาดใหญ่หัวเราะลั่นห้องในความคิดพิลึกพิลั่นของผม กระทั่งยิ่งดึกเราสองคนยิ่งพูดคุยออกรส ... หรืออาจเป็นเพราะเราสองคนกำลังเมาเบียร์ผสมไวน์กันก็ได้ เจ้าแอลกอฮอล์นี่ทำหน้าที่ได้อย่างซื่อสัตย์จริง
                  ผมเริ่มพูดจาอ้อแอ้ไม่ปกติ ลิ้นพันกันไปหมด จะพูดอะไรออกมาแต่ละประโยคช่างยากเย็นเสียเต็มทีสายตาเริ่มมองภาพข้างหน้าพร่ามัวและโลกทั้งโลกกำลังหมุนกลับไปกลับมา
ผมจำเรื่องที่คุยกันไม่ได้อีกต่อไปแล้ว รู้สึกตัวอย่างเดียวว่าตอนนี้กำลังเมา สติสตังที่เหลือน้อยนิดจวนขาดมะลอมมะล่อ
                ผมพยายามสลัดความเมามายออกไปแล้วประคองสติกลับคืนมา เมื่อมองเห็นว่าขณะนี้ภูมิชายกำลังร้องไห้เพ่งสายตามองก็เห็นใบหน้าเขาโศกเศร้าเกินพรรณนา
               “ เฮ้ย .. เป็นอะไรไปวะภูมิ ..”
                  เขาไม่ตอบเอาร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่เหมือนเดิมผมเลยกลับมาทบทวนสติตัวเองว่าเมื่อตะกี้พูดคุยถึงเรื่องอะไรกันอยู่ จนมาถึงบางอ้อนึกได้ว่า .. เราพูดคุยถึงพ่อของเขาที่เสียชีวิตจากภารกิจกู้เอกราชที่ชายแดนสามจังหวัดภาคใต้
                   ผมขยับตัวเข้าไปใกล้โอบกอดตัวเขาไว้แน่นเพื่อปลอบใจให้คลายความทุกข์ไปได้บ้าง แต่กลับแปลกใจที่ภูมิชายกลับโผเข้ามากอดผมไว้แน่นแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่แบบนั้นนานสองนาน
                  “ คืนนี้เราฉลองกันแค่นี้ก่อนดีกว่าภูมิ.. รีบนอนเลยพี่มึนหัวจะแย่อยู่แล้ว..”
                 เขาผละออกจากอ้อมกอดผมแล้วลุกขึ้นเก็บจานเก็บข้าวของที่วางเกลื่อนไปไว้ที่ห้องครัวหลังห้อง
                  ผมเดินมึนๆเซๆไปแปรงฟันก่อนจะกลับมาเอนตัวลงนอนที่เตียงลืมตามองเพดานห้องก็เห็นมันหมุนเคว้งวนสลับไปสลับมาจึงพยายามข่มตาหลับลงไปให้ได้
เสียงกุกกักดังข้างตัวจึงพลิกตัวหันไปดู ก็ต้องสะดุ้งเขยิบถอยออกมาจนเกือบตกเตียง เมื่อเห็นใบหน้าภูมิชายอยู่ห่างไปไม่เกินคืบ
 
ผมมองเห็นความเศร้า เหงา อยู่ในดวงตา
ผมมองเห็นความจงรักภักดี ความซื่อสัตย์ อย่างที่มนุษย์คนหนึ่งจะพึงมีให้กันได้
ผมเห็นอะไรหลายอย่างในดวงตาคู่เดียว .. คู่นี้ของภูมิชาย
 
                  “ พี่ยอดครับ ..” เขาเรียกผมเสียงแหบพร่า สั่นพริ้ว
                   “ อื่อ ...มีอะไรรึภูมิ” 
                  ผมตอบไปตาปรือจวนจะหลับเต็มที่ สติสตังที่เหลือใกล้เลือนหายหมดแล้ว
                  “ ผม .. เอ่อ .. ผมขอกอดพี่หน่อยได้ไหม..”
