วิหคผืนฟ้า หมาป่าแผ่นดิน บทที่ ๒ (๒)

Author: 
เสวี่ยอวี้ถาน
ประเภท: 
นิยาย

บทที่ ๒ คราเคราะห์คับขัน สุนัขป่าแยกเขี้ยว (๒)
 
ที่แท้เด็กหนุ่มที่อยู่ข้างเฟิงหลินเตียวเพียงขยับยืดตัวขึ้น สำรวจสภาพตัวเองอย่างลวกๆอีกครั้งราวเกรงว่าจะมีอันใดผิดปกติโผล่มา ก่อนมันจะออกปากเรียกขาน
 
"ท่านลุง" มิเพียงร่ำร้องเท่านั้น ยามเมื่อเฟิงหลินเตียวที่หมอบอยู่ลอบเงยหน้ามองมัน เด็กหญิงยังเห็นชัดว่ามันแย้มรอยยิ้มคล้ายคิดประจบ แต่ยามจรดฝีเท้าก้าวออกไปกลับคล้ายไม่แน่ใจอยู่บ้าง
 
ได้ฟังมันเรียกขานเช่นนั้น นางค่อยจ้องมองอีกครั้ง ความกังวลคลายลงไปส่วนหนึ่ง เมื่อพิจารณาดูแล้วว่าจะเป็นเด็กหนุ่มผู้นั้นก็ดี หรือบุรุษที่เพิ่งมาก็ดี ล้วนแต่งกายแตกต่างจากกลุ่มคนที่นางเห็นได้ชัด ไม่น่าเป็นพวกเดียวกันไปได้
 
ทั้งคู่ต่างแต่งกายคล้ายกับเป็นเพียงพ่อค้าวาณิชที่ออกเดินทาง สวมใส่เสื้อผ้าที่เน้นให้เคลื่อนไหวแคล่วคล่อง แต่ยามเฟิงหลินเตียวมองเสื้อผ้าของเด็กหนุ่มอย่างละเอียดค่อยพบว่าส่วนหนึ่งที่มันไม่บาดเจ็บกระไรมาก อาจเป็นเพราะมันใส่ผ้าที่ทออย่างดี มีเนื้อหนาทั้งยังย้อมสีเข้มสีเดียวกันหมดทั้งชุดบ่งบอกฝีมือประณีตในการทำ ย่อมไม่ใช่เสื้อผ้าที่พ่อค้าสามัญจะหาซื้อใส่ได้โดยง่ายแน่
 
ดังนั้นนางยังไม่คลายความระมัดระวังตัวลง กลับคู้ห่อกายทำตัวสั่นเทาดังลูกนกที่กำลังหวาดเกรงภยันตราย และทอดตาแลเห็นปลายเท้าของบุรุษที่ถูกเรียกขานเป็นท่านลุงนั้นขยับมาใกล้ ก่อนจะคุกเข่าลงเบื้องหน้านาง พลางเอ่ยถาม
 
"เกิดเรื่องอันใดขึ้นกัน ซื่อเหลย เจ้าก่อเรื่องรังแกผู้อื่นอีกแล้วงั้นหรือ ?"
 
เด็กหนุ่มที่ถูกเรียกขานเป็นซื่อเหลยนั้นส่งเสียงร่ำร้องออกมาคำอย่างขุ่นใจทันที
 
"ที่ไหนเลยเป็นข้าก่อเรื่องได้ ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะเด็กหญิงที่โง่งมผู้นี้ต่างหาก !" มันพูดถึงตรงนี้ยังย่อตัวลง ขยับจะเอื้อมมือดึงเฟิงหลินเตียวที่ห่อตัวอยู่ให้ลุกขึ้น แต่ผู้เป็นลุงส่งสายตาเข้มงวดมาให้ มันจึงได้แต่ทำปากยื่นเล็กน้อย ก่อนค่อยเล่าเรื่องว่า "ข้าแค่เดินทางผ่านมาทางนี้ แล้วพบเด็กหญิงนี่กำลังจะกลิ้งตกเขาดูอันตรายนัก จึงพยายามยื่นมือช่วยเหลือ ไหนเลยจะนึกว่าเด็กนี่โง่นักดิ้นไปมาอยู่ได้ แทนที่ข้าจะได้ช่วยนาง กลับพาลถูกลากกลิ้งตกลงมาด้วยกัน ไม่เรียกนางว่าเด็กหญิงโง่งมแล้วให้เรียกอันใด"
 
ผู้เป็นลุงพอฟังคำกล่าวนั้นแทบส่ายหน้า แต่ยังมองสำรวจโดยรอบ ทราบไม่ยากว่าทิศทางที่มีกิ่งไม้แตกหักอยู่นั้นคือทิศทางที่หลานชายตนเองตกลงมา อดแปลกใจไม่ได้ต้องเอ่ยถาม
 
"ด้านบนนับเป็นอะไรเจ้าจึงได้ตกลงมาง่ายดายนัก ไม่มีที่ให้ยึดเกี่ยวเลยหรือ"
 
มันถามเช่นนี้เพราะพอมองไป แลเห็นต้นไม้ใหญ่หลายต้นที่น่าจะอาศัยให้ยึดจับพอพยุงตัวได้ หากผู้เป็นหลานที่มองย้อนกลับไปเช่นกันกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย ลุกขึ้นเดินไปมองตามรอยทางยิ่งแตกตื่น หันมาร้องบอกว่า
 
"ท่านลุง ข้าไม่ได้ตกลงมาจากทางนี้ตรงๆ...ย่อมเป็นเด็กหญิงโง่งมผู้นี้แน่แท้ ! นางดิ้นไปดิ้นมา พาลให้ทิศทางเปลี่ยนแปลงไปหมด ตรงนี้หากขึ้นไปตรงๆเห็นจะห่างจากตรงที่ข้าเจอเด็กนี่ทีแรกอยู่ไม่น้อย ข้าไม่เห็นสิ่งใดดูคุ้นตาเลย"
 
