วิหคผืนฟ้า หมาป่าแผ่นดิน บทที่ ๑ (๒)

Author: 
เสวี่ยอวี้ถาน
ประเภท: 
นิยาย

บทที่ ๑ ลูกนกพลัดหล่น สุขสงบใช่ไร้ทุกข์โศก (๒)
 
ที่มานั้นเป็นเพียงบุรุษผู้หนึ่ง แท้จริงไหนเลยมีอันใดควรคู่แก่การแปลกประหลาดใจ แต่ทุกผู้ล้วนไม่อาจกล่าววาจาใดออกมา จวบจนเบื้องหลังมันมีเสียงร่ำร้องกับเสียงฝีเท้าม้าเร่งร้อนตามมา
 
"โปรดรอก่อนท่าน.... อย่า รอก่อนอย่าได้เร่งไปนัก....."
 
"หุบปาก" บุรุษผู้มาไม่หันหลัง กลับส่งเสียงตวาดอันกดดันผู้คนจนแทบแตกตื่นกันไปหมด
 
มันมีร่างกายสูงใหญ่ ดูเพียงผาดแรกยังแทบกล่าวคำว่ามันเป็นชนชาวนอกด่าน แต่เมื่อพิจารณาดูดีๆกลับพบว่าที่ใหญ่โตมิใช่ร่างกาย แต่เป็นชุดเกราะที่สวมใส่เพิ่มพูนราศีแก่มัน เสริมสร้างความน่าเกรงขามจนผู้คนประหวั่นลนลาน พานคล้ายตัวลีบเล็กลงต่อหน้ามัน
 
อาจกล่าวได้อีกประการว่า นี่เป็นสง่าราศีของยอดขุนพล
 
ลำพังเท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนแตกตื่นกับมันแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้บ้านสกุลเฟิงล้วนเบิกตากว้างกลับมิใช่ตัวมัน แต่เป็นสิ่งที่มันถือมาด้วยซึ่งเผยโฉมให้เห็นชัดภายใต้เงาตะเกียงของบ้านที่ส่องแสงลอดมา
 
นั่นเป็นโถใบหนึ่ง
 
ในใจคนชมมองคล้ายมีรสชาติอย่างหนึ่ง ไม่มีผู้ใดต้องไต่ถาม ไม่มีผู้ใดต้องการสิ่งใดยืนยัน ลำพังเพียงมีนายทหารโอบอุ้มประคองโถใบหนึ่งมาสู่หน้าบ้านท่าน บ้านที่บุตรชายออกรบและไม่หวนคืน ไหนเลยยังต้องการสิ่งใดมาอธิบายเรื่องราวเหล่านี้
 
แต่ไม่ว่าต้องการหรือไม่ ผู้มาเยือนยังคุกเข่าลง ก่อนโขกศีรษะลงต่อทั้งหมดท่ามกลางความแตกตื่นของผู้ติดตามเบื้องหลังที่เพิ่งเร่งรุดมาถึง พวกมันทั้งหมดพอเห็นดังนั้นก็ล้วนร่ำร้องแตกตื่น
 
"ท่านนายกองเซวี่ย อย่าได้กระทำดังนี้ ไหนเลย...."
 
"ยังไม่รีบหุบปากให้แก่เรา !" นายทหารเซวี่ยผู้นั้นตวาดอีกครั้ง "นี่เป็นกิจการของเรา เซวี่ยหู่อี้ ล้วนไม่เกี่ยวข้องอันใดแก่กองทัพทั้งสิ้น อย่าได้เข้ามายุ่งเกี่ยวอีก !"
 
แทบทั้งหมดฟังดังนั้นแล้วได้แต่อับจนปัญญา พวกมันทราบดีว่าแม้นายกองผู้นี้ปรกติไม่ถือตัว แต่ในยามออกคำสั่งเฉียบขาดไร้การผ่อนผัน ต่อให้เอ่ยว่านี่เป็นเรื่องส่วนตัวตนมิใช่เรื่องในกองทัพ แต่พวกมันจะอย่างไรไม่มีขวัญกล้าพอจะโต้แย้งอีกฝ่าย
 
กลับเป็นผู้ที่มาถึงทีหลังสุด ด้วยไม่ได้ควบม้ามาเช่นผู้อื่น แต่วิ่งตามขบวนม้ามาจากหน้าหมู่บ้าน ได้แทรกร่างผ่านเข้ามาจนใกล้นายกองที่คุกเข่าอยู่ เอ่ยเสียงสุภาพว่า
 
"พี่เซวี่ย ท่านคิดมิให้ผู้อื่นไม่ยุ่งเกี่ยวนั้นย่อมไม่อาจกระทำได้ ในกองทัพเรา มิได้มีแต่ท่านที่ติดค้างน้ำใจพี่เฟิง ท่านกลับเร่งรุดนำพาพี่เฟิงมายังครอบครัวเพียงผู้เดียว ไม่ยอมให้ผู้อื่นร่วมทางมาส่งด้วย ไหนเลยเหล่าพี่น้องจะยังสบายใจอยู่ได้"
 
ทั้งครอบครัวสะท้านกันไปอีกครา แม้ไม่เอ่ยถามแต่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ด้วยคำพูดเหล่านี้ ทั้งหมดไม่อาจคิด ไม่อาจมีหวังเป็นอื่นได้อีก แม้เป็นเศษหนึ่งในร้อยก็ไม่อาจมีได้...
 
ที่อยู่ในโถนั่น ไยมิใช่เถ้าร่างของบุตรคนโตแห่งสกุลเฟิง เฟิงเหวินจิ้ง
 
มือน้อยของน้องชายวัย ๖ ขวบเลื่อนมาหาเฟิงหลินเตียว ครั้นฉุดยึดได้เพียงชายเสื้อของพี่สาวยังไม่ยอมปล่อยมือ มันแม้เยาว์วัยแต่เนื่องจากใช้เวลาอยู่กับบิดาเฒ่าผู้รอบรู้ กับเรื่องราวที่ผ่านมาหลายวันนี้ ยังพอทราบว่าในคำกล่าวนั้นมีความหมายของการสูญเสียอันใด
 
กล่าวไปเป็นเรื่องแปลก เด็กน้อยเมื่อจากพี่ชายคนโตยังอายุเยาว์ ภาพความทรงจำล้วนพร่าเลือนไม่อาจปะติดปะต่อได้ชัด หากกล่าวถึงเงาร่างพี่ใหญ่ในความคิดมัน ส่วนหนึ่งยังซ้อนทับด้วยพี่รองเสียมากกว่า แต่เมื่อเป็นพี่ใหญ่ ทั้งเป็นบุรุษเพศ มันก็พาลจินตนาการว่าเงาร่างนั้นคงสูงใหญ่และเข้มแข็งดุดันไม่ผิดจากพี่คนอื่นของมัน
 
ในความคิดมัน เข้มแข็งดุดัน.....ย่อมต้อง....ย่อมต้อง....อย่างน้อยหวนคืนมา
 
แม้วันนี้มันได้ยินคนบอกเล่าว่าผู้ที่จากไปจะกลับมา แต่เมื่อพี่สาวและมารดากลับมาบ้านเพียงเท่านั้น มันคล้ายไม่สบายใจอยู่บ้าง แต่ยังไม่คิดถึงความหมายอันใด จนกระทั่งเมื่อในที่สุดพี่ชายใหญ่กลับมาจริงๆ...ในสภาพที่มันคิดไม่ถึงเช่นนี้
 
