ปลายทางฉิมพลี ๒ (ความผิดครั้งแรก)

Author: 
อิสราวุธ

                                                                                                                              แม้นชายใดใจประสงค์มาหลงรัก 
ให้รู้จักเชิงชายที่หมายมั่น
อันความรักของชายนี้หลายชั้น 
เขาว่ารักรักนั้นประการใด
จงพินิจพิศดูให้รู้แน่ 
อย่าทำแต่ใจเร็วจะเหลวไหล
เปรียบเหมือนปริศนาอย่าไว้ใจ 
มันมักไพล่แพลงขุมเป็นหลุมพลาง
                                                                                                 (พระอภับมณี:สุนทรภู่)
************
 
                   ปีนี้ผมอายุย่างเข้าสามสิบเต็มเป็นพ่อลูกสองคนที่ยังแข็งแรงและดูแลตัวเองเป็นอย่างดี .. เครื่องสำอางของระรินที่วางหน้าโต๊ะเครื่องแป้งถูกผมเอามาโปะบนใบหน้าโดยที่เธอไม่รู้ตัวอยู่บ่อยๆ ทั้งครีมกันแดดไนท์ครีม เดย์ครีม มอยเจอไรเซอร์ หรือแม้แต่ครีมบำรุงผิวหลากยี่ห้อผมก็ประเคนทามาจนหมดทุกประปุกก็นับว่าโชคดีที่ไม่แพ้เครื่องสำอางเหล่านี้เลย และนั่นจึงทำให้ผมมีใบหน้าอ่อนวัยใสเด้งกว่าตอนอายุหนุ่มๆเยอะมาก
                น้องๆที่ทำงานบางคนถึงกับสะดุดความหล่อของผมจ้องแล้วจ้องอีกถามว่า..
               “ พี่ยอดไปทำอะไรมาหน้าขาวใสเด้งยังกับวัยรุ่นแน่ะ”
                   ผมไม่ตอบได้แต่ยิ้มที่มุมปากส่งไปให้ ในใจคิดว่าเธอคนนี้เป็นคนที่ 5 ของวันนี้แล้วที่ชมว่าผมหล่อขึ้นกว่าเก่านี่ยังไม่นับรวมเพื่อนทางออนไลน์อีกล้นเหลือจากทางโปรแกรมเฟชโน้ต ช่องทางการสื่อสารที่ทันสมัยที่สุดในตอนนี้เวลานี้
                   เฟชโน้ตเพิ่งเข้ามาปรากฏบนหน้าจอเป็นแอพพิเคชั่นพิเศษสุดกว่าเดิมที่เคยเล่นกันมา
                    ความพิเศษก็คือ มีการสนทนาโต้ตอบระหว่างกันกับเพื่อนโดยที่คนอื่นไม่สามารถมองเห็นตัวเรากับคู่สนทนาและความเร็วโหลดภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่งค่อนข้างไวลูกเล่นอะไรต่างๆก็มากมายให้ได้ลอง ขนาดผมลองหัดเล่นไปได้สักระยะก็ติดแหงก หาญกล้าถึงขนาดใช้เป็นช่องทางในการทำอะไรบางอย่างนั่นก็คือนัดแนะสนทนาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับใครซักคนที่เราไม่ต้องการบอกกล่าวประวัติหรือสถานภาพเบื้องหลังใดใดทั้งสิ้นคนๆนั้นก็คือ .. พี่แมว
                  ผมเดินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานเอื้อมมือกดปุ่มเปิดคอมพิวเตอร์พีซีตรงหน้าสองตัว เครื่องแรกเป็นเครื่องสำหรับอ่านแผนที่ดาวเทียมทหารจากแหล่งต่างๆ อีกเครื่องมีไว้สำหรับพิมพ์งานเล่นอินเตอร์เน็ต ส่งอีเมลงานตามปกติ
                  พอพลิกแฟ้มเอกสารที่ลูกน้องพิมพ์มาให้เซ็นประมาณสองสามหน้าค่อยจรดปากกาตวัดลายเซ็นไปจนครบช่องผมก็รู้ว่ายังพอมีเวลาเหลือสำหรับพูดคุยสนทนาผ่านเฟชโน๊ตทางช่องข้อความกับพี่แมวยาวนานไปอีกสักหน่อย
                  พี่แมวยิ้มร่าในรูปโปรไฟล์ ที่โคลสอัพหน้าตาให้เห็นว่าเป็นสาวใหญ่ที่สวยชนิดโดดเด่นแววตาขี้เล่นเชื้อเชิญฉายออกมาอย่างเต็มที่ ผมเห็นแล้วใจละลายไปทุกครั้งที่จ้องมองรูป
เราสองคนรู้จักกันในวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา ผมสะดุดกับคำอวยพรของเธอที่พิมพ์ตอบกลับมาว่า..
