ปลายทางฉิมพลี ๕ (ปรารถนาความใคร่)

Author: 
อิสราวุธ

“ ความรัก คือ ตัณหาในอารมณ์ที่น่ารักใคร่และปรารถนาเข้าครอบครองสิทธิ์
อันตรงกับคำว่าภวตัณหา ในดวงจิต –
ความรักคือ ความมิตรจิตมิตรใจอันเป็นอารมณ์ถ่ายทอดตอบแทนกัน
และในส่วนความต้องการของร่างกาย–
ความรักคือ ความปรารถนาที่เร้นลับและอ่อนหวานในอันที่ได้เป็นเจ้าของในสิ่งที่เรารัก
โดยผ่านความลี้ลับมหัศจรรย์มาแล้วหลายต่อหลายประการ..”
 
                                                                                                                                                                                                        บันใดแห่งความรัก– สันต์ เทวรักษ์
                                                                                                                                              -----------------------------------
                หลังจากพบเจอกันวันนั้นน้องMint ค่อยๆหายไปจากชีวิต
ผมพยายามจะติดต่อเธอช่องทางเดิม คือส่งข้อความทาง Face-noteแต่ก็มีแต่ความเงียบไม่มีอะไรตอบกลับมาเลย
ผมจึงซาบซึ้งสัจธรรมความสัมพันธ์บนโลกออนไลน์เลยว่า .. “ ที่นี่ – คือโลกใหม่แห่งการแสดงออกในอารมณ์เบื้องลึกอย่าถามหาความจริงใจ คุณจะได้แค่เพียงความสัมพันธ์ที่ฉาบฉวย .. ผ่านเข้ามาก็จะผ่านไป .. เท่านั้น..”
                   ผมสลัดความคิดที่วุ่นวายเหล่านี้ให้หมดออกไปเมื่อเลี้ยวรถเข้าที่ทำงาน
                  ขณะหอบกระเป๋าและแฟ้มเอกสารพะรุงพะรังเดินผ่านประตูใหญ่.. น้องแพรวคนสวย พนักงานคนใหม่แผนกธุรการ .. กำลังมองมา ยิ้มสวยเก๋ส่งมาให้ ร้องเรียกให้หยุดแล้วบอกว่าช่วยเซ็นรับหนังสือเข้าร่วมประชุมหารือแผนที่ภูมิศาสตร์สนเทศแทนหัวหน้าแผนกในวันอังคารนี้ด้วย.. ผมหยุดเดินวางของลง แล้วจรดปากกาวาดเซ็น ก่อนจะอ่านข้อความกำหนดการของงานสัมมนา.. อ้อ ..เป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกันระหว่างหน่วยงานของรัฐกับส่วนราชการอื่นๆ อาทิ หน่วยงานทหารแผนที่และตำรวจจราจรในระยะเวลาประชุม 2 วัน
                    ผมส่ายหัวช้าๆ คาดเดาเอาว่าคงเป็นการประชุมที่น่าเบื่อหน่ายที่สุดในโลก.. ภายในนั้นน่าจะมีแต่คนแก่และกูรูแผนที่อยู่เต็มไปหมด
                  แต่ความคิดทั้งหมดที่คิดไว้ผิดทั้งหมด เพราะเมื่อได้ลงทะเบียนทางด้านหน้างานสัมมนาฯแล้วเข้าไปนั่งด้านในห้องประชุมของโรงแรมหรูหราแห่งนี้ก็ต้องแปลกใจที่ผู้เข้าร่วมสัมมนานับร้อยมีแต่คนหนุ่มคนสาวทั้งนั้น
ผมกวาดสายตาไปทั่ว จนมาสะดุดกับสาวสวยหน้าตาคมเข้ม ริมฝีปากหนาเชิดขึ้น มีโหนกแก้มสูง ขนตางอนยาวรับกับรูปหน้าได้พอเหมาะพอเจาะ ผมสลวยยาวสีดำสนิท บุคลิกภายนอกดูมีความมั่นใจสรุปโดยรวมว่าหล่อนดูโดดเด่นกว่าใครในห้องนี้
เธอก้มอ่านกำหนดการ พร้อมมีหนังสือเล่มหนาวางข้างตัว ไม่มีความสนใจในสิ่งเคลื่อนไหวรอบตัวหรือสนใจใครเลย
            ผมจ้องเธออยู่นานอย่างไม่ให้สงสัยในพฤติกรรมเพราะชอบทำเป็นประจำเวลาเจอผู้หญิงสาวสวย  ... พี่ชำนาญตัวแทนสำนักงานฯที่มาร่วมเข้าสัมมนาในครั้งนี้อีกคนเดินมานั่งลงข้างๆอย่างเงียบเชียบผมรู้สึกตัวสะดุ้งนิดหน่อยจึงค่อยหยุดอาการหื่นแตกเอาไว้ชั่วคราว
                “ ที่นั่งตรงนี้ดีนะพี่มีอาหารให้ดูตาด้วย ..” พูดจบผมบุ๊ยปากไปที่สาวสวยในเครื่องแบบคนนั้นทันทีพี่ชำนาญหันไปมองตาม แล้วหันมาบอกว่า “ เฮ้ยยอด.. อย่าไปยุ่งเลยทีเดียวเชียวคนนี้ สิ่งต้องห้ามของคนมีสี ” 
                 “ อ้าวทำไมล่ะพี่..ก็เห็นสวย น่ารัก ดูมีสง่า ภูมิฐาน ราศีจับออก ..” ผมแย้งกลับไป
“ ไม่ได้ ไม่ได้ .. คนนี้ควรหลบหลีกไปให้ไกล ..” พี่ชำนาญยังยืนยันประโยคเดิมจนน่าสงสัย
“ ทำไมอ่ะพี่ .. เธอเป็นลูกสาวบิ๊กซักคนหนึ่งในกองทัพใช่ไหม ..”
