วิหคผืนฟ้า หมาป่าแผ่นดิน บทที่ ๒ (๓)

Author: 
เสวี่ยอวี้ถาน
ประเภท: 
นิยาย

บทที่ ๒ คราเคราะห์คับขัน สุนัขป่าแยกเขี้ยว (๓)
 
ยามนั้น เฟิงฮุ่ยหลิงเพิ่งเดินกลับเข้ามาในบ้าน ในใจนอกจากความอ่อนหวานอันแปลกประหลาดที่เพิ่งรู้จักแล้ว ยังมีความมุ่งมาดที่จะชำระแค้นน้องชายของตนเองผสมอยู่ด้วย นึกไม่ถึงว่าเมื่อเดินเข้าประตูมา ที่รออยู่ไม่ใช่น้องชายกลับเป็นมารดาที่กำลังซับน้ำตาตนอยู่เงียบๆ
 
ในใจนางพลันกลายเป็นความแตกตื่น มารดาที่เข้มแข็งตลอดมา แม้แต่เหตุการณ์เมื่อวานยังเค้นรอยยิ้มออกมาได้ ในความทรงจำของนาง มิเคยเห็นเฟิงจื่อเตี๋ยหลั่งน้ำตามาก่อนไม่ว่าเป็นเรื่องราวใด มายามนี้เมื่อพบเห็นกลับได้เพียงยืนตะลึงทึมทื่ออยู่ครู่กว่าจะส่งเสียงได้
 
"มารดา...ท่านเป็นกระไร เกิดเรื่องราวใดขึ้นกัน..."
 
นางเฟิงที่ได้ยินคำนั้นกลับหัวร่ออกมาหนึ่งคำ สองตาที่หันมาแดงฉานแลดูคล้ายภูตร้าย ก่อนมลายหายไปเป็นความรู้สึกอันไม่อาจอ่านออก ยามกวักมือเรียกบุตรีและกล่าวคำ
 
"มาเถิด เจ้ามานั่งกับมารดาสักหน่อยเถิด ฮุ่ยหลิง"
 
เฟิงฮุ่ยหลิงเห็นมารดามีท่าทางแปลกประหลาดย่อมไม่กล้ารีรอ เร่งรุดไปทรุดกายนั่งข้างนางเฟิง เพียงบุตรีก้าวเดินไม่กี่ก้าว ท่วงท่าอันแปลกประหลาดของมารดาได้เลือนหายจนหมดสิ้น กลับเป็นนางยามปรกติ หลงเหลือไว้เพียงร่องรอยอันบางเบาของหยาดน้ำตากับความรู้สึกอันลึกล้ำที่เฟิงฮุ่ยหลิงไม่ใคร่เข้าใจ พลางยกมือขึ้นทำท่าคล้ายจะลูบศีรษะบุตรี ก่อนชะงักงันไป แปรเปลี่ยนเป็นทอดถอนใจ
 
"พ้นปีนี้ไป เจ้าก็จะล่วงเข้าสิบหก..." นางเฟิงกล่าวคำคล้ายปรารภ "นับว่าเจริญวัยแล้ว เรื่องราวในบ้านใหญ่น้อยหลายปีที่ผ่านมา ล้วนแต่อาศัยเจ้าทั้งสิ้น..."
 
"มารดา" เฟิงฮุ่ยหลิงแม้ไม่ทราบว่านี่นับเป็นเรื่องราวอันใด แต่นางยังยื่นมือไปเกาะกุมมือหยาบกร้านของมารดาเอาไว้อย่างอ่อนโยน "ลูกไหนเลยมีความสามารถถึงเพียงนั้น ทุกเรื่องราวล้วนเป็นบิดากับมารดาชี้แนะสั่งสอนลูกทั้งสิ้น"
 
นางเฟิงแย้มยิ้มให้คำกล่าวที่น้อยครั้งจะอ่อนโยนแกมประจบเช่นนี้ของบุตรี สายตาจับจ้องมองวงหน้าที่มีเค้าลางละม้ายนางไม่น้อยนั้นแล้วอดสะท้านใจไม่ได้
 
"ไหนเลยเป็นเพียงเพราะเรากับบิดาเจ้า เราทราบดีว่าเจ้าเป็นคนเช่นไร เรายังนึกยินดีมาตลอดที่เจ้าทั้งรู้จักใส่ใจในเรื่องอันควรใส่ใจ เรื่องอันไม่ควรก็ไม่เก็บมาครุ่นคิดให้วุ่นวาย ผิดกับเรา มาตรแม้นเป็นมารดาเจ้า ยังไม่อาจกระทำได้ดังนี้..."
 
