วิหคผืนฟ้า หมาป่าแผ่นดิน บทที่ ๑ (๓)

Author: 
เสวี่ยอวี้ถาน
ประเภท: 
นิยาย

บทที่ ๑ ลูกนกพลัดหล่น สุขสงบใช่ไร้ทุกข์โศก (๓)
 
หากบอกว่าเฟิงฮุ่ยหลิงถูกรอยยิ้มของบุรุษเบื้องหน้าสะกดจนงุนงงไปวูบ คำต่อมากลับเป็นดั่งอสนีบาตฟาดผ่าเปรี้ยงลงเบื้องหน้านางกลางวันแสกๆ จนได้แต่เบิ่งตากว้าง ไม่อาจทำกระไรถูก
 
รออยู่เกือบครู่ เห็นนายกองผู้กล่าววาจายังยืนมอบรอยยิ้มอยู่ตรงหน้า มิได้หนีหายไปไหน นางค่อยตั้งสติได้ สั่นศีรษะคราหนึ่งแล้วเอ่ยคำ
 
"ไม่ทราบเมื่อครู่ท่านนายกองเซวี่ยกล่าววาจาอันใด ข้าคล้ายได้ฟังผิดไป"
 
เซวี่ยหู่อี้พอฟังดังนั้นกลับยิ่งขยับรอยยิ้มกว้างกว่าเก่า ทั้งเอ่ยเสียงดังฟังชัดกว่าเดิม
"เจ้าแต่งให้กับข้า ทุกอย่างก็ไม่ใช่ปัญหาอีกสืบไป"
 
ถัดจากนัยน์ตาที่เบิกกว้าง ยามฟังวาจาที่รวบรัดนั้นอีกครั้ง เฟิงฮุ่ยหลิงได้แต่อ้าปากค้าง คล้ายคิดกล่าวคำกระไรแต่ไม่อาจกล่าวออกมาจนแล้วจนรอด ได้แต่ปิดปากในท้ายที่สุดแล้วมองอีกฝ่ายอย่างอับจนปัญญา
 
นางจะอย่างไรเป็นสตรีนางหนึ่ง เมื่อยังไม่คิดแต่งออกด้วยภาระในครอบครัวก็ไม่ได้คาดหวังคำขอแต่งงานที่งดงาม หรือความรักอันหอมหวานอันใด แต่ครั้นเมื่อมีคำกล่าววาจาออกปากขอให้นางวิวาห์กับมันหลังเพียงคุยเรื่องภาระครอบครัวในขณะที่นางยืนอยู่กลางไร่นา ส่วนตัวมันยืนอยู่บนขอบทางมองตรงมา นางกลับรู้สึกแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง
 
"นี่..." นางหาถ้อยคำมาได้ในที่สุด แต่ยังไม่อาจเรียบเรียงได้ถูกต้อง ลงท้ายได้แต่ทอดถอนใจ ค่อยกล่าวว่า "แล้วกันไปเถอะ ท่านนายกองเซวี่ย อย่าได้เสียเวลาหยอกล้อเล่นกันอีกเลย ข้ายังมีงานต้องทำอีกเยอะนัก"
 
เซวี่ยหู่อี้พอฟังนางกล่าวคำเช่นนั้น มันพลันสลายรอยยิ้ม ย้อนถามกลับด้วยเสียงอันดังราวไต่ถามไพร่พลในค่ายทหารว่า
 
"แล้วกันไปได้อย่างไร" เอ่ยแล้วมันทำท่าคล้ายฉุกคิด "หรือที่แท้เจ้าถือสาเรื่องบอกกล่าวต่อผู้ใหญ่ เช่นนั้นข้าไม่รังเกียจที่จะให้แม่สื่อมาบอกกล่าวขอความเห็นชอบกับบิดามารดาของเจ้าก่อน"
 
เฟิงฮุ่ยหลิงถือกำเนิดในบ้านชนชั้นชาวนา ภูมิลำเนาอยู่แถบชายแดน ไหนเลยถือสาเรื่องที่อีกฝ่ายบอกต่อกันเช่นนั้น หนุ่มสาวที่หมู่บ้านหลิวซุ่ยเองก็พบปะหน้าค่าตา สนทนากันเอง ยังมีบางคนแอบไปลักลอบพร่ำพรอดคำรักกัน ซึ่งทั้งหมดหากไม่เกินเลยไปนักบิดามารดาผู้ใหญ่คร้านจะทำลืมตาข้างหลับตาข้าง อย่างมากก็เพียงเอ่ยเปรยถามถึงกำหนดวิวาห์พอเป็นพิธีการเท่านั้น
 