ในพริบตานั้น เด็กน้อยคล้ายรู้สึกว่าโลกของตนเองมีบางส่วนเอียงกระเท่เร่ไป แต่ไม่อาจบอกได้ว่าเป็นส่วนใด ทำได้เพียงไขว่คว้าหาหลักยึดที่ใกล้ตัวที่สุดประคับประคองมันเอาไว้
 
เฟิงหลินเตียวเอง ความจริงไม่ถนัดในการเลี้ยงเด็ก แต่กับน้องชายในหลายปีมานี้ไม่อาจใช้คำว่าไม่ถนัดหรือไม่ มีบางครานางป้อนข้าวมัน บางคราเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้มัน ยังมีเวลาที่เล่นสนุกกับมัน ทุกสิ่งทุกอย่างถักทอพันผูกขึ้นมา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าประสบการณ์ในการดูแลน้องชายผู้นี้ นางล้วนจดจำมาจากพี่ๆในครอบครัวนี้ของนาง คนหนึ่งย่อมต้องเป็นเฟิงฮุ่ยหลิง กับอีกคน....ย่อมเป็นพี่ชายคนโตของนาง
 
ตัวนางเองภายนอกแลดูเป็นเด็กหญิงอายุเพียง ๑๐ ขวบปี แต่ถ้านับกันจริงๆที่ 'ภายใน' ตามกาลเวลาที่ผันผ่านมาทั้งหมดแล้ว เฟิงหลินเตียวไยมิใช่อ่อนเยาว์กว่าเฒ่าเฟิงและภรรยาไม่กี่ปี อีกทั้งการพลัดพรากก็ดี การสูญเสียก็ดี ส่วนหนึ่งในใจของนางล้วนชาชินเสียแล้ว
 
ยังคงคาดไม่ถึง ว่าท่ามกลางความชาชินนั้น ความเจ็บปวดสายหนึ่งที่ยิ่งกว่าความชาชินที่นางรู้สึกเมื่อยามเย็น ยังแล่นปลายแทรกแซงเข้ามาทิ่มแทงนางอย่างไร้ปราณีได้ !
 
อาจบางที เป็นที่ห้วงเวลาอันสงบสุขรายล้อมนาง เป็นความอบอุ่นที่โอบกระชับนางไว้ในวันเวลาที่ผันผ่าน พาให้หัวใจของนางอ่อนนุ่มขึ้น ไม่อาจทนทานรับความเจ็บปวดเช่นนี้เช่นกาลก่อนได้
 
หรืออาจบางที...เป็นเรื่องง่ายกว่านั้น เป็นเพียงแค่ว่าการรับรู้ความรู้สึกสูญเสียจากที่ไกลแสนไกล กับการรับรู้ยามทราบว่าปราศจากความหวังใดๆ ด้วยทั้งหมดล้วนละลายเหลือเพียงเถ้าธุลีหมดแล้ว กลับต่างกันโดยสิ้นเชิงถึงเพียงนี้ !
 
พริบตานั้นเฟิงหลินเตียวนึกถึงเรื่องราวของนางจูที่ข้างบ้าน ในยามที่ฝ่ายนั้นกำลังจะถามไถ่ถึงข่าวคราวของบุตรชายตน กลับเป็นมารดาของเฟิงหลินเตียวเอ่ยห้ามไว้ไม่ให้ถามไถ่ ทั้งยังกระตุ้นเตือนให้กลับบ้านโดยนึกถึงคนที่ยังรออยู่ที่บ้าน
 
ที่แท้แล้ว มารดานางนั้นเข้าใจกระจ่างแจ้ง การไม่ออกปากถาม ไม่ทราบข่าวคราวแน่นอน ไม่มีศพ ไม่มีสิ่งใดกลับมา ส่วนหนึ่งในใจของท่านอาจยังหวังอย่างงมงายได้ว่าบุคคลที่ท่านรอ บางทีมันอาจยังอยู่ที่ไหนสักแห่ง บางทีวันหนึ่ง มันอาจกลับมาเคาะประตูบ้านท่าน ส่งเสียงเรียกและมอบรอยยิ้มที่ท่านคุ้นเคยให้ ด้วยความหวังนี้...ต่อให้ต้องรอคอยไปตลอดชีวิต บางครายังดีกว่าไม่อาจหวังได้
 
แต่เมื่อมันกลับมา...กลายเป็นเพียงเถ้ากองหนึ่งให้ผู้อื่นแบกกลับมาหาท่าน คล้ายพานบอกท่านว่า...ไม่อาจรอที่จะเห็นเงาร่างของมันได้อีกแล้ว
 
ในยามนั้น เพียงชั่วแล่นเดียว ส่วนหนึ่งในใจเฟิงหลินเตียวพลันโหยหารสชาติของความเย็นชาของชีวิตในกาลเวลาที่ผ่านไปขึ้นมาชั่ววูบ ความปรารถนาที่นำพาให้ในดวงตาสีดำเข้มลึกกลายเป็นไร้แววและเยียบเย็นไม่ผิดบึงน้ำแข็งในฤดูอันหนาวเหน็บ
 
แต่ความโหยหานั้นคงอยู่เบาบางยิ่งกว่าชั่วแล่น เพราะมือน้อยของน้องชายที่ยังกระตุกยึดชายเสื้อพี่สาวไม่หยุด ทำให้นางก้มหน้าลงมอง และเห็นสีหน้าที่ยิ่งกว่าเด็กน้อยสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายของมัน
 
นางกะพริบตาวูบ ผลักไสม่านหมอกอันเยือกเย็นออกไปให้ไกล และเอื้อมมือไปกุมมือของนางชายไว้....สองพี่น้องจับมือกันมั่น
 
ตราบจนภายหลังเมื่อเวลาผ่าน คิดย้อนกลับไป เฟิงหลินเตียวยังคงไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าเป็นนางมอบไออุ่นและความมั่นคงให้กับน้องชาย หรือเป็นมันมอบให้กับนาง.....
 
ในขณะที่เด็กน้อยทั้งสองคนเกาะกุมมือกันอยู่ด้านในของตัวบ้าน ที่เบื้องนอกกลับเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น ด้วยถ้อยคำของผู้ที่เพิ่งมาถึงนั่น ทำให้ผู้ถูกเรียกว่านายกองเซวี่ยคล้ายใจเย็นลง เหล่าคนเบื้องหลังมันล้วนแทบทอดถอน
 
หากกลับกลายเป็นว่า ผู้ที่เอ่ยคำเตือนนั้นพลันเดินมาอยู่ห่างจากนายกองเซวี่ยสองก้าว และทรุดตัวลงคุกเข่าเช่นกัน
 
"ท่านป้าเฟิง โปรดรับการขอขมาจากหลานด้วยเถิด"
 
เหล่าผู้ติดตามเบื้องหลังแทบอยากร้องไห้ออกมา หากไม่ติดว่าพวกมันเป็นทหารหาญ ขณะกำลังจะพยายามหาทางคลี่คลายสถานการณ์อีกครั้งนั้น กลับมีคนชิงลงมือแทนพวกมันอย่างรวดเร็ว
 
ผู้ลงมือนั้นกระทำอย่างห้าวหาญ พลันกระแทกไม้พลองอันใหญ่ในมือลงพื้นดังตึง แล้วตวาดแหวด้วยเสียงดังไม่แพ้นายกองเซวี่ยผู้องอาจว่า
 
"หยุดเห็นลานหน้าบ้านผู้อื่นเป็นสถานอันชวนให้มาคุกเข่าร่ำร้องกันได้แล้ว นี่เป็นหน้าบ้านของเรา หาใช่ที่กองทัพให้พวกท่านมาคุกเข่าโวยวายแก่กันไม่ !"
 