เฟิงฮุ่ยหลิงได้เพียงรับฟัง ทั้งนางเฟิงเองก็คล้ายมีหลายสิ่งอยู่ในใจ ยามพรั่งพรูออกมาแล้ว ไม่อาจหยุดได้โดยง่าย ได้แต่กล่าวสืบไปว่า
 
"เรายามนั้นไยไม่ได้มีอายุไล่เลี่ยกับเจ้า ? แต่เรากลับคล้ายไม่มีความคิดมากพอ ไม่อาจไตร่ตรองได้ว่าสิ่งใดสมควรถนอมรักษา สิ่งใดสมควรเพียงมองผ่านแล้วปล่อยวางไป ทำได้เพียงเลอะเลือนงมงายไปกับรอบตัว ผลสุดท้ายแม้กลายเป็นดังนี้ เรากลับยังไม่อาจปลงตกได้ถ่องแท้เช่นบิดาเจ้า"
 
เฟิงฮุ่ยหลิงแทบมุ่นหัวคิ้วให้กับวาจาเหล่านั้น ธรรมดามารดาของนางแม้มีบ่นว่าบุตรหญิงชายบ้างตามประสา แต่นางเฟิงมิใช่คนช่างกล่าววาจา ยิ่งเรื่องราวอดีตใด พวกตนพี่น้องมิเคยได้ยินบิดามารดาเอ่ยถึง มาวันนี้กลับคล้ายว่าในตัวของมารดา ยังซุกซ่อนสตรีประหลาดที่นางไม่เคยพานพบไว้อีกผู้
 
ทั้งสตรีประหลาดนั้นคล้ายล่วงรู้ความในใจนาง ยังหันมากล่าววาจาพร้อมรอยยิ้มที่นางคล้ายเคยคุ้น คล้ายไม่เคยคุ้นว่า
 
"เจ้าใช่สงสัย ว่าที่แท้มารดากล่าวถึงเรื่องอันใด อดีตนั้นมีกระไร ใช่หรือไม่ ?"  หลังคำถามนั้นมิได้ต้องการคำตอบ กลับเป็นคำทอดถอนใจอีกคำรบ แล้วสตรีที่เฟิงฮุ่ยหลิงมิรู้จักหายไป คงไว้แต่มารดาผู้จริงจังของนาง ที่ยกมือขึ้น ลูบเรือนผมของบุตรีแผ่วเบา "อดีตผ่านไปแล้วย่อมไม่มีกระไรให้นึกถึง มีเพียงวันนี้กับตัวเจ้า ฮุ่ยหลิงเอย มารดาบอกต่อเจ้า ว่าหากเจ้าปรารถนาจะแต่งออกไปให้กับท่านนายกองเซวี่ยผู้นั้น ทั้งบิดามารดาย่อมไม่มีผู้ใดคัดค้าน"
 
แม้ในใจยังมีข้อกังขาอยู่บ้าง แต่ยามบทสนทนาหันเหมาถึงเรื่องนี้ เฟิงฮุ่ยหลิงยังสั่นศีรษะได้ทันทีโดยไม่ติดขัด ทั้งไม่นำพารสชาติหวานแกมขมปร่าที่แล่นผ่านวูบในดวงใจนางแม้แต่น้อย ยามตอบคำ
 
"มารดา ข้าพเจ้าย่อมไม่แต่งออกไปให้แก่มัน ท่านอย่าได้สนใจเรื่องนี้เลย"
 
"เจ้าต่างหากที่อย่าได้สนใจ" นางเฟิงเอ่ยค้าน "อย่าคิดว่าบิดามารดาเฒ่าชราแล้วพาลดูไม่ออก ที่เจ้าไม่คิดแต่งออกไปกับผู้ใด เพียงห่วงเรื่องบิดามารดากับน้องหญิงชายของเจ้าใช่หรือไม่ ? ก่อนนี้บ้านจางถามไถ่มา เราเห็นเจ้าตอบคำ เราไม่ว่ากล่าวกระไร หนึ่งนั้นเพราะเห็นว่าเจ้าไม่ได้ชมชอบมันจึงไม่ได้เร่งเร้า กับอีกประการเรายังยอมรับว่าด้วยนิสัยของเจ้ากับมัน หากแต่งกันไปเกรงกระทบกระทั่งกันใหญ่โต จะมีเรื่องรายภายหลัง..."
 
ข้อนี้เป็นเฒ่าเฟิงบอกกล่าวต่อผู้เป็นภรรยา เดิมทีนางคิดต่อว่ามันที่ตามใจลูกสาวไม่น้อย ถึงนางเองไม่ได้คาดหวังว่ามันต้องแต่งออกไปให้แก่บ้านจาง แต่เห็นว่าไม่ควรให้เฟิงฮุ่ยหลิงคอยหาเหตุผลมากล่าวอ้างไปเรื่อย มิเช่นนั้นนานวันไปจะกลายเป็นความเคยชินที่ยากไถ่ถอนประการหนึ่ง แต่เฒ่าเฟิงกลับกล่าวถึงเรื่องนิสัยของคนแซ่จางที่ชมชอบเฟิงฮุ่ยหลิงว่าอ่อนเกินไป มาตรแม้นมันสามารถยอมถอยให้แก่เฟิงฮุ่ยหลิงได้ แต่พี่น้องของมันไม่แน่ว่าจะยอมถอยให้ แต่งงานกันไป ย่อมต้องเกิดปัญหาขึ้นแน่นอน
 