ทว่าในถ้อยคำนั้น นางคล้ายแปลกใจอยู่บ้าง เมื่อวานที่น้องสามของนางได้ยินข่าวคราวของทหารหาญที่กลับมาและนำมาเล่าสืบต่อ ยังฟังว่ามีคนจากหมู่บ้านใกล้ๆได้รับยศเป็นนายกองคุมทหารหนึ่งร้อยคนผู้หนึ่ง นางยังเข้าใจว่าเซวี่ยหู่อี้คือบุคคลในข่าวลือ แต่ยามนี้เมื่อทบทวน จะคำเมืองหลวงก็ดี จะธรรมเนียมปฏิบัติที่มันเอ่ยก็ดี หรือมันไม่ใช่คนในข่าวลือที่นางได้ยินมา แต่เป็นบุคคลอื่น ?
 
คิดมาถึงตรงนี้ เฟิงฮุ่ยหลิงหัวร่อออกมาหนึ่งคำ ทั้งนางทั้งที่บ้านของนางไหนเลยมีใครรู้จักบุรุษผู้นี้ ทว่าอยู่ๆมันกลับมากล่าวคำชวนนางวิวาห์กับมัน นี่ไหนเลยไม่นับเป็นเรื่องตลกอันใดได้
 
หากไม่ว่าจะเห็นเป็นที่น่าขบขันประการใด สิ่งที่เฟิงฮุ่ยหลิงแสดงออกให้เห็นมีเพียงความเย็นชากว่าเก่า ยามนางตอบคำมัน
 
"ท่านนายกองเซวี่ย ข้าความรู้น้อย ไม่อาจทราบได้ว่าท่านคิดเห็นเป็นไฉนจึงได้มาหยอกล้อผู้อื่นเล่นเช่นนี้..."
 
"ข้าไม่ได้ล้อเล่น" เซวี่ยหู่อี้แทรกคำอีกครั้ง ใบหน้ามันไม่ปรากฏรอยยิ้ม แต่แทนที่ด้วยความจริงจังราวกำลังกล่าวสัตย์สาบานอยู่มิปาน "ข้าชอบเจ้า จึงออกปากขอเจ้าวิวาห์ พร้อมคิดอ่านแก้ปัญหาเพื่อให้เจ้าเป็นคู่ชีวิตของข้าได้ เช่นนี้แล้วไหนเลยเป็นเรื่องล้อเล่นได้กัน ?"
 
"ท่านนายกอง...." เฟิงฮุ่ยหลิงแรกเริ่มคิดจะอ้าปากตัดบทมัน แต่ครั้นคำท้ายล่วงเข้าหูกลับทำให้หน้าอ้าปากค้างไปอีกคำรบ ไม่อาจเอ่ยคำใดได้อีก
 
นางมองหน้าบุรุษที่เอ่ยคำ กล่าวกันตามตรงว่าแม้จะพบพานมันตั้งแต่เมื่อคืน แต่นางในยามนั้นไหนเลยมีเวลาสนอกสนใจมัน เพียงมองปราดเดียวจากลักษณะท่าทางของมันแล้วทราบว่าเป็นทหาร นางก็ไม่คิดสนใจอันใดอีก
 
เพียงแต่ท่วงท่าของมันมีลักษณะโดดเด่นเกินไป ประกอบกับความทรงจำของนางมิใช่ชั่ว ดังนั้นเฟิงฮุ่ยหลิงจึงจดจำมันในวันนี้ได้ แต่ก็มิได้มีสิ่งใดมากไปกว่านั้น
 
หากบุรุษที่นางมิได้จดจำใดผู้นี้ มันกลับกำลังออกปากคำรักกับนางถึงขั้นขอให้นางเป็นคู่ชีวิตของมัน
 
เฟิงฮุ่ยหลิงเห็นท่าทางของมันแล้ว ทราบได้ว่าไม่อาจบอกปัดไปเพียงเป็นเรื่องล้อเล่นได้ กับจะอย่างไรนางเป็นสตรี ยามเห็นมันจริงจังถึงเพียงนี้ นางพลันบังเกิดความอยากรู้สงสัยขึ้นมาจนอดไม่ได้
 
"ไฉนท่านจึงชอบข้าได้ ?"
 