                   เขาขอกอดผม ... ผมในสภาพทั้งง่วงทั้งเมาจึงพยักหน้าไปทั้งที่ตายังปิดอยู่
ภูมิชายโผเข้ามากอดจนแน่นพร้อมกับซุกไซร์ที่คอได้มุมองศาพอดิบพอดี
                “ โห ... อุ่นจังเลย ..ขอผมกอดแบบนี้จนถึงเช้าเลยนะครับพี่ยอด ..”
               ผมไม่ตอบอะไรออกไป รับรู้ด้วยสติที่รางเลือนว่าตอนนี้สายตาเราสองคนประสานกันอีกครั้งพร้อมจูบแรกของค่ำคืนก็ตามมา
                ผมรู้ดีว่าพลังขับเคลื่อนที่มี Moment ไปแบบนี้จะนำพาไปสู่กิจกรรมต้องห้ามบางอย่างที่สนองตอบรุกรับกลมกลืนไปในค่ำคืนนี้ไปถึงรุ่งเช้า
                                                       ---------------------------------
                   พอบ่ายวันอาทิตย์ระรินกับลูกๆก็มาถึงบ้าน เด็กดื้อสองคนวิ่งโผเข้าสู่อ้อมกอดของผมด้วยอาการลิงโลดดีใจต่างแย่งกันเล่าถึงเรื่อง สวนสัตว์เชียงใหม่ เรื่องพืชสวนโลก ตลาดไนท์บราซ่าหนองวัวลายได้ไปเที่ยววัดพระธาตุดอยสุเทพและเดินเล่นที่อ่างห้วยแก้วมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และอีกหลายๆที่
                    ผมกอดจูบแก้วตาดวงใจทั้งสองด้วยความรักอย่างเต็มเปี่ยม.. หัวใจข้างในร่าเริง เหมือนมีนกน้อยโผบินไปมาเป็นฝูงใหญ่
                   ระรินเดินเข้ามาถามว่าอยู่บ้านเป็นยังไงบ้าง .. เหงาบ้างไหมตอนไม่มีใครอยู่บ้าน
                 ผมออดอ้อนไปว่าเหงามากไม่รู่จะทำอะไรกินๆนอนๆอ่านหนังสืออยู่ทั้งวัน .. ฝนตกก็ตกพรำๆเกือบทั้งวันไม่ได้ออกไปไหนเลยยังดีที่ลูกๆรีบกลับมาไม่ยังนั้นคงเหงาไปกว่านี้แน่
เธอเดินมากอดผมไว้แน่น .. ผมกอดตอบสลัดความคิดที่รกหัวหลายเรื่องทิ้งไปทั้งหมด
                “ เราไปดูของฝากกันไหมคะยอด .. เผื่อจะชอบ ..”
                ผมพยักหน้าแล้วประคองเธอเดินไปอย่างแช่มชื่น ... เรื่องราวของภูมิชายถูกกด delete ทิ้งไปจากสมองไปชั่วคราว
                เราพ่อ แม่และลูกสี่คนนั่งรับประทานทางเหนือกันอย่างเอร็ดอร่อยทั้งน้ำพริกหนุ่ม แกงฮังเล ไส้อั่วแคบหมู ห่อหมกไก่แบบเมืองเหนือแท้ๆ และอีกหลายอย่างที่ระรินซื้อมาฝาก
                 ลูกกบบอกว่าคุณพ่อทานเยอะจนพุงป่องตาลูกออดหัวเราะชอบใจใหญ่ .. ระรินอมยิ้มตามด้วยเสียงหัวเราะสดในดังระฆังแก้ว .. ครอบครัวเราช่างเป็นครอบครัวที่สุขสันต์เสียจริงๆในวันอาทิตย์นี้
                ก่อนเข้านอนในคืนนี้ .. ผมเหลือบไปมองเห็นหนังสือเล่มหนึ่งของภูมิชายยัดซ่อนใส่กระเป๋าคอมพิวเตอร์ของผม นี่คงแอบใส่ก่อนจากมา
               เขาบอกว่าตัวของเขาเป็นแบบหนังสือเล่มนี้แหละ ไม่มีวันจะหยุดตามหาฝันต่อไป โดยมีผมเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญในชีวิต
               ผมหยิบหนังสือขึ้นมาดูปกอีกครั้ง.. หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า .. แด่หนุ่มสาว ของ กฤษณะมูรติ