เมื่อได้สามีสะกิดบอกตรงนี้ นางค่อยยอมรับ แต่ยังพาลคิดตักเตือนบุตรีในเรื่องนี้อยู่บ้าง หากพอดีว่าเช้าวันถัดมา เซวี่ยหู่อี้นำพาเรื่องใหญ่กว่ามาที่บ้าน จึงคิดทิ้งเรื่องนี้ไปก่อนชั่วคราว ไม่คาดสองเรื่องราวกลับผูกโยงกัน จนนางไม่ออกปากไม่ได้
 
ที่จริง นางเฟิงไม่อยากให้บุตรีแต่งออกไปให้แก่ทหารหาญ ต่อให้เซวี่ยหู่อี้มีบุคลิกดีงาม มีราศีของยอดขุนพล ต่อไปตำแหน่งหน้าที่การงานของมันอย่างน้อยไม่ทำให้เฟิงฮุ่ยหลิงลำบาก กลับยิ่งเป็นสิ่งทำให้นางหวาดหวั่น ความฝันร้ายในยามเก่าก่อนที่นางเคยประสบพบมาทำให้นางไม่ปรารถนาข้องแวะกับบุคคลเฉกเช่นนี้ นางถึงขั้นหวาดกลัวอยู่ลึกๆ ด้วยซ้ำไป
 
ยิ่งเซวี่ยหู่อี้สามารถเจริญก้าวหน้าได้เท่าไร ชีวิตของเฟิงฮุ่ยหลิงหากแต่งให้กับมัน ย่อมห่างไกลจากคำว่าสงบสุขไร้เรื่องราวมากขึ้นเท่านั้น...
 
นางผ่านเรื่องราวในโลกมาหลายสิบปี ทราบดีว่าบางครั้งแม้แต่ความฝันแสนหวานเช่นว่าท่านจะพบบุรุษผู้หนึ่งเก่งกล้าสามารถ ไม่ว่าเรื่องราวใดมันล้วนยันไว้ให้กับท่านได้....หรือแม้แต่ความฝันอันหมดจดง่ายดาย เช่นจูงมือกันวิวาห์ คู่เคียงจนแก่เฒ่า มีลูกมีหลาน บนโลกนี้ยังไม่อนุญาตให้ท่านกระทำได้
 
ยิ่งเป็นบุคคลผู้ปีนป่ายไต่ขึ้นไปสูงเท่าใด เรื่องราวเรียบง่ายงดงามต่างๆ ต่อให้เป็นเพียงในฝัน ก็ยังไม่แน่ว่ามีสิทธิ์กระทำ
 
"มารดา ท่านเป็นกระไรไปแล้ว" ในที่สุด เฟิงฮุ่ยหลิงเห็นมารดาเงียบงันไปเป็นนานหลังเอ่ยกับนาง จนนางแม้คิดเอ่ยคำแย้ง ยังต้องเฝ้ามองอย่างประหลาดใจแกมแตกตื่น จนออกปาก
 
นางเฟิงคล้ายได้สติกลับมา แล้วค่อยรวบรวมให้มั่น กล่าวต่อว่า
 
"เราไม่พิรี้พิไรให้เจ้าฟังแล้ว" พูดถึงตรงนี้นางคล้ายนึกขันตนเอง ต้องแย้มยิ้มอีกเล็กน้อยก่อนว่า "เพียงอยากบอกต่อเจ้า หากเจ้าชมชอบมันคิดแต่งออกไปก็แต่งออก อย่าได้นึกว่ามารดาแก่เฒ่าไม่อาจดูแลครอบครัว หลินเตียวแม้ซุกซน แต่ที่จริงมันเอางานเอาการ คิดถึงเราบิดามารดาอยู่ไม่น้อย ย่อมช่วยงานเราได้ไม่ลำบาก ยังมีจิ่วฝูก็เติบโตขึ้นทุกวัน ไหนเลยไม่เป็นกำลังให้กับเราได้ ดังนั้น เจ้าจงอย่าได้คิดใช้พวกเราทั้งหมดเป็นข้ออ้างปฏิเสธมัน"
 
"มารดา ลูกไม่..." เฟิงฮุ่ยหลิงย่อมจะคัดค้าน แต่นางเฟิงกลับสวนคำในทันที
 
"ไม่ชมชอบมันจึงไม่อยากแต่งกับมัน เจ้ากล่าวเช่นนี้ได้หรือไม่ ?"
 
ต่อให้เฟิงฮุ่ยหลิงปรกติขึ้นชื่อเป็นสตรีดุร้ายกว่านี้อีกร้อยเท่า หรือมีวาจาลดเลี้ยวช่างโต้ตอบกว่านี้อีกพันเท่า ในเรื่องรักใคร่ของบุรุษสตรี กลับไม่อาจขุดหาความสามารถใดของตนเองมาปกปิดแก้มที่ฉีดสีแดงระเรื่อ หรือกระทั่งคำกล่าวปฏิเสธก็ยังไม่อาจกล่าวออกไปเต็มปากเต็มคำได้
 