กล่าวไปแล้ว พลันทราบว่านี่ไม่ใช่คำถามที่อิสตรีความถามไถ่ สีเลือดฉีดไล่สู่ข้างแก้มวูบ แต่เมื่อคำพูดออกจากปากไปแล้ว ไหนเลยเรียกคืนได้ ดังนั้นนางได้แต่กัดฟันเชิดหน้ารอฟังคำตอบจากมันอย่างเดียว
 
เฟิงฮุ่ยหลิงไหนเลยทราบ ทุกท่วงท่าของนางกลับยิ่งทำให้นัยน์ตาเซวี่ยหู่อี้แทบพร่าเลือน ดรุณีที่เบื้องหน้าของมันพริบตาหนึ่งยังคล้ายดูเย็นชาไม่ใส่ใจ แต่ยามนางเอ่ยคำออกมากลับเปี่ยมความจริงจังและสัตย์ซื่อ แม้ยามสองแก้มแดงเรื่อขึ้นมาด้วยถ้อยคำที่ตนเองเพิ่งกล่าว แต่ในดวงตาคู่งามของนางกลับไม่หลบหลีกมันแม้เพียงนิดเดียว
 
บางทีอาจเป็นดวงตาคู่นี้ ยามเมื่อมันมองตามสุ้มเสียงที่ตวาดขัดมันเมื่อคืนอย่างไม่นึกเกรงไป มันสบนัยน์ตาคู่นี้และจากนั้นไม่อาจไถ่ถอนตนออกมาได้อีก ยิ่งยามนี้ยิ่งไม่คิดถอยออกมา
 
"หากให้กล่าวโดยเฉพาะเจาะจงอาจลำบากอยู่บ้าง" มันเอ่ยออกไป "เนื่องจากข้าเองไม่ใช่บัณฑิตชำนาญถ้อยคำ ไม่อาจสรรหาบทกลอนใดๆมาบอกกล่าวได้ เป็นแต่เพียงข้ารู้สึกว่าเจ้าน่ามองจนไม่อาจถอนสายได้ ยิ่งเมื่อสนทนากันกับเจ้า ยิ่งรู้สึกว่าข้าสามารถจับจูงมือเจ้า เดินเคียงคู่กันไปจนแก่เฒ่าได้ ไม่ต้องการผู้อื่นอีก เช่นนี้นับเป็นคำตอบได้หรือไม่ ?"
 
มาตรว่าถ้อยคำก่อนนี้ของมันทำให้เฟิงฮุ่ยหลิงนึกประหลาดอยู่บ้าง แต่กลับไม่อาจนับเป็นความหวั่นไหว หากพอมาฟังมันเอ่ยคำที่ตรงไปตรงมาเช่นนี้วงหน้าของนางกลับยิ่งร้อนผ่าว คลับคล้ายว่าแทบจะระเบิดออกมาเสียบัดเดี๋ยวนั้น
 
นางพลันรู้สึกอับจนถ้อยคำกะทันหัน ไม่อาจหาคำใดมาบ่งบอกมันได้ แต่ยังคิดว่าสมควรออกปากอะไรบางอย่าง ลงท้ายได้แต่ร่ำร้องไม่เป็นคำว่า
 
"นี่...นี่...เรื่อง...."
 
ร่ำร้องออกมาแล้วในใจนางกลับยิ่งร่ำร้องดังกว่า ผิวแก้มยิ่งระอุอุ่นกว่าเก่ายามตระหนักว่าเป็นนางเอกที่จะทำให้ตนขายหน้าหนักกว่าเก่าในถ้อยคำอันไม่เป็นภาษา หากในยามนั้น คลับคล้ายสวรรค์ยั่วเย้ากลั่นแกล้งนางเพิ่มเติมเมื่อทั้งคู่แวะเสียงแหลมใสของเด็กน้อยหัวร่อมา ก่อนขาดช่วงลงกะทันหันให้ต้องหันขวับกลับไปมอง
 
เซวี่ยหู่อี้เพียประหลาดใจเล็กน้อย แต่เฟิงฮุ่ยหลิงกลับหาที่ลงได้อย่างเหมาะเจาะ นางกระทืบเท้าตวาดคำชี้นิ้วในทันใด
 
"เจ้าสองคนนี้ เหตุใดพวกเจ้ามาแอบอยู่ตรงนี้กัน ใช่หาเรื่องถูกตีใช่หรือไม่ !"
 