                “ ไม่มีของขวัญสำหรับคนเหงา ..มีแต่เราสองคนที่สู้ทนอยู่เดียวดายท่ามกลางผู้คน ..”
                 ผมอึ้งและรู้สึกทึ่งในความคิดของเธอมันช่างตรงกับความรู้สึกเหงาข้างในเวลานี้เสียเหลือเกิน .. แต่ทว่าผมจะรู้สึกแบบนี้ไปได้ยังไงกัน ..ในเมื่อครอบครัวก็อยู่สมบูรณ์พรั่งพร้อมขนาดนี้แล้ว
ผมกับพี่แมวพูดคุยกันผ่านเฟชโน้ตมาได้ระยะหนึ่ง เราแลกเบอร์โทรศัพท์กันทันทีที่รู้สึกพูดคุยแล้วถูกชะตาพอได้ยินน้ำเสียงที่แปร่งปร่า ขี้อ้อนของพี่แมว หัวใจของผมก็เต้นระทึกเหมือนกลองเพล คิดจินตนาการลึกล้ำร้อยแปดอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อนตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กโตเป็นหนุ่มยันอายุเท่านี้
                   ช่องไฟสีเขียวมีไฟกระพริบถี่ขึ้นมา ผมไล่รายชื่อปราดเดียวก็เห็นเขียนว่า ... แมวเหมียวสีชมพู จึงรีบขยายช่องให้ใหญ่ขึ้นในทันที แล้วจรดสายตาอ่านอารามรีบด้วยความดีใจ
                   แมวเหมียวสีชมพู : หวัดดีค้า ..แหมคนหล่อไม่ออนแอร์เลยนะคะช่วงนี้ .. กำลังทำอะไรอยู่เอ่ย พี่รบกวนเวลาอันมีค่าของเราหรือเปล่ามาพูดคุยกันสนุกๆดีไหมเอ่ย
                     นายยอดชาย : ผมกำลังจะบอกพี่ว่านัดหมายเจอกันที่สยามพารากอนตอนบ่ายสามวันนี้ พี่ยังจะมาเจอผมได้อยู่หรือเปล่า
                     แมวเหมียวสีชมพู : เย้ .. เจอสิจ๊ะที่รัก พี่รอคอยเวลานี้มานานแล้วถ้าเป็นจริงอย่างที่ฝันจะขอทาแป้งให้เนียน ตีโป่งผมให้เริ่ด แต่งหน้าให้เข้มจัด สวมเสื้อผ้าสีชมพูช๊อกกิ้งพิ้งค์สีโปรดปะพรมน้ำหอมกลิ่นกุหลาบให้กรุ่นกลิ่นไปทั้งตัวไว้รอคอยนะจ๊ะสุดหล่อ
                     ผมหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะรีบปิดคอมพิวเตอร์ที่อยู่ตรงหน้าทันทีที่ได้ยินเสียงพี่เดี่ยวหัวหน้างานสุดเฮี้ยบดังมาแต่ไกล ก่อนจะเปิดจอคอมพิวเตอร์อีกเครื่องก้มหน้าเคร่งขรึมทำเหมือนมีสมาธิตั้งใจทำงานเต็มที่ เป็นการสร้างภาพไปได้กันอีกครั้งหนึ่ง
                                                                                                                          -------------------------------------
                          ผมมายืนที่ช่องขายตั๋วรถโดยสารปรับอากาศชั้น 1 สุดสายปลายทางที่กรุงเทพฯ พร้อมกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อนึกถึงเรื่องโกหกที่กุเรื่องขึ้นมาสองวันก่อน
                          นี่เป็นการโกหกครั้งแรกของผมตั้งแต่แต่งงานกับระริน
                        ผมสร้างเรื่องโกหกไปว่าจะต้องเข้ากรุงเทพเพื่อเรียนรู้พัฒนาโปรแกรมแผนที่รุ่นใหม่เพื่ออัพเดทให้ทันสมัยให้เข้ากับเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำไปข้างหน้าทุกวัน โปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด คนทั่วไปไม่มีทางเข้าใจวิธีการใช้งาน จะต้องไปศึกษากับบริษัทฯผู้ขายและเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เท่านั้น
