วิหคผืนฟ้า หมาป่าแผ่นดิน บทที่ ๒ (๑)

Author: 
เสวี่ยอวี้ถาน
ประเภท: 
นิยาย

 
บทที่ ๒ คราเคราะห์คับขัน สุนัขป่าแยกเขี้ยว
(๑)
 
เฟิงหลินเตียวยามกะทันหันพลัดหล่นลงไป ยังทันสบถด่าตนเองในใจอยู่สองคำ ก่อนคิดหาทางขยับตัวพลิกกายมิให้บาดเจ็บหนักเกินไปเมื่อถึงพื้น นางไหนเลยคาดคิดว่าแทบจะยังไม่ถึงครึ่งทางเท่านั้น ร่างเล็กๆของตนกลับถูกหยุดไว้ด้วยมือหนึ่ง
 
มือนั้นคว้าได้หลังเสื้อนาง ก่อนเร่งใช้อีกข้างฉุดแขนของเด็กหญิงเอาไว้แต่เรี่ยวแรงของมันคล้ายมีไม่พอเพียงทำให้เฟิงหลินเตียวเงยหน้ามองอย่างตื่นตระหนก
 
ที่อยู่ตรงหน้านาง กลับเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่คล้ายโตกว่านางเล็กน้อยเท่านั้น
 
มันยามเห็นเด็กหญิงที่ตนเองช่วยไว้เบิ่งตามองตนเองอย่างโง่งม ในขณะที่พยายามฉุดรั้งนางไว้ ยังต้องเร่งร่ำร้องว่า
 
"ยังไม่เร่ง...."
 
เฟิงหลินเตียวอุทานบางคำ ขยับมือไม้ของตนเอง แต่แทนที่จะไขว่คว้าสิ่งใดนางกลับพยายามตะปบปิดปากมันไม่ให้เอ่ยคำใด ด้วยเกรงว่าจะกระทบไปถึงหูของผู้ที่อาจออกมาลาดตระเวนของคนกลุ่มนั้นได้
 
แต่เด็กหนุ่มผู้นั้นไหนเลยล่วงรู้เรื่องนี้ มิหนำซ้ำยังเห็นได้ชัดว่ามันเองไม่ชำนาญพื้นที่แถบนี้ เพราะไม่ทราบจะหยั่งเท้าอย่างไรดี ทั้งยิ่งไม่คิดว่าร่างที่ตนพยายามช่วยเหลือแทนที่จะเร่งช่วยตนเองหรืออย่างน้อยรับการช่วยเหลือแต่โดยดี กลับดิ้นรนเอื้อมมือมาปิดปากมันราวคนเสียสติ จึงพลอยให้มันพลอยไม่อาจหยัดยืนได้ ในท้ายที่สุดกลับเสียหลักกลิ้งตกไปพร้อมกับร่างของเด็กหญิงที่มันพยายามจับไว้ในทีแรกนั่นเอง
 
เด็กหนุ่มผู้นั้นส่งเสียงอย่างขัดเคืองมาคำหนึ่ง พอดีกับที่เฟิงหลินเตียวก็ส่งเสียงในลำคอออกไปเช่นกัน หากเสียงของนางมิใช่เสียงอุทาน แต่เป็นเสียงดังนกกู่ร้องที่นางเคยใช้สื่อสารกับอินทรีดำเซียวเหยา เพื่อให้มันกระพือปีกใส่พุ่มไม้ ส่งเสียงเวลาจะหลอกล่อบางอย่างเป็นระยะสั้นๆต่ออีกเล็กน้อย หวังให้เสียงเหล่านั้นช่วยกลบเกลื่อนและเบี่ยงเบนความสนใจของเหตุการณ์
 
ไม่คาด เพียงนางส่งเสียงออกไปเสร็จ เด็กหนุ่มผู้นั้นพลันขยับตัวเบี่ยงกายเล็กน้อย เฟิงหลินเตียวเพียงปรายตาชั่วแล่นก็ทราบว่ามันคิดใช้ตัวเองชะลอแรงตกไว้ และไม่ให้นางได้รับการกระทบกระทั่งเกินไป
 