พี่ชำนาญชักสีหน้ายุ่งยากลำบากใจ ก่อนจะเอียงหน้ามาใกล้หูแล้วกระซิบว่า
“ เธอเป็นคุณนายที่สองของกองทัพ .. เข้าใจหรือยังที่นี้ ..”
ผมไม่เข้าใจคำว่าคุณนายที่สอง จึงถามตรงๆออกไปอีกว่า “ งั้นเธอต้องเป็นเมียน้อยนายพลคนไหนสักคน.. ใช่ไหมครับพี่ ..”
“เฮ้ย .. พูดเบาๆหน่อยสิ .. ประเดี๋ยวก็ได้ซวยกันหมดหรอก ..เรื่องของเรื่องมันเป็นข่าวลือเล่ากันมาได้ระยะหนึ่งเท่านั้น ..คนเรานี่ก็แปลกเรื่องดีดีมีให้คุยตั้งมากมายไม่ยอมคุย กลับชอบขุดคุ้ยเรื่องไม่ดีไม่งามของชาวบ้านแล้วเอามาพูดกันกันสนุกปาก .. คนถูกพาดพิงจะเจ็บปวดแค่ไหนกูไม่ขอรับรู้ ขอแค่ได้พูดเอามันส์เป็นพอ ..” พี่ชำนาญบ่นซะยาวยืดแล้วถอนหายใจออกมาขณะจ้องมองหญิงสาวคนนั้น
“ แล้วเรื่องราวมันมีมูลความจริงบ้างไหมล่ะครับพี่ ..” ผมเลิกกระซิบถามแล้วหันมามานั่งคุยกันจริงจังแล้ว “ พี่ก็ไม่รู้ข้อมูลอะไรนะ .. ขอไม่ออกความเห็นเรื่องนี้จะได้ไหม แต่ก็เคยได้คุยกับกุ้งอยู่สองสามครั้งเขาเป็นคนมีสัมมาคารวะ อ่อนน้อมอ่อนโยน มุมมองความคิดใช้ได้เลยทีเดียว ..”
“ อ้าว ..นี่พี่เคยพูดคุยกันมาก่อนหรือครับ ..” ผมแซวพี่ชำนาญ แกยิ้มเรี่ยๆเกาหัวแกรกๆตอบว่า
“ แหมเป็นธรรมดาของคนสวย .. ใครก็อยากพูดคุยเสวนาด้วยเนอะยอด”
“ ครับผม .. แล้วเอเล่าอะไรอีก..”
“ กุ้งเขาชอบทำบุญและช่วยเหลือคนยากคนจนชอบไปดูแลคนแก่ที่ถูกทอดทิ้งที่บ้านพักคนชรา เขาอยู่กลุ่มทำบุญกลุ่มเดียวกับแฟนพี่เองเขานัดหมายร่วมทำบุญด้วยกันบ่อยๆ ล่าสุดก็เพิ่งไปทำโรงทานที่วัดป่าแถวชัยภูมิด้วยนะ .. เห็นหรือยังว่าคนนี้มี Profile ดีกว่าหน้าตาตั้งเยอะแน่ะ..”