ที่แอบอยู่ไม่ห่าง อาศัยความเหลื่อมล้ำของคันนาเป็นที่ซ่อนได้เพราะตัวเล็กและนอนราบโดยไม่เกรงเปื้อน ไยมิใช่น้องสามและน้องสี่ของนาง คนหนึ่งนั้นไม่น่าแปลกใจเพราะมันสมควรช่วยงานนางอยู่ แม้มันจะชอบหนีออกไปวิ่งเล่นงีบหลับบ้างก็ตาม แต่อีกผู้เช่นน้องสี่กลับไม่สมควรอยู่นี่ เพราะมันน่าจะอยู่กับบิดามารดา ทว่าเวลานี้เฟิงฮุ่ยหลิงไหนเลยใส่ใจจริงจัง
 
ยิ่งเมื่อเจ้าตัวเล็กสุดของบ้านสกุลเฟิงยืดตัวขึ้น ร่ำร้องล้อเลียนเสียงดังว่า
 
"พี่รองเขินแล้ว เป็นพี่รองเคอะเขินดังพี่สามบอกจริงๆด้วย !"
 
เฟิงหลินเตียวได้ยินน้องชายโยนเผือกร้อนใส่ตนเองด้วยถึงแก่สะดุ้งโหยง นางเขกหัวเจ้าน้องชายทีหนึ่งก่อนหน้าตาตื่น เมื่อพี่สาวพลันสืบเท้าเข้ามาหาอย่างดุดันเร็วรี่
 
""เจ้าสี่ รีบหนีเร็ว" นางบอกน้องชายทันที พลางผุดลุก แต่ผู้ถูกสั่งกลับเอียงคอถามอย่างฉงน
 
"หนีไปที่ใด ก็ข้าเพิ่งมา..."
 
เฟิงหลินเตียวลักลอบกระซิบต่อว่าน้องชายซื่อบื้อ แต่กระนั้นก็ยังรีบรุนตัวมันปีนขึ้นคันนา พลางกล่าวชี้ทางรอดให้โดยเร็ว
 
"รีบวิ่งกลับบ้านไปบอกบิดามารดาเร็ว ว่าพี่รองมีผู้มาสู่ขออีกผู้แล้ว..."
 
เฟิงฮุ่ยหลิงที่ได้ยินคำนั้นร้องเพ้ยมาคำหนึ่ง เร่งส่งเสียงตวาดเจื้อยแจ้วข่มขู่อีกว่า
 
"เฟิงหลินเตียว ! หุบปากเดี๋ยวนี้ เจ้าลูกนก ! มิฉะนั้นเราจะตีเจ้าให้เข็ด"
 
คราครั้งนี้น้องชายของบ้านเฟิงค้นพบปฎิภาณไหวพริบของตนแล้ว มันเห็นว่าพี่สาวคนที่สามของมันเองไม่เพียงไม่สามารถปกป้องคุ้มครองมัน ยังอาจมีชะตากรรมเดียวกันหมดสิ้นอีก จึงหันกายวิ่งกลับบ้านที่เพิ่งออกมาทันที
 
เฟิงหลินเตียวเห็นน้องชายเฉลียวฉลาดขึ้นจากการอบรมของนางในเวลาอันสั้นให้รู้สึกปวดใจอยู่บ้าง แต่ปวดใจส่วนปวดใจ นางยังไม่ปรารถนาลิ้มรสบทลงโทษของพี่สาวยามนี้ เด็กหญิงจึงหันหลังบ้าง แล้ววิ่งไปทิศทางตรงกันข้ามกับน้องชายอย่างว่องไว
 
เฟิงฮุ่ยหลิงผู้เป็นพี่สาวชะงักไปเล็กน้อย นางมองเด็กน้อยทั้งสองที่แยกย้ายไปคนละทิศอย่างชั่งใจอยู่บ้าง ก่อนตัดสินใจว่าไม่อาจให้ผู้เป็นบิดาหรือมารดาตกอกตกใจใดได้มากกว่านี้ ดังนั้นจึงตัดสินใจจะวิ่งตามน้องชายไป แล้วค่อยคิดบัญชีกับเจ้าลูกนกที่วิ่งปราดไปอีกทางในคราหลัง
 
เป็นเซวี่ยหู่อี้ที่ชมดูไปพลางยิ้มแย้มไปพลาง ส่งเสียงเรียกไว้ก่อนว่า
"ประเดี๋ยวก่อน น้องสาวของเจ้าเข้าไปในป่าเพียงลำพัง..."
 