ทว่านางชำนาญภูมิประเทศกว่ามัน ทราบว่าแม้สิ่งที่เด็กหนุ่มกระทำมิใช่ไม่ได้ผล แต่นางไม่อาจยอมให้เกิดผลเช่นนั้นได้ เพราะอาจจะกลายเป็นพวกตนทั้งคู่ตกลงบนพื้นที่ใกล้กับกลุ่มคนเหล่านั้นเกินไป นางจึงขัดขืนและดิ้นอย่างรุนแรง จนพอเปลี่ยนทิศทางให้ทั้งคู่กลิ้งไปอีกทางที่ห่างพอสมควรได้
 
ในอีกทาง เฟิงหลินเตียวก็นึกขอโทษเด็กหนุ่มผู้ที่ต้องกัดฟันแน่น ไม่ส่งเสียงใดออกมาอีก เพราะเกรงจะกัดลิ้นตัวเองผู้นี้ในใจ และนึกขอบคุณไปพร้อมกันที่จนบัดนี้เด็กหนุ่มก็ยังไม่ปล่อยตนเอง ต่อให้มันอาจต้องเจ็บตัวอีกก็ตาม
 
ดังนั้น ในห้วงเวลาสุดท้าย ก่อนจะกลิ้งถึงพื้นลาด นางค่อยสูดลมหายใจลึก ออกแรงดิ้นและเตะมันอีกเล็กน้อย ให้เด็กหนุ่มสะดุ้งสุดตัว คลายมือออกเล็กน้อย แต่ก็มากพอที่จะทำให้ทั้งคู่หลุดจากกันทันทีที่เนินสูงกลายเป็นที่ราบ
 
เด็กหญิงหอบหายใจเช่นเดียวกับเด็กหนุ่ม แต่นางยังมีแก่ใจมองขึ้นไปบนยอดไม้ เห็นความเคลื่อนไหวบางเบายามอินทรีดำกระโดดโผไปมา กับทั้งไม่มีเสียงกู่ร้องเตือนย่อมบอกว่าคนน่าสงสัยกลุ่มนั้นมิได้มาแถวนี้ นางค่อยแปรเปลี่ยนลมหายใจเป็นทอดถอนได้สำเร็จ
 
กลับเป็นเด็กหนุ่มที่ผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็วกว่านาง มันพาลสำรวจเนื้อตัวที่มีรอยขีดข่วนถลอกปอกเปิกเล็กน้อย แต่มันกลับคล้ายไม่ใส่ใจ เร่งเดินมายังเด็กหญิงที่ยังนอนมองไปข้างบนอยู่
 
"เป็นไรไปแล้ว เจ้ายังไม่ตายใช่หรือไม่ ?" มันพอเอ่ยคำก็ห้วนกระชาก ไม่น่าฟัง แต่เฟิงหลินเตียวไม่คิดโทษมัน ด้วยไม่ว่าใครที่พยายามช่วยคน แล้วกลับถูกคนผู้นั้นฉุดลากให้ตกลงมาด้วยกันย่อมมีสิทธิ์โกรธเคือง
 
ยังไม่นับที่ว่า วาจามันเป็นเช่นนั้น การกระทำมันกลับเป็นอีกอย่าง เพราะมันก้มหน้ามาดูนางอย่างห่วงใย แต่เฟิงหลินเตียวไม่อาจรับความปรารถนาดีจากมัน เพราะยามมันยื่นหน้ามา กลับเป็นการบดบังทัศนวิสัยนางจากการดูสัญญาณเคลื่อนไหวของอินทรีดำที่อาจส่งคำเตือนใดมา
 
เด็กหญิงจึงพลิกกาย ขยับจะลุกขึ้น ไม่แยแสต่อรอยขีดข่วนที่ทำให้เลือดออกมาเล็กน้อยบางแห่งเช่นกัน หากยามขยับดังนั้น กลับพบว่าเบื้องหน้าตนมีร่างสูงใหญ่ของบุรุษร่างหนึ่งยืนอยู่
 
นางใจหายวาบ ขณะที่เด็กหนุ่มที่เคียงข้างพลันขยับทันใด
 
------------------------------------------------
 
เด็กน้อยหลบอยู่หลังมารดา มันไยมิใช่บุตรชายคนเล็กของบ้านตระกูลเฟิง ผู้ได้นามจากบิดาว่าจิ่วฝู เพิ่งมีวัยล่วงเข้า ๖ ขวบเมื่อไม่นานมานี้
 