ผมพยักหน้าเห็นด้วย แต่ในใจครุ่นคิดไปว่า ผู้หญิงเก่งคนนี้มีวิธีใช้ชีวิตที่น่าสนใจ
ผู้หญิงสวยจับใจ ดูหยิ่งทระนง ไม่เคยสนใจสายตาใครว่าจะมองมาแบบไหน
คิดๆดูแล้วผู้หญิงสวยเก่งแบบนี้ทำไมถึงยอมเป็นเมียน้อยผู้มากบารมีไปได้
การสัมมนาได้ผ่านช่วงง่วงหาวไปอีกหลายหัวข้อ .. กระทั่งถึงกิจกรรมกลุ่ม ซึ่งผู้จัดงานจัดกลุ่มกันเพื่อออกไปแสดงความเห็นหน้าห้องสัมมนาในช่วงท้ายการประชุม
ผมประเหมาะเคราะห์ดีได้อยู่กลุ่มเดียวกับกุ้งคนสวยแถมยังนั่งติดกันโดยบังเอิญอีกต่างหาก
หัวหน้ากลุ่มให้สมาชิกแนะนำตัวทีละคนว่าชื่ออะไรมาจากหน่วยงานไหนและมีความถนัดชำนาญด้านใดเป็นพิเศษ ซึ่งนอกจากจะได้กระชับความสัมพันธ์คนในกลุ่มให้เหนียวแน่นแล้ว ยังเป็นการแชร์ความคิดที่หลากหลายกันอีกด้วย
ผมนั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย กระทั่งเสียงเล็กใสดังระฆังแก้วกระซิบเรียกอยู่ข้างๆทำเอาสะดุ้งตื่นจากความคิด “ พี่ชื่อ ..ยอดใช่ไหมคะ ..” เสียงหวานเว้าวอน ฟังแล้วออดอ้อน ชวนเคลิบเคลิ้มเอ่ยถาม
“ ครับ .. แล้วน้องชื่อกุ้งหรือเปล่า ”
“ ใช่ค่ะใช่ ..” กุ้งยื่นมือมาจับ แต่ดูเหมือนผมกำลังมือสั่น หัวใจข้างในเต้นโครมครามแทบทะลุออกมาจากอก
แล้วเราสองคนก็ได้นั่งรับประทานอาหารโต๊ะเดียวกันในตอนเที่ยง ก่อนจะกลับมานั่งด้วยกันอีกครั้งในการรวมกลุ่มในตอนค่ำเลิกรากลับบ้านใครบ้านมันในตอนสองทุ่ม
ผมสังเกตว่าเธอดูแปลกๆ ชอบยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เสมอเวลาคิดอะไรอยู่คนเดียวและชอบแอบมองผมเวลาเผลออยู่บ่อยๆ
ตอนใกล้เลิกสัมมนาผมแปลกใจอีกครั้งเมื่อเธอยื่นกระดาษแผ่นเล็กๆให้แล้วมองไปรอบตัวกลัวว่าใครจะมาเห็นเข้า .. ผมรู้ทันจึงรีบเก็บใส่กระเป๋าซุกไว้ให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ รู้สึกเหมือนว่ากระดาษแผ่นนี้เป็นของวิเศษล้ำค่ากว่าอะไร
ผมเดินถึงรถรีบล้วงออกมาดู ตวัดสายตาอ่านอย่างรวดเร็ว จนพบว่า ..มันเป็นชื่อ .. Face-noteของเธอนั่นเอง
                                                                                                        -------------------------------------------
หลังจากประชุมเสร็จ .. ผมลืมกระดาษโน้ตแผ่นนั่นไปเลยมันนิ่งสนิทอยู่ในกระเป๋ารอคอยให้เปิดอย่างเดียวดาย แต่กว่าจะได้เห็น .. เรื่องก็เกิดขึ้นจนได้
“ นี่มันกระดาษอะไรคะยอด .. รินเห็นอยู่ในกระเป๋ากางเกง..”
กระดาษแผ่นเล็กถูกโชว์ร่อนไปมาในขณะผมกำลังอึ้ง พูดอะไรไม่ออกจนด้วยหลักฐาน(อันนำพาไปสู่การนอกใจ) กำลังโชว์ชัดเจนอยู่ตรงหน้า
ค่อยปรับสีหน้าให้เป็นปกติไปอย่างรวดเร็วและละล่ำละลักพูดออกไปอย่างมีพิรุธว่า..
“ เป็น เอ่อ เป็นเบอร์โทรศัพท์ของญาติพี่ชำนาญจ๊ะริน.. ขอบใจนะที่เก็บเอาไว้ให้ ..”
เธอชักสีหน้าแปลกใจ แต่ก็กลับมาเป็นปกติ คือ ระบายยิ้มอย่างใจดีเหมือนเวลาปกติต่อหน้าผมต่อหน้าลูกๆ หรือคนอื่นรอบตัว ..