สีหน้าเช่นนี้เอง ที่ทำให้แม้นางเฟิงอยากคัดค้าน หรือไม่อยากให้บุตรีข้องแวะกับเซวี่ยหู่อี้เท่าใด ยังไม่อาจออกปากหักห้ามได้ นางทราบอีกด้วยว่าหากบอกให้เฟิงฮุ่ยหลิงตัดใจ ยกเหตุผลเรื่องครอบครัวมาอ้าง บุตรีของนางอาจรับคำ แต่ในใจของเฟิงฮุ่ยหลิง จะประทับเงาร่างของบุรุษผู้นี้ไว้ตลอดไป มิใช่เพียงเพราะรักไม่สมหวังจึงปักใจ แต่กับสตรีที่ไม่คิดคำนึงถึงเรื่องรักใคร่เพราะจิตใจผูกพันกับภาระที่ผูกติดอยู่ สตรีที่แน่วแน่ถึงเพียงนั้น ความรักของบุรุษผู้หนึ่งกลับเข้าไปอยู่ในหัวใจนางได้ ไหนเลยเป็นความรักที่เพียงบอกว่าตัดใจก็จะลืมเลือนได้ง่ายดายกัน ?
 
ที่สำคัญเฒ่าเฟิงยังพยายามกล่าวคำต่อนาง คำที่นางเองก็อยากเชื่อเช่นกันว่า
 
'อาจเหลือเพียงพวกเราที่ยังคงครุ่นคิด ผ่านไปเกือบยี่สิบปีแล้ว อาจไม่มีผู้ใดนึกถึงจดจำอีก....'
 
"มารดา..." เฟิงฮุ่ยหลิงเอ่ยคำขึ้น  ดึงนางเฟิงให้กลับมาสู่บทสนทนาอีกครั้ง แต่สีหน้าที่มักไร้ความลังเลใจใด คราครั้งนี้กลับปรากฎขึ้นหลายส่วน เมื่อเอ่ยถาม "ลูก...ต่อให้ลูกชมชอบมันแล้ว ยังสมควรแต่งออกให้กับมันหรือ ?"
 
นางเฟิงย้อนถาม
"เป็นไรเจ้าจึงแต่งให้กับมันไม่ได้ เว้นเหตุผลว่าต้องดูแลเราผู้เฒ่ากับเด็กน้อยทั้งสองแล้ว ลองเอ่ยออกมาให้เราฟังดู"
 
เฟิงฮุ่ยหลิงพลันเป็นฝ่ายถอนหายใจบ้าง
 
"ต่อให้ท่านบอกให้ลูกไม่นึกถึง ใช่ว่าลูกจะสามารถกระทำได้ บ้านเราเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ต่อให้แต่งออกไป ไม่ว่าเป็นครอบครัวสามีหรือครอบครัวภรรยาสุดท้ายยังผูกพันกัน สามารถดูแลกันและกันได้ แต่เท่าที่ลูกเคยเข้าไปในเมือง ได้ยินธรรมเนียมของครอบครัวในเมืองใหญ่หน่อย ฟังว่าภรรยาเมื่อแต่งไปแล้วย่อมเป็นคนของบ้านสามี ส่วนบ้านพ่อแม่ถือเป็นคนอื่น..."
 
"มิผิด" นางเฟิงผงกศีรษะ "ตระกูลใหญ่หลายตระกูลต่างยึดถือธรรมเนียมนี้ ที่จริงต่างมีเหตุผลของมัน แม้ในความจริงบางผู้จะทำตามได้หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง ส่วนตระกูลรองลงมา โดยมากพยายามเบียดเสียดขึ้นไปอยู่ทำเนียบตระกูลใหญ่ ย่อมพลอยรับธรรมเนียมนี้มาใช้ด้วย..."
 
ในขณะที่สำหรับชาวบ้านในหมู่บ้านเล็กๆต่างๆ เรื่องราวเหล่านี้ใช่เป็นเรื่องจำเป็นนัก เพราะหลายคนต่างล้วนอยู่ใกล้เคียง เห็นหน้าค่าตากันมาไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น อีกบางทียังนับญาติกันได้สักทาง จึงพลอยไม่ยึดถือธรรมเนียมนี้
 
นางเฟิงอธิบายแล้วให้ต้องมุ่นหัวคิ้วเล็กน้อย เอ่ยทวนถามว่า
 
"มันมิใช่บอกต่อเจ้า ทั้งเสนอทางแก้ปัญหาครอบครัวเราหรือ ไยมิใช่บ่งบอกว่ามันหาได้สนใจธรรมเนียมนี้ไม่ ?"
 
หนนี้เฟิงฮุ่ยหลิงไม่จนด้วยถ้อยคำ อาจเพราะส่วนหนึ่งนางคาใจในเรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว จึงเอ่ยแย้งได้ทันทีว่า
 
"แต่มันเอ่ยถึงเรื่องให้แม่สื่อมาบอกกล่าวกับบิดามารดาท่านก่อน นี่ใช่เป็นธรรมเนียมของชาวบ้านทั่วไปหรือ ?"
 