มันความจริงอยากออกไปช่วยพี่สาวทั้งสองทำงาน แต่พี่รองมักผลักไสมันกลับให้มาอยู่เป็นเพื่อนบิดา บิดาเองก็ไม่ว่ากล่าวกระไร นอกจากชมมันที่อยากไปช่วยงาน แต่ก็ไม่ได้ให้มันออกไปบ่อยนัก กลับให้มันหัดเขียนชื่อตัวเอง พร้อมหัดอ่านหัดจำตัวอักษรอื่นๆที่บิดาเขียนขึ้นมาให้
 
แต่วันนี้บิดาอาการไม่ใคร่ดี ทั้งสองผู้เฒ่าคล้ายมีเรื่องอันใดปรารถนาจะสนทนากันตามลำพัง ดังนั้นเมื่อพี่สามแวะแอบมาที่บ้านชักชวนมันออกไป ทั้งคู่จึงไม่ขัด มันเองก็ลิงโลดยินดีเป็นอย่ายิ่ง ไหนเลยจะคาดคิดว่ายังไม่ทันได้ทำงาน พวกมันสองพี่น้องก็พานพบเรื่องราวเสียก่อน
 
ในหมู่พี่น้องที่ยังเหลือทั้งหมดนั้น เฟิงจิ่วฝูไม่เพียงสนิทกับเฟิงหลินเตียวที่สุด มันยังเชื่อในตัวพี่สาวคนที่สามของมันเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย มันทราบว่าถ้าหากเดินอยู่แล้วพี่สามบอกอย่างจริงจังให้มันกระโดด มันย่อมต้องกระโดด เพราะพี่สามต้องมีเหตุผลบางอย่างอาจทำให้เกิดผลดีกับมันหรือปกป้องมันก็เป็นได้
 
ดังนั้นเมื่อพี่สามบอกให้มันวิ่งกลับมาหามารดาและเล่าเรื่องราวให้ฟัง เฟิงจิ่วฝูย่อมปฎิบัติตามโดยเคร่งครัด แต่จะอย่างไรมันยังเพิ่งอายุ ๖ ขวบ เล่าไปเล่ามาก็ไม่ได้เรื่องราวอันใดมากนัก หากยังเพียงพอให้นางเฟิงทำหน้าเคร่งขึ้นมาเล็กน้อย
 
แต่นางเฟิงไม่ทันซักถามใดมันเพิ่ม เฟิงฮุ่ยหลิงก็กระหืดกระหอบกลับมาถึงบ้าน พร้อมเสียงร่ำร้องเสียก่อนว่า
 
"มารดา อย่าได้ฟังเจ้าเด็กน้อยนี่ ข้าจะลงโทษมันเอง เจ้าปีศาจน้อยทั้งสอง...."
 
"อย่าได้โวยวายเอ็ดอึงเสียงดังไปนัก บิดาเจ้านอนหลับ" นางเฟิงปราม ก่อนก้มหน้าลงถามบุตรชาย "เจ้าลูกนกพี่สาวของเจ้าไปยังที่แห่งใด ไฉนจึงไม่มาพร้อมกับเจ้า ?"
 
เฟิงจิ่วฝูพอได้รับคำสั่งให้วิ่งมันก็วิ่งไม่ลังเล ไหนเลยทราบว่าหลังจากนั้นผู้สั่งเป็นตายร้ายดีอย่างไร กลับเป็นเฟิงฮุ่ยหลิงที่รินน้ำชาใส่ป้านของตนเองจิบหนึ่งอึก แล้วค่อยตอบแทน
 
"มันวิ่งหนีไปอีกทางแล้ว รอจนสะสางบัญชีของเจ้าสี่เสร็จ ข้าจะตามไปจัดการกับมันเป็นรายถัดไป"
 
"วิ่งไล่กันเป็นเด็กทารกเช่นนี้ เจ้าไม่คิดอายบ้างหรือไร" นางเฟิงอดส่ายหน้าไม่ได้ "แล้วเรื่องราวของท่านนายกองเซวี่ยตกลงเป็นอย่างไร"
 
"เรื่องนี้...."
 
มิต้องให้บุตรีกล่าวตอบ แต่เพียงใบหน้าที่กลายเป็นสีแดงราวลูกตำลึงสุกของเฟิงฮุ่ยหลิงก็เพียงพอให้นางเฟิงแจ้งแก่ใจ นางทางหนึ่งนึกยินดีที่ลูกสาวมีท่าทางเฉกเช่นสาวน้อยดังเช่นลูกสาวบ้านอื่นขึ้นมาบ้าง แต่อีกทางหนึ่งกลับเกิดเป็นความกังวลขึ้นมา
 
"มารดาอย่าได้ฟังคำมันกล่าวเหลวไหล" ในที่สุด เฟิงฮุ่ยหลิงค่อยเอ่ยคำออกมาได้ "เรื่องนี้จะอย่างไรเป็นไปไม่ได้..."
 