ระรินดูไร้เดียงสาเช่นเคย
ผมรู้สึกตลอดเวลาว่าเธอทำหน้าที่ภรรยาได้ดีมาก ไม่เคยสงสัยหรือจับผิดหรือตำหนิในการกระทำผิดพลาดของผมเลยตั้งแต่อยู่กินเป็นสามีภรรยากันมา
เธอช่าง .. เป็นแม่พระที่แสนดี เป็นโคมไฟส่องทางสว่างให้ชีวิตอันมืดมนไร้ความหวังของผมให้ลุกโชนมีเรี่ยวแรงก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจในทุกโมงยามของชีวิต
แต่ .. ไม่รู้ผีห่าซาตานตนไหน .. มาสิงอยู่ในตัวผมจนไม่สำเหนียกในการทำความดีของเธอเลยซักนิดหลงระเริงแสงไฟเหมือนแมงเม่า ยากจะกลับเป็นคนดีดีคนเดิมได้อีกต่อไป
เธอยิ้มเย็นแล้วตอบว่า ..“ อ้าวหรอคะ .. คราวหลังยอดก็ระวังหน่อยก็แล้วกันนะ นี่รินเกือบขย้ำทิ้งขยะไปเสียแล้วยังดีที่ติดมือไว้ทัน ..”
“ จ๊ะ จ๊ะ ขอบใจมากจ๊ะ ..” ผมตอบไปพยายามทำกิริยาให้มีพิรุธน้อยที่สุด .. เธอยื่นกระดาษมาให้
ผมรีบกำไว้ในมือจนแน่นเหมือนกลัวจะหลุดหายไปไหนอีก .. คิดในใจว่าคราวนี้เกือบไม่รอดแล้วสิเรายังดีเรียกสติกลับมาโกหกได้ทัน ไม่อย่างนั้นบ้านคงแตก
“ เออ .. วันนี้รินว่าจะพาลูกๆไปหาพี่กัญญานัดเอาไว้ที่ร้านไอศกรีม .. ยอดอยู่บ้านคนเดียวได้ใช่ไหม”
“ ได้สิริน ตามสบายเลย ผมอยู่ได้ ..”
“ ไม่ใช่อะไรหรอก .. คือรินกลัวยอดจะเบื่อรอเพราะมีแต่พวกแม่ๆกับลูกๆคงวิ่งเล่นเจี๊ยวจ๊าวดังเต็มร้าน แถมคุยแต่เรื่องลูก เรื่องเรียน นี่ถ้ารินเป็นผู้ชายคงจะเบื่อเหมือนกัน..”
เมื่อคิดถึงนัดหมายกับกุ้ง ผมดีใจจนต้องยิ้มกว้างออกมาทันที ...
“ ไม่มีปัญหาไปเลยจ๊ะผมอยู่บ้านได้เดี๋ยวจะอ่านหนังสือ ล้างรถ และตัดกิ่งไม้หน้าบ้านสักหน่อย แค่นี้ก็หมดเวลาแล้ว รินพาลูกๆไปเลยไม่ต้องกังวลนะ ..”
ระรินยิ้มหวานเดินมาหอมแก้มผมก่อนจะเดินไปดูลูกกบกับลูกออดว่าพี่เลี้ยงแต่งตัวให้เรียบร้อยหรือยัง
พอระรินกับลูกๆขับรถออกไปได้สักพัก ผมก็รีบตัดกิ่งไม้และล้างรถอย่างลวกๆ สักแต่ทำให้เวลาผ่านไปเพราะในใจกำลังร้อนรุ่มไปด้วยความคิดที่จะติดต่อกับน้องกุ้งตามเส้นทางในข้อความกระดาษโน้ตแผ่นนั้น
                                                                                                             ------------------------------------
ข้อความกะพริบเป็นสีแดง ทำเอาผมถอนหายใจโล่ง นี่น้องกุ้งได้ตอบข้อความมาแล้ว
“ ขอโทษค่ะพี่ยอดที่ตอบช้า งานยุ่งม๊ากกกจ๊ะ”
ผมกดข้อความส่งไปอีกครั้ง หลังจากจ้องช่องข้อความถัดไปอยู่นานร่วมชั่วโมงด้วยความหวังว่าเธอจะออนไลน์ Face-note ทางโทรศัพท์มือถือในทันที คุณพระช่วย!เธอตอบมาแล้ว “ ว้าว .. คุณพ่อบ้านออนไลน์แล้ว..”
ผมชะงักการพิมพ์ไปเมื่อเธอทักทายว่า .. พ่อบ้าน นั่นแสดงว่าเธอคงรู้แล้วสิว่าผมมีครอบครัว สงสัยงานนี้แห้วรับประทานชัวร์แน่แล้วสินี่
“ พี่ก็ทักทายกุ้งตามหัวใจเรียกร้องปกติจ๊ะ ”
“ แหม แหม .. ปากหวานซะจริงเชียวคุณพ่อบ้าน แล้ววันนี้ไหงเล่น Face-note ได้ แสดงว่าคุณนายไม่อยู่บ้านใช่ไหมคะ..”
