ปลายทางฉิมพลี ๓ (ระเริงไฟ)

Author: 
อิสราวุธ

ผมกลับมาทำหน้าที่สามีและพ่อที่ดีตามปกติ .. ตื่นเช้าตั้งแต่ตีห้าครึ่งวิ่งออกกำลังกายในลู่วิ่งไฟฟ้าเป็นเวลา20 นาที ก่อนจะเดินไปในห้องครัวแล้วหยิบข้าวมาตวงใส่กระป๋องเทใส่หม้อหุงข้าว คนให้ทั่วกดปุ่มตั้งเวลาหุงข้าวทิ้งไว้รอระรินกับลูกๆตื่นขึ้นมา ซึ่งในเวลานั้นผมคงทำกับข้าวง่ายๆซักสองสามอย่าง เช่น ข้าวต้มปลาเค็มทอด กุนเชียง หรือไข่น้ำทิ้งไว้บนโต๊ะพร้อมรับประทานได้ทันทีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แล้วก็เดินออกไปนอกบ้านยืนรอพระเดินผ่านเพื่อใส่บาตรตามปกติ พอพระมาถึงก็ก้มกราบรับพรเพื่อให้มีชีวิตที่ดี สิ่งดีดีเข้ามาเป็นมงคลกับชีวิตในวันนี้ทำการทุกอย่างลุล่วงสำเร็จทุกประการ ก่อนจะเดินเข้าบ้านผ่านห้องรับแขกที่เงียบเหงา
เสียงเจ้าแม็กกี้หมาพันธุ์ไทยเพศผู้เห่ากระโชกคนส่งน้ำที่ขับรถผ่านหน้าบ้านก่อนจะเงียบเสียงไป
ผมเหลือบมองนาฬิกาก็เห็นว่าเวลาเพิ่งจะหกโมงสี่สิบห้านาที ผมยังมีเวลาทำอะไรอีกหลายอย่างก่อนจะไปอาบน้ำ จึงเดินเลี้ยวเข้าไปห้องทำงานกึ่งห้องสมุดทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ที่มีเบาะรองหนานุ่ม เอื้อมตัวไปกดเปิดคอมพิวเตอร์พีซีเครื่องเดียวในบ้านหลังนี้ทันที
ภาพหน้าจอคอมพิวเตอร์LCDสว่างวาบเป็น Wallpaperรูปครอบครัวของผมตอนไปเที่ยวเขื่อนลำตะคองเมื่อหลายปีก่อน ภาพถ่ายให้ความรู้สึกอบอุ่น สุขสมบูรณ์เหมือนครอบครัวทั่วๆไป แต่จริงๆแล้วมันมีเบื้องหลังเบื้องลึกหลายเรื่องที่คุณๆยังไม่รู้
ผมคลิกเม้าท์เข้าไปที่หน้าจอเปิดหน้าโปรแกรม Face-note ขึ้นมา เพื่อตรวจสอบข่าวสารบ้านเมืองและความเคลื่อนไหวของบรรดาเพื่อนๆทั้งหมดของผมอาทิ เพื่อนสมัยเรียนอนุบาล เพื่อนชั้นประถมศึกษา เพื่อนมัธยมเพื่อนมหาวิทยาลัยและเพื่อนเรียนปริญญาโทรุ่นเดียวกัน ได้เห็นทุกอย่างรวมทั้งความเคลื่อนไหวที่เพื่อนๆอัพเดทข่าวคราวตัวเองกันอย่างสนุกสนานไม่ว่าจะท่องเที่ยว กิน ดื่ม ทำบุญ งานหลวงงานราษฎรล้วนน่าสนใจไปเสียทุกเรื่อง
ต้องใช้เวลากว่า 15 นาทีถึงจะอ่าน post ทุก post ที่กล่าวมาแล้วได้ทั้งหมด
แต่ขณะอ่านข้อความจบเงยหน้ามองดูนาฬิกา ก็เห็นว่าเป็นเวลาที่ระรินจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับลูกๆแล้วเตรียมจะปิดshutdown คอมพิวเตอร์ แต่ตัวหนังสือสีแดงได้กระพริบที่กล่องข้อความ ผมเลยClick เม้าท์เข้าไปดูด้วยใจระทึกเหมือนจะรู้ว่าเป็นข้อความที่รอคอยที่สุดในการท่องโลกออนไลน์วันนี้