ในยามนี้ สุ้มเสียงที่เซวี่ยหู่อี้เอ่ย คลับคล้ายระคายตัวเฟิงฮุ่ยหลิงให้สะบัดร้อนสะบัดหนาวอย่างประหลาด นางไม่นึกอยากหันไปมอง แต่ยังไม่อาจไม่รักษามารยาทถึงเพียงนั้น จึงยังอธิบายให้มันฟังว่า
 
"ป่าก่อนที่จะเข้าสู่ภูผานี้มีคนเข้าไปหาของบ่อย ไม่มีอันตรายใด มันยังชมชอบแอบหนีไปนอนอยู่บ่อยๆ อย่าได้เป็นห่วงมันแล้ว"
 
กล่าวจบค่อยพึมพำขอตัว คิดปลีกกายจาก ไม่คาดเซวี่ยหู่อี้ยังไม่หมดสิ้นคำถาม
"แล้วคำถามที่ข้าขอเจ้าเล่า เจ้าจะตอบว่ากระไร...."
 
ความโกรธที่ถูกน้องชายน้องสาวกระตุ้นขึ้นของเฟิงฮุ่ยหลิงพลันมลาหายไป กลับกลายเป็นความรู้สึกอีกประการที่นางไม่เคยคิดมาก่อน ว่าตนเองจะสามารถสัมผัส สามารถพบพานมันได้ ความรู้สึกนั้นทำให้หัวใจนางเต้นระรัวขึ้นเสียจนนางต้องรีบข่มมันลง ก่อนค่อยเอ่ยคำด้วยน้ำเสียงที่แม้แต่ตนเองยังสัมผัสได้ถึงความไม่มั่นคงว่า
 
"ขออภัยท่านนายกองเซวี่ยด้วย ข้ายังมีธุระต้องจัดการ คงต้องขอตัวก่อน..."
 
กล่าวจบ นางไม่รออีกฝ่ายเอ่ยคำใดอีก แต่เร่งหันหลัง ซุกซ่อนใบหน้าที่คงแดงก่ำไปหมดสิ้นของตัวเองทันที
 
เซวี่ยหู่อี้กลับยิ่งขยับรอยยิ้มกว้าง และสาวเท้าตามออกไปด้วยท่วงท่าราวยอดขุนพลที่กำลังจะพิชิตศึกนำชัยชนะมาสู่มือตนเองในอีกไม่กี่อึดใจ
 
 
------------------------------------------------
 
 
เฟิงหลินเตียวค่อยเปลี่ยนฝีเท้าเป็นก้าวเดินตามปกติ ยามตระหนักแน่ว่าไม่มีผู้ใดติดตามนางมาดังคาด เมื่อพบว่าตนอยู่ลำพังกลางแนวต้นไม้อันร่มรื่น เด็กหญิงค่อยผุดรอยยิ้มขึ้นมา พร้อมนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่
 
ตอนแรกนางเพียงแวะกลับไปดูที่บ้านว่าบิดามารดาเป็นไรหรือไม่ กลับเป็นน้องชายคนเล็กที่รบเร้าขอออกมาเล่นข้างนอก นางเองก็ไม่คัดค้านจับจูงมือมันมา คิดส่งมอบมันต่อพี่สาวรอง ไหนเลยจะคาดว่ากลับมาทันได้ยินคำกล่าวขอวิวาห์ที่กึกก้องของท่านนายกองเซวี่ยผู้นั้น
 
เคราะห์ดีที่เฟิงหลินเตียวตะปบบมืออุดปากน้องชายทัน ทั้งคู่จึงได้ฟังบทสนทนาโต้ตอบนั้นต่อ จวบจนในตอนท้ายยามเห็นพี่สาวรองผู้เก่งกาจหน้าแดงก่ำไปหมด สองพี่น้องค่อยไม่อาจอดรนทนได้ ส่งเสียงหัวร่อออกมาทั้งคู่
 