นางเฟิงถูกคำถามนี้ย้อน ต้องพลอยนิ่งไปด้วย ฉับพลันคล้ายเกิดข้อขัดใจบางประการ ร้องเพ้ยใส่บุตรีเสียงไม่เบานักว่า
 
"เมื่อสักครู่เราเปิดโอกาสให้เจ้าได้สนทนากับมัน เจ้าที่แท้ได้สนทนาใดหรือไม่ หากคับข้องใจเรื่องนี้ ไยไม่ไต่ถามว่ามันที่แท้เป็นลูกเต้าเหล่าใคร บิดามารดามีศักดิ์กระไรกันแน่ ไฉนมาตั้งคำถามต่อเราแทน ?"
 
เฟิงฮุ่ยหลิงรับฟังจนสะดุ้งโหยง ไหนเลยกล้าบอกมารดาว่า นางความจริงคิดปฏิเสธมัน จึงไม่ได้เอ่ยถามอันใดที่ว่ามาสักอย่าง ฉับพลันแลเห็นประตูห้องของน้องน้อย นางรีบผุดลุกขึ้น ถอยหนีจากมารดาไปพลางร่ำร้องไปพลางว่า
 
"มารดา ลูกเพิ่งนึกได้ว่าเจ้าลูกนกนั้นหนีโทษไปวิ่งเล่นแห่งใดแล้ว สมควรไปตามมันกลับมาก่อน..."
 
เอ่ยถึงตรงนี้ เฟิงฮุ่ยหลิงค่อยพบว่าวันนี้ทั้งวัน ตัวเองไปที่ใดล้วนหาโชคลาภไม่เจอ เพราะเพียงเอ่ยถึงเฟิงหลินเตียวเพียงคำเดียว เฟิงหลินเตียวก็กลับมาปรารกฏตัวอยู่ที่หน้าบ้านแล้ว
 
ทว่า หากเฟิงหลินเตียวมาเพียงลำพัง สองแม่ลูกคงไม่มีอันใดแปลกใจ คงร่ำร้องถามว่าเด็กน้อยนี้ใช่เก็บของกลับจากไร่นาหรือไม่ หรือเร่งให้มันล้างเนื้อตัวที่มอมแมมตระเตรียมช่วยหุงหามื้อเย็นก่อนมืดค่ำดังเช่นปกติ
 
แต่คล้ายว่าตั้งแต่ค่ำคืนวาน บ้านเฟิงกลับไม่สามารถมีคืนวันอันปกติได้อีก นางเฟิงจื่อเตี๋ยที่ทอดตามองพลันรู้สึกหวั่นไหว หัวใจยิ่งเต้นระรัวคลับคล้ายกับความรู้สึกที่เคยสัมผัสมาเมื่อนับสิบปีก่อน ยามมองดูบุคคลที่เดินเคียงบุตรีวัยเพียงสิบขวบของตัวเองกลับมาบ้าน
 
"ท่านป้าเฟิง" จงหยางที่นำคนเหล่านั้นมา แม้กล่าวคำอ่อนโยนเพียงใด แต่ยามนั้นนางเฟิงก็รู้ดีว่ามันไม่ได้เป็นแค่เด็กหนุ่มของหมู่บ้านที่เคารพนางเช่นญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งอีกต่อไป "วานท่านลุงท่านป้า กับน้องสาวน้องชายทั้งหลายติดตามหลานไปสักหน่อยเถิด ท่านแม่ทัพใหญ่ผู้พิชิตตะวันตกมีเรื่องคิดหารือพวกท่านลุงท่านป้าสักหลายคำ"
 
ต่อให้มันไม่เอ่ยอ้างนายเหนือ ไม่แต่งเครื่องแบบใด แต่นางเฟิงก็ยังทราบดีว่า....นี่คือคำสั่งของทหารที่มีต่อชาวบ้านเช่นตน....
 
------------------------------------------------
 
เยว่ซื่อเหลย หลานชายคนโปรดของแม่ทัพใหญ่ผู้พิชิตตะวันตกเยว่ฉางเว่ย ส่งเสียงในลำคออย่างไม่ใคร่พอใจนัก
 
มันยามนี้อยู่เพียงลำพังกับผู้เป็นลุง ในห้องพักที่ไม่ถือว่าใหญ่โตนัก แต่ฟังว่าเป็นห้องที่ดีที่สุดที่เจ้าของโรงเตี๊ยมแซ่สูได้ตระเตรียมไว้ เมื่อได้ฟังจากว่าที่เขยขวัญว่านายของมันมายังที่นี่
 
ความจริงเยว่ซื่อเหลยไม่แยแสแม้เพียงนิด ว่าห้องนี้กว้างขวางหรือไม่ มันติดตามผู้เป็นลุงอยู่ในค่ายทหาร คุ้นชินกับวิถีชีวิตที่ไม่อาจมากเรื่องราวได้เกินไปนัก ความจริงมีนิสัยกินง่ายนอนง่าย ทหารยศต่ำสุดปฏิบัติเช่นไร ได้รับของประเภทไหน มันก็ล้วนรับหรือกระทำได้โดยไม่นึกรังเกียจทั้งสิ้น
 
แต่ที่มันส่งเสียงในลำคอ เสียงที่ฟังดูคล้ายเสียงสุนัขป่าขู่คำรามอย่างหงุดหงิด อันเป็นลักษณะนิสัยที่สืบทอดมาของบ้านมันและยังแก้ไม่หายนั้น มิได้มาจากเรื่องที่พัก
 
แต่เป็นเรื่องบุคคลที่มิได้รั้งอยู่ที่นี่ผู้หนึ่ง
 
"เด็กน้อยนั่นเล่นแง่นัก" มันกล่าวคำ "กลับผัดผ่อนถ่วงเวลาออกไปก่อน หรือที่แท้ใช่ไม่ล่วงรู้เรื่องราว เพียงคิดวิ่งกลับไปหาบิดามารดาหลบซ่อนตัวใช่หรือไม่ ?"
 