“ ตะเอ๋ .. คนหล่อออนอยู่หรือเปล่า แวะมาทักทายจ้า”
ผมไล่สายตาอ่านชื่อ profile เขียนว่า ดร.อรอุษา หัวใจที่เคยเหี่ยวเฉาเมื่อวานนี้เริ่มพองโต เต้นระรัว ขึ้นมาในทันทีทันใด
ขอเล่าย้อนกลับไปถึงความสัมพันธ์ของผมกับอรอุษาว่ารู้จักกันยังไง.. ครั้งแรกเริ่มมาจากนายชันษา เพื่อนรักสมัยเรียนอนุบาลของผม Add ขอเป็นเพื่อนพร้อมกับแนะนำว่าที่แฟนซึ่งเป็น ดร. ในไม่กี่ปีข้างหน้าให้ได้รู้จักกันไว้เผื่อเจอกันคราวหลังจะได้ไม่เคอะเขิน
จึงรับเจ้าหล่อนเป็นเพื่อนโดยไม่คิดอะไร ด้วยเหตุผลว่าแฟนของเพื่อนไม่ได้อยู่ในเป้าหมายที่น่าสนใจในการเล่นFace-noteของผม
ผมกับอรไม่เคยได้เจอกัน เราพูดคุยกันหลายเรื่องทั้งเรื่อง หนังสือ ปรัญชา ศาสนา แนวความคิดตะวันออกตะวันตกรวมทั้งเรื่องการทำบุญในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่เธอกับครอบครัวชอบออกไปทำอยู่บ่อยๆ
และที่สำคัญเธอแต่งกลอนสุภาพได้ไพเราะจับใจ
“ ครับว่าไงคุณด็อกเตอร์คนสวยวันนี้ทำไมตื่นเช้ามากมาย ..”
เธอหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดีแล้วตอบว่า..
“ 555 ..”
ผมเลยรุกถามต่อไปอีกว่า “ นี่กำลังทำอะไรอยู่อย่าบอกนะว่าอาจารย์อรอุษากำลังตรวจวิทยานิพนธ์ลูกศิษย์อยู่จนถึงเช้าไม่หลับไม่นอนมาแล้วทั้งคืน ..”
“ พูดอีกก็ถูกอีกค่ะ นี่อรยังไม่ได้นอนเลยตั้งแต่เมือคืน .. ตั้งใจไว้ว่าถ้าเสร็จ project นี้จะขอพักผ่อนขึ้นเขาไปเที่ยวเขาค้อ-ภูทับเบิกสักสองคืนสามวัน.. พี่ยอดสนใจไปร่วม tripไหมคะ ..”
ผมไม่รู้จะตอบไปว่าอะไรดี .. เธอเป็นแฟนของเพื่อนรักถ้าไปเที่ยวด้วยแล้วน่ากลัวจะเป็นมือที่สาม
มากกว่าอื่นใดแต่เธอพิมพ์กลับมาทำเอาผมถึงกับอึ้ง
เธอเหมือนจะอ่านความคิดของผมได้
“ พี่ยอดก็พาคุณนายกับหลานๆไปเที่ยวด้วยกันสิคะ น่าสนุกดีออก อากาศก็ดีเยี่ยม บรรยากาศรายล้อมไปด้วยขุนเขา อากาศก็หนาวยะเยือกคล้ายๆอยู่เมืองนอกเลย อรเคยไปครั้งหนึ่ง ที่นั่นสวยงามโรแมนติกเกินคำบรรยายเลยทีเดียวค่ะ ”
ผมพิมพ์ไปว่า “โอ้โห .. บรรยายซะน่าไปเที่ยวด้วยจริงๆ สงสัยต้องลางานล่วงหน้าก่อนแล้วค่อยตามไปสบทบทีหลัง.. ”
เธอพิมพ์สวนมาทันทีว่า “คิดแล้วว่าพี่ยอดต้องอยากไป ถ้าเราอยู่กันตามลำพังจริงๆ อรขอกอดพี่ยอดแน่นๆซักทีจะได้ไหม ..”
