วิหคผืนฟ้า หมาป่าแผ่นดิน บทที่ ๑ (๑)

Author: 
เสวี่ยอวี้ถาน
ประเภท: 
นิยาย

(บทอารัมภ์ : ของวิเศษนำทาง โชคชะตาไร้ทางเลือก http://www.sakulthaionline.com/?q=story/9230  )
 
บทที่ ๑ ลูกนกพลัดหล่น สุขสงบใช่ไร้ทุกข์โศก (๑)
 
เพิ่งล่วงเข้าปีที่ ๒ ในรัชสมัยของฮ่องเต้ซวี่ห์ลี่ ข่าวดีที่ทุกผู้ต่างรอคอยก็มาถึง เมื่อม้าเร็วจากชายแดนควบขับผ่านตรงสู่วังหลวง และทูลเกล้าถวายรายงานต่อฮ่องเต้ถึงชัยชนะอันเด็ดขาดต่อชนเผ่านอกด่านโดยรอบ
 
จักรพรรดิหนุ่มผู้เพิ่งขึ้นครองราชย์ปลาบปลื้มใจ เช่นเดียวกับปวงประชาแย้มยิ้มยินดี ทว่าเหตุผลนั้นผิดแผกกันโดยสิ้นเชิง
 
สำหรับฮ่องเต้องค์ใหม่ การชนะศึกที่ยืดเยื้อมาแต่รัชกาลก่อนอันเป็นสมัยพระบิดา หลังจากที่พระองค์เพิ่งขึ้นครองราชย์ได้เพียงปีเศษ นับเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ อีกทั้งชนเผ่านอกด่านยังเป็นเสมือนกึ่งกลางของพรมแดนอย่างไม่เป็นทางการระหว่างแคว้นของพระองค์กับแคว้นข้างเคียงโดยรอบ การกำราบชนเผ่าเหล่านี้ได้เด็ดขาด แม้จะทำให้ชายแดนของอาณาจักรแทบจะอยู่ในภาวะตั้งประจันหน้ากับแคว้นอื่น แต่ก็ทำให้พระราชอำนาจของพระองค์ครอบคลุมรอบอาณาจักรเบ็ดเสร็จขึ้น ไม่ต้องห่วงปัญหาบุกรุกปล้นสะดมตามเมืองชายแดน หรือปล้นขบวนพ่อค้าที่ออกไปนอกด่านและแคว้นอื่นอีกต่อไป
 
กล่าวได้ว่า...นับแต่นี้เป็นต้นไป