เฟิงหลินเตียวฟังคำเด็กหนุ่มคำก็ร้องว่านางโง่งม สองคำก็ร้องว่าเป็นเพราะนางกลับไม่นึกเดือดเนื้อร้อนใจประการใด เพียงนึกไม่สบายใจอยู่บ้างที่ไม่ได้แลดูสีหน้าของสองลุงหลาน ว่าคนหนึ่งคิดอย่างที่พูด ส่วนอีกคนเชื่อคำกล่าวเหล่านี้หรือไม่
 
นางทราบดีว่าสภาพของตนเองดูไม่ดีนัก เสื้อผ้ามีรอยถูกเกี่ยวขาดอยู่หลายแห่ง เนื้อตัวก็ใช่จะปลอดภัยไร้รอยแผล ด้วยสารรูปดังนี้เมื่อผนวกกับท่าทางสั่นกลัวของนาง ควรให้ไม่มีข้อชวนสงสัยอันใด แต่นางก็ไม่กล้าวางใจ เพราะไม่ว่าโลกนี้หรือโลกไหน บางครั้งการฆ่าคนที่ไม่มีข้อสงสัยก็เป็นเรื่องที่สมควรกระทำสำหรับบางคนเหมือนกัน
 
ฆ่าคนผิด ยังดีกว่าปล่อยให้คนที่ต้องฆ่าลอยนวล
 
ดังนั้นนางตระเตรียมเรียกหาอินทรีดำ รู้ดีว่ามันยังอยู่ใกล้ๆนี้ นกอินทรีดำเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์เจ้าเวหา  มันสามารถโจมตีรวดเร็วและเปิดช่องว่างให้นางได้ หากอีกฝ่ายคิดลงมือฆ่าฟันจริงๆ
 
แต่ที่มากลับไม่ใช่คมหอกคมดาบ ไม่ใช่อาวุธสังหาร เป็นเพียงเสียงถามไถ่อย่างอ่อนโยนเหนือศีรษะนางว่า
 
"เด็กน้อย เจ้าเจ็บตรงไหนหรือไม่ ค่อยๆขยับตัวลุกนั่งเถิด เราจะช่วยดูแผลให้"
 
สุ้มเสียงนั้นฟังคล้ายคลึงบิดาของเฟิงหลินเตียว ฟังคล้ายเจ้าของโรงเตี๊ยมแซ่สู และบุรุษผู้เคยโอบอุ้มทารกน้อยไว้พลางแย้มยิ้มยินดีกับลูกหลานพลางเรียกหาทั้งหลาย ดังนั้น ไม่ว่านางจะยังเตรียมพร้อมคิดทางหนีไว้เช่นไร เฟิงหลินเตียวที่เป็นเพียงเด็กหญิงวัยเพียง ๑๐ ขวบปีย่อมสมควรค่อยๆเงยหน้าขึ้นอย่างตื่นๆ
 
"เป็นไรแล้ว สายตายังดีอยู่หรือไม่..." เด็กหนุ่มที่เดินกลับมาอดร้องประชดมิได้
 
แต่เฟิงหลินเตียวย่อมไม่ใส่ใจมัน กลับฉวยโอกาสนี้พิเคราะห์บุคคลที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้านาง มันเป็นชายที่มีร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่ง มองอย่างถี่ถ้วนแล้วจะพบได้ไม่ยากว่าใต้เสื้อผ้าเนื้อดีของมันซุกซ่อนเรือนกายแข็งแกร่งเพียงใดเอาไว้ บ่งบอกว่ามันไม่มีทางเป็นอื่นใดนอกจากผู้ที่หมั่นฝึกปรือฝีมืออาวุธอยู่เป็นประจำ
 
ยิ่งกว่านั้น ชายผู้นี้ยังละเอียดถี่ถ้วนและรอบคอบไม่น้อย นางดูแล้วเห็นวัยมันน่าจะยังเยาว์วัยกว่าเฒ่าเฟิงบิดาของนางเสียด้วยซ้ำ แต่ยามมันมองมาสายตานอกจากจะแฝงแววอ่อนโยน ยังค่อยพิเคราะห์ดูนางอย่างละเอียดคล้ายตรวจสอบว่ามีบาดแผลใดอยู่หรือไม่อีกด้วย
 
หากเด็กหญิงทราบดี มันกำลังพิเคราะห์ตนอยู่เช่นกัน ทั้งไม่อาจหมิ่นแคลนการวิเคราะห์ของมันได้อีกด้วย เพราะลำพังแค่ที่มันทรุดกายลงคุกเข่า ไม่ให้ระดับสายตาเหลื่อมล้ำกับนางมากเกินไป ไม่ยืนถามไถ่ให้นางเกิดความรู้สึกว่าถูกคุกคาม ก็หมายความว่ามันหาได้เป็นคนคิดอะไรตื้นๆที่จะหลอกได้ง่ายๆไม่
 
เฟิงหลินเตียวครุ่นคิดหาหนทาง การหลบตามันลงเสแสร้งหวาดกลัวดูจะเป็นทางเลือกที่ไม่เลว ทว่าหากกระทำให้ติดภาพลักษณ์โง่งมเกินไปดังนั้น ภายหลังอาจยิ่งถูกจับจ้องกว่าเดิม ไม่ว่าเพราะมันไม่เชื่อจึงจ้องดูอย่างระแวง หรือเพราะเชื่อจึงคอยมองอย่างระวังล้วนไม่เป็นผลดีกับตน
 