แม้ทราบดีว่าภายหลังจะมีเภทภัยกร้ำกรายมาเยือน แต่ทั้งนางและน้องชายไหนเลยสามารถอดทน ที่สำคัญเฟิงหลินเตียวไม่นึกเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเดี๋ยวฝีเท้าของน้องสี่ มันสามารถหนีกลับไปบ้านพุ่งเข้าสู่อ้อมอกมารดา อุ้งมือบิดาได้ทันการณ์ก่อนถูกพี่สาวจับได้แน่ ถึงตอนนั้นก็ไม่ต้องกังวลชั่วคราวแล้วว่าจะโดนโทษอะไร เพราะพี่สาวรองคงได้แต่เตรียมคำอธิบายให้กับบิดามารดาจนหัวหมุน
 
แต่นางคิดว่าครั้งนี้อาจไม่จบที่คำอธิบาย แม้ความจริงตนเองไม่ค่อยมีประสบการณ์เรื่องรักใคร่นัก แต่นางยังพอมองออกว่าการที่หญิงสาวผู้หนึ่งฟังคำพูดนั้นแล้ว หวั่นไหวจนมีอาการเช่นนั้น แปลว่าในใจของนาง บุรุษผู้นั้นย่อมพอมีน้ำหนักอยู่บ้างแล้ว
 
ความคิดของเฟิงหลินเตียวเพิ่งจะมาถึงตรงนี้ ก็ชะงักลง เมื่อกิ่งไม้เหนือศีรษะพลันแกว่งไหวพร้อมเสียงบางอย่างที่คุ้นเคยทำให้นางขมวดคิ้ว
 
เด็กหญิงหรี่นัยน์ตาลง ผิวปากคล้ายเสียงร้องของสัตว์สั้นๆสองที
 
มีเสียงตอบโต้มาอีกครั้ง ทั้งเป็นเสียงที่ทำให้นางหลากใจ...เช่นเดียวกับเจ้าของเสียง
 
เฟิงหลินเตียวพลันเปลี่ยนจังหวะลมหายใจ กลับกลายเป็นค่อยระมัดระวังตัว ค่อยจรดฝีเท้าเดินลัดเลาะตามเสียงที่นำทางตนเองไป พานพบว่าต้องขึ้นเนินเขาไปไม่ใช่น้อย ทั้งไม่ใช่ทางที่มีชาวบ้านเดินมาบ่อยนัก แต่จะอย่างไรนางกลับเคยมาเส้นทางนี้หลายครั้ง ทั้งมั่นใจว่าจะไม่พานพบสัตว์ร้ายใด จึงกล้าเดินมา กระนั้นก็ยังคงระวังตัวอยู่นั่นเอง
 
เดินขึ้นไปอีกเพียงไม่ถึงชั่วน้ำเดือด เสียงนำทางค่อยหยุดลง นางจึงพลันเงยหน้ามอง
 
ในยามเดียวกัน สีดำอันงดงามต่างจากราตรีกาล ต่างจากสีหมึก แต่คล้ายเป็นสีอันสลับซับซ้อนผสมผสานกลายเป็นสีดำเลื่อมเป็นมันเงาในลักษณาการของขนนกก็ปรากฎวูบเบื้องหน้านาง
 
ที่เบื้องหน้าของเฟิงหลินเตียว อินทรีดำตัวหนึ่งถลาเข้ามาเกาะกิ่งไม้ใกล้ๆอย่างรู้ใจ
 
นางยื่นมือไปลูบขนมัน สัตว์หน้าขนไม่เพียงยินยอมให้ลูบ ยังผงกศีรษะขึ้นลงคล้ายพยักเพยิดบางอย่างให้นางชมดูทิศทางที่มันบอก
 
เด็กหญิงเองก็เข้าใจอากัปการของมัน จึงค่อยมองไป บริเวณที่อินทรีดำพานางมาหยุดยืนนั้นไม่ถึงขั้นเป็นชะง่อนผาสูงชันเท่าใด แต่ก็ถือว่าสูงมากพอที่จะทำให้นางกับอินทรีดำเร้นกายลอบมองลงไปได้อย่างถนัดถนี่อยู่บ้าง
 
ทั้งไม่นับที่ว่าใต้ชะง่อนผาถัดไปนั้น มีสิ่งอันไม่อาจปิดบังซ่อนเร้นได้โดยง่ายอยู่ ให้นางได้แต่เบิ่งตาชมดูอย่างประหลาดใจแกมกังวลขึ้นมาครามครัน
 