ผู้เป็นลุงไม่ตอบคำถาม กลับเพียงรินน้ำชาให้ตัวเอง แล้วยกขึ้นจิบ เยว่ซื่อเหลยได้แต่ส่งเสียงเฮอะอีกคำอย่างไม่สบอารมณ์
 
มันไยมิใช่ไม่ทราบ ว่าไม่ได้เป็นดังที่มันกล่าว หากเด็กน้อยนั่นไม่รู้เรื่องราว เพียงคิดวิ่งหนีไป มันไหนเลยยังต้องมานั่งอยู่ที่นี้กัน ? หากเพราะมันทราบดี ว่าที่แท้เด็กน้อยผู้นั้นอาจแก้ปัญหาให้มันได้จริง มันกลับยิ่งขุ่นใจจนไม่ทราบจะทำประการใดดี
 
เฟิงเหวินจิ้งเคยบอกเล่าถึงพี่น้องให้มันฟัง มันในทีแรกรับฟังแล้วนึกสนใจยิ่ง มายามนี้ได้พบปะกับตัวจริงของบุคคลในคำบอกเล่า กลับมีความรู้สึกอันไม่อาจกล่าวออกไปได้คอยรบกวนอยู่ พาลให้มันพลอยจับผิด หาข้อตำหนิเด็กหญิงผู้นั้นอยู่ร่ำไป
 
เยว่ฉางเว่ยกลับเข้าใจจิตใจของเด็กหนุ่ม หลังดื่มชาจนโล่งคอแล้ว มันค่อยกล่าวกับหลานชายว่า
 
"ที่ผ่านมา เจ้าล้วนไม่มีเพื่อนเล่นใดที่มีนิสัยเข้ากับเจ้าได้ ในเผ่าเยว่เราต่อให้ชมชอบนึกสนุกเพียงใด ยังไม่มีผู้ใดชมชอบความเสี่ยงภัยเท่าเจ้า ลูกขุนนางผู้อื่นยิ่งแล้วใหญ่ พวกมันไม่ใช่หนอนตำราก็มีกิจผูกพัน ไม่มีผู้ใดสบใจให้เจ้าคบเป็นสหายได้ ครั้นเจ้าได้ยินว่ามีเด็กหญิงคนหนึ่งถึงขนาดเพาะเลี้ยงอินทรีดำอันดุร้ายได้ กับมีนิสัยซุกซน ไม่ใช่คาดหวังว่าในที่สุดสามารถพบสหายผู้หนึ่งแล้วหรอกหรือ ?"
 
เยว่ซื่อเหลยคล้ายถูกเปิดโปงความในใจ พาให้หยุดร่ำร้อง ต้องเร่งหาข้อโต้แย้ง แต่แม่ทัพผู้พิชิตตะวันตกไหนเลยไม่อาจจัดการหลานชายเพียงคนเดียวได้ กล่าวสืบต่อไปว่า
 
"เจ้ามีใจคาดหวังว่าเด็กหญิงนั้นใช่มีอุปนิสัยร่าเริง ซุกซนโดยเปิดเผย ดังที่เหวินจิ้งบอกเจ้าใช่หรือไม่ ? ทั้งย่อมต้องชมชอบการเสี่ยงภัยบางประการ มิฉะนั้นย่อมไม่ฝึกสัตว์อันดุร้ายตนหนึ่ง ต่อให้เป็นสัตว์ที่พบตั้งแต่ยังเล็กก็ตาม ผู้ที่กล้าฝึกมัน แปลว่าในใจนั้นหิวกระหายความตื่นเต้นบางประการอยู่...เจ้าจึงคิดว่าตนเองจะถูกคอกับเด็กหญิงผู้นี้ ?"
 
ความเงียบไม่มีคำค้านใด คล้ายจะเป็นคำตอบรับที่ดี เยว่ฉางเว่ยเหลือบมองไป เห็นหลานชายตนเองยังมีสีหน้าครุ่นคิดอยู่ ก็ฉวยโอกาสตีเหล็กต้องตีตอนร้อน กล่าวว่า
 
"ทว่าเด็กหญิงที่เจ้าพบกลับไม่มีตรงใดใกล้เคียงความร่าเริง หรือแม้แต่เปิดเผย ทั้งกลับคล้ายเด็กหญิงเจ้ามารยาผู้หนึ่ง อันเป็นนิสัยที่เจ้าไม่ชมชอบที่สุด เจ้าเลยพาลผิดหวัง จึงหาเรื่องตำหนิเด็กน้อยนั่นไม่หยุดหย่อนใช่หรือไม่ ?"
 