นายทหารที่คุกเข่าทั้งสองนิ่งกันไปทันใด กลับเป็นนางเฟิงเองที่ส่งเสียงออกมา เสียงของนางไม่กึกก้องไม่ห้าวหาญ แต่กลับเฉียบขาดยิ่ง
"เฟิงฮุ่ยหลิง สงบปากของเจ้า !"
 
ด้วยการออกปากแค่ไม่กี่คำยังทำให้ทุกสิ่งกลับมาสงบลงอีกครั้ง เฟิงฮุ่ยหลิงจะอย่างไรแม้ยามอยู่ในครอบครัวหยอกล้อบิดามารดา ออดอ้อนเอาแต่ใจได้บ้าง แต่กลับทราบดีว่าไม่สมควรต่อคำต่อหน้าผู้อื่น จึงได้แต่ล่าถอยไปสองสามก้าวแต่โดยดี
 
นางเฟิงเห็นดังนั้นก็เป็นฝ่ายออกหน้าแทนบุตรีและสามีทันที นางกวาดสายตาจากโถที่นายทหารผู้มาเยือนทีแรกประคับประคองมาอย่างยากลำบาก กล้ำกลืนเลือดลงไป ยังคงออกปากต่อนายทหารที่คุกเข่าเบื้องหลังด้วยน้ำเสียงปราณีแกมแปลกใจ
 
"ที่อยู่นั่นไม่ใช่หลานชายจงหรอกหรือ เจ้าไยไม่อยู่ฉลองที่โรงเตี๊ยมของว่าที่พ่อตาเจ้า กลับรุดมาถึงนี่กัน..."
 
ที่แท้ผู้มาทีหลังและขานคำนางเช่นเครือญาตินั้นมิใช่คนอื่นไกล มันคือทหารที่เพิ่งกลับจากสมรภูมิในวันนี้ ว่าที่เขยขวัญของเจ้าของโรงเตี๊ยมแซ่สูผู้นั้นเอง มันในตอนกลับมาคล้ายมีคำพูดจะกล่าวกับนาง แต่เป็นนางเฟิงไม่อาจหักใจฟังได้ เพราะส่วนหนึ่งนางทราบดีว่ามันคิดเอ่ยอะไร
 
แต่ที่ควรมา ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมาถึง
 
ด้วยเหตุนี้ จะก่อนหน้านี้หรือยามนี้ นางไม่คิดโทษบุรุษผู้นี้ นับตั้งแต่ในยามที่มันร้องเรียกนาง นางก็เห็นแล้วว่ามันมีความลำบากใจของมันเอง นางย่อมไม่คิดสร้างให้มันเพิ่ม จึงเอ่ยต่อโดยไม่รอคำตอบจากมันว่า
 
"หากไม่ใช่ธุระด่วนการใด เจ้ายังคงกลับไปกินเลี้ยงเถิด หลานชายจง วันนี้อย่างไรที่ควรฉลอง ควรยินดีก็สมควรกระทำไปก่อนได้ เรื่องราวอื่นหาใช่เรื่องสำคัญใดไม่ เจ้าอย่าได้คิดมากเลย"
 
"ท่านป้า" คนแซ่จงร่ำร้องหนึ่งที ในดวงตามันที่มองมามีแต่แววเสียใจอย่างสุดประมาณ คิดคล้ายเอ่ยคำใด กลับเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหน้ามันชิงโบกมือ และกล่าววาจาขึ้น
 
"ท่านนี้คงเป็นท่านป้าเฟิง กับท่านนั้นย่อมเป็นท่านลุงเฟิง...โปรดรับการคารวะจากเซวี่ยหู่อี้ด้วยเถิด" มันว่าแล้วโขกหัวลงอย่างรวดเร็ว ทั้งยังชิงเอ่ยต่อไปอีกว่า "เซวี่ยหู่อี้เป็นทหารในกองทัพเดียวกับพี่เฟิง ได้รับการปกป้องจากพี่เฟิงหลายครั้ง แต่ในยามพี่เฟิงคับขัน ตกอยู่ในวง...."
 
"อย่าได้กล่าวสืบไปแล้ว !" เฟิงฮุ่ยหลิงส่งเสียงตวาดขัดคำมันมา ทำให้เซวี่ยหู่อี้ชะงักไปอีกครา
 
ครั้งนี้เฟิงฮุ่ยหลิงลืมเกรงใจบิดามารดา นางพลันถลึงตาดุร้ายใส่นายทหารแซ่เซวี่ยผู้นั้นอย่างขุ่นเคือง สองมือยังพยายามรุนร่างน้องสามกับน้องเล็กให้เข้าไปภายในบ้านกว่านี้ แต่จนใจที่คนแซ่เซวี่ยนั่นคล้ายมีเสียงอันดังราวฟ้าผ่า สภาพสมรภูมิหรือเรื่องราวการรบที่ไม่สมควรให้เด็กน้อยได้ยิน ยังเอ่ยออกมาให้ได้ยินชัดถึงเพียงนี้ นางไหนเลยไม่มีโทสะ
 
นับว่ายังดีอยู่บ้าง ที่หลังคนแซ่เซวี่ยจ้องมองนางอย่างโง่งมชั่วครู่คล้ายค่อยเข้าใจได้ ผงกศีรษะให้หนึ่งคราแล้วหันกลับไปหาบิดามารดาของนางที่ยังรั้งอยู่หน้าบ้าน แต่ครานี้มันกล่าววาจารวบรัดยิ่ง
 
"พี่เฟิงเป็นผู้มีพระคุณของเซวี่ยหู้อี้.....ดังนั้น...."  ถึงตรงนี้มันคล้ายลังเลไปอีก อดลอบชำเลือไปยังเฟิงฮุ่ยหลิงอีกครั้งไม่ได้ แต่นางไหนเลยใส่ใจมันมากกว่าการเอามืออุดหูน้องชายคนเล็ก กลับเป็นเฟิงหลินเตียวเห็นแววตาที่มันมองมา อดขมวดคิ้วเล็กน้อยไม่ได้
 
"ท่านนายกองเซวี่ย หลานจง โปรดอย่าได้คุกเข่าอีกเลย" นางเฟิงเอ่ยคำ และเดินออกไปหาพวกมัน "ทั้งคู่ล้วนถือเป็นสหายร่วมรบของบุตรชายเรา ไหนเลยมาคุกเข่ากันเช่นนี้ กลับกัน....จะอย่างไรอุตส่าห์พาบุตรชายเรามาถึงบ้าน พวกเราทั้งหมดล้วนสมควรเป็นฝ่ายขอบคุณ"
 
นางแม้พยายามควบคุมตน แต่ในบางถ้อยคำยังสะดุดอย่างไม่อาจห้ามใจได้ ทั้งในแววตาที่มองเลยไปยังโถเถ้ากระดูกยังเจ็บปวดสุดแสนพาลพาให้ผู้คนล้วนปวดใจไปด้วย
 