ผมไม่พิมพ์ตอบไปทันที เพราะยังงุนงงพูดอะไรไม่ออก ครั้นมโนนึกถึงใบหน้าสวยหวาน รอยยิ้มละมุนติดตรึงใจแถมขี้เล่นอารมณ์ดีอยู่เป็นนิจ ทำให้หัวใจของผมเต้นระรัวขึ้นมาทันที
บางครั้งเธอดูสนิทสนมจนอดคิดไปไม่ได้ว่ามีใจให้
บางครั้ง ก็ดูห่างเหินเหมือนไม่สนิทสนมกัน
ผมไม่เข้าใจอารมณ์ของผู้หญิงสวยคนนี้เลยให้ตายสิ เธออ่อยและให้ท่าผู้ชายที่มีลูกมีเมียอย่างผมได้อย่างแนบเนียน สำหรับตัวผม .. ไม่ได้คิดอะไรไปมากมายเพราะเธอน่ารักเสมอไม่มีวันเปลี่ยนแปลง หัวใจที่กำลังเต้นระรัวบอกให้รู้ว่าผมกำลังคิดไกลไปถึงวันที่เราพบเจอกันในตอนนั้นจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาบ้างก็ยังไม่รู้ผมขอแค่ได้กอดได้จูบได้ทำทุกอย่างบนตัวเธอก็พอ
---------------------------
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้มาเที่ยวเขาค้อเริ่มต้นง่ายๆที่ถนนทางหลวงแผ่นดินสายกรุงเทพ – พิษณุโลก –เพชรบูรณ์ เรื่อยมาผ่านอำเภอหนองไผ่จนมาถึงอำเภอเขาค้อ สวิสเซอร์แลนด์เมืองไทยในระยะทางประมาณ 500 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ
รถกระบะสองประตูของผมบรรจุผู้โดยสารสามคน
ระริน นั่งในตอนหน้าพร้อมคนขับคือผม ด้านหลังคือ นายชันษา เพื่อนรักของผม ส่วนตาออดกับลูกกบไปพักที่บ้านคุณยายแม่ของระรินตั้งแต่เมื่อเย็นวาน
วันนี้เราสามคนออกเดินทางมาตั้งแต่เช้ามืดวันเสาร์วันหยุดพักผ่อนสุดสัปดาห์ และตั้งใจว่าจะเดินทางกลับในวันจันทร์ซึ่งเป็นวันหยุดราชการอีกหนึ่งวัน พอเดินทางมาร่วมหลายชั่วโมง เราก็แวะจอดพักที่ร้านกาแฟริมทางติดเชิงเขามองไปไกลเห็นทิวทัศน์ข้างหน้าสุดลูกหูลูกตา
ร้านนี้มีชื่อว่า .. ร้าน Coffee Hill
ภายในร้านตกแต่งแบบเรียบง่ายแต่ดูดีมีสไตล์ตะวันตก เน้นรวบรวมของเก่าหายากตั้งไว้ตามจุดต่างๆมีมุมสำหรับถ่ายรูปอยู่หลายมุม ผมเห็นระรินกับชันษาดูจะถูกใจร้านนี้เป็นพิเศษนั่งจิบกาแฟอร่อย พร้อมผลัดกันถ่ายรูปจนดูหายเหนื่อยจากการเดินทางอย่างปลิดทิ้ง
ผมแยกตัวมาสั่งกาแฟสูตรอร่อยเฉพาะของร้านก่อนจะนั่งเขียนโปสการ์ดถึงคนรู้จักสนิทสนมสองสามคน ..พลันนั้นเองผมมีความรู้สึกว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังมองจ้องมาจากด้านหลัง จึงหันขวับไปมองด้วยความอยากรู้แต่ก็ถึงกับสะดุ้ง ใจเต้นตึกตั๊กขึ้นมาในทันทีทันใด เมื่อสายตาที่จ้องมองมา คือ ดร. อรอุษานั่นเอง