                         หัวหน้าเลือกผมเป็นตัวแทนเพราะน่าจะกลับมาถ่ายทอดให้ช่างสำรวจแผนที่หรือผู้ที่สนใจได้มากกว่าคนอื่นๆที่ไม่พร้อมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่
                           การอบรมจะเข้มเต็มตารางทั้งวัน วันสุดท้ายจะมีงานเลี้ยงฉลองและจำเป็นต้องพักค้างคืน
                           พอเล่าเรื่องให้ระรินฟัง เธอชักสีหน้างุนงงเหมือนได้ฟังเรื่องแปลกประหลาด เพราะแต่ไหนแต่ไรมาแล้วผมจะเป็นฝ่ายปฏิเสธที่จะเข้าอบรมประเภทนี้มาตลอดโดยอ้างเหตุผลว่าเป็นห่วงครอบครัว ลูกยังเล็กทั้งสองคน แต่คราวนี้กลับได้ไปอบรมทั้งที่ช่างเทคนิครุ่นน้องที่จบการศึกษามาใหม่ๆก็เก่งทางด้านนี้อยู่หลายคน ผมรีบแก้ไขสถานการณ์ด้วยการโกหก ยกเมฆ อ้างโน่นอ้างนี่ไปตามเรื่อง พร้อมขุดเอาเหตุผลยกแม่น้ำทั้งห้ามาพูดจนระรินยอมให้ไปอมรบได้
                             เหตุผลที่ทำให้เธอไม่เถียงสักคำ ก็คือผมจำเป็นต้องไปเรียนรู้โปรแกรมนี้ด้วยตัวเองแล้วนำมาถ่ายทอดให้ลูกน้องทั้งแผนกรับรู้ ฉะนั้นคนที่ทำหน้าที่หัวหน้าชุดจะต้องเข้าอบรมเอง    1 คอร์ท
                       ระรินมองเหมือนไม่เชื่อในคำพูดแต่ในที่สุดก็อ่อนลงไปเมื่อเห็นสายตาเว้าวอน มิวายแอบบ่นว่าผมต้องรีบกลับมาช่วยดูลูกกบกับลูกออดเร็วไว ผมพยักหน้าตีสีหน้าเรียบนิ่ง ทั้งที่ในใจร้องตะโกนเสียงดังกึกก้องไปหมด
                      “ พี่รับตั๋วรถแบบไปกลับไว้ไหมคะราคาจะถูกลงอีก30 บาท ..”
                         “ ครับได้ครับ ..”
                         ผมตอบไปอย่างไม่ทันคิดสะดุ้งเพราะสะดุดความคิดตัวเองก่อนจะยื่นแบงก์สีม่วงให้พนักงานขายตั๋วเอื้อมมือไปรับเงินทอนคืนมา รีบจะเดินขึ้นรถตามหมายเลขที่นั่งที่เลือกไว้ ดึงม่านสีน้ำเงินด้านข้างลงเพื่อปิดแสงสาดจ้าเข้ามาเอนตัวลงนอน ล้วงหยิบเครื่องเล่นไอพอดขึ้นมาหูฟัง กดเปิดเพลงที่ผมกับพี่แมวชอบร่วมกัน
 
... โปรดจงโอบกอดฉันเอาไว้ให้มั่นที่รักคงมีสักวันที่ฉันจะอยู่เคียงข้างเธอ แต่หากตอนนี้ยังคงละเมอ เพ้อถึงเธออยู่ร่ำไป วับวาดู วับวาดู วา ฮู้เย้ เย เยเย้
ในกลางคืนฉันเฝ้ามองดูดาวสุกกสกาวเหมือนเพชรในราตรีคืนนี้
กลุ่มเมฆขาวสวยงามเห็นแบบนี้คงจะดีถ้าหากมีเธอเคียงข้างกาย
ที่รักจ๋า .. เธอจำได้ไหมว่าเคยสัญญาว่าจะรักฉันตราบสิ้นชีวาอาลัย
ฉันรักเธอ ... รักเธอคนเดียวตลอดไปไม่มีวันเปลี่ยนใจ แม้โลกสลายไปตรงหน้า จะขอบูชารักเดียวตลอดไป
เพราะรักเธอเพียงคนเดียว .. ตลอดไป
รักฉันมั่นเพียงเธอ .. ตลอดไป
 