เฒ่าเฟิงไม่อาจปล่อยให้ภรรยาแบกรับเรื่องราวทั้งหมดเพียงลำพัง มันหมายจะยันตัวลุกขึ้น แต่เรื่องราวที่เกิดไยมิใช่กระทบถึงมันไม่น้อย เพิ่งจะประคองตนเองขึ้นยืนได้กลับคล้ายจะซวดเซไปสองสามก้าว ดีที่มือคู่หนึ่งมาประคองมันทัน
 
เหลือบแลไป ผู้ประคองมันกลับเป็นบุตรสาวคนที่สาม เฟิงหลินเตียวที่วิ่งมาอย่างทันท่วงที ในขณะที่พี่สาวรองของเด็กน้อยยังวุ่นวายกับน้องชายคนเล็กอยู่
 
เฒ่าเฟิงไม่ว่ากระไร มันยอมให้บุตรีพาเดินไปอยู่เคียงข้างภรรยา ให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงไออุ่นของครอบครัวที่ยังมีกันและกัน และเอ่ยแบ่งเบาความขมขื่นของทุกคนว่า
 
"ท่านนี้คงเป็นนายกองผู้ควบทหารทั้งร้อยนายที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งตามข่าวที่เล่าลือมากระมัง บ้านเราช่างน่าละอายนัก นอกจากไม่อาจจัดหาของขวัญแสดงความยินดีกับท่านนายกองได้แล้ว บุตรชายเรายังต้องรบกวนท่านพามันกลับมาอีก น่าละอายนัก...."
 
ปากแม้กล่าวคำดังนั้น แต่ผู้เป็นบิดากลับค่อยยื่นมือไปยังโถที่อยู่ในอ้อมแขนของอีกฝ่าย ปลายนิ้วสัมผัสแตะผิวเคลือบที่คล้ายซึมซับไอตัวจากผู้ที่นำพามา จึงร้อนผ่าว แลดูคล้ายมีชีวิตอยู่ในนั้นมิได้เป็นเพียงเศษซาก
 
"....บุตรเรา...." ท่านผู้เฒ่าพึมพำเช่นนั้น ยามเมื่อเซวี่ยหู่อวี้ค่อยประคองโถอัฐิส่งคืนสู่มือครอบครัวในที่สุด
 
มือของเฒ่าเฟิงไม่สั่นแม้แต่น้อย ทั้งที่โถนั้นสมควรมีน้ำหนักอยู่บ้าง แต่เฒ่าเฟิงกลับจับไว้คล้ายไม่มีน้ำหนัก หรือไม่ก็คล้ายโถนั้นเป็นผู้ประคับประคองมันไว้ มิใช่มันเป็นผู้ถือ....
 
ในดวงตาของนางเฟิงอดรื้นด้วยน้ำตาไม่ได้ นางมองสบตาสามี สองผู้เฒ่าคล้ายชราลงอีกสิบปีด้วยความสูญเสียอันไม่อาจหวนคืน หากก็ต้องหักใจ
 
"พวกเราขอบคุณท่านนายกอง" นางเฟิงกล่าวอีกครั้ง และทำท่าคล้ายจะตัดบทเพียงเท่านี้ เป็นเซวี่ยหู่อี้ต้องเร่งร้องเรียกไว้
 
"ท่านลุงท่านป้าโปรดรออีกเดี๋ยว ยังมีเรื่องอื่นที่ต้องกล่าว...."
 
มันไม่ทันกล่าวขาดคำ ที่ข้างกายผู้เฒ่าพลันปรากฎเสียงไอค่อกแค่ก ก่อนค่อยมีเสียงถามอย่างน่าสงสารว่า
 
"บิดา ท่านหนาวหรือไม่"
 
เฒ่าเฟิงเพียงส่ายหน้า แต่เซวี่ยหู่อี้กลับฉุกใจ มันรบทัพจับศึกทนทานอากาศเพียงนี้ย่อมไม่รู้สึกกระไร แต่เด็กน้อยที่ประคองบิดามา ไหนเลยสองผัวเมียผู้เฒ่าที่เพิ่งพบความกระเทือนใจอีกควรกระทบถูกอากาศยามค่ำคืนที่แม้ไม่ใช่ฤดูหนาวก็ยังเย็นไม่น้อยเช่นนี้อีก
 
มันยามได้คิดจึงเพียงทอดถอนใจ ยอมกล่าวคำอำลาสั้นๆหนึ่งคำ และบอกเพียงว่าหากเป็นได้ พรุ่งนี้มันยังจะขอมารบกวนอีกเล็กน้อย ทั้งครอบครัวรับปากแต่โดยดี มันจึงล่าถอยไป
 
และเพียงชั่วไม่นาน เสียงฝีเท้าม้าก็กังวานหายไปทางหน้าหมู่บ้าน ความสงบเงียบกลับเข้ามาสู่ละแวกนี้อีกครั้ง
 
เฟิงหลินเตียวจับประคองบิดา แต่ระวังไม่ให้ท่านผู้เฒ่ารู้สึกว่าถูกประคองมากเกินไป นางไม่แน่ใจ แต่คล้ายมีความรู้สึกว่าเฒ่าเฟิงปรารถนาจะเดินอย่างองอาจ ราวกับมีบุตรชายคอยประคองท่านเข้าบ้านมากกว่าบุตรีอย่างนาง
 
อย่างน้อยก็ในคราครั้งนี้
 
เฒ่าเฟิงทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ของตน มันหอบหายใจเล็กน้อยแต่ยังเอื้อมมือไปคว้าเก้าอี้ตัวหนึ่งมาวางไว้ใกล้ด้านตน ก่อนหันไปร้องสั่งบุตรสาวคนรอง
 
"ไปจัดเตรียมชามอีกชุดให้พี่ชายเจ้าเถิด ไหนๆแล้วมื้อนี้สมควรกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันสักครา"
 
มันกล่าวพลางวางโถเถ้ากระดูกลงด้านที่มีเก้าอี้อยู่ ในลำคอทุกผู้คล้ายปรากฎก้อนแข็งๆจู่โจมหนึ่งก้อน แต่เฟิงฮุ่ยหลิงมีนิสัยเข้มแข็ง นางกล้ำกลืนก้อนนั้นลงคอโดยไม่ร่ำร้องอันใด ยังคงไปจัดชามข้าวกับตะเกียบให้พีชายอีกชุด ก่อนวางลงเบื้องหน้าโถ นางยังร่ำร้องเรียกคำ
 
"พี่ใหญ่...."
 
เฒ่าเฟิงหันไปมองภรรยาคู่ทุกข์ยาก ในดวงตามันมีคำพูดมากมาย แต่สองสามีภรรยาไม่จำเป็นต้องกล่าว ในพริบตานั้น นางเฟิงไม่หลั่งน้ำตา นางยังคงยิ้มแย้มคล้ายยินดีลึกซึ้ง ก่อนเดินลงมานั่งที่ตำแหน่งตัวเองพลางกล่าว
 
"ถูกแล้ว กับข้าวกับปลาถึงเพียงนี้ ไหนเลยไม่สมควรกินข้าวพร้อมหน้ากันสักมื้อเถิด...."
 
เฒ่าเฟิงพยักหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะที่คล้ายเจือเสียงสะอื้น ยามค่อยคีบเนื้อปลาลงวางในจานของ 'บุตรชาย' มัน
 
"นับเป็นวาสนาแล้ว...นับเป็นวาสนา....ผู้อื่นไม่มีแม้โอกาสนี้ ถือว่าสวรรค์ยังปราณีเรา ให้เราได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัว....นับเป็นวาสนาที่สวรรค์ปราณีเราแล้ว....."
 