ดังนั้น นางจึงทำท่าคล้ายค่อยรวบรวมความกล้า คลี่ยิ้บางๆให้แก่บุรุษตรงหน้า แต่ยังไม่ลืมที่จะปล่อยให้ดวงตาฉายแววตื่นตระหนกอยู่เมื่อมองมัน
 
กลับเป็นเด็กหนุ่มเสียอีก ที่ยังคงถูกท่าทางนั้นของนางกระตุ้นให้มันส่งเสียงอย่างไม่พอใจว่า
 
"เด็กน้อยนี่ยังมายิ้มกระไรอีก มิใช่เพราะเจ้าหรอกหรือ เราจึงตกลงมาไกลถึงเพียงนี้"
 
ผู้เป็นลุงกลับไม่ใส่ใจในหลานชายตน มันเพียงผงกศีรษะให้เด็กหญิงเบื้องหน้า ไต่ถามต่อไปว่า
 
"เจ้าใช่บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ ค่อยๆลุกขึ้นมาก่อนเถิด"
 
ร่างกายของเฟิงหลินเตียวถลอกปอกเปิกไม่น้อย ดังนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ที่นางจะไม่บาดเจ็บอันใด แต่นับจากเมื่อคืน จวบจนถึงการลอบสังเกตกลุ่มคนชุดดำเห็นเมื่อครู่ ทั้งสองเหตุการณ์ต่างได้กระตุ้นความรู้สึกตื่นตัวของนางขึ้นมา จนนางไม่แน่ใจนักว่าตนจะรู้สึกรู้สากับบาดแผลนี้เทียบเท่าที่เด็กสิบขวบพึงรู้สึกหรือไม่
 
"ข้า....ข้าไม่รู้" สุดท้ายนางเลือกเอ่ยตะกุกตะกักไปเช่นนี้ หวังให้พวกมันคิดว่าตนเองยังอยู่ในภาวะตกใจอยู่
 
ในดวงตาของบุรุษที่คุกเข่านั้นยังทอประกายอ่อนโยนเฉกเช่นเดิม แต่เฟิงหลินเตียวกลับไม่สบายใจ นางไม่อาจอ่านออกว่าคนเบื้องหน้านี้ที่แท้เชื่อถือนางแค่ไหน ผิดกับผู้เป็นหลานชายที่พอได้ยินดังนั้น มันก็เดินวนรอบตัวเด็กหญิงก่อนส่งเสียงร่ำร้องออกมาอีกอย่างหงุดหงิดว่า
 
"เด็กหญิงที่โง่เขลา ! เจ้าเป็นแผลถึงขนาดนี้แล้วกลับบอกว่าไม่รู้ได้อย่างไร !"
 
เฟิงหลินเตียวแทบจะเริ่มรู้สึกหงุดหงิดรำคาญขึ้นมาบ้าง แต่ยามฟังมันกล่าวคำเช่นนั้น นางถึงค่อยรู้สึกตัวว่าที่ขาข้างซ้ายของตนนั้นมีความรู้สึกปวดอยู่บ้างจริงๆ
 
เด็กหนุ่มมองมา เห็นเด็กหญิงนั้นกลับยังไม่มีท่าทางเปลี่ยนแปลงอันใด มันคล้ายยิ่งขัดเคืองใจ แทบจะปราดมาดึงแขนนางขึ้นให้ลุกเปลี่ยนท่าทางเสียโดยไว ก่อนที่จะเจ็บหนักกว่านี้ กลับเป็นลุงของมันที่เห็นท่าทีแล้วทราบว่าหลานชายคิดจะทำสิ่งใด ต้องยกมือห้าม
 
"เจ้าอย่าเพิ่งเอะอะ ธรรมดาของบาดแผล บางคราเมื่อแรกจะรู้สึกชาๆไม่เจ็บปวดเท่าไร รออีกพักหนึ่งถึงค่อยรู้สึก" กล่าวแล้วมันค่อยยื่นมือไปทางเด็กหญิงช้าๆ พลางเอ่ย "เจ้าค่อยๆเกาะเราลุกขึ้นก่อน เด็กน้อย เราพอมียาติดตัว จะดูให้เจ้า หรือไม่หากหนักหนา เราจะให้ซื่อเหลยแบกเจ้าออกไปเอง"
 
เด็กหนุ่มนามซื่อเหลยทีแรกมันยังมีท่าทางหงุดหงิดอยู่แล้ว ครั้นพอฟังผู้เป็นลุงกล่าวจบ มันยิ่งต้องอ้าปากค้างแทบจะกลืนไข่ลงไปได้ในคำเดียว เฟิงหลินเตียวที่ค่อยๆพยุงตัวเองขึ้นมองดูแล้วยังอดขบขันท่าทางมันไม่ได้ แต่ดูได้เพียงนิด นางก็ต้องรีบก้มหน้าดูแผลของตัวเอง
 
ครั้นพอเห็นถนัดตาค่อยนึกโล่งใจอยู่บ้าง บาดแผลนั้นไม่กระทบถึงเส้นเลือดใหญ่ แต่น่าจะมีกิ่งไม้มากกว่าหนึ่งกิ่งข่วนที่น่องของนาง จึงทำให้เกิดแผลมากกว่าหนึ่งรอยและมีเลือดไหลเปรอะ แต่เลือดที่ไหลออกมาไม่ได้มากมาย เนื่องจากบาดแผลมิได้กว้างหรือยาวเท่าใด
 
นางจึงค่อยเงยหน้าตอบผู้ที่ให้ตนเกาะอยู่ว่า
 
"ข้าไม่ค่อยเจ็บจริงๆ แต่เหมือนแปลกๆอยู่บ้าง ท่านไม่ต้องแบกข้าหรอก......เจ้าค่ะ" นางตัดสินใจเติมคำลงท้ายไปด้วย
 
ผู้มองทำท่าคล้ายเอ็นดู ทั้งเอ่ยปากสั่งสอนนาง ขณะค่อยๆประคองนางไปยังริมทางใต้ร่มไม้ว่า
 