เธอเย้าผมเรื่องพ่อบ้านอีกแล้ว ผู้หญิงคนนี้ขี้เล่นเสียจริงเชียว .. อย่างนี้ต้องจัดการด้วยแผนขั้นเด็ดขาดเสียแล้ว
“ พี่เป็นคนแบบนี้แหละ .. ชอบก็บอกว่าชอบ ไม่ชอบก็บอกเกลียดไปเลย ตรงๆไม่อ้อมค้อมเสียเวลาปั้นหน้าแต่งเรื่องราวไปเปล่าๆ”
“ จริงหรอคะพี่ กุ้งถามอะไรหน่อยสิ ..”
เธอเย้าผมด้วยถ้อยคำที่ล้อแหลม ขี้เล่นอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวถ้าพี่ดุลที่ทำงานผมมาเห็นการพูดคุยในลักษณะนี้ แกจะต้องฟันธงเลยว่า .. ผู้หญิงคนนี้กำลังอ่อยอยู่
ผมพิมพ์ตอบไปทันที หัวใจเต้นตึ้กตั้กระรัวแรง คิดทะลึ่งลามกอยู่ในใจ
“ ว่า .. ถามว่า ..”
“ พี่ชอบหนูใช่ไหมนี่ ..”
“ กุ้งฟังนะ พี่อายุก็เยอะแล้ว ประสบการณ์ก็มีมาก เรื่องแบบนี้เอาไว้ตอนอยู่กันสองต่อสองดีไหม” ผมเย้าออกไปอีกรอบ ตามสุภาษิตโบราณ นานมาว่า .. “หมากำลังหยอกไก่”
เธอหัวเราะร่วนแล้วตอบว่า “ จริงๆไม่อยากบอกเลยว่าหนูแอบเหล่พี่ตั้งแต่วันแรกที่รายงานตัวสัมมนาแล้วพอสืบประวัติจากพี่ชำนาญก็แทบหงายหลัง .. พี่มีครอบครัวที่น่ารักแล้ว .. ตอนนั้นก็เศร้าไปนิดนึง อดเสียดายไปไม่ได้ว่า .. ทำไมชายในฝันของเราที่ตรงสเปกทุกอย่าง (ตัวสูง ผิวขาวเนียนบุคลิกดีเยี่ยม ตี๋หล่อ เนี้ยบทุกกระเบียดนิ้วเหมือนดาราเกาหลีที่ชื่อ .. ควอนซังวูพอตอนหลังเริ่มทำใจได้พยายามจะไม่มอง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแอบมองทุกครั้งที่พี่เผลอ.. หนูทำได้เพียงแค่นี้แหละค่ะพี่ยอด”
ผมอึ้งนิ่งพูดอะไรไม่ออก แต่ที่แน่นอนคือไม่รู้จักดาราเกาหลีชื่อดังคนนั้นแน่นอน
“ ขอพูดตรงๆเลยนะคะพี่ยอด ดูแล้วเราสองคนอายุน่าจะห่างกันไม่มาก มีเรื่องหนึ่งที่อยากจะบอกพี่เอาไว้ เพราะไว้ใจและเชื่อว่าพี่คงไม่เอาไปบอกใครๆต่อแน่นอน”
ผมนิ่งรอฟังเธอว่าเธอจะบอกเล่าเรื่องอะไรอย่างใจจดใจจ่อมองดูนาฬิกาก็เห็นว่าเราพูดคุยกันมาเป็นเวลาเกือบชั่วโมงแล้ว
“ เรื่องที่เป็นเมียน้อยท่านผู้บัญชาการฯนั้นเป็นเรื่องจริงอย่างที่ใครๆเขาร่ำลือ ..”
                                                                                                       ------------------------------
“ อ้าวกุ้ง .. หาเรื่องให้พี่แล้วไหมล่ะนี่ ..” ผมโวยวายออกไป ..เป็นใครใครก็กลัวตายสิครับ .. เล่นกับของเล่นผู้มีอำนาจมีแต่เสียกับเสีย.. ยิ่งผมมีลูกมีเมียมีการงานที่มั่นคงแบบนี้ด้วยแล้ว ยิ่งต้องระมัดระวังตัวเองเป็นพิเศษ
“ ไม่ไม่ ..ไม่ทำบาปขนาดนั้นหรอกค่ะ .. หนูคิดว่าควบคุมทุกอย่างได้ อย่างที่บอกไงคะว่าเราเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว และตอนนี้หนูก็มีพร้อมหมดทุกอย่างเงินทอง ตำแหน่ง ทรัพย์สมบัติที่ดิน ความรู้ความสามารถ และที่สำคัญหนูสวยจนใครๆอิจฉา.. ต่างคนก็พูดกันไป หนูไม่เห็นต้องแคร์อะไร ไม่ได้ขอข้าวใครกินและท่านก็ดูแลให้ความมั่นคงกับหนูและครอบครัวเป็นอย่างดี .. พี่สบายใจในเรื่องนี้ได้..”