------------------------------------------------
 
ยามวิกาลล่วงไปจนถึงเวลาดึกแล้ว ทั้งคราครั้งนี้ไม่มีเรื่องเร่งร้อนใด ดังนั้นหลังจากห่างจากบ้านสกุลเฟิงเล็กน้อย เซวี่ยหู่อี้จึงชะลอฝีเท้าม้าของตนลง และปล่อยให้จงหยางที่ยืมม้าเพื่อนทหารด้วยกันควบขับมาขนาบข้าง จากนั้นมันจึงค่อยถอนหายใจ
 
"ขอบใจท่านที่เตือนสติ ไม่เช่นนั้นไม่ทราบข้าทำการเอิกเกริกอีกเพียงใด"
 
จงหยางกลับไม่ตำหนิอีกฝ่าย ทั้งร่วมทอดถอนใจไปด้วยกัน
 
"ผู้อื่นไฉนมีคำว่ากล่าวท่าน เมื่อตอนกลางวันข้าเองก็แทบจะกระทำดุจเดียวกัน คุกเข่าให้ท่านป้าเฟิงร่ำร้องขอขมาต่อนาง กลับเป็นท่านป้าชาญฉลาด ไม่ต้องการให้ผู้อื่นลำบากใจชิงปลีกตัวหนีไปเสียก่อน จึงไม่มีโอกาสกระทำ"
 
เซวี่ยหู่อี้คล้ายครุ่นคิดบางอย่าง อดไม่ได้ต้องหันไปไต่ถาม
 
"ข้ากลับมีข้อสงสัยประการหนึ่ง ทั้งบิดาทั้งมารดาของเหวินจิ้งแลดูไปกลับควบคุมตนเองได้ดีน่าชื่นชมนัก มองไปมา ข้ากลับไม่รู้สึกว่าทั้งคู่เป็นเพียงชนชั้นชาวนาชายแดนเฉยๆ ?"
 
จงหยางในทีแรกไม่มีความคิดเช่นนี้ มันเห็นพฤติกรรมของสองสามีภรรยาเป็นเช่นนี้แต่เกิด ไม่เห็นเป็นเรื่องแปลกประหลาดอันใด แต่หลังจากเข้ากองทัพ ผ่านเรื่องราวร้อยแปด ในยามนี้เปรียบเทียบดูค่อยเห็นจริงตามที่อีกฝ่ายว่า
 
เซวี่ยหู่อี้ยังคงกล่าวข้อสงสัยสืบต่อไปอีกว่า
 
"นอกจากนี้ ข้าสงสัยมานานว่าเหวินจิ้งแลดูคล้ายมีวิชาสามารถพิเคราะห์ผู้คน เฉลียวฉลาดเท่าทันผู้อื่นอยู่ไม่น้อย มาวันนี้ได้พบปะบิดามารดามัน ยังเห็นว่าท่าทางมันสืบต่อจากบิดามารดามาหลายส่วน นี่ไฉนบอกกล่าวว่าบ้านมันเป็นชาวนาธรรมดาได้ ?"
 
แม้จะเกิดความสงสัย แต่จงหยางก็ยังอดคัดค้านข้อนี้ไม่ได้
 
"ท่านไม่ให้เรียกบ้านมันเป็นชาวนาแล้วให้เรียกกระไร นับตั้งแต่ข้าเกิดมา บ้านมันก็ทำไร่ไถนาอยู่ที่นี่ แล้วไฉนผู้เป็นชาวนาไม่อาจพิเคราะห์ผู้คน ไม่มีความเฉลียวฉลาดหรือไรกัน"
 
นายกองร้อยเซวี่ยฟังมันกล่าวแล้วก็ไม่อาจหาข้อต่อเถียงได้ ลงท้ายมันได้แต่สั่นหน้า
 
"แล้วกันไปเถอะ....อย่างไร้เรื่องนี้ก็ไม่สำคัญเท่าสิ่งที่เหวินจิ้งกระทำไว้ อย่างไรพรุ่งนี้ยังต้องไปที่บ้านของมันเชิญครอบครัวมันเข้าเมืองไปรับบำเหน็จผลงานของมัน"
 
จงหยางที่ได้ฟังพลันมีสีหน้าเคร่งขรึมลงทันใด
 
"นี่อาจไม่นับว่าเป็นเรื่องง่าย" มันเห็นสหายมองมาคล้ายซักถาม จงหยางจึงอธิบายต่อโดยดี "มาลองคิดดูด้วยลักษณะนิสัยของเฒ่าเฟิงกับท่านป้าเฟิงแล้ว ให้รับบำเหน็จอาจไม่เป็นกระไร แต่คิดให้เข้าเมืองไปดังที่ท่านลั่นวาจาว่าจะกระทำให้กับครอบครัวมันกลับมีปัญหาอยู่บ้าง เกรงว่าคงไม่มีใครยอมเข้าเมืองไปกับท่านแน่"
 
เซวี่ยหู่อี้ฟังแล้วงุนงงหนึ่งครา ร้องเพ้ยออกมาตั้งท่าจะเริ่มโต้เถียง จงหยางต้องยกมือไม้วุ่นวายหนึ่งรอบจึงห้ามมันได้ และกล่าวแจง
 
"ท่านมิใช่ไม่เห็นทารกหญิงฮุ่ยหลิงหรอกหรือ แม้นางดูดุร้ายที่สุดในบ้าน แต่แท้จริงคนในบ้านเฟิงมีนิสัยดุจเดียวกันหมด นั่นคือหัวแข็ง หาได้ยอมรับสิ่งใดจากผู้อื่นง่ายๆไม่ หรือท่านลองนึกย้อนถึงเหวินจิ้ง มันแม้ภายหลังมีผู้ส่งของมากำนัล ต่อให้ภายนอกนุ่มนวลยังปฎิเสธออกไปหมด คนบ้านนี้ไยมิใช่อย่างเดียวกัน..."
 
ประโยคตอนท้ายเนื่องด้วยเกี่ยวพันถึงความลับของกองทัพ จงหยางพาลลงเสียงลง ไม่คาดเซวี่ยหู่อี้กลับส่งเสียงอ้อในลำคอแล้วพึมพำ
 
"ที่แท้หญิงนางนั้นคือน้องสาวของเหวินจิ้ง เฟิงฮุ่ยหลิงอย่างนั้นหรอกหรือ"
 
จงหยางได้ยินประโยคนั้นแล้วพลันสะดุดหู เหลียวกลับมามองดูสหายชัดๆอีกครั้ง ก่อนมันจะสั่นหน้าเป็นการใหญ่
 
"ท่านอย่าได้คิดหาเรื่องใส่ตัว เหวินจิ้งรักและเอ็นดูน้องสาวมันยิ่งกว่าสิ่งใด พาลเห็นว่าน้องสาวมันน่ารักน่าเอ็นดู ที่ไหนเลยจะบอกเล่าถึงด้านดุร้ายของสตรีนางนั้นให้ท่านฟัง....."
 