“ เป็นยังไงคุณคนขับเดินทางมาตั้งไกลเหนื่อยมากไหมคะ ..” เธอทักทายมาและหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันไปแนะนำผู้หญิงอ้วนกับผู้หญิงผอมที่นั่งอยู่ด้วยกันว่า “ อุ๊ย .. ลืมแนะนำเพื่อนไป นี่ อ.ปอยกับ อ.วาสนาเพื่อนที่สอนหนังสือด้วยกันที่มหาวิทยาลัย ..” เธอเอ่ยมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศพร้อมสีหน้าอารมณ์ดี
ระรินกับชันษาเดินเข้ามาสมทบดร.ทั้งสามรับไหว้แล้วทักทายไถ่ถามทุกข์สุขดิบกันตามปกติสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว เพราะรู้ดีว่าอรอุษาเป็นแฟนของชันษานั่นเอง
เวลาล่วงผ่านเกือบชั่วโมงเราทั้งหกคนก็เหนื่อยล้าจากการถ่ายรูปตามมุมต่างๆที่ร้านCoffeeHill แห่งนี้แล้ว
อรอุษาบอกผมว่าให้ขับรถตามไปจะพาดูที่พักซึ่งไม่ไกลห่างจากตรงนี้ประมาณ 20 กิโลเมตร
ผมพยักหน้าแล่นรถตามเธอไปติดๆกลัวหลงทางเพราะมีทางแยกซ้ายแยกขวาไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆมากมาย จนกระทั่งพวกเรามาถึงบ้านพักที่เราจองไว้ทางอินเตอร์เน็ต
บ้านพักหลังนี้มีชั้นเดียวแต่ยกสูงขึ้นจากพื้นประมาณครึ่งเมตรเป็นบ้านแฝดมีสองห้อง ผนังติดกันมีห้องน้ำสะอาดอยู่หนึ่งห้อง .. ภายในห้องนอนมีเตียงนอนสองเตียง โทรทัศน์ขนาดกลางหนึ่งเครื่องกับตู้เย็นเล็กๆตั้งอยู่ริมห้อง
มองออกไปจากหน้าต่างจะเห็นทุ่งนาสลับกับทิวเขาไกลสุดลูกตาออกไปจรดเทือกเขาใหญ่ทึบทะมึนมีสายหมอกระเรี่ยเป็นทิวยาวสวยงามติดตรึงใจอย่างประหลาด
อรอุษาบอกผมว่าราคาที่พักที่นี้ค่อนข้างแพงด้วยเหตุผลเพราะมีความเงียบสงบ การบริการดีเยี่ยมและมีทิวทัศน์ที่สวยงามมากโดยเฉพาะในตอนเช้าๆผมพยักหน้าเห็นด้วย .. พวกเราทั้งหกคนจึงแยกไปอาบน้ำชำระร่างกายหลังจากเหน็ดเหนื่อยเดินทางมาทั้งวัน
พอทุกคนเสร็จสิ้นกิจส่วนตัว พวกเรารีบบึ่งรถไปถ่ายรูปพระอาทิตย์อัสดงตกดินที่จุดชมวิวริมอ่างเก็บน้ำชลประทานอยู่ใกล้สถานีอุตุนิยมวิทยาอำเภอแก้งค้อ
พวกเราขึ้นไปถึงพระอาทิตย์ก็สาดสีแดงอยู่เต็มท้องฟ้าสะท้อนแสงกระทบก้อนเมฆดูเหมือนเกล็ดเงินเกล็ดทองกระจัดกระจายเต็มไปหมด สวยงาม น่าอัศจรรย์ใจอย่างที่สุด ยิ่งสายลมพัดเย็นแผ่วมากระทบผิวตัวสุดแสนจะโรแมนติกเสียนี่กระไร
ผมถ่ายรูปคู่กับระรินจนรู้สึกเหนื่อยเลยขอให้ชันษาทำหน้าที่แทนเพื่อจะเข้าห้องน้ำ
เดินไปไม่ไกลจากจุดชมวิวก็เห็นห้องน้ำเล็กๆตั้งอยู่รีบรี่ตรงไปทันที เอื้อมมือบิดลูกบิดห้องน้ำ แต่ก็ต้องตกใจเพราะดูเหมือนจะมีอยู่ข้างใน ยืนคอยสักพักประตูห้องน้ำก็เปิดผ๊วะออก ผมมองเห็นสีหน้าตกใจของอรอุษา ก่อนที่เธอจะอุทานออกมาว่า..