ผมจรดสายตาอ่านข้อความที่พรั่งพรูออกมาอึ้งแล้วอึ้งอีก .. เธอช่างมีความคิด กล้าทำในสิ่งที่ขนบธรรมประเพณีไทยยึดถือเคร่งครัดว่าเกิดเป็นผู้หญิงต้องรักนวลสงวนตัว มีผัวเดียวเมียเดียวไว้ครองคู่ชีวิต
คนที่มากชู้หลายผัว คือ คนไม่ดีไม่มีความภาคภูมิใจในการมีชีวิตอยู่ แต่น้องกุ้งฉีกกฎทุกข้อที่ผมได้พบเจอผู้หญิงมา
เธอกล้า เธอไม่กลัวผู้ชาย เธอเป็นเมียน้อยอย่างหน้าชื่นตาบานและที่สำคัญคือเธอมีเสน่ห์ยวนใจผู้ชายวัยหนุ่มแก่ ยันชราภาพ
ผมพิมพ์ถามต่อไปว่า “ เอ่อ .. แล้วยังไงต่อครับกุ้ง ”
เธอเงียบไปสักพัก ก่อนจะพิมพ์ตอบกลับมาว่า .. “ ก็ไม่มีอะไรต่อแค่หนูชอบพี่ รู้สึกถูกชะตา มันหาคำอธิบายไม่ถูก แน่นอนหนูไม่คิดจะแย่งพี่มาเป็นของตัวเองคนเดียว แค่ .. เอ่อ .. อยากให้มีการสัมผัสทางกายกันนิดหน่อย แต่ก็หนูขอสัญญาว่าจะไม่ผูกพันอะไร นอกจากมิตรภาพระหว่างพี่กับน้อง เท่านั้น ”
“ แค่สัมผัสทางกาย ..” คำพูดของเธอช่างกำกวมเหมือนในนิยาย แต่ผมก็พอจะเดานัยยะความหมายได้ ..
เสียงเต้นของหัวใจดังขึ้นมาอีกครั้งเมื่อนึกคิดไปตามมโนภาพ... จิตราคะกำลังก่อตัวขึ้นอยู่เงียบๆ เสียงเรียกร้องของสัญชาตญาณเพศผู้กำลังคึกคัก ยากต้านทาน
เมื่อทนไม่ไหวผมรีบปิดคอมพิวเตอร์ทันทีหลังจากที่เธอบอกเบอร์โทรศัพท์มาให้
ผมเหลียวมองไปรอบบ้านก็มีแต่ความเงียบงันก้มมองดูเวลาก็เดาว่าระรินกับลูกๆคงจะกลับมาอีกในสามชั่วโมงข้างหน้า จึงหยิบกุญแจรถแล้วสตาร์ทขับออกไปจากบ้านทันที
                                                                                              -----------------------------------------
ผมจอดรถทิ้งไว้ที่ห้างสรรพสินค้าชื่อดังริมถนนสายทางหลวงจังหวัด ก่อนจะรีบกดโทรศัพท์บอกกุ้งอีกครั้งว่ามาถึงที่นัดหมายแล้ว .. เธอบอกให้ผมรอสิบห้านาทีตอนนี้ลงมาจากคอนโดฯแล้ว ผมเดินมาเปิดเพลงฟังที่รถคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่ไม่ลืมมองดูนาฬิกาว่ามีเวลาเหลืออีกเท่าไหร่สำหรับอยู่นอกบ้าน
เธอมาตรงเวลาตามที่บอก ผมเดินขึ้นรถของเธอ ก่อนที่รถเราแล่นออกจากที่นั่น ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าเราสองคนจะไปที่ไหนกันดี
พอรถวิ่งไปบนถนนบายพาสจนนิ่งสนิท เหลือทิ้งไว้แต่ความเงียบระหว่างเรา
กุ้งจับพวงมาลัยด้วยมือขวามือเดียว ก่อนจะเอื้อมมือซ้ายมากุมมือผมเอาไว้
ผมยิ้มให้เธอก่อนจะสอดมือประสานเป็นหนึ่งเดียวกันทันที เธอหันมามองแล้วยกมือขึ้นจุมพิต
“ มือพี่หอมดีจัง .. ไม่รู้เป็นอะไรกุ้งแพ้ผู้ชายมือนิ่ม ..”
ผมยิ้มเขินๆ ผู้หญิงคนนี้ยังคงใช้คำพูดตรงๆกล้าบ้าบิ่น ทำอะไรออกมาได้ไม่คาดคิดสม่ำเสมอ
“ เราจะไปไหนกันดี ..” ผมถามกลบอาการเก้อแม้เสียงดนตรีบรรเลงยังคงทำหน้าที่ต่อไป เธอหันมามองแล้วยักคิ้วให้ ก่อนจะยิ้มยั่วประกายตาดูระยิบระยับแปลกๆพิกล
“ เดี๋ยวก็รู้ แต่ตอนนี้นั่งเฉยๆก่อนนะคะคนหล่อ ..”