"บอกกล่าวกับเรามาตามตรงก่อน" นางเฟิงตัดบท "ท่านนายกองเซวี่ยกล่าววาจาใดกับเจ้าบ้าง เร่งบอกกล่าวแก่เราให้ครบถ้วน"
 
เฟิงฮุ่ยหลิงเหลือบมองเห็นท่าทางมารดาจริงจัง หนำซ้ำหลังจากสั่งนางเสร็จยังหันไปรุนหลังบุตรชาย ให้เข้าไปอยู่ในห้องนอนของสามพี่น้อง นางจึงทราบว่าบางทีนี่อาจเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่คิด จึงยอมออกปากเล่าเหตุการณ์คร่าวๆแต่โดยดี
 
นางเฟิงฟังคำบุตรสาวด้วยท่าทางคล้ายสงบ แต่ในใจร้อนรุ่มจนแม้น้ำชาที่ดื่มกินยังไม่อาจดับลงได้ ยิ่งเมื่อเฟิงฮุ่ยหลิงเล่าจบ ยังบอกกล่าวข้อสงสัยของตนต่อมารดาโดยไม่ปิดบังว่า
 
"ลูกสงสัยว่าที่แท้มันเป็นผู้ใดกันแน่ ธรรมเนียมที่มันเอ่ยฟังไม่คล้ายคนในหมู่บ้านเล็กๆ แต่หากมันมีรากฐานที่เมืองหลวงไฉนจึงเป็นเพียงนายกองคุมทหารร้อยคนเท่านั้น มารดา นี่นับเป็นเรื่องแปลกประหลาดหรือไม่ ?"
 
นางเฟิงรินน้ำชาให้บุตรี สองตาจ้องมองธารน้ำที่หลั่งไหล ไม่ยอมสบตาผู้ถามยามตอบคำ
 
"เราเป็นหญิงชาวบ้าน ไหนเลยเชี่ยวชาญเรื่องยศถาบรรดาศักดิ์ใดๆ บิดาเจ้าก็เช่นกัน มันร่างกายไม่แข็งแรง ไม่เคยรับราชการเป็นทหาร เพียงแต่เคยฟังผู้อื่นเล่าเรื่องราวให้ฟัง จึงมาเล่าสืบต่อให้เจ้าฟังเพียงแค่นั้น เจ้าไหนเลยอาศัยสิ่งใดตัดสินว่าเป็นธรรมเนียมแปลกประหลาดหรือไม่ ?"
 
เฟิงฮุ่ยหลิงกลับไม่จนด้วยถ้อยคำ นางโต้กลับไปทันทีว่า
 
"แต่มันย่อมไม่ใช่บุคคลแถวนี้..." นางย้ำคำนี้แล้วชะงักไป พลันค้นพบข้อน่าสงสัยอีกประการ "มารดา มันไม่ใช่คนแถวนี้ ไฉนเป็นผู้....ผู้พาพี่ใหญ่กลับมา ต่อให้มันติดค้างน้ำใจใดๆกับพี่ใหญ่ อย่างมากมันเพียงมาแล้วก็กลับ...ไม่ถูก ลูกกลับยิ่งสงสัยว่าเหตุใดมันต้องเซ้าซี้ให้เราเข้าไปรับบำเหน็จ ราวอยากให้เราอพยพทั้งครอบครัว..."
 
นางเฟิงที่ฟังคำบุตรีมาตลอดกล้ำกลืนน้ำชาที่ฝืดเฝื่อนในคอยิ่งลงไป จนเมื่อถึงคำสุดท้าย นางไม่อาจกล้ำกลืนได้อีก ได้แต่วางป้านน้ำชาลงบนโต๊ะเสียงดัง พลอยให้เฟิงฮุ่ยหลิงชะงักคำที่กำลังเอ่ยไปด้วย
 