                           ผมหลับตาพริ้มเคลิ้มไปกับเสียงเพลงที่ก้องกังวานอยู่ในหูฟังจนเวลาล่วงผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกตัวเพราะกำลังจมอยู่ในภวังค์ฝัน
                              กระทั่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวของผู้โดยสารที่อยู่ด้านข้างดังขึ้นมา บ้างก็โทรศัพท์ บ้างก็พุดคุยปัญหาครอบครัวบ้างก็นัดหมายมารับที่หน้าชานชาลา บ้างนั่งนิ่งๆเหมือนกำลังปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับเรื่องราวข้างหน้าของเมืองกรุงเทพ สารพัดสารพันรูปแบบชีวิตในรถโดยสารปรับอากาศชั้นหนึ่งเที่ยวนี้
                            เหลียวมองรอบตัวถึงรู้ว่ารถปรับอากาศคันนี้ได้มาถึงสถานีขนส่งหมอชิตแห่งใหม่เรียบร้อยแล้วโดยสวัสดิภาพ
                           ผมปิดเครื่องเล่น แล้วถอดหูฟังออกเอื้อมมื้อไปหยิบกระเป๋าเป้ใบหย่อมข้างตัวสะพายบนไหล่แล้วเข้าแถวทยอยเดินลงไปข้างล่างที่มีพนักงานต้อนรับรับไหว้อย่างนอบน้อม
                          เสียงตะโกนโหวกเหวกเรียกของรถตู้โดยสารกับรถแท็กซี่ดังเซ็งแซ่ ผมไม่สนใจอะไรรีบเดินลิ่วไปยังท่าจอดรถเมล์สาย59 หรือสาย 138 เพื่อไปต่อรถใต้ดินที่สถานีจตุจักรที่ห่างออกไปประมาณสองกิโลเมตร
                          พอหย่อนก้นลงที่เบาะรถเมล์ ผมเอนตัวลงไปนอนด้วยความเหนื่อยอ่อน
                        แต่เสียงแก๊บ แก๊บ ดังขึ้นข้างตัวให้ได้รำคาญ ผมลืมตาขึ้นมาดูก็เห็นคนเก็บตั๋วมาดทอมกำลังจ้องมองมาพอดี “ จะไปไหน ...”
                      น้ำเสียงห้วนๆฟังขัดหูพาลอารมณ์เสียของเจ๊ทอมบอยทำเอาผมเครียดตั้งแต่เริ่มต้นมาเยือนเมืองหลวง “ จตุจักร .. กี่บาทครับ ..”
                        อาเจ๊ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ตีสีหน้าเหมือนกำลังรำคาญผมเต็มแก่ตอบออกมาอย่างเสียไม่ได้
                       “ 8 บาท ไม่รู้หรือไง ..”
                       ผมเริ่มจะควบคุมตัวเองไม่อยู่ มันจะอะไรกันนักหนากะอีแค่สอบถามราคาค่าตั๋วทำเป็นดุและรำคาญเหมือนไม่ใช่ผู้โดยสาร แต่ก็อดกั้นเอาไว้ได้ รีบล้วงเหรียญบาทส่งไปให้อย่างรวดเร็วเพื่อพ้นปัญหาไปก่อน
                        สาวทอมบอยท่าทางไม่เป็นมิตรยังยักคิ้วให้ผมแล้วเดินไปนั่งข้างคนขับผิวปาก หัวเราะร่วน เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา
ผมกลับเคร่งเครียดหน้านิ่วคิ้วขมวด อารมณ์โกรธยังไม่ยอมสงบลง สงสัยการมาเยือนเมืองกรุงครั้งนี้จะไม่ราบรื่นเสียแล้วสินี่
พอมองเห็นที่นั่งในรถไฟใต้ดิน ผมรีบก้าวไปพร้อมทรุดตัวลงนั่งท่ามกลางผู้โดยสารคนอื่นๆอีกนับสิบอากาศเย็นฉ่ำปะทะหน้าจนรู้สึกสบายตัวขึ้นมาอย่างประหลาด.. รถใต้ดินวิ่งได้เงียบเชียบไม่มีเสียงอะไรลอดดังมาเลยให้ได้ยินเลย