“ ว้ายตายแล้วตกใจหมดเลยพี่ยอด แล้วมายืนอะไรเงียบๆอย่างงี้ล่ะค่ะ ทำไม ไม่ไปถ่ายรูปกับศรีภรรยาเล่าคะ..” เธอระรัวยิงคำถามพร้อมรอยยิ้มยั่วเย้านิดๆ แววตาคมเกิดประกายระยับเหมือนกำลังจับผิดผมอะไรสักอย่างข้างในแฝงเลศนัยบางอย่างกำลังส่งสัญญาณออกมา ผมเข้าใจในความต้องการของเธอทันทีเหลียวมองซ้ายขวาให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้แล้วจึงดันตัวเธอเข้าไปในห้องน้ำอีกครั้ง
อรอุษาตกใจรีบผลักตัวผมออกมาแล้วบอกว่า..
“ เดี๋ยวสิคะพี่ยอด ..ทำอะไรแบบนี้ ไม่กลัวคนข้างนอกเห็นเหรอ ..”
“ ไม่ .. ไม่เป็นไรพี่ขอโทษที่ต้องทำแบบนี้แต่เราไม่มีเวลาอยู่ด้วยกันเลย ..”
เธอฟังคำตัดพ้อของผม ..มือที่ผลักของเธอเปลี่ยนเป็นมาโอบรอบคอ ก่อนจะโน้มตัวผมลงไปประทับรอยจูบอยู่เนิ่นนาน
เราสองคนอยู่ในห้องน้ำนานประมาณสิบนาที.. ผมก็รีบคลายอ้อมกอดอรอุษาแล้วผลักประตูออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็ว เพราะหูแว่วได้ยินเสียงของระรินกำลังเดินตามหาผมร้องเรียกมาใกล้ห้องน้ำแล้ว
ผมหันหลังรีบเดินอ้อมไปหลังห้องน้ำในทันทีด้วยความกลัวจะมีพิรุธทั้งสีหน้าท่าทางที่แสดงออกไป พอผ่านรถกระบะที่จอดอยู่ริมทางก็ชะโงกมองกระจกสำรวจความเรียบร้อยทั้งใบหน้าและเนื้อตัว
แล้วผมก็แทบช็อกเมื่อมองเห็นรอยจ้ำที่คอเป็นรอยสีแดงชัดเจนผมรีบดึงปกเสื้อขึ้นตั้งเหมือนโดนลมพัดก็พอจะกล้อมแกล้มทุเลาไปได้
“ ไปอยู่ไหนมาจ๊ะยอดหายไปตั้งนาน .. แต่เอ๊ะอะไรคะนั่น ..”
ผมยกมือลูบคอเสื้อไปด้วยอาการขนลุกขนชัน ..