กระทำลงไปแล้วถึงค่อยรู้ตัว นางเฟิงพลันถอนหายใจ ยินยอมมองหน้าบุตรีตรงๆ ยามเอ่ยว่า
 
"เรื่องเหล่านั้นก็ส่วนเรื่องเหล่านั้น แต่ฟังคำมัน มันมิใช่ไม่ชมชอบเจ้าแน่ เจ้ากลับสมควรคิดเรื่องนี้ให้ดีเป็นอย่างแรก ว่ารักชอบมันบ้างหรือไม่"
 
เฟิงฮุ่ยหลิงถูกพากลับมาเข้าเรื่องราวนี้ ปริศนาที่ขบคิดอยู่พลันมลายหายไปเช่นกัน นางบิดมือไปมา ก่อนเอ่ยคล้ายขอคำปรึกษา
 
"มารดา....จะให้ลูกชมชอบได้อย่างไร หน้ามันลูกยังเพิ่งได้มองชัดๆเมื่อไม่ถึงชั่วยามนี้เท่านั้น..."
 
นางเฟิงพอได้ยินดังนี้ก็อดหัวเราะไม่ได้
 
"เด็กเอ๋ย...เรื่องนี้ใช่เกี่ยวข้องกันที่ตรงใด มีบางคนที่เพียงพบหน้า เจ้าก็บอกได้แล้วว่าเกลียดมัน หรือนึกอยากเป็นสหายกับมันหรือไม่ ไฉนเรื่องนี้เจ้ายังต้องอาศัยเวลาเป็นข้ออ้าง"
 
เฟิงฮุ่ยหลิงทำท่าคล้ายจะเอ่ยคำใด แต่มารดากลับยกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม แล้วกล่าวต่อว่า
 
"เจ้าฟังเราสักคำ เราความจริงแล้วไม่ต่อว่าเจ้า แต่นึกยินดีที่เจ้ายังคิดบอกกล่าวทั้งต่อเราและต่อตัวเจ้าเองว่าเพิ่งพบพานมัน ไหนเลยชมชอบมันได้โดยง่าย แต่ต่อให้บอกกล่าวตนเองดังนี้ เจ้าก็จงอย่าปิดตาตนเอง อย่าพยายามลบเลือนแววตาของมันยามเอ่ยกับเจ้า อย่าหลอกตนเองว่าเจ้ามิได้รู้สึกหวั่นไหวอันใดยามฟังคำนั้นของมัน แต่จงทบทวนทุกความรู้สึกนี้ของเจ้า แล้วค่อยคิดหาคำตอบ ว่าเจ้าเองใช่ปรารถนาจะจับมือเดินเคียงคู่กับมันไปจนแก่เฒ่าหรือไม่ ?"
 
ยามกล่าววาจาเหล่านี้ ดวงตาของนางเฟิงคล้ายปรากฏรอยรื้นขึ้นมาบางเบา แต่นางลบเลือนมันไปอย่างรวดเร็วหลงเหลือแต่ความอ่อนโยนเมื่อยกมือขึ้นลูบเรือนผมของบุตรี แล้วค่อยผลักรุนร่างนั้น
 
"ไปเถอะ มันคงไล่ตามเจ้ามาแต่ไม่เข้ามาใกล้บ้านเรานัก เพราะเกรงเสียมรรยาท เจ้าออกไปสนทนากับมันดูเถิด"
 
กล่าวจบไม่รอให้เฟิงฮุ่ยหลิงอ้าปากเถียงคำใด นางเฟิงกลับหันกาย เดินเข้าห้องหับของตนเองเงียบๆ
 
และเมื่อเฟิงฮุ่ยหลิงชะโงกหน้าออกไปมอง นางจึงพบว่าคำของมารดาไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย ร่างสูงสง่าของเซวี่ยหู่อี้คล้ายยืนหยัดรอนางอยู่ที่ภายนอกแล้ว
 
------------------------------------------------
 
เฒ่าเฟิงไม่เอ่ยคำใดต่อเรื่องราวที่ภรรยานำมา มันเพียงทอดสายตาจับจ้องแลมองโถบรรจุเถ้าร่างของบุตรชาย กับห่อผ้าบรรจุของที่เก็บไว้เนิ่นนานเสียจนมันกับภรรยาแทบสามารถคิดว่าลืมเลือนกันไปได้แล้ว
 
หากความทรงจำไหนเลยปราณีถึงเพียงนั้น บางเรื่องที่คิดจดจำ ยามนี้หวนนึกไป กลับพร่าเลือนยิ่งกว่าเงาสะท้อนบนผืนน้ำ ขณะที่บางเรื่องอยากลืมเลือนให้หมดสิ้น จนแล้วจนรอดกลับไม่อาจลบเลือนมันออกจากใจได้
 