                         อารมณ์ดีผมเริ่มดีขึ้นจนมีเวลาเหลียวมองสำรวจผู้คนรอบตัว ก็เห็นว่าทุกคนเอาแต่ก้มมองมือถือมากกว่าจะพูดคุยกัน ถึงแม้จะอยู่ใกล้แค่ไหนก็ตามก็ไม่พูดจากัน
                          มือถือที่ทุกคนใช้เป็นมากกว่ามือถือ เป็น smartphone ที่สนองตอบความสะดวกแทบทุกอย่าง 
                    ผมเป็นคนบ้านนอกอยู่จังหวัดอันไกลโพ้น ก็เพิ่งจะเห็นกับตาเดี๋ยวนี้เองว่าคนเมืองกรุงพูดคุยกันน้อยลงอย่างที่เป็นข่าวจริงๆทุกคนมัวสนใจในมิตรภาพอันปลอมๆบนโลกออนไลน์นั่นเอง
                     มันเป็นเรื่องจริงหรือไม่ที่โลกเสมือนจริงสวยงามดังฝันที่ทุกคนกำลังหมกมุ่นอยู่ ตอนนี้กำลังจะครอบครองโลก
                         ไม่ต้องดูตัวอย่างไกลเลย ดูผมตอนนี้สิกำลังตามหาอะไรสักอย่างที่ไม่รู้ว่าจะมีจริงหรือเปล่าในทางข้างหน้าค้นหาคว้าเงากันต่อไป
-----------------------------------
                               ผมมาถึงสถานีรถไฟฟ้าด้านหน้าห้างสยามพารากอนแล้วพอประตูเปิดออกผู้คนก็กรูออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็วเหมือนกลัวจะประตูปิดก่อนที่จะได้ออก.. ผมรีบถลันออกไปพร้อมผู้คนกลุ่มใหญ่กลุ่มสุดท้ายที่มีทั้งเด็กเล็กพ่อ แม่ คนแก่คนชรา นักเรียน เดินจ้ำเข้าไปอาคารตึกสูงใหญ่แอร์เย็นฉ่ำที่ชื่อ ..สยามพารากอน
คนกลุ่มใหญ่เดินเข้าประตูห้างไปอย่างเร่งรีบเคลื่อนตัวไปข้างหน้าเหมือนกระแสคลื่นในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ผมสัมผัสอากาศเย็นฉ่ำข้างในห้างแตกต่างจากข้างนอกราวฟ้ากับเหว
คนเดินห้างเดินสวนกันไปมาเหมือนเดินอยู่บน catwalk ผมก้มมองสำรวจตัวเองก็ไม่เห็นแปลกแตกต่างคนอื่นเท่าใดนัก เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนส์สีน้ำเงินเข้มตัวโปรด.. แค่นี้ก็เอาอยู่
                           ผมไม่อ้วนลงพุง รอบเอววัดได้ 29 นิ้ว ความสูงประมาณ 175 เซนติเมตร น้ำหนัก69 กิโล กำลังเป็นชายวัยกลางคนที่ดูดีในสายตาคนหลายคน นั่นคงรวมพี่แมวด้วยคนหนึ่ง
                          พอเดินไปเดินมาก็รู้สึกเวียนหัวและปวดเมื่อยแขนขาไปหมด ข้าวของที่หิ้วอยู่เริ่มสำแดงเดชหนักอึ้งจนแทบต้องลากไปกับพื้นห้าง นี่ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว จึงหยิบมือถือกดสายปลายทางหาพี่แมวคนสวยก่อนเป็นอันดับแรก
                       “ พี่แมว .. ตอนนี้ผมมาถึงแล้วนะ ..พี่ออกมาจากคอนโดหรือยังครับ”
                        เธอไม่ตอบ แต่ส่งเสียงหัวเราะคิกคักปลายสาย จนผมอยากกดสายทิ้งเพราะอารมณ์กำลังจะเสียอีกรอบ
                       “ แหม .. อย่าเพิ่งอารมณ์บูดไปซิจ๊ะพ่อหนุ่มน้อยของพี่.. ล้อเล่นขำขำน่ะที่รัก ..”
                    ผมถอนหายใจอีกครั้งแล้วถามต่อไปว่า “พี่มาถึงหรือยัง ผมเดินจนทั่วห้างแล้วนะครับ ตอนนี้ไม่รู้จะไปตรงไหนต่ออีกแล้ว ..”