เซวี่ยหู่อี้กลับหันมาขยับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ให้ มันชี้มือไปยังโรงเตี๊ยมที่จุดไฟสว่างไสว กล่าวเย้าสหายว่า
 
"ท่านมีเวลาคิดห่วงผู้อื่นหรือไร ดูโน่น ว่าที่พ่อตาไม่ใช่รอรับเขยขวัญเช่นท่านแล้วหรือ หากท่านไม่รีบไป ข้าจะเร่งไปนินทาท่านแทนแล้วกัน"
 
จงหยางร่ำรองออกมาคำ แต่เซวี่ยหู่อี้พลันกระตุ้นม้าออกไป ไหนเลยใส่ใจคำโวยวายของสหาย ลงท้ายจงหยางต้องเร่งม้าตามหลังมันไป ตะโกนส่งท้ายในยามราตรีแทรกกับเสียงคึกคักของงานเลี้ยงในโรงเตี๊ยมว่า
 
"จะทำอะไรก็สุดแท้แต่ท่าน อย่าลืมเก็บชีวิตน้อยๆหลงเหลือไว้ไปรายงานตัวกับท่านแม่ทัพเยว่ด้วยก็แล้วกัน..."
 
------------------------------------------------
 
ทั้งบ้านเฟิงไม่มีผู้ใดรับทราบคำคาดการณ์ของจงหยาง แต่เซวี่ยหู่อี้พลันไม่ทราบจะหัวร่อหรือร้องไห้ดี เมื่อคำตอบกลับออกมาดุจเดียวกับที่จงหยางคาดการณ์ไว้ไม่ผิดเพี้ยน
 
นางเฟิงเป็นผู้ออกหน้ามาตอบคำกล่าวของเซวี่ยหู่อี้เอง เนื่องจากเฒ่าเฟิงนั้นล้มป่วย คล้ายปวดศีรษะเล็กน้อย ทั้งบ้านแม้ห่วงใยแต่ไม่มีใครตกอกตกใจ เพราะร่างกายมันไม่แข็งแรงอยู่แล้ว เมื่อวานได้รับข่าวร้าย จะล้มป่วยก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เดิมทีนางเฟิงคิดจะออกไปทำไร่ของนางตามปกติ แต่กลับเป็นเฟิงฮุ่ยหลิงเล็งเห็นว่าที่ได้รับความกระทบกระเทือนใจไม่ใช่มีเพียงบิดา แต่ยังมีมารดา จึงบังคับให้สองผู้เฒ่าพักผ่อนอยู่กับบ้านพร้อมน้องชายคนเล็ก ส่วนตนเองหอบหิ้วแต่เฟิงหลินเตียวไปช่วยงาน
 
นางเฟิงทีแรกอยากปฎิเสธ แต่ส่วนหนึ่งในใจที่ยังจนด้วยถ้อยคำพิสูจน์ว่าคำกล่าวของบุตรีเป็นความจริง ดังนั้นนางยอมรั้งอยู่บ้าน รับหน้าแขกเหรื่อเอง
 
ที่จริงแล้ว...หลังจากเฟิงฮุ่ยหลิงออกไปได้สักพัก เฟิงหลินเตียวค่อยชี้ให้เห็นว่าพี่สาวหลงลืมเรื่องแขกที่จะมาวันนี้สนิท หากหมายใจให้มารดาพักผ่อน ใช่สมควรเอาเรื่องนี้มารบกวนหรือไม่ เช่นนี้ไม่กลายเป็นว่าบิดามารดาพวกตนไม่สบายใจกว่าเดิมหรอกหรือ ?
 
เฟิงฮุ่ยหลิงพอได้ฟังค่อยคิดได้ วิ่งกลับมาหามารดาใหม่ แต่นางเฟิงกลับเห็นว่า ถ้าหากปล่อยให้ลูกสาวรับแขกไปจะเป็นที่อับอายขายหน้า นางจึงตะเพิดลูกสาวให้ออกไปทำงานตามที่อีกฝ่ายต้องการ
 
ด้วยเหตุนี้ เซวี่ยหู่อี้จึงไม่เห็นเงาร่างอื่นออกมาสนทนากับตนเอง แต่นางเฟิงก็ยืนยันว่าสามีตนเองคิดเห็นเช่นเดียวกัน
 
"ให้รับทรัพย์เป็นบำเหน็จรางวัล พวกเราล้วนไม่เกี่ยงงอน" นางกล่าว "แต่ให้เข้าไปอยู่ในเมืองพร้อมบ้านใหม่และเงินบำนาญทุกเดือนกลับดูคล้ายเป็นการมากไป จนใจที่ไม่อาจรับ ขอนายกองเซวี่ยโปรดแจ้งแก่ผู้ใหญ่ด้วยเถิด"
 
"นี่ไม่นับเป็นการมากไปแต่ประการใด" เซวี่ยหู่อี้คัดค้านทันควัน "ทั้งหมดนี้...อภัยที่ผู้น้อยพูดจาไม่น่าฟัง ท่านป้าอย่าได้ถือสา แต่กล่าวตามตรงว่านี่มิใช่สิ่งยกให้เปล่าๆแต่ประการใด หากเป็นด้วยผลงานของพี่เฟิง มันสมควรได้รับยศตำแหน่ง แม่ทัพของเราเองก็หมายตาจะตอบแทนมัน ยิ่งยามนี้ยิ่งสมควรดูแลผู้อยู่เบื้องหลังมันให้ดีที่สุด ถ้าหากแม่ทัพนายกองไม่เอาใจใส่ทหารกล้าที่พลีชีพในสมรภูมิ ไหนเลยจะยังมีใครกล้าเสี่ยงชีวิตรบทัพจับศึก มิใช่เกรงว่าตายไปแล้วก็แล้วกันไป ครอบครัวของพวกมันจะอย่างไรก็ช่างหรอกหรือ"
 
"ความคิดเช่นนี้ลึกซึ้งเกินไปนัก อภัยที่ชาวบ้านเช่นเราไม่ทันครุ่นคิด" ปากกล่าวคำเช่นนั้น แต่เซวี่ยหู่อี้เล็งเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามไม่มีท่าทีร้อนใจหรือจนถ้อยคำแต่ประการใด ยังคงสงบนิ่งมั่นคง "แต่กล่าวตามตรงเช่นกัน บ้านเราเป็นชาวไร่ชาวนา ให้เข้าไปอยู่ในเมืองเกรงว่าจะไม่สามารถทำกินอันใดได้ ต่อให้ยังสามารถไปกลับระหว่างอำเภอกับหมู่บ้านด้านนอกก็ยังคงเสียเวลา ไม่เหมาะกับบ้านของเราอยู่ดี ไม่สู้เพียงตีราคาบ้านเป็นเงินแล้วนำมาให้แทนเถิด ได้มากน้อยเท่าใดพวกเราล้วนไม่ต่อว่าท่าน"
 
เซวี่ยหู่อี้สูดลมหายใจลึก มันไม่ชำนาญในการเจรจา ไม่ฉับไวในการตอบโต้ผู้คนเช่นเฟิงเหวินจิ้ง ผู้เคยตักเตือนและแนะนำเคล็ดลับกับมันหลายครั้ง แต่มันก็ยังไม่เอาใจใส่ด้วยยึดถืออีกฝ่ายเป็นผู้คิดแทน ไม่คาดคิดว่ายามนี้ต้องมานึกถึงเคล็ดลับที่ได้รับมา ทั้งยังใช้ออกเป็นครั้งแรกกับมารดาของผู้สอนมันอีก
 
"ขออภัยท่านป้าอีกครั้ง แต่ผู้น้อยคิดตามท่านป้ากล่าว ไยมิใช่ท่านป้าสามารถจ้างคนทำไร่ทำงานแทนได้ เช่นนี้ก็ไม่นับเป็นปัญหาใดแล้ว" มันไม่เปิดจังหวะให้อีกฝ่าย ชิงกล่าวต่อสืบไปทันที "ยังมี หากได้ขยับขยายย้ายไปในเมือง ยังสามารถดูแลอาการป่วยของท่านลุงเฟิงเผื่อรักษาให้หายขาด กับทั้งบุตรชายคนเล็กของท่านยังสามารถเล่าเรียนได้..."
 