"นั่นเป็นประการหนึ่ง" เยว่ซื่อเหลยยอมรับในที่สุด "แต่ที่หลาน...ไม่ทราบสมควรใช้คำว่าผิดหวังหรือหงุดหงิดใจดี ช่างเถอะ ยังคงใช้มันทั้งสองคำก็ได้ กลับเป็นว่าหลังจากที่ท่านลุงกล่าวคำใดกับเด็กน้อยนั่นก่อนส่งขึ้นม้ามากับหลาน เด็กน้อยนั่นถึงกับมีกลิ่นไอคล้ายคิดฆ่าฟันผู้คนให้หลานสัมผัสได้"
 
ยามเอ่ยถึงตรงนี้ ท่วงท่าของเยว่ซื่อเหลยพลันกระตือรือร้นขึ้น ดวงตาของมันแวววาว คลับคล้ายลูกสุนัขป่าที่พบเห็นเรื่องราวถูกใจบางประการ สำเนียงที่เล่ายังพลอยตื่นเต้นไปด้วย
 
"ในตอนนั้น หลานค่อยยอมเชื่อว่าเด็กน้อยนี้เป็นน้องสาวที่เหวินจิ้งกล่าวถึงจริงๆ คนที่สามารถฝึกอินทรีดำ กับกระทำบางเรื่องราวได้ สามารถปล่อยกลิ่นไอเช่นนี้ได้ หลานค่อยยอมเชื่อ..." ความตื่นเต้นค่อยจางลงไป กลับเป็นสีหน้าอันไม่สบอารมณ์อีกครั้ง ก่อนที่เด็กหนุ่มจะเอ่ยต่อ "ผู้ใดเลยจะคิด เพียงไม่นานต่อมา ยามท่านลุงเจรจาความ เด็กน้อยนั่นจะคล้ายกลับไปเป็นตัวทื่อทึ่มโง่งม ทั้งคล้ายทั้งไม่คล้ายเล่นละครหลอกผู้คนทั้งหมด วิ่งไปเสาะหาบิดามารดาครอบครัวตนเอง..."
 
ในความคิดคำนึงของมัน ท่วงท่าของเฟิงหลินเตียวที่เอ่ยตอบต่อคำที่ท่านลุงและมันบอกกล่าว มีทั้งส่วนอันชวนให้กวาดตามอง กับส่วนอันพาให้หงุดหงิดใจ ในเสี้ยวเวลาหนึ่ง มันคล้ายสัมผัสได้ถึงกลิ่นไอ กับเห็นสีหน้าของสัตว์ป่าที่เป็นได้เพียงผู้ล่าเท่านั้น ต่อให้มีสัตว์ร้ายอื่นใดมาเห็นมันเป็นเหยื่อ มันยังพร้อมจะกางเล็บแสยะเขี้ยวแว้งกัดผู้ที่หาญกล้ามาท้าทายให้เรียนรู้ด้วยชีวิต ว่ามีแต่มันเท่านั้นที่เป็นผู้ล่าได้
 
แต่พริบตาต่อมา สิ่งเหล่านั้นกลับเลือนหาย กลายเป็นสีหน้าของเด็กหญิงที่คล้ายเลอะเลือนผู้หนึ่ง ในแววตาไร้ประกายจัดจ้า เหมือนนกที่ถูกเล็มปีกจนไม่อาจโบยบิน ได้แต่จับเจ่าอยู่บนขื่อคาน ต่อให้ท่านไม่ได้จับมันใส่กรง มันก็ไม่สามารถโผบินไปที่ใด
 
เด็กน้อยนั้นตอบคำว่า
 
"ข้าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้กับท่านแม่ทัพใหญ่...หากก่อนหน้านั้น ยังต้องขอพบบิดามารดา กับท่านแม่ทัพใหญ่..."
 
"เจ้ายังไม่เข้าใจลูกนกผู้นั้นถ่องแท้" แม่ทัพใหญ่ผู้พิชิตตะวันตกกลับเอ่ยเช่นนี้ "เรากลับพอใจในตัวเด็กน้อยนั้นมากกว่าเจ้านัก ซื่อเหลย"
 
นัยน์ตาทั้งสองข้างของเยว่ซื่อเหลยฉายประกายกล้า บ่งบอกชัดว่าไม่ยอมรับ หากเยว่ฉางเว่ยก็ไม่รีบร้อน รินน้ำชาให้แล้วเสือกไปตรงหน้ามัน ก่อนค่อยเอ่ยคำ
 