                   “ ใจเย็นสิคะ .. ตอนนี้รู้สึกว่าพี่นั่งอยู่ข้างหลังยอดนะฮ่ะฮ่ะ ”
                      ผมหันรีหันขวางมองไปซ้ายขวารอบตัว ก็เห็นเก้าอี้ว่างสองสามตัวแต่พอมองไปไกลกว่านั้นก็สะดุดตากับสาวสวยหน้าใสสวมแว่นตาสีดำแต่งตัวล้ำสมัยด้วยเดรทสั้นสีดำแขนกุดแต่งหน้าเข้มด้วยเครื่องสำอางชั้นดี ยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว คนนี้แน่ล่ะพี่แมวแสนสวย
                      ผมยิ้มรับรอยยิ้มอันละลายใจของเธอแล้วหอบของฝากและกระเป๋ารี่ตรงไปหา ยกมือไหว้ ก่อนจะหลบสายตาคมที่จ้องมองมาพร้อมรอยยิ้มที่มุมปากเหมือนจงใจยั่วเย้าเป็นพิเศษ
                      “ เป็นยังไงเดินทางเหนื่อยไหมจ๊ะยอด ..”
                        ผมวางกระเป๋าไว้บนโต๊ะก่อนจะทรุดตัวลงไปนั่งตอบคำถามไปว่า“ ก็พอสมควรครับตอนนี้ผมหิวข้าวมากเลย มีอะไรพอจะเหลือบ้างก็ไม่รู้ ..” ผมเหลียวไปดูร้านอาหารที่อยู่รอบตัวก็เห็นว่าหลายร้านกำลังจะปิด
                         “ อุ๊ย .. หนุ่มบ้านนาหิวข้าว ” เธออุทานทำเสียงเล็กเสียงน้อยน่ารัก
                        “ ออกมาจากบ้านตีห้า ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยครับพี่..”
                      “ นี่แหละน้า .. สวรรค์ลงโทษคนกระทำความผิดหนีเมียมาลัลล้าที่กรุงเทพพี่เข้าใจแล้วจ๊ะ นี่คูปองอาหารพี่ซื้อไว้แล้ว เลือกกินได้เลย อาหารตามสั่งก็อร่อย อย่างอื่นก็พอทานได้นะ..”
                          ผมหยิบคูปองแล้วตรงไปซื้ออาหารเป็นข้าวมันไก่ราชวงศ์ดูสะอาดน่ากินก๋วยเตี๋ยวหมูทรงเครื่องเซลล์ชวนชิมและลูกชิ้นชาววัง 10 ไม้ น้ำเปล่า 1ขวดพร้อมน้ำแข็งเดินกลับมาที่โต๊ะก็มองเห็นพี่แมวกำลังค้นถุงของฝากอย่างไม่สนใจอะไรรอบตัวอยู่
                           พอเธอมองเห็นผมพี่จึงหยุดรื้อแล้วหยิบเครื่องสำอางมาเติมปะแปะไปตามใบหน้าเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมแกล้งลงมือรับประทานอาหารอย่างหิวโหยทั้งที่ในใจคิดถึงแต่เรื่องที่เห็นเมื่อครู่
                         เราสองคนเดินดูของใช้ราคาแพงๆหลายอย่าง .. พี่แมวกว้านซื้อไปเกือบทุกอย่างด้วยเช่นกัน
                   ผมยังสงสัยว่าเธอไปร่ำรวยมาจากธุรกิจอะไร ..ทำไมถึงจับจ่ายซื้อราคาแพงได้อย่างง่ายดาย ไม่สะดุ้งสะเทือนกระเป๋าเหมือนผมที่มองดูข้าวของเหล่านี้อย่างอิจฉาอยากได้เป็นเจ้าของ
                   พี่แมวพาผมเดินลัดเลาะออกมาทางหลังห้างฯ ดุ่มเดินไปเรื่อยตามถนนที่มีการจราจรแออัด ผ่านสถานีรถไฟฟ้ามาแล้วสองสถานีก่อนที่เธอจะพาเดินแวะเข้าซอยเล็กๆติดถนนใหญ่ .. เราต้องเดินเข้าไปข้างในลึกพอสมควร
                   “ พี่กำลังหาอะไรครับ .. เห็นเดินวนไปวนมาแถวนี้สองสามรอบแล้ว”
                   “ หาโรงแรมราคาย่อมเยาไงจ๊ะยอด ..พี่เคยมาแถวนี้ครั้งหนึ่งแต่จำได้ไม่แม่น น่าจะอยู่แถวนี้แหละ ..”