"อย่างที่เราบอกไป บาดแผลบางประการตอนแรกเจ้ายังรู้สึกไม่เจ็บ แต่พอผ่านไป เจ้าอาจจะเจ็บจนเดินไม่ไหว"
 
เด็กหนุ่มนั้นย่อมไม่ยอมที่จะถูกทิ้งไว้ไกลจากการสนทนา มันจึงเดินตามผู้เป็นลุงของตนเองมาด้วย ทำท่าคล้ายจะกล่าวอันใดอีกหลายคำ ผู้เป็นลุงกลับพลันเหมือนนึกรำคาญขึ้นมาอยู่บ้าง จึงตวาดด้วยเสียงที่ไม่เบานักว่า
 
"อย่าได้ร่ำร้องให้มากความ" เสียงเมื่อเอ่ยคำนี้ของมันเฉียบขาดกว่าปกติ แต่ครั้นเมื่อมองมายังเฟิงหลินเตียว นัยน์ตามันกลับอ่อนแสงลง แม้กระทั่งเสียงยังพยายามลดลง คล้ายเกรงกลัวเด็กหญิงตกใจ "ถ้าเจ้าไม่เป็นไรจริงๆก็เป็นเรื่องดีแล้ว แต่นั่งพักสักครู่ให้เราดูแผล เราอาจยังจำเป็นต้องให้ผู้อื่นแบกเจ้าไปเพื่อไม่ให้กระเทือนแผลจนเจ็บภายหลัง"
 
"เด็กหญิงที่วุ่นวาย !" เด็กหนุ่มนั้นแม้ทราบดีว่าอาจจะต้องถูกดุ แต่มันอดไม่ได้ที่จะกล่าวอีกสักคำ แต่คราครั้งนี้ลดเสียงลงแล้ว หากไม่คาด คำนี้กลับกระตุ้นให้ลุงของมันมีโทสะขึ้นมากว่าเก่า หันไปตวาดแก่มันอีกคราว่า
 
"ตัวเจ้าไม่ใช่ทารกที่วุ่นวายหรือไร ! นำม้าออกมาโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่ากับขโมยของ ไม่แจ้งให้ใครทราบ ไม่รอคำอนุญาตเท่ากับขัดคำสั่งแม่ทัพ ฝ่าฝืนวินัยทหาร หากนี่เป็นยามสงคราม เจ้าต้องรับโทษสถานใด ยังไม่รีบสำนึกตัวเองอีก !"
 
เด็กหนุ่มพอฟังเช่นนี้ มันมีสีหน้าละอายอยู่บ้าง ผู้เป็นลุงกลับไม่คิดผ่อนปรนสีหน้า ด้วยทราบดีว่าหลานชายตนอยู่ในวัยคึกคะนอง กับทั้งที่จริงตัวมันยังพอนับว่ามีฝีมืออยู่บ้าง ยิ่งทำให้ต้องยิ่งเข้มงวดกับมันมากกว่าผู้อื่น
 
"แม้ตอนนี้จะไม่อยู่ในภาวะเดินทัพ แต่กลับไปอย่าคิดว่าเราจะปล่อยปละเจ้า"
 
เฟิงหลินเตียวฟังสองลุงหลานเจรจาความกัน ในใจเกิดความรู้สึกหลากหลาย ให้นางเร่งทอดตาขึ้นมองผู้เอ่ยคำชั่วแล่นก่อนค่อยก้มหน้าลงเหมือนสงบ แต่ความคิดกลับยิ่งวิ่งวนกับความจริงในคำพูดนั้น
 
ถ้อยคำของบุรุษที่มากวัยกว่าล้วนบ่งบอกแล้วว่ามันมิใช่ชนชั้นพ่อค้า แต่เป็นทหารหาญ ซ้ำมันไม่ใช่นายทหารผู้ไร้ยศตำแหน่ง แต่กลับสมควรมีตำแหน่งไม่น้อยชวนให้ขบคิดจนแตกตื่นอยู่บ้าง
 
แต่พร้อมกันนั้นนางกลับรู้สึกโล่งใจ นางพลันพบว่าบุรุษผู้นี้เจตนาส่งเสียงให้ดังขึ้น คล้ายว่าจะบ่งบอกถึงผู้ใด แปลว่ามันสำเหนียกว่าในป่านี้ไม่ได้มีเพียงมันกับเด็กน้อย ทั้งยังจงใจเอ่ยถึงวินัยทหาร ใช้คำพูดที่ไม่ใช่ผู้ธรรมดาสามัญใช้ ราวบ่งบอกว่ามันมีอำนาจใดหนุนหลังอยู่บ้าง
 
และพร้อมกันนั้น มันยังเพิ่มความสบายใจให้กับเฟิงหลินเตียว ด้วยการกล่าวปนทอดถอนขึ้นอีกคำว่า
 
"เจ้าทราบหรือไม่ว่าคนเท่าใดแทบจะถางป่าออกทุกแห่งเพื่อตามหาเจ้า ดีแต่เราเกรงชาวบ้านจะแตกตื่น จึงให้พวกมันเพียงแต่แลดูรอบๆกับตามหาร่องรอยม้าเจ้าเท่านั้น แต่ผู้คนก็คงตกใจไม่น้อย ยังหวังจะไม่สร้างความแตกตื่นแก่ผู้อื่นเกินไปนัก"
 
มันบ่งบอก....ป่าวประกาศว่ามันมีกำลังคนอีกไม่น้อยที่รออยู่ และแท้จริงมันมิได้แยแสว่าชาวบ้านจะตื่นเต้นหรือไม่ มันไม่ต้องกระทำการหรือนำพาคนอันหลบซ่อนใดๆ ผิดกับเหล่าคนที่นางลอบเห็นพวกนั้น
 