นี่เธอคงจับได้แล้วว่าไปทำอะไรมาลำคอถึงมีรอยจ้ำแดงแถมยังยกคอเสื้อขึ้นมาปิดสูง ทั้งที่อากาศรอบตัวก็แสนจะร้อนอบอ้าว
แต่ก็ต้องโล่งใจเมื่อเธอยื่นมือมาปัดใยแมงมุมเล็กๆที่อยู่ด้านหลังปกเสื้อของผมอย่างเบามือ
“ แน่ะ .. ดูสิไป มุดอะไรมาถึงได้มอมแมมขนาดนี้..”
“ ผม .. เอ่อ .. เดินหลงทางไปถึงโรงเพาะเห็ดทางด้านโน้นมุดโน่นมุดนี่ กว่าจะหาทางออกเจอก็เลยเปื้อนอย่างที่เห็นนี่แหละจ๊ะริน ..”
ระรินปัดฝุ่นบนตัวผมอีกสองสามทีก่อนจะเดินเคียงคู่กันไปที่จุดชมวิวพร้อมกัน .. ผมมองเห็นอรอุษากำลังหัวเราะต่อกระซิกกับชันษาอย่างอารมณ์ดีเหมือนไม่เหตุการณ์ก่อนหน้านี้เกิดขึ้น
ผมเคร่งสีหน้าปรับให้เป็นปกติแล้วเดินเข้าไป.. ทำตัวนิ่งๆไม่ให้มีพิรุธอะไรเกิดขึ้น
อรอุษาหันมาสบตาผมแวบหนึ่งก่อนจะบอกกับทุกคนว่าวันนี้จะขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงมื้อค่ำมื้อใหญ่ ซึ่งได้จองโต๊ะวีไอพีไว้แล้ว ..เรารีบออกจากที่นี่แล้วเข้าห้องพักใครห้องพักมัน เพื่ออาบน้ำอาบท่าผัดแป้งหน้าขาวแล้วเดินขึ้นไปรับประทานอาหารที่ขึ้นชื่อของเขาค้อแห่งนี้
ผมสังเกตว่าระรินดูจะมีสีหน้าที่แช่มชื่นขึ้นทันทีเมื่อถึงที่พัก แต่พอเวลาผ่านไปสักพักเธอกลับอารมณ์เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือด้วยเหตุผลว่าผมต้องนอนแยกห้องกับเธอ
ห้องพักมีสามห้องผมนอนกับชันษา อรอุษานอนคู่กับอาจารย์วาสนา เหลือ ดร.ปอยที่ไม่มีคู่ฉะนั้นระรินจึงต้องเสียสละตัวเองไปนอนเป็นเพื่อน .. ชันษาพยักหน้าเห็นด้วย เพราะคิดว่าถ้าให้เขาไปพักแรมกับ ดร.ปอยคงไม่ดีแน่
--------------------------
กับข้าวกับปลาในร้านนี้ดูจะถูกปากชาวเมืองอย่างเรามากอรอุษาสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะประมาณ 8 อย่าง พร้อมเครื่องดื่มคือไวน์สำหรับสุภาพสตรีและเหล้ายี่ห้อดังสำหรับสภาพบุรุษอย่างผมกับเพื่อนรัก
บรรยากาศมองออกไปนอกร้านสุดแสนจะโรแมนติก.. ลมพัดเย็นๆ เมฆขวากระจัดกระจายเป็นกลุ่มๆเต็มท้องฟ้าพร้อมแสงจันทร์ที่ทอแสงนวลแจ่มสาดแสงลงมาบวกกับรสชาติการสนทนาที่เข้มข้นสนุกออกรสทำให้ค่ำคืนนี้เป็นคืนสุดพิเศษ
ระรินใบหน้าแดงกร่ำเพราะฤทธิ์ไวน์ดูจะพูดมากกว่าปกติ ดร.สาวทั้งสองผลัดกันเล่าเรื่องราวต่างๆมากมายให้ฟังเหมือนคืนนี้ทั้งคืนมีพวกเขาเพียงสามคน