ผมพยักหน้ามองไปถนนข้างหน้าอย่างเดียว ...เราสองคนคุยอะไรไปเรื่อยเปื่อยตามแต่จะนึกหัวข้อเรื่องได้ ..เธอขับรถมาจอดที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง .. เป็นร้านอาหารตั้งอยู่บนแพน้ำขนาดใหญ่ ผมมองไปรอบตัวก็เห็นแต่ทิวน้ำสุดลูกหูลูกตา .. เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองนั่นเอง
กุ้งสั่งเบียร์มาสองขวด พร้อมกับแกล้มอีกสามอย่าง .. เราพูดคุยกันต่ออย่างออกรสจนกับแกล้มและเบียร์หมดไปหนึ่งโหลพอดี .. เธอร่าเริงสมวัยสาวสลับกับหน้าบูดคิ้วขมวดทุกครั้งที่ผมก้มมองดูนาฬิกา
“ จะรีบกลับบ้านหรอคะที่รัก ...”เธอแซวผมพร้อมเสียงหัวเราะเยาะน่าจับตีก้นนัก
“ ปละ .. เปล่าจ๊ะแค่ดูเวลาเฉยๆ ..”
ผมแกล้งตอบปัดความสงสัยไปเรื่องอื่น ทั้งที่ในใจกำลังคิดว่าถ้าระรินกลับมาถึงบ้านก่อนที่ผมจะเสร็จธุระเรื่องคงไม่ดีแน่ .. แต่ผมก็ยังมีข้ออ้างสมเหตุผลอยู่แล้วคิดไปคิดมายังดีที่ได้ทำงานบ้านจนเสร็จ ทั้งตัดกิ่งไม้ล้างรถอย่างที่บอกกับระรินไว้แล้วก่อนจะออกมา .. พอค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย
“ งั้นเราไปกันเถอะพี่ ..”
เธอเรียกพนักงานมาคิดเงินแล้วบอกว่ามื้อนี้ขอเลี้ยงพี่ชาย เพราะเพิ่งได้เงินตกเบิกเบี้ยเลี้ยง 2 ขั้นมาหมาดๆผมขอบใจเธอแล้วเราก็ออกจากที่นั่นทันที
กุ้งขับรถออกจากร้านแพริมน้ำตรงเรื่อยมาตามถนนมิตรภาพ ก่อนจะเลี้ยวรถเข้าซอยเล็กๆแห่งหนึ่งอย่างรวดเร็วถึงขนาดที่ผมอ่านป้ายทางเข้าไม่ทันว่าเขียนว่าอะไร
ซอยนี้เป็นซอยขนาดเล็ก ... ถนนช่วงแรกดูกว้างจนรถยนต์สองคันน่าจะวิ่งสวนทางกันได้ แต่พอรถวิ่งเข้าไปเรื่อยๆ ถนนก็แคบเข้าไปจนเหลือเท่าขนาดเดียวกับรถ .. รอบๆตัวก็มีแต่ป่าหญ้าขึ้นสูงมองไม่เห็นอะไร ดูเปลี่ยวจนน่าใจหาย
“ เราจะไปไหนกันน่ะกุ้ง ..” ผมถามด้วยน้ำเสียงคล้ายตวาดกังวลในใจเธอพามาอะไรไกลนักหนา
“ ใจเย็นๆ ค่ะพี่ยอด .. แป๊บเดียวก็รู้ ..”