เฟิงหลินเตียวค่อนข้างแน่ใจว่า มันไม่ใช่พวกเดียวกับกลุ่มคนเหล่านั้น ที่เหนือศีรษะนางมีเสียงใบไม้เสียดสีกันราวนกกำลังบินกลับรัง นั่นเป็นสัญญาณที่เซียวเหยาอินทรีดำบอกแก่นางว่ามีคนอยู่ไม่ใกล้นัก แต่ก็ไม่ไกลมาก เมื่อเทียบภูมิประเทศแล้ว นางคิดว่าฝ่ายนั้นน่าจะแอบหมอบอยู่จากทิศทางที่พวกตนตกลงมาและมองมา แต่คงไม่อาจเห็นได้ชัด เพราะบุรุษผู้นี้พานางมานั่งใต้ร่มไม้ คงบดบังทัศนวิสัยส่วนหนึ่งของมันไม่น้อย
 
จากการกระทำทั้งหมดของมัน พอทำให้นางคลายใจลงได้บางส่วน แม้ไม่ทั้งหมด แต่หากยังคิดมากต่อไป เรื่องที่เกี่ยวพันกับกองทัพ นายทหารที่พรางตัว เหล่านี้เกรงจะเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าเด็กน้อยในครอบครัวชาวนาอย่างนาจะครุ่นคิดได้ ไม่สู้สมควรปล่อยวางลงบ้าง
 
กับอีกประการ เมื่อปล่อยวางความกังวลลงแล้ว เฟิงหลินเตียวยังพลอยรู้สึกสนุกสนานอยู่บ้าง ความจริงนางสามารถออกปากให้เด็กหนุ่มผู้นี้ได้ว่าแม้มันจะกระทำความผิด แต่ความผิดของมันบันดาลให้ได้ทำความดีคือการช่วยเหลือนาง ดังนั้นสามารถผ่อนปรนโทษให้มันได้ หรืออาจจะไม่ต้องรับโทษ
 
แต่เนื่องจากมันไม่พูดดีกับตนเองประการหนึ่ง กับเฟิงหลินเตียวไม่ปรารถนาจะเข้าไปพัวพันกับทั้งคู่อีกประการหนึ่ง นางจึงไม่คิดสอดปาก ยิ่งไม่คิดออกตัวทดแทนบุญคุณ เพียงก้มหน้าต่ำ กระทำตัวลีบคล้ายกริ่งเกรงพวกมันทั้งคู่แต่ในใจแอบลอบหัวร่อท่าทางขยับเท้าไปมา คล้ายไม่ทราบจะทำเช่นไรดีของมัน
 
ดังนั้นนางไหนเลยคาดคิด ว่าหลังจากนั้น เด็กหนุ่มที่ต่อว่าต่อขานตนเองไม่หยุด กลับเดินมาคุกเข่าลงเบื้องหน้า แล้วออกปากต่อนางด้วยเสียงที่แม้ยังกระด้างอยู่บ้าง แต่ก็แฝงความห่วงใยว่า
 
"ยังยืนโง่งมอันใด ไม่ยื่นขาออกมาให้เราทำแผลให้เสียหน่อย"
 
ผู้เป็นลุงมองภาพนั้นแล้วค่อยยิ้มละไม มันทราบดีว่าหลานชายตนไม่ใช่คนหยาบกระด้างถึงเพียงนั้น จึงตบเอวตนเองก่อนค่อยคว้าขวดยาผงสำหรับโรยแผลกับผ้าสะอาดผืนหนึ่งที่มันพกเผื่อไว้ผืนหนึ่ง ส่งให้หลานชายเป็นผู้จัดการเรื่องราว

ฟิงหลินเตียวมองขวดยานั้น เห็นว่ามันน่าจะมีเนื้อดีไม่น้อย ภายในสมควรมียาราคาแพง ประกอบกับนางไม่มีเหตุผลใดต้องปฎิเสธจึงค่อยๆนั่งลงแล้วยื่นขาให้มันแต่โดยดี
 
เด็กหนุ่มนั้นแม้วาจาไม่ไพเราะ แต่มือของมันยามจับขาเด็กหญิงเอาผ้าซับกลับเบามือยิ่งจนนางแทบไม่รู้สึก ต้องลอบพิจารณามันอย่างประหลาดใจอยู่บ้าง มันมีเค้าโครงหน้าไม่เลว ภายหน้าเติบโตไปน่าจะคมสันชวนมอง ยามมองแววตาที่เป็นสีเข้มจัดกับดุดันได้รูปของมัน เกรงว่ามีอิสตรีไม่น้อยต้องทอดกายให้แก่มัน
 
มองไปแล้ว นางก็แน่ใจว่าทั้งสองคนนี้เป็นสายเลือดเดียวกัน ผู้เป็นลุงของมันแม้มีนัยน์ตาอ่อนโยน แต่ยามดุดันกลับทอประกายจัดจ้าไม่ผิดแผกผู้เป็นหลาน แต่มันยังแฝงบารมีของบุรุษเพศวัยฉกรรจ์ที่ผู้เป็นหลานไม่มี ชวนให้ทั้งหวาดหวั่นระย่นย่อกับผงกศีรษะศิโรราบแก่มัน
 
พิจารณาถึงตรงนี้แล้ว เฟิงหลินเตียวอดทอดถอนภายในใจตนเองไม่ได้ พวกมันทั้งคู่ต่างมีลักษณะเด่น ผนวกกับเรื่องราวในกองทัพ หากมีความรู้สักนิดน่าจะพอเดาได้ว่ามันเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเรียงนามผู้ใด แต่จนใจที่ตลอดมานางไม่นึกอยากยุ่งเกี่ยวเรื่องราว เลยไม่คิดหาความรู้ด้านนี้ประดับตัว
 