ผมเหลือบไปเห็นอรอุษาแอบมองมาอยู่บ่อยๆครั้ง ถ้าหากผมอยู่เพียงลำพังกับเธอคงต้องตักเตือนเรื่องอาการมีพิรุธที่แสดงออกมา รู้สึกมันจะโจ่งแจ้งเกินไป
ชันษาขมวดคิ้วเหมือนจะสงสัยอะไรบางอย่าง เพราะตั้งแต่พบเจออรอุษรดูเหมือนเธอพยายามเข้าใกล้คลุกคลีกับผมมากกว่าจะอยู่กับเขาหรือเพื่อนๆของเธอ
ความรู้สึกของผมตอนนี้มันบรรยายไม่ถูกรู้สึกพล่าน ทุรนทุรายข้างใน อยากกอดเธอเอาไว้แน่นๆแล้วลวนลามเสียให้เข็ด .. คนอะไรไม่รู้ยั่วยวนกิเลสกันอยู่ได้
พอเวลาผ่านเลยไปจนเที่ยงคืน .. โต๊ะอาหารที่มีลูกค้านั่งกันแน่นทุกโต๊ะแต่แรกตอนนี้ว่างโล่งเหลือเพียงโต๊ะเราเพียงโต๊ะเดียว ... อรอุษาเลื่อนตัวมาบอกผมกับชันษาว่าเดี๋ยวจะพาสาวๆไปอาบน้ำนอนแล้วถ้าผมจะนั่งต่อไปก็นั่งได้เพราะเจ้าของร้านหยิบกุญแจมาฝากไว้ให้ปิดเอง
ผมถามด้วยความสงสัยว่าแล้วไฟฟ้าใครจะเป็นคนปิด .. เธอหัวเราะร่วนแล้วบอกว่ามาพักที่นี่บ่อยหลายครั้งรู้ที่รู้ทางทุกตารางนิ้ว ผมพยักหน้าว่าไปพาพวกผู้หญิงนอนเถอะเดี๋ยวจะดึกมากกว่านี้ เธอยังมิวายที่จะยักคิ้วหลิ่วตาท้าทายส่งกลับคืนมาให้อีกครั้ง
ชันษาชวนคุยเรื่องสัพเพเหระมากมาย ทั้งการงานเรื่องงานบวชเรียนที่จะบวชให้แม่ของเขาและเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่ทำเอาผมถึงกับอ้าปากค้าง .. เขาเล่าว่าตอนนี้กำลังทำเด็กนักเรียนมัธยมท้อง.. เด็กคนนั้นเพิ่งเรียนอยู่ ม.5ตอนนี้กำลังตั้งท้องสามเดือนแล้ว
ผมอึ้งจุกที่อกพูดอะไรไม่ออกชันษาเล่าต่อไปว่าเด็กนักเรียนคนนี้กำลังเข้ากรุงเทพ เพื่อทำแท้ง ไม่ให้ลูกคลอดออกมาประจานพ่อกับแม่
เขารู้สึกสำนึกผิดกลัดกลุ้มใจที่ทำอะไรไม่ได้สักอย่างและก็ไม่แน่ใจว่าเด็กคนนี้จะเป็นลูกเขาจริงๆ หรือเปล่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะตั้งท้องเพราะความสัมพันธ์เพียงครั้งเดียว
ผมลูบหลังชันษาแล้วบอกว่าเหล้าหมดแล้วเกลอถึงเวลาพักผ่อนแล้ว
ชันษาชูแก้วร่อนไปร่อนมาบอกว่าคืนนี้จะไม่นอนจะนั่งดื่มจนถึงเช้า.. ราตรีนี้ยังเยาว์นัก
ผมเห็นเขาก็กดโทรศัพท์เรียกหาเพื่อนทหารที่ประจำการอยู่ที่นี่ .. ปลายสายตอบตกลง ชันษาหันมาบอกว่า “ มึงนอนไปก่อนนะยอด กูจะออกไปกินเหล้าต่อกับเพื่อน..”