ท้ายที่สุด เฒ่าเฟิงค่อยทอดถอนใจ
 
"เราชราแล้ว จื่อเตี๋ย" เฒ่าเฟิงเอ่ยคำ "มีคำกล่าวยอดขุนพลยากอยู่จนผมหงอกขาว เราเองแม้ไม่ใช่ยอดขุนพล แต่เจอเรื่องราวบีบบังคับถึงเพียงนั้น ยังอยู่รอดมาได้ป่านนี้ เราไม่มีสิ่งใดให้กังวลอีกแล้ว"
 
"ไฉนกล่าววาจาเช่นนี้" นางเฟิงเอ่ยขัด "ท่าน...ท่านมิได้ชราอันใด...."
 
"จื่อเตี๋ย" เฒ่าเฟิงเรียกภรรยาอย่างอ่อนโยน "เราชราแล้ว มิใช่แค่อายุหรืออันใด แต่เป็นสำนึกเราเอง ดังนั้นเราคิดใคร่บอกท่าน อย่าให้คนชราอย่างเราขวางเส้นทางการตัดสินใจของฮุ่ยหลิงเลย นางย่อมมีสิทธิ์ก้าวเดินต่อไป ต่อให้เป็นหลินเตียวหรือจิ่วฝูก็ตาม เราเลือกเส้นทางหวังเพียงทำไร่ไถนาอย่างสงบ แต่ไหนเลยจะคาดหวังให้พวกมันทุกคนยอมเดินแบบเราได้"
 
น้ำตาที่ไม่หลั่งไหลมาแต่เมื่อวานของนางเฟิงหลั่งออกมาที่สุด ยามนางหันไปมองโถบรรจุเถ้าที่เบื้องหน้า พลางเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ
 
"แต่....หากพวกมันเป็นเช่นเหวินจิ้งเล่า ?"
 
เฒ่าเฟิงถอนลมหายใจอีกครา
 
"ที่เหวินจิ้งจากไปเนื่องจากสงคราม หาได้เกี่ยวข้องอันใดกับเรื่องราวในอดีตเหล่านั้นไม่ ไฉนยังเอามาผูกโยงกัน"
 
"เรากลับไม่แน่ใจเช่นนั้น" นางเฟิงกระซิบตอบ "ด้วยนิสัยของเหวินจิ้ง เมื่อเราบอกเล่าเรื่องราวแก่มัน มันย่อมไม่อาจอาจปล่อยประเรื่องราวโดยง่าย เราเกรงว่าที่มันจากไปอาจมีเบื้องหลังเกี่ยวพัน"
 
"คิดมากเกินไปแล้ว" เฒ่าเฟิงไม่เห็นด้วย "เหวินจิ้งเอาจริงเอาจัง แต่มันย่อมต้องให้น้ำหนักกับสงครามข้างหน้ามันก่อน อย่าว่าแต่อาจบางทีคงมีแต่เราสองผู้เฒ่าที่ยังจดจำ สำหรับกับบุคคลอื่น นี่อาจเป็นเพียงเรื่องราวเล็กน้อยเท่านั้น"
 
กล่าวไปแล้วเฒ่าเฟิงค่อยสำนึกเสียใจ เมื่อในดวงตาของภรรยามันกลับกลายเป็นแววเคียดแค้นวูบขึ้นมาทันใด
 
"เล็กน้อย ?" นางทวนคำนั้นอย่างชิงชัง "พวกมันไม่เห็นชีวิตเราเป็นชีวิต คงคิดเป็นเรื่องเล็กน้อยดังที่ท่านว่า แต่กับเราสามสิบกว่าชีวิต ไหนเลยถือเป็นเรื่องเล็กน้อยได้ !"
 
เฒ่าเฟิงมองสีหน้านั้นของภรรยา ในที่สุดมันสั่นหน้า ค่อยเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วระโหยว่า
 
"เช่นนั้น...ท่านใช่แค้นเราหรือไม่ จื่อเตี๋ย ?"
 