                     ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ ไม่เข้าใจในพฤติกรรมของเธออีกครั้งเพราะไอ้การที่ต้องหิ้วถุงของฝากใบโตกับกระเป๋าเสื้อผ้าเดินไปมาสามรอบจากปากซอยยันท้ายซอย.. อยู่แบบนี้หลายซอย คงไม่ใช่เรื่องสนุกแน่ๆ
                    “ ผมว่าเราเลือกโรงแรมที่อยู่หน้าปากซอยดีไหมครับพี่ .. เรื่องค่าห้องผมจัดการเอง ..”
                     พี่แมวยิ้มสวยเช่นเคยพูดออกมาว่า “ยอดสรุปตั้งแต่แรกก็คงไม่ต้องเดินให้เมื่อยแบบนี้หรอก ..”
                      ผมกดอารมณ์พุ่งพล่านที่เกิดขึ้นแล้วรีบเดินไปยังโรงแรมเมืองพลที่ตั้งอยู่ปากซอยในทันทีผลักประตูเข้าไปติดต่อพนักงานต้อนรับ จ่ายเงินค่าห้องแล้วกดลิฟท์ขึ้นไปห้อง 401 ชั้น 4  ทันที
                      พี่แมวขออาบน้ำก่อน ตัวผมปล่อยใจไปกับโทรทัศน์ที่ตั้งอยู่ปลายเตียงนอนสีขาวล้วนกดช่องเคเบิ้ลทีวีร่วม 100 ช่องเลื่อนไปเรื่อยๆพร้อมกับกดเร่งเปิดเสียงให้ดังสุดเพื่อจะแข่งกับเสียงรถไฟฟ้าที่อยู่ด้านนอกห่างไปไม่ถึงยี่สิบเมตร
                           ความเย็นที่สาดมาจากเครื่องปรับอากาศดูไม่เย็นฉ่ำสมกับราคาค่าห้องพักราคา800 บาทเลย
                          ตอนนี้รู้สึกหงุดหงิดใจอยู่หลายเรื่องหนึ่งในนั้นคือเรื่องพฤติกรรมอันไม่น่ารักของพี่แมวในวันนี้
                            ผมเคยคิดในใจว่าเธอคงมีฐานะร่ำรวย นิสัยไฮโซ มีเงินทองมากพอจะเจือจานทดแทนความยากจนของผมได้บ้างไม่มากก็น้อยซึ่งก็ขอยอมรับอย่างแมนๆลูกผู้ชายๆได้เลยว่าผมหวังเงินทองจากเธอมากกว่าอื่นใด สู้อุตส่าห์นั่งรถโดยสารโกหกภรรยามาไกลถึงที่นี่ด้วยความยากลำบาก แถมต้องออกเงินจ่ายค่าห้องในโรงแรมโกโรโกโสแห่งนี้ด้วยราคาแพงแสนแพงซึ่งถ้าเป็นแถวบ้านผมจะราคาสูงสุดไม่เกิน 350 บาทต่อหนึ่งคืนเท่านั้น
                            ประตูห้องน้ำถูกเปิดออกมาอย่างแรง ทำเอาผมสะดุ้งตกใจเพราะคิดอะไรอยู่เรื่อยเปื่อย
                              พี่แมวยืนพิงผนังยิ้มหวานในผ้าขนหนูชิ้นเดียว รูปร่างอวบอั๋นผิวขาวเนียนสะอาดเต่งตึงไปทุกส่วนสัดเหมือนจะแตกปริออกมาดูไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นหญิงวัยกลางคนอายุ 45 ปีเลยให้ตายเถอะ
                                 เธอเดินตรงเข้ามาหาผมที่กำลังกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็นด้วยลีลาชมดชม้อยเต็มไปด้วยจริตสาวที่ปรุงแต่งและประดิษฐ์ขึ้นมาอย่างเปี่ยมเสน่ห์กระดังงาลนไฟ
                            “ พร้อมจะกินพี่หรือยังจ๊ะพ่อหนุ่มน้อย..”