หนนี้สีหน้านางเฟิงปรากฎแววครุ่นคิดตาม แทบสร้างความลิงโลดให้เซวี่ยหู่อี้ ไม่คาดคิดว่าไม่นานหลังจากนั้น นางเฟิงยังสั่นหน้า
 
"เกรงว่าพวกเราหาได้มีใครมีความสามารถควบคุมคนทำงานเช่นนั้นได้ กับบางทีในเมืองอาจอึกทึกไปไม่เหมาะกับสามีเรา มีแต่เสียมากกว่า รางวัลนี้ยังคงขอรับไว้ด้วยใจอย่างเดียวเถิด"
 
นายกองที่ชนะศึกกลับบ้านเกิดเช่นเซวี่ยหู่อี้ย่อมไม่ยอมแพ้พ่ายโดยง่าย แต่ในบ้านมีเสียงเอะอะ ฟังคล้ายบุตรชายคนเล็กของบ้านเฟิงคิดหาบางอย่าง ดังนั้นนางเฟิงได้แต่ขอตัวและรีบเดินกลับไปในบ้านทิ้งเซวี่ยหู่อี้ไว้กับความข้องใจเพียงลำพัง
 
มันแม้เป็นยามกะทันหันยังพบว่าเป็นเรื่องแปลก แต่ไม่ทราบแปลกตรงที่ใด ได้แต่สาวเท้าเดินเอื่อยไปเรื่อย รู้สึกตัวอีกทีกลับออกนอกหมู่บ้านไปเล็กน้อยเป็นเขตทำนาของผู้คน ที่ไม่ไกลออกไปเป็นป่าทึบสลับทิวเขาที่คล้ายอยู่ใกล้คล้ายขยับไกล
 
แต่ที่ดึงดูดมันไม่ใช่ภูผาใหญ่ มิใช่ทุ่งนาที่เต็มไปด้วยชีวิต เปี่ยมทั้งบรรยากาศอันน่าอัศจรรย์ กลับเป็นร่างแน่งน้อยร่างหนึ่ง
 
ที่จริงกล่าวว่าแน่งน้อยออกจากเกินไป เนื่องจากสตรีผู้นั้นทำงานหนัก มือเท้าล้วนไม่เล็กและไม่น่านุ่มนวล แต่ยามนางหันขวับกลับมาจ้องด้วยนัยน์ตาลุกวาว มันพลันรู้สึกคล้ายถูกขโมยดวงวิญญาณไป
 
ไม่คาด สตรีผู้นั้นพลันก้มศีรษะให้มันพลางเอ่ยถามเสียงสุภาพต่างกับค่ำคืนวานที่ตวาดใส่มันราวฟ้ากับเหวว่า
 
"ไม่ทราบท่านนายกองเซวี่ยมีอันใดให้ผู้น้อยใช้สอยหรือไม่เจ้าคะ ?"
 
เซวี่ยหู่อี้พลันรู้สึกตัว กล่าวกลับทันที
"แม่นางเฟิงอย่าได้กล่าวห่างเหินเช่นนั้น เป็นเรามีกิจธุระกับบ้านท่าน..."
 
ไม่คาด สตรีเรียบร้อยพลันละลายหาย กลายไปเป็นนางเสือแยกเขี้ยวขู่ววาววับงับลงบนคอผู้พลาดท่าทันที
 
"อ้อ..." นางร้องเบาๆ แต่แฝงแววกดดันในคำนั้น "ที่แท้ท่านนายกองเซวี่ยยังไม่เสร็จธุระกับบ้านของข้า ผู้น้อยในฐานะบุตรีย่อมยินดีรับฟัง หากท่านนายกองมีอันใดให้ช่วยเหลือ มิพักต้องรบกวนถึงบิดามารดา"
 
เซวี่ยหู่อี้แทบนึกอยากหัวร่อ สตรีนางนี้เพียงแสร้งทำเรียบร้อยให้มันเอ่ยคำ แต่ยามได้จังหวะกลับฉวยโอกาสรุกไล่ต้อนไม่ปล่อยปละแม้แต่น้อย พาให้มันเบิกบานยิ่งจนอดเผยรอยยิ้มกับอีกฝ่ายไม่ได้
 
น่าเสียดาย จะอย่างไรเฟิงฮุ่ยหลิงยังเยาว์วัย ไม่มีโอกาสออกสู่โลกกว้างเช่นมัน ดังนั้นแม้มันพลาดท่าเสียทีให้หญิงสาวผู้นี้กลับไม่นึกเดือดเนื้อร้อนใจ พาลฉวยโอกาสบอกกล่าวเรื่องราว เผื่อเกิดประโยชน์อันใดแทน
 
มันบอกกล่าวรางวัลที่บ้านเฟิงสมควรได้ และไม่คาดคิด ว่ารับฟังไม่ทันจบ เฟิงฮุ่ยหลิงกลับมีปฎิกิริยาดุจเดียวกับผู้เป็นมารดาไม่ผิดเพี้ยน
 
"ไฉนจึงไม่อาจรับ" เซวี่ยหู่อี้ถามไถ่
 
"ต่อให้ท่านถามมารดาหรือบิดา คำตอบก็ล้วนเป็นเช่นนี้" เฟิงฮุ่ยหลิงกลับตอบเช่นนี้แทน แต่อย่างไรก็ดี นางเห็นแล้วก็พอทราบว่าอีกฝ่ายคงไม่ปล่อยปละให้จบแค่คำปฏิเสธอันเรียบง่ายนี้ ดังนั้นจึงยอมอธิบาย "หนึ่งนั้นมารดาต้องเอ่ยต่อท่าน ว่าบ้านเราทำไร่ไถนา ให้เข้าไปอยู่ในเมืองคงไม่ถนัด นี่นับเป็นเหตุผลจริงอยู่ แต่อีกประการที่มารดาคงเกรงใจไม่อยากบอก แต่ข้าขอบังอาจกล่าวคือ หากให้เราไปพึ่งพิงผู้อื่นแล้วไซร้ วันใดก็ตามที่ไม่มีผู้พึ่งพิง เราจะไม่อาจอยู่ได้ นี่นับเป็นข้อแรกที่มารดาย่อมไม่ยอมให้เกิดขึ้น ดังนั้นไม่สู้ตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ยอมรับเรื่องนี้ดีกว่า"
 
นางเว้นจังหวะ เห็นอีกฝ่ายยังคงฟังไปพลาง คล้ายครุ่นคิดไปพลาง ค่อยนึกว่าอีกฝ่ายกำลังพิจารณาเหตุผลของตน ดังนั้นตั้งใจกล่าวต่อ
 