ที่อยู่นั่นเป็นชายฉกรรจ์ทั้งสิ้น พวกมันมีจำนวนกว่าสิบคน ทั้งแต่ละคนมีอาวุธประจำตนไม่น้อยกว่าคนละสองอย่าง ผู้ที่พกดาบยังมีหอกติดตัว ผู้ที่พกหน้าไม้บางคนยังมีดาบอยู่เช่นกัน ทั้งท่าทางที่พวกมันสนทนาแก่กัน แม้ไม่ได้ยิน แต่ยังพาให้หัวใจของเฟิงหลินเตียวกระตุกวูบ
 
ถ้าหากพวกมันเป็นโจรหลบเร้นมาซ่อนกาย นางจะผละจากไปเดี๋ยวนี้ ไม่สนใจอันใด แต่โจรจะไม่มีอาวุธให้ใช้สิ้นเปลืองปานนี้ ยิ่งเห็นพวกมันบางคนแบ่งปันลูกดอกหน้าไม้แก่กัน นางยิ่งสยิวใจ เพราะคาดเดาได้ไม่ยาก ว่าที่แห่งเดียวที่มีอาวุธพอจะแจกจ่ายให้คนของตนเองเช่นนี้ได้ ย่อมมีเพียงกองทัพเท่านั้น
 
คนที่หลบซ่อนอยู่ในนั้น ไยมิใช่ทหาร
 
เด็กหญิงสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ เพราะนอกจากอาวุธแล้ว นางไม่อาจทราบได้ว่าพวกมันเป็นทหารใด ทหารกองทัพ ทหารอย่างอื่น....หรือแม้แต่ทหารของต่างแคว้น หากไม่ว่าจะเป็นอย่างใด การที่มีทหารมาซุกซ่อนตน ตระเตรียมอาวุธไม่ให้ผู้ใดเห็นใกล้กับหมู่บ้านของนาง นี่ไม่นับเป็นเรื่องดีอันใดแน่
 
หากความกังวลของเฟิงหลินเตียวไม่อาจสิ้นสุดเพียงนั้น เด็กหญิงแทบร่ำร้อง ยามเมื่อเห็นมีคนหนึ่งพยายามแผ้วถางทาง แม้ไม่มากมายนัก แต่ก็พอให้พวกมันวิ่งเข้าออกได้สะดวก หนำซ้ำพวกมันไม่ได้ทิ้งกิ่งไม้หรือใดๆที่ถากถางออก ยังคงเก็บมาคล้ายตระเตรียมเผื่อทำกับดักใดๆ
 
เด็กหญิงพยายามมองตาม แต่จนใจที่จุดที่นางอยู่เห็นเพียงแค่นั้น หากคิดชมดูต่อมีแต่ต้องขยับไต่ลงไปสักเล็กน้อย
 
มือน้อยยังลูบขนปักษาที่อยู่ใกล้ นัยน์ตาสองคู่หนึ่งคนหนึ่งสัตว์มองตรงไป ก่อนที่มนุษย์จะปิดเปลือกตาลงชั่วครู่แล้วทอดถอน ก่อนเอ่ยคำสั้นๆแผ่วเบากับสัตว์ที่อยู่ใกล้
 
"เซียวเหยา เพียงล่อเบา" นางเน้นคำสั่งที่ต้องการให้มันกระทำ และอินทรีดำเซียวเหยาก็เข้าใจดีว่านางหมายถึงสิ่งใด มันจึงกระพือปีนกระโดดขึ้นไปบนยอดไม้ บินผกไปมาให้เกิดเสียง เรียกความสนใจจากคนกลุ่มนั้น
 
เฟิงหลินเตียวไม่ห่วงว่าอินทรีดำจะเป็นเหยื่อหน้าไม้ เพราะนางให้มันเบี่ยงเบนความสนใจเพียงสั้นๆ ทั้งนางรู้ดีว่าเซียวเหยาสามารถหลบหลีกลูกธนูลูกดอก เร้นกายได้ หากมันต้องการ....
 
หากเด็กหญิงไหนเลยคาด นางไม่ต้องห่วงเซียวเหยา แต่กลับต้องห่วงตนเอง เพราะชั่วขณะหนึ่งเฟิงหลินเตียวพลันก้าวเท้าพลาด ที่ตั้งใจไต่จากภูผา กลับกลายเป็นเสียหลักพลัดหล่นไปอีกทางจากที่ตั้งใจไว้แทน
 
ร่างเล็กกลิ้งตกลงมา ฉับพลันคล้ายมีมือหนึ่งฉุดรั้งเอาไว้ทันการณ์
 
 
------------------------------------------------