เด็กหนุ่มนั้นเช็ดแผลก่อน ค่อยโรยยาให้ ยานี้เป็นของชั้นเลิศที่ท่านลุงของมันพกติดตัวไว้เสมอ เพียงพริบตาเดียวเนื้อยาก็เกาะเป็นก้อนอยู่บนบาดแผล ทั้งห้ามเลือดทั้งห้ามมิให้สิ่งอื่นปนเปื้อนไปพร้อมกัน ต่อให้ไม่พันผ้าทบ หากไม่เดินทางหนักหนากระไรมาก เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
 
มันตอนทำแผลเพียงมุ่งมั่นตั้งใจ ลงมือเบาที่สุดยิ่งกว่ายามขัดถูดาบกระบี่ของรักของหวงของบิดา ดังนั้นเห็นเด็กหญิงนั่งนิ่งไม่เคลื่อนไหวก็แน่ใจว่าเด็กหญิงไม่รู้สึกเจ็บอันใด แต่ยามกระทำเสร็จแล้วเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเด็กหญิงนั้นก้มหน้างุดอยู่ มันกลับรู้สึกชอบกลอยู่บ้าง
 
"เป็นไรไปอีก ที่แท้เจ้าเจ็บแผลหรือไม่ ไยไม่บอกกล่าวแก่เรา มัวก้มหน้าเช่นนี้เราจะรู้หรือไม่ ?"
 
เด็กหญิงฟังคำนั้นแล้ว มันไม่ทราบอีกฝ่ายครุ่นคิดออกมาเป็นประการใดหรือไม่ เพราะในฉับพลันนางพลันเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตสีดำที่ชวนให้มันนึกถึงนัยน์ตาลูกนกแรกเกิดที่มันเคยแอบปีนต้นไม้ชมมองคู่นั้นจับจ้องที่มัน ยังพาลให้มันคล้ายเป็นฝ่ายงุนงงไปบ้าง
 
เฟิงหลินเตียวที่จริงแล้วกำลังก้มหน้าแอบสำรวจแผลของตนเองอยู่ ถูกมันว่ากล่าวเช่นนั้น นางก็ค่อยรำลึกว่าสมควรมองมันเสียบ้าง ไม่เช่นนั้นมันได้ด่านางดังเดิมอีก นางคงร้อนหูพิกล ไหนเลยคิดว่ามันไม่ออกปากว่ากล่าวจริง แต่กลับทำท่าคล้ายไม่ทราบจะทำกระไรดีขึ้นมาแทน
 
กลับเป็นผู้เป็นลุงที่ชมเหตุการณ์แต่ต้นจนจบ ทั้งยืนห่างออกไปเล็กน้อยสอดสายตามองโดยรอบสลับกับมองเด็กทั้งสองคล้ายเข้าใจ มันขยับรอยแย้มยิ้มที่ไม่มีผู้ใดเห็น ก่อนกล่าวว่า
 
"ยานั้นอาจทำให้รู้สึกพิกลอยู่บ้าง ซื่อเหลยเอย เจ้าไม่สู้ยินยอมแบกนางไปเถอะ ทางออกจากป่าสู่หมู่บ้านอยู่ไม่ไกลแล้ว"
 
"....มะ ไม่ต้องเจ้าค่ะ" เฟิงหลินเตียวตะกุกตะกักเอ่ยคำค้าน แต่นางหมายความตามที่พูดจริงๆ "ข้าไม่ได้รู้สึกเจ็บเท่าไร กลับรู้สึกสบายมาก หาได้ต้องรบกวนไม่เจ้าค่ะ"
 
"ในป่าหนทางรกชัฏไม่น้อย" มันเอ่ยคล้ายบอกเล่า ทั้งยังชี้ทางให้เด็กน้อยทั้งสอง "เจ้าอาจโดนอะไรเกี่ยวอีกจะเป็นแผลหนักกว่าเก่า ไม่สู้ให้หลานเราแบกไปถึงข้างนอก จากนั้นหากอยากเดินกลับบ้านเอง เจ้าก็ค่อยเดินกลับ ดีหรือไม่ ?"
 
เฟิงหลินเตียวทราบว่านางไม่มีทางอื่น ไม่อาจหาเหตุใดมาเอ่ยคำแย้งนี้ได้ แต่ในใจของนางกลับอดสงสัยบางประการไม่ได้ แต่ไม่ทันครุ่นคิดคำตอบ ทั้งร่างก็ถูกยกขึ้นแนบกับแผ่นหลังที่แม้ยังไม่ผึ่งผาย แต่ก็กว้างพอจะประคับประคองนาง
 
"เด็กหญิงที่วุ่นวายผู้นี้ เจ้าอย่าได้ดิ้นไปมาอีกล่ะ ไม่เช่นนั้นคราวนี้เราจะทิ้งเจ้าลงกับพื้นให้ดู !"
 
เด็กหนุ่มพอจับขาชองเด็กหญิงบนหลังได้มั่น มันก็บอกเช่นนี้ พลางร้องบอกผู้เป็นลุงว่าขอไปก่อน และออกเดินไปเลย ทำให้เฟิงหลินเตียวแทบนึกสบถด่ามัน เพราะนางยังอยากหันไปดูอีกครู่ว่าไฉนผู้เป็นลุงของมันกลับยังไม่มา ทำท่าคล้ายจะรั้งอยู่อีกครู่
 
หรือการคาดเดาของนางจะผิด....ที่แท้คนทั้งหมดในป่านี้เป็นพวกเดียวกับมัน ?
 