------------------------------------------------
 
ยามนั้นดวงตะวันยังไม่รอนแสง  ยามบ่ายของฤดูทำนานั้นถือได้ว่าอบอ้าวอยู่ไม่น้อย แต่เซวี่ยหู่อี้คล้ายไม่รู้สึกอันใด มันยืนหยัดอยู่ห่างจากบ้านเฟิงหลายสิบก้าว เพียงทอดตามองดูทิวทัศน์ไม่ได้สนทนากับผู้ใดและไม่มีผู้ใดคิดสนทนากับมัน
 
เนื่องจากนี่เป็นฤดูทำงานของชาวบ้าน ที่อยู่ติดบ้านช่องจึงมีไม่มากนัก กอปรกับการที่เมื่อวานมีคนเดินทางกลับ มีคนไม่กลับมา ดังนั้นบรรยากาศในหมู่บ้านวันนี้บางส่วนคล้ายคึกคัก ขณะที่อีกบางส่วนคล้ายเงียบเหงาไม่น้อย
 
แต่นี่กลับนับเป็นโอกาสดีของเฟิงฮุ่ยหลิง นางไม่ทราบว่าตนเองจะมีความกล้าพอจะออกไปหรือไม่ หากมีสายตาผู้อื่นคอยชมดูอยู่ ต่อให้ได้รับกล่าวขานเป็นสตรีขวัญกล้าดุร้ายเพียงใด มายามนี้นางค่อยทราบแล้วว่ามีบางเรื่องราวที่ท่านไม่อาจอาศัยเพียงความกล้าหาญกระทำลงไปได้อยู่เหมือนกัน
 
แต่ยามนี้นางพอปลุกปลอบกำลังขวัญของตนเอง ค่อยเดินเข้าไปหามันโดยไม่หลบตาอันใด พลันพบคำถาม
 
"เจ้าใช่มีคำตอบให้เราแล้วหรือไม่ ?"
 
"ท่าน...." เฟิงฮุ่ยหลิงรู้สึกอับจนคำพูดกับบุรุษผู้นี้ขึ้นมาชั่ววูบ บางครานางคิดว่ามันคล้ายท่อนไม้ทื่อมะลื่อ ยืนหยัดอยู่ท่าเดิมที่เดิม ไม่ผันแปรเปลี่ยนไปแห่งใดทั้งสิ้น
 
หากคุณสมบัตินี้ไม่ใช่หรือที่สตรีทั้งหลายต้องการ หมู่บ้านของนางแม้เป็นหมู่บ้านเล็กๆ แต่ก็สามารถเดินทางเข้าไปในอำเภอได้ เฟิงฮุ่ยหลิงพบพานคนมาไม่น้อย ทราบดีว่ายิ่งเป็นบุรุษที่มั่งมี ปีนป่ายขึ้นไปได้เท่าไร ยากนักที่มันจะจูงมือหญิงสาวคนเดียวเดินกับมันไปได้จนแก่เฒ่า
 
นางไม่คิดว่าบุรุษเบื้องหน้านางจะเป็นข้อยกเว้น ทั้งไม่คิดเรียกร้องเงื่อนไขนี้แก่มัน เพราะส่วนหนึ่งในใจของนางถือครองคำปฏิเสธตระเตรียมส่งแก่มัน
 
แต่ครั้นพยายามอ้าปาก เฟิงฮุ่ยหลิงกลับพบว่าตนเองไม่สามารถปล่อยถ้อยคำดังกล่าวออกไปได้ง่ายดายดังคิด ยิ่งเมื่อมองสบตากับมันแล้ว ถ้อยคำนั้นพลันถูกกลืนกายลงไปในลำคอไม่สามารถเปล่งได้
 
เซวี่ยหู่อี้เห็นนางคล้ายอยากเอ่ยคำใด แต่ไม่อาจเอ่ย มันพลันยื่นมือมาเบื้องหน้า พลางกล่าวคำ
 
"เจ้าใช่จะเดินไปกับข้าหรือไม่ ?"
 