รถยนต์ชะลอความเร็วต่อจากนั้นอีกไม่นาน ผมมองเห็นบังกะโลเรียงเป็นแถวตอนเดียว ประมาณ 20 หลัง แต่ละหลังจะมีที่จอดรถอยู่ด้านข้าง ... กุ้งจอดรถไว้ที่บังกะโลหลังหนึ่งเรานั่งรอสักครู่ก็มีเด็กหนุ่มเดินมาเคาะกระจกพูดคุยกับเธอพร้อมยื่นเงินแลกกับน้ำดื่มราคาถูกหนึ่งขวด  .. พอเด็กเดินจากไปกุ้งลงจากรถร้องเรียกผมให้ตามเธอเข้าห้องไปในทันที
                                                                                             --------------------------------
ผมมาถึงบ้านก่อนระรินกับลูกๆจะมาถึงไม่กี่นาที ยัยลูกกบกับนายลูกออดวิ่งถลามากอดผมไว้แน่น แล้วผลัดกันหอมแก้มคนละครั้งสองครั้งก่อนจะวิ่งหายไปกับพี่เลี้ยงทันที
ผมนั่งเหม่อลอยอยู่คนเดียวอยู่ริมระเบียงบ้าน นึกถึงบทพิศวาสที่คิดว่ารัญจวนใจ แต่กลับจืดชืด แห้งแล้งไม่เร้าอารมณ์จนถึงจุดสุดยอดอย่างที่คิดเอาไว้
กุ้งตะกละตะกรามหิวกระหายในรสรักจนดูรีบเร่งไปหมดทุกอย่าง ..ดูคล้ายเป็นการประดิษฐ์ไม่มีความจริงหรือความรู้สึกร่วมในขณะที่สองคนกำลังเปลือยเปล่าจิตวิญญาณต่อกันแต่อย่างใดเลย
ผมรู้ดีว่าครั้งนี้จะเป็น ..ครั้งเดียวที่เกินพอสำหรับกุ้ง
สายลมพัดมาปะทะหน้าแผ่วๆ ระรินเดินมาจากข้างหลังๆเงียบๆ ยื่นน้ำขิงร้อนที่ผมชอบมาให้
“ วันนี้เด็กๆสนุกกันมาก แต่ก็มีบ่นอยู่ตลอดว่าคุณพ่อทำไมไม่มาด้วยรินต้องชักแม่น้ำทั้งห้ามาอธิบายเสียแทบแย่ว่ายอดติดธุระสำคัญอยู่กับบ้านจึงมาไม่ได้ กว่าจะเข้าใจก็ใช้เวลาเหมือนกัน ไม่ไหวเลยเด็กดื้อพวกนี้ ..”
ผมพยักหน้าเห็นด้วย ยิ้มเรี่ยๆส่งไปให้ .. ระรินขอตัวไปดูเด็กๆอาบน้ำผมบอกว่าเดี๋ยวจะตามเข้าไป
แล้วผมก็จ่อมจมกับความคิดตัวเองอีกครั้ง ..
รู้สึกขยะแขยงตัวเอง ไม่รู้อะไรมาดลใจให้ผมกระทำสิ่งไม่ดีไม่งามลงไปหลายชั่วโมงก่อนหน้านี้ มันเป็นความรู้สึกย่ำแย่อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ผมกับกุ้งเสพสมกันเหมือนสัตว์สองตัวทำหน้าที่ในฤดูผสมพันธุ์ .. พอต่างคนหมดหน้าที่ก็แยกย้ายกลับแหล่งพักพิงไปตามวิถี
จบสิ้นกันไป ไม่มีห่วงอาลัยต่อกัน .. มันช่างน่าเศร้าใจเสียจริงๆ
ผมไม่ได้เดินไปเล่นกับลูกเหมือนทุกวัน แต่แอบเข้าหลังบ้านแล้วเดินตรงไปห้องทำงานส่วนตัวทันที เปิดคอมพิวเตอร์ กดโปรแกรมFace-note ขึ้นมา จนมองเห็นว่าช่องข้อความมีสีแดงข้อความเข้ากระพริบถี่ๆไล่รายชื่อเห็นน้องกุ้งอยู่บนนั้น ผมรีบกดอ่านทันที ..
“ เป็นยังไงบ้างค่ะที่รัก .. ผ่านศึกสงครามมาหมาดๆรสรักปักอุราบ้างไหมเอ่ยเมื่อกี้เห็นร้องครวญครางอยู่นาน มีความสุขหรือตื่นเต้นประการใด บอกกันด้วยนะคะ ”
ผมขนลุกเกรียวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ รู้สึกขยะแขยงเหลือเกิน
รีบกด Mouseไปที่ Profileของเธอ เลื่อน Mouse ไปขวาสุด เห็นช่องเล็กๆที่พิมพ์คำว่า .. ลบเพื่อน
ผมรีบคลิกไปช่องนั่นด้วยมือสั่นเทา แต่ใช้เวลารวดเร็วกว่าที่คิด รอสักพักหน้าจอหายไปในพริบตา คงเหลือแต่ความว่างเปล่า
สุดท้ายหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ปรากฏภาพครอบครัว มี พ่อ แม่ ลูกทั้งสองคน ... เราทั้งสี่คนยิ้มแย้มร่าเริงอย่างมีความสุขที่ทะเลบางแสน
ผมถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะยิ้มออกมาแล้วนึกขอบใจตัวเองที่กลับตัวทัน
ถึงจะเป็นคนชั่วแต่ก็ยังมีจิตใจที่รักและรับผิดชอบต่อครอบครัว ก็น่าจะเป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่ง
เสียงตัวแสบกำลังวิ่งตะโกนหาพ่อของเขา ผมรีบปรับเปลี่ยนสีหน้าให้เป็นปกติ .. เตรียมรับการโผเข้ามากระโดดกอดของตาลูกออดในอีกไม่กี่นาทีต่อจากนี้
นี่ผมยังเป็น .. พ่อที่ดีคนหนึ่งอยู่นี่นา
 
จบตอน