“ อ้าวไอ้บ้า .. มึงทิ้งกูซะงั้น..” ผมแกล้งเย้ามันเล่น ใบหน้าตึง คล้ำดำไปด้วยพิษเหล้า 1 ลิตรที่เหลือตอนนี้คนละไม่ถึงแก้ว
“ กูเครียดมากต้องรีบระบายออกไม่งั้นจะหัวระเบิด นานๆจะมาแถวนี้ซักทีโจ้เหล้ากับเจ้าบ้านซักหน่อยเผลอๆอาจจะได้สาวสวยมานอนกกด้วยนะยอด ..”
ผมหัวเราะเสียงดังอดขำมันไปไม่ได้นี่มันจะมาเที่ยวหรือมาปลดปล่อยกันแน่
“ เออ ..ไปเถอะสงสัยคืนนี้กูได้นอนคนเดียว ..”
“ เฮอะน่าเพื่อน .. เอ้าชนแก้วสุดซอยไปเลย ..”
นี่เป็นการชนแก้วครั้งสุดท้ายสำหรับคืนนี้
ผมเดินมาส่งเพื่อนขึ้นกระบะไปจนรถยนต์ลับตาก่อนจะเดินมายังโต๊ะก็มองเห็นแต่ความมืด คิดสงสัยว่าเจ้าของร้านคงกลับมาปิดไฟให้ ค่อยเดินเลี่ยงพุ่มต้นไม้เพื่อเดินเข้าที่พักโซนข้างล่าง
พอเดินผ่านพุ่มพุทธรักษาผมก็สะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นเงาตะคุ่มโผล่พรวดพราดโผเข้ามาหา จึงถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อป้องกันตัว
ครั้นเพ่งสายตาไปในเงาสลัวของแสงจันทร์ก็เห็นร่างเล็กบางที่กำลังยืนอยู่คือ อรอุษา
“ เอ๊ะ .. อรใช่ไหม ..”
เธอไม่ตอบแต่กลับโผเข้าสู่อ้อมกอดของผมทันทีพร้อมระดมจูบอย่างบ้าคลั่ง
ผมหายใจไม่ทั่วท้องจึงผลักตัวเธอออกไปก่อนจะหันซ้ายมองขวาก็เห็นว่าในความสงัดเงียบกลางดึก ไม่มีใครมาเดินเล่นแถวนี้เลย.. ผมรีบดึงเธอลิ่วเข้าห้องพัก ปิดประตูลงกลอนแน่นสนิท ก่อนจะปล่อยให้กลไกธรรมชาติและร่างกายเรียกร้องต่อไป
เธอสุขสม ผมอิ่มเอมจนเกือบสว่าง
อรอุษาตื่นขึ้นมารีบสวมใส่เสื้อผ้าก่อนจะถลันออกห้องไปอย่างรวดเร็ว .. ผมเอื้อมมือไปหยิบผ้าขนหนูมาพันตัวเก็บหลักฐานที่ได้ใช้คือ ถุงยางใช้แล้วสามถุงโยนลงชักโครก เดินมานอนผึ่งแอร์คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยจนถึงสว่าง
ผมอาบน้ำแล้วเดินตรงไปยังร้านอาหารเพราะระรินโทรมาตามว่าข้าวต้มที่ตักไว้ให้กำลังเย็นรีบๆมากินเสีย .. ผมรีบเดินไปนั่งข้างระริน ก่อนจะเงยหน้ามองเห็น ดร.ปอยกับดร.วาสนากำลังจ้องมองผมด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย
ผมตักน้ำซุปขึ้นมาซด แล้วปั้นสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดทั้งที่ใจข้างในมันร้อนจนเกินจะทนไหวแล้ว
.                                            -------------------------