"สิ่งที่เจ้ายังไม่เข้าใจ สิ่งที่มีในตัวลูกนกตัวนั้นแล้ว แต่ในตัวเจ้ายังไม่มี มันคือสิ่งที่จะทำให้เจ้าไม่อาจก้าวขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่ได้..." ถึงตรงนี้มันสั่นศีรษะเล็กน้อย แก้ว่า "ไม่ถูก แม่ทัพที่ไม่จำเป็นต้องมีข้อนี้ก็มีเหมือนกัน กล่าวให้ยุติธรรมต่อเจ้า เจ้ายังสามารถเป็นยอดขุนพล เป็นแม่ทัพใหญ่ได้ แต่เป็นเราเองที่ไม่ปรารถนาให้เจ้าได้เป็น หากเจ้ายังไม่อาจเข้าใจเรื่องนี้"
 
ผู้อาวุโสรินน้ำชาส่งมา ผู้เยาว์เช่นเยว่ซื่อเหลยจะอย่างไรได้แต่น้อมประคองขึ้นจิบ พลางล้างหูรอฟังคำพูดของท่านลุงที่มันเคารพ
 
"ที่จริง เด็กน้อยนั่นคล้ายเจ้าหลายส่วนจริง ในยามแรกเมื่อฟังเรื่องราว มันก็ครุ่นคิดแล้วว่าจะจัดการอย่างไรกับศัตรู แต่สิ่งที่มันคิดต่อมากลับเป็นสิ่งที่เจ้าไม่ค่อยได้คิด หรือไม่....อาจเพียงเพราะเจ้าแค่ยังไม่เคยมีความจำเป็นต้องคิด ว่าชีวิตนี้เจ้าไม่เพียงต้องฟาดฟันศัตรู แต่เจ้ายังต้องปกป้องรักษาสิ่งที่ควรปกป้อง...เช่นครอบครัวของเจ้าให้ได้ด้วย"
 
เยว่ซื่อเหลยยังก้มหน้าจิบชา แต่แม่ทัพใหญ่ผู้พิชิตตะวันตกทราบนิสัยหลานชายของตนดี
 
"เจ้ามีข้อคิดค้านเราก็กล่าวมา นี่ไม่ใช่ในกองทัพ เป็นเพียงลุงหลานสนทนา เจ้าย่อมมีสิทธิ์เอ่ยความคิดไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของเราได้ตามใจชอบ"
 
ต่อให้เป็นในกองทัพ เยว่ฉางเว่ยก็ไม่เคยห้ามลูกน้องในสังกัดเสนอความคิด ขอเพียงไม่ผิดวินัยทั้งไม่ทำลายขวัญกำลังใจกองทัพ มันพร้อมฟังทุกคนในสังกัดมันกล่าวเสมอ
 
"หลานเห็นว่า....นี่ไม่เห็นต้องแยกเป็นเรื่องกันให้วุ่นวาย หลานเพียงฆ่าฟันศัตรูให้หมดสิ้น ก็ไม่มีใครคิดแตะต้องครอบครัวของหลาน นับว่าปกป้องผู้คนไว้ได้แล้ว"
 
แม่ทัพใหญ่ผู้นำทัพออกเข่นฆ่ามาแล้วไม่ถ้วนเหลือบมองหลานชาย ทราบดีว่านั่นไม่ได้เป็นเพียงคำโอ้อวดของเด็กหนุ่มวัยคะนอง มันยามแสยะยิ้มไม่ผิดกับสุนัขป่าที่แสยะเขี้ยวคม พร้อมกระโจนฟาดฟันเพื่อสังหารศัตรูเบื้องหน้าให้สิ้น
 
เช่นเดียวกับตนเอง
 
เยว่ฉางเว่ยในขวบวัยเท่ากับหลานชาย ไหนเลยไม่ได้มีความคิดเฉกเช่นเดียวกับมัน แต่กาลเวลาที่ผ่านมา สมรภูมิที่ผ่านพ้น กับผู้คนที่มันพบพาน ทั้งหมดล้วนแล้วแต่กล่อมเกลา มีบ้างที่ถึงกับฝากฝันต่อมัน ค่อยให้มันทราบว่า ทั้งสงครามก็ดี การฆ่าฟันก็ดี คิดเข้าไปเป็นยอดคนในสมรภูมินั้น ที่แท้แล้วไม่มีอันใดยากเย็น เพียงท่านตวัดอาวุธหนึ่งที ผู้คนล้มลงไป เท่านี้ก็นับเป็นการได้ชัยแล้ว
 
แต่เป็นการที่ท่านต้องยืนหยัดไว้ให้ได้ การที่ท่านต้องลงมือกระทำต่อให้ทราบดีว่าบางครั้งผลลัพธ์นั้นแทบไม่มีความหวัง แต่ท่านยังต้องกระทำ เพราะที่เบื้องหลังของท่านมีบางสิ่งบางอย่างอยู่....
 
กลับเป็นการ "ปกป้อง" ต่างหาก ที่ไม่อาจกระทำให้สำเร็จได้โดยง่าย
 
"สักวันหนึ่ง" มันกล่าวคำ ทอดตาแลไกล ไม่ทราบว่าที่แท้มองไปยังอนาคตหรือย้อนไปสู่อดีต "เจ้าจะเข้าใจว่าที่แท้แล้ว น้ำหนักของการปกป้องผู้คนนั้น ยังหนักหนายิ่งกว่าการสังหารผู้คนหลายเท่านัก"
 
------------------------------------------------