"ข้อถัดมาเป็นเหตุเสริมจากที่มารดาอธิบาย ท่านอาจเห็นว่าเราแม้ไม่อาจทำไร่เองยังจ้างผู้อื่นทำได้ ต่อให้ไม่เคยจ้างก็ยังฝึกปรือได้เช่นเดียวกับงานอื่น แต่บอกกล่าวต่อท่าน การจ้างผู้อื่นเช่นนั้นสำหรับบ้านเราเป็นงานใหญ่ บิดาเราไม่ค่อยแข็งแรง ย่อมไม่อาจคุมงานหนักใดๆได้ เรี่ยวแรงหลักของงานคือเรากับมารดา หากย้ายเข้าไปอยู่ในตัวเมือง มีบ้านที่ใหญ่ขึ้นหรืออย่างไรมารดากับเราก็ต้องรับผิดชอบมากขึ้น ต้องดูแลบ้านอันไม่เคยคุ้น ทั้งต้องคุ้มงาน ประการสำคัญคือน้องของเราทั้งสองยังเล็กนัก หากมารดาดูแลบ้านเป็นหลัก เราทำงานเป็นหลัก ผู้ใดพอมีเวลาดูแลพวกมันสองคนได้กัน"
 
เฟิงฮุ่ยหลิงเอ่ยถึงตรงนี้แล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย เพิ่งตระหนักว่าหนึ่งในผู้ที่นางเอ่ยถึงได้หนีไปวิ่งเล่นที่ไหนอีกแล้ว ทำเอานางแทบอยากทอดถอนใจ
 
ชายหนุ่มในหมู่บ้านบางคน ไม่ได้นึกชมชอบเฟิงฮุ่ยหลิงเช่นหญิงสาวทั่วไปส่วนหนึ่งเพราะกล่าวกันว่านางดุร้าย แต่อีกส่วนเป็นเพราะนางขาดความอ่อนหวานเช่นผู้หญิงทั่วไป นางไม่ใช้สายตาเช่นภรรยารอสามีกลับบ้านเฝ้ามองบุรุษหนึ่ง ไม่เอียงอายขณะที่มีคำพร่ำพรอด เพียงแต่กล่าวด้วยเหตุผลอันเรียบง่ายและชัดเจน แต่บางทีพาลทำลายความฝันชายหนุ่มไปดื้อๆ
 
แต่ทั้งหมดนี้นางก็ไม่โทษพวกมัน บางทีนางยังรู้สึกว่าตนเองชรากว่าหญิงสาววัยเดียวกัน ภาระที่ถูกส่งมอบจากบ่าของพี่ชายคนโตลงบนบ่าของนางนั้นหนักอึ้งเกินไป จนบัดนี้นางไม่มีโอกาสวางมันลงอีกจนกว่าจะถึงเวลาของมันเอง ดังนั้นนางไม่คิดโทษใครทั้งสิ้น กลับเก็บเรื่องราวความรับผิดชอบให้เป็นความภาคภูมิใจในตนเองแทน
 
นางเห็นนายกองเซวี่ยผู้นี้มองนางนิ่ง ท่าทางราวครุ่นคิดบางสิ่งอย่างอยู่ แต่ในดวงตานั้นคล้ายมีประกายแวววาวบางอย่างที่นางไม่แน่ใจและไม่อาจมองสบได้ จึงพาลหลบตาเสีย พลางคาดเดาว่านี่อาจเป็นประกายตาอำนาจของทหารผู้ชนะในสงครามทั้งหลาย
 
เซวี่ยหู่อี้กลับเอ่ยเอื้อน ดึงสายตาของเฟิงฮุ่ยหลิงกลับมาด้วยคำถามว่า
 
"เช่นนั้นหากไม่ใช่ในเมือง...ในอำเภอนี้ แต่เป็นเมืองหลวงเล่า เจ้าใช่คิดเห็นเป็นประการใด"
 
นางรับฟังจนขมวดคิ้ว เมืองหลวงเป็นสถานที่ไกลเกินไปสำหรับนาง ทุกเรื่องราวล้วนแต่ฟังผู้คนเล่าขาน แต่จะอย่างไรก็ตาม ข่าวคราวที่มามีแต่ความยิ่งใหญ่ ความรุ่งเรือง หลายสิ่งที่ชาวบ้านที่อยู่แถบนี้อย่างนางไม่เคยคิดฝัน
 
ดังนั้น สำหรับผู้ที่ในอำเภอเมืองเล็กๆยังไม่สะดวกคิดย้ายไป เฟิงฮุ่ยหลิงไหนเลยคิดฝันถึงเมืองหลวงได้ นางเร่งสั่นหน้า ตระเตรียมปฎิเสธแทบจะทันใด
 
เซวี่ยหู่อี้กลับคล้ายผ่านการครุ่นคิดตรึกตรองเป็นอย่างดี มันกล่าวต่อพลางแก้ปัญหาของนางทีละเปลาะทันใด
 
"หากว่าเจ้าสามารถมีคนคอยช่วยเหลือในการทำงาน หากน้องของเจ้ามีผู้เฒ่าผู้แก่ที่ขาดเด็กเล็กพอดีและจิตใจดีงามช่วยเลี้ยงดู ทั้งน้องชายของเจ้ายังจะได้เข้าไปเรียนในสำนักที่มันอยากเรียนเล่า ?"
 
"เกรงว่าข้าไม่มีขีดความสามารถถึงเพียงนั้น และคนดังว่าก็ไม่อาจหาได้โดยง่าย" เฟิงฮุ่ยหลิงตอบไป หนนี้นึกรำคาญอยู่บ้างที่อีกฝ่ายคล้ายเซ้าซี้ไม่เลิก
 
มิคาด คำตอบที่เซวี่ยหู่อี้ตอบกลับมาจะเป็น
 
"ข้ากลับเห็นว่าเจ้ามีความสามารถมากเกินพอ เมื่อเจ้าสามารถควบคุมดูแลน้องได้ สามารถช่วยงานมารดาได้ ไยไม่สามารถควบคุมการทำงานของผู้คนได้" มันเว้นจังหวะให้นางค่อยรับคำพูดมัน ก่อนมอบข้อมูลใหม่ให้ว่า "ส่วนผู้เฒ่าผู้แก่ที่ข้ากล่าวถึงคือบิดามารดาข้าเอง ท่านทั้งคู่อยากมีหลานเล็กแต่ข้ายังไม่อาจมีได้ หากน้องชายน้องสาวเจ้าไปอยู่กับท่านผู้เฒ่าทั้งสอง คงพอช่วยคลายความเหงา ทั้งท่านผู้เฒ่าจะช่วยดูแลไม่เพียงน้องเจ้า แต่ยังรวมถึงบิดามารดาเจ้ายังมีเพื่อนคุย ไม่ต้องปรับตัวใหม่หมดด้วยใช่หรือไม่ ?"
 
"ท่านนายกองเซวี่ย" เฟิงฮุ่ยหลิงแม้เรียกขานเข่นนั้น แต่น้ำเสียงกลับปราศจากความเคารพยำเกรง กลับแฝงแววแดกดันเสียสามส่วนให้เห็นชัด "ท่านยังตกปัญหาไปข้อหนึ่งอันเป็นข้อสำคัญคือบ้านข้าไม่ชมชอบพึ่งพาผู้อื่น เพราะ..."
 
เซวี่ยหู่อี้ไม่รอให้หญิงสาวกล่าวจบ มันชิงบอกทันที
 
"มิใช่เป็นผู้อื่น" พูดถึงตรงนี้ มันพลันแย้มยิ้มหนึ่งที สะกดจนเฟิงฮุ่ยหลิงงุนงงไปชั่ววูบ "หากเจ้าแต่งให้กับข้า เช่นนี้สองครอบครัวก็ไม่นับเป็นอื่นกันแล้ว"
 
------------------------------------------------