คำขออีกครั้งของมันยังเรียบง่าย แต่เฟิงฮุ่ยหลิงพลันพบว่าคำดังกล่าวนั้นหนักแน่นดังเช่นตัวมันไม่ผิดเพี้ยน
 
ในความจริง ส่วนหนึ่งของเฟิงฮุ่ยหลิงปรารถนาจะเอื้อมไปจับมือกับมัน ในใจของนางมีที่ให้แก่มัน ให้น้ำหนักแก่คำพูดมันนับตั้งแต่เมื่อมันเอ่ยคำขอหลังอธิบายกับนางไปหนึ่งรอบ นางเชื่อว่าเมื่อมันบอกว่ามันถือนางเป็นคู่ชีวิตที่จะแก่เฒ่าไปกับมัน มันก็หมายความเช่นนั้นต่อให้วันหน้าเกิดเหตุการณ์แปรเปลี่ยน นางก็จะไม่นึกทอดถอน ไม่เสียใจที่ตนเองเลือก
 
แต่นั่นเป็นสำหรับตัวนางเองเท่านั้น เฟิงฮุ่ยหลิงรับการเดิมพันนี้ได้ แต่จนใจที่ด้านหลังของนาง ทั้งบิดามารดาก็ดี กับน้องสาวน้องชายทั้งสองก็ดี ไม่อาจให้ทั้งหมดแบกรับน้ำหนักของเดิมพันนี้ไปด้วยได้
 
ดังนั้น คำตอบของนางจึงสมควรมีประการเดียวแต่แรก
 
หากฉับพลัน จากทิศทางหน้าหมู่บ้าน มีเสียงฝีเท้าม้าดังกังวาน ก่อนตามติดด้วยเสียงเรียก
 
"ท่านนายกองเซวี่ย เกิดเรื่องแล้ว !"
 
เซวี่ยหู่อี้ที่ได้ยินคำนั้นพลันเปลี่ยนท่าที จากต้นไม้สูงใหญ่หยัดยืนอย่างมั่นคง มันคล้ายกลับกลายเป็นพยัคฆ์ป่าในพริบตา กระโจนไปดักหน้าม้าสองตัวที่ตัวหนึ่งมีคนควบขับอีกตัวเป็นม้าเปล่าพลางตวาดถาม
 
"มีเรื่องอันใด"
 
"ท่านแม่ทัพเยว่..." ผู้มาส่งเสียง ก่อนเหลือบเห็นว่าเฟิงฮุ่ยหลิงยืนอยู่อีกทาง นางแม้ถอยหลังไปหลายก้าว แต่ผู้มายังลดเสียงลงเหลือเพียงกระซิบกระซิบเท่านั้น
 
ใบหน้าของเซวี่ยหู่อี้พลันฉายแววประหลาด มันถามไถ่อยู่สองสามคำก่อนส่ายหน้าแล้วยกมือขึ้นโบก จากนั้นค่อยเดินมาหาเฟิงฮุ่ยหลิง
 
"ข้ามีธุระด่วน วันนี้ไม่อาจอยู่ต่อได้" มันเอ่ยอย่างง่ายๆ "แต่วันพรุ่งนี้ ข้าจะมาฟังคำตอบ"
 
กล่าวจบมันเพียงส่งรอยยิ้มให้ ไม่รอคำใดจากเฟิงฮุ่ยหลิง กลับหันกายเดินไปตวัดตัวขึ้นม้า กระตุ้นหนึ่งทีตระเตรียมผละจาก
 
ดังนั้น เฟิงฮุ่ยหลิงไม่ทันคาดคิด ว่ายามที่อาชากำลังจะผาดโผนออกไป มันจะเหลียวหน้ามาตะโกนบอกกับนางเสียงดังก้อง ว่า
 
"ยังหวังว่าคำตอบวันพรุ่งนี้ของเจ้า คือตกลง !"
 
เฟิงฮุ่ยหลิงที่ฟังคำนั้น ในที่สุดไม่อาจทานทน เขินอายจนหน้าแดง ร่ำร้องตะโกนว่า
 
"ผู้ใดจะตอบตกลงกับท่านกัน !"
 
ทว่าม้าที่เซวี่ยหู่อี้และคนของมันควบขับบ่งบอกชัดว่าเป็นอาชาชั้นดีในกองทัพ เพราะเพียงพริบตาเงาร่างของทั้งคู่ก็เลือนหายไป ทิ้งไว้แต่เงาร่างที่ประทับในใจนาง
 
ทว่าทั้งเซวี่ยหู่อี้ก็ดี ทั้งเฟิงฮุ่ยหลิงก็ดี ทั้งใครอีกหลายผู้ก็ดี พวกมันต่างไม่มีใครทราบว่าก่อนจะถึงพรุ่งนี้....เป็นเพียงแต่ค่ำคืนนี้เท่านั้น ที่เมื่อมานึกย้อนกลับไป ทั้งหมดล้วนมีคำเดียวอยู่ในใจคือ
 
'เสียใจแทบตาย'
 
------------------------------------------------