ไม่ทันหาเหตุมาให้น้ำหนักกับข้อคิดนี้ ที่ด้านหลังของเฟิงหลินเตียวก็มีเสียงฝีเท้าตามมา นางจึงหันไปมองโดยไม่สนใจเสียงบ่นของผู้ที่แบกตนเองเดินลัดเลาะเลี่ยงทางที่อาจมีเถาไม้เป็นอันตรายต่อนางว่า
 
"ยังหันไปดูอันใดอีก เด็กหญิงผู้นี้ไยไม่รู้จักอยู่เฉย ฝีเท้าเช่นนี้ย่อมเป็นท่านลุงเดินตามมาคอยระวังสัตว์ร้ายให้พวกเรา"
 
คำของมันเกือบถูกต้อง ชายผู้เป็นลุงของมันค่อยเดินตามพวกมัน เสาะส่ายสายตาแลดูให้จริงๆ ทั้งยังแย้มรอยยิ้มให้นางคล้ายจะปลอบใจอีก จนนางต้องรีบทำท่าคล้ายแตกตื่นหันกลับมาแต่ในใจยังกล่าวแย้งเด็กหนุ่มที่แบกตนเองว่า
 
'ไฉนเป็นสัตว์ร้ายได้ หากมันเฝ้าระวังสัตว์ร้าย ย่อมมาเดินใกล้ๆเราแล้ว แต่นี่เป็นมันเฝ้าระวังสิ่งอื่นมากกว่า'
 
ทว่าปากของนางไม่เอ่ยคำใด ยังคงปล่อยให้มันแบกตนเองไปเงียบๆจนถึงปากทางเข้าชายป่าที่อยู่ด้านเดียวกับหมู่บ้านของตนเอง
 
สถานที่....ที่ไม่มีผู้ใดหยุดรออยู่ทั้งสิ้น
 
เด็กหญิงแทบขมวดหัวคิ้ว แต่ติดที่ยังมีคนชมมอง ไม่คาดว่าเด็กหนุ่มนั่นพลันผิวปากเสียงแหลมทีเดียว ที่ด้านข้างของชายป่าก็มีเสียงย่างเหยาะของสัตว์สี่ขา ก่อนอาชาสีน้ำตาลแกมแดงเข้มตัวหนึ่งจะปรากฏออกมา
 
เด็กหนุ่มนั้นค่อยวางเฟิงหลินเตียวลง ผู้เป็นลุงก็เดินตามมาประคองเด็กหญิงไว้ครู่ รอให้หลานชายตวัดกายขึ้นม้า ขยับกายอย่างแคล่วคล่อง มันค่อยอุ้มเด็กหญิงวางบนหลังม้าด้านหน้าเด็กหนุ่ม เท่ากับให้หลานชายประคับประคองเด็กหญิงที่นั่งไพล่หน้าตื่นอยู่บนหลังม้าเอาไว้
 
เฟิงหลินเตียวหน้าตาตื่นมิใช่เพราะถูกอุ้มขึ้นม้า แต่เป็นเพราะในยามร่างกายถูกขึ้น พริบตานั้นที่เบื้องหลังของนางมีเสียงกระซิบแผ่วๆจากบุรุษผู้ยกร่างนางขึ้นว่า
 
"วันนี้เจ้าหลอกเราไม่สำเร็จ ไม่ใช่เจ้าไร้ฝีมือ แต่เป็นแววตาเจ้ายังลึกล้ำเกินกว่าจะซุกซ่อนได้ วันหน้าค่อยเรียนรู้อีกนิดเถิด"
 
มันกล่าวคำนี้เสร็จก็วางร่างนางลง และเด็กหนุ่มเจ้าของอาชาก็ไม่แม้จะเอ่ยคำลา กลับกระตุ้นม้าให้ควบขับออกไปทันใด
 
เด็กหญิงนั่งตัวแข็งไปชั่ววูบ ในใจพลันเกิดความรู้สึกผุดผายอันไม่อาจควบคุม กลับเป็นเด็กหนุ่มเบื้องหลังพลันจับใบหน้านางหันไปเผชิญมัน ก่อนเคาะนิ้วลงบนหน้าผากคล้ายหยอกเย้า กับกล่าวคำ
 
"เป็นไรไป ไม่ทำท่าโง่งมแล้วหรือ ไฉนยอมปล่อยกลิ่นไอคล้ายคิดฆ่าฟันผู้คนออกมาในชั่ววูบเล่า เจ้าลูกนกเจ้าเล่ห์ผู้นี้"
 
มาตรว่าเฟิงหลินเตียวตกตะลึงกับวาจาผู้เป็นลุงมัน ยังไม่ทันให้ทั้งร่างเย็นเยียบเท่าคำของเด็กหนุ่มผู้นี้ ไม่เพียงคำกล่าวของมันในทีแรก แต่ที่คล้ายจับนางโยนลงบนหิมะหนาวเย็นกลับเป็นคำเรียกของมัน
 
คำ 'เจ้าลูกนก' เช่นนี้....มีแต่คนในครอบครัวของนางเรียกขานกันเท่านั้น ยิ่งผู้ที่เคยเรียกนางเป็น 'เจ้าลูกนกเจ้าเล่ห์' เช่นนี้บ่อยที่สุด ไยมิใช่มีเพียงแต่พี่ชายคนโตของนาง เฟิงเหวินจิ้ง กัน ?
 