                              ผมหน้ามืด วิงเวียนศรีษะ ตาลายตัวสั่นเหมือนกำลังหิวน้ำกลางทะเลทราย รีบกระโจนเข้าใส่ร่างพี่แมวที่นอนทอดกายบนเตียง ใจเต้นสั่นระรัวจนเวลาผ่านไปสักครู่ใหญ่ผมเพิ่งรู้สึกว่าตัวเองและพี่แมวไม่มีเสื้อผ้าติดตัวแม้แต่ชิ้นเดียว
                                                                                                                          ---------------------------------------
                         เสียงนาฬิกาปลุกจากมือถือที่ตั้งไว้สั่นดังขึ้นมาเบาๆทำเอาผมที่เผลอหลับใหลไปด้วยความเหนื่อยอ่อนจากภารกิจพิเศษอันยาวนานเกือบทั้งคืนต้องตื่นมาเมื่อรถโดยสารปรับอากาศชั้นหนึ่งคันนี้แล่นออกนอกกรุงเทพแล้ว .. เสียงพนักงานต้อนรับสาวสวยเรียกอยู่ใกล้ตัวขณะผมจะหลับงีบอีกรอบ
                         “ รับน้ำโค้กหรือกาแฟดีค่ะพี่ ..”ผมงัวเงีย ขยี้ตามองน้องคนสวยอีกรอบ ก่อนจะเรียกสติกลับมาอีกครั้ง
                        “ ขอน้ำเปล่าไม่ใส่น้ำแข็งสามแก้วครับ ..”
                           เธอมองผมอย่างงุนงง คงแปลกใจว่าทำไมผมถึงต้องสั่งน้ำเปล่ามาตั้งมากมายขนาดนั้นผมเลยต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า
                              “ คือ .. อ่า พี่หิวน้ำมากกว่าปกตินี่แหละครับ..”
                             คำอธิบายโง่ๆดูเหมือนจะไม่ได้ทำให้เธอเชื่อเลยสักนิด แต่หน้าที่บริการก็ต้องบริการ ก่อนเธอยื่นแก้วน้ำเปล่ามาให้จนครบผมหลับตาลงอีกครั้งหลังจากดื่มน้ำหมดไปสองแก้ว
                                   มานึกถึงกิจกรรมเข้าจังหวะกับพี่แมวที่เสร็จสิ้นในเวลาเช้าตีห้าครึ่งแล้วในสั่นหวิว
                            เธอถึงกับนอนสลบไศล เรียกปลุกยังไงก็ไม่ตื่นอยู่บนที่นอนสีขาวหนานุ่มหลังจากผ่านศึกเสน่หามาถึง 5 ครั้งในคืนเดียวนี้
                          ตอนนั้นผมมองเห็นช่องทางและจังหวะอะไรบางอย่าง ..จึงเร่งรีบเก็บของที่จำเป็นออกจากโรงแรมแห่งนี้อย่างรวดเร็วเหมือนกลัวเธอจะตื่นขึ้นมา
บอกตรงๆว่าทนไม่ไหวกับความอยากในเพศรสของเธอกับความเอาแต่ได้ที่เกินพอดีด้วยอีกอย่าง
                         ความหอมหวาน ความถวิลหา โหยไห้ ความท้าทายให้ก้าวข้ามผ่านม่านศีลธรรมประเพณีที่ผมลงมือทำดูไม่คุ้มค่าอะไรเลยสักนิด เสียทั้งเวลา เสียทั้งความรู้สึกที่มีต่อกัน
                        สุดท้ายก็มีแต่ความว่างเปล่าคว้าได้แต่เงาลวงอันจอมปลอม
                          แต่ถ้าคิดในอีกแง่หนึ่งบทพิศวาสของเราก็สุดจะยอดเยี่ยมทั้งรุกและรับเหมือนศิลปะชั้นดีที่สอดประสานกันลงตัว เหมือนคลื่นในทะเลที่โหมกระหน่ำ แรกเริ่มราบเรียบ ไปกระแทกกระทั้นเอาตอนกลางจนถึงบ้าคลั่งโหมกระหน่ำรุนแรงถึงขีดสุดในตอนจบ
                          จนสุดท้ายก็เหนื่อยล้าและผล็อยหลับไปอิ่มเอมความสุขกันทั้งสองฝ่าย
                            ผมเอื้อมหยิบน้ำอีกแก้วมากระดกจนหมด ก่อนจะนึกถึงใบหน้าอันเรียบนิ่งของระรินภรรยาของผมที่ตอนนี้คงกำลังยืนรอที่สถานีขนส่ง .. เธอคงดีใจที่ผมกลับบ้านมาอย่างปลอดภัย
                             แต่เธอจะรู้ไหมว่า ..สามีเธอคนนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
                                                                                                                                  --------- จบตอน ------------