คราครั้งนี้ เฟิงหลินเตียวไม่อาจสะกดกั้นตัวเองได้อย่างสมบูรณ์พร้อมอีกต่อไป นางพลันหันสายตาไปจับจ้องมองมัน ไม่แยแสแม้แต่น้อยว่าจะเผยแววตาเย็นชาประการใดออกไปบ้าง
 
เด็กหนุ่มแย้มยิ้มให้อย่างพึงใจ เมื่อมองแววตานั้นแต่มันไม่ทันเอ่ยประการใดม้าที่ทั้งคู่ควบขับก็ผ่านเข้าเขตหมู่บ้าน เด็กหนุ่มนั้นกลับบังคับม้าไม่ให้ผ่านหน้าบ้านเฟิงหลินเตียว ใช้เส้นทางลัดเลาะผ่านไปอีกทางจนแทบจะเห็นปากทางที่มีโรงเตี๊ยมคนแซ่สูตั้งอยู่ ที่นั่นว่าที่เขยขวัญของเจ้าของโรงเตี๊ยมกำลังขึ้นม้าคล้ายจะไปที่ใด มันพอได้ฟังเสียงและเห็นว่าเป็นผู้ใดขับขี่อาชามา กลับร่ำร้องอย่างแตกตื่น
 
"นายน้อย ! ท่านไฉนมายังที่นี้ได้ !" มันถามเช่นนี้แล้วยังสูดลมหายใจเข้าลึก เพ่งตามองไป ก่อนค่อยเอ่ยต่อด้วยเสียงแผ่วลงว่า "ท่านแม่ทัพใหญ่เล่า ได้มากับท่านด้วยหรือไม่ ?"
 
เด็กหนุ่มผู้ถูกขานเป็นนายน้อยไม่กล่าวกระไร มันกลับรั้งม้าไว้เพียงเล็กน้อย เจ้าสัตว์พาหนะแสนรู้ก็ค่อยลดความเร็วลง ยืนเหยาะสลับเท้าไปมาอยู่เบื้องหน้าจงหยาง
 
ตอนนั้นเอง เด็กหนุ่มค่อยให้คำตอบมัน
 
"เราพบท่านลุงแล้ว อีกไม่ช้าท่านย่อมตามเรามาที่นี้" กล่าวถึงตรงนี้ มันเหลียวมองไปรอบๆหนึ่งครา แล้วถึงค่อยขมวดคิ้ว "ผู้คนไปไหนกันหมด ไม่ใช่มีคนติดตามมากับท่านไม่น้อยหรอกหรือ ?"
 
จงหยางไม่ทราบจะหัวร่อหรือร้องไห้ดี มันได้แต่ทำหน้าพิพักพิพ่วน ไม่สะดวกจะเอ่ยคำใดทั้งสิ้น กลับเป็นจากเบื้องหลังของมัน เซวี่ยหู่อี้ที่ได้ยินเสียงร่ำร้องได้สาวเท้าเดินออกมา กวาดตามองทั้งหมดแล้วค่อยเปิดปาก
 
"ท่านกระทำเรื่องราววุ่นวายเอิกเกริกอันใดกัน นายน้อยเยว่" มันถามไถ่ พลางเดินมาใกล้ก่อนสั่นหน้าหนึ่งที "หากมิใช่เพราะมีม้าเร็วมาบอกว่าท่านแอบออกมาจากขบวนท่านแม่ทัพใหญ่โดยมิมีผู้ติดตาม พวกเราไหนเลยจะต้องวุ่นวาย ส่งพี่น้องไปติดตามหาท่านจนแทบไม่มีคนเหลืออยู่เช่นนี้"
 
หลังฟังคำตอบนั้น กลับเป็นทีของนายน้อยผู้อยู่บนหลังม้าพลันมีสีหน้าปั้นยากแทนที่จงหยางขึ้นมาแทน มันลดเสียงลงว่า
 
"ส่งผู้คนไปติดตามหาเรา ?" ถ้อยคำนี้คล้ายสร้างความปวดศีรษะให้แก่มัน ยิ่งกว่ายามเด็กหญิงในอ้อมแขนผู้นี้ตกลงมาทับเสียอีก "ไฉนทำเช่นเราเป็นทารกน้อยกัน นี่กลับไม่นับเป็นเรื่องดีแล้ว...."
 
เอ่ยถึงเพียงนี้ ที่ด้านหลังของมันก็มีเสียงดังมา ทั้งหมดหันไปมองแล้วบ้างอุทานเช่นเซวี่ยหู่อี้กับจงหยาง ขณะที่บางคนเช่นเด็กหนุ่มนั้นกลับทำสีหน้าคล้ายปวดใจอย่างรุนแรง
 
ส่วนเฟิงหลินเตียวนั้น ยังมองทุกสิ่งอย่างเงียบงัน ไม่เอ่ยวาจาใด แม้ว่าบุรุษที่ควบม้ามาคือลุงของเด็กหนุ่มผู้นี้ที่เคยกระซิบถ้อยความกับนาง ไม่แสดงท่าทางใดๆ แม้คนอื่นๆบนหลังม้ายกเว้นเด็กหนุ่มกับนางต่างพากันลงม้าหรือไม่ก็ย่อกายลง และทำความเคารพผู้มา
 
"คำนับท่านแม่ทัพใหญ่"
 
บนฟากฟ้าเบื้องบน ไล่ตามหลังเงาร่างของผู้ปรากฏตัวไม่เท่าไร เฟิงหลินเตียวค่อยเงยหน้าขึ้น นางเห็นอินทรีดำของตนเอง เซียวเหยากางปีกถลาร่อนลมอยู่บนท้องฟ้ากว้างใหญ่ คล้ายไม่มีสิ่งใดผูกมัดมันไม่ให้โบยบินได้ ไม่มีสายลมใดทำอันตรายมันได้ มีแต่จะส่งเสริมให้มันโลดแล่นต่อไป
 
พริบตานั้น นางกลับพลันรู้สึกว่าตนเองไม่ได้เพียงอยู่ในวงแขนของเด็กหนุ่มที่กักตนเองไว้อย่างหลวมๆคล้ายป้องกันนางพลัดหล่น หากถูกโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นล่ามกระชาก พัดม้วนนางเข้าสู่วังวนพายุครั้งใหญ่ที่กำลังเริ่มพัดมา และไม่อาจถ่ายถอนหลีกหนีได้
 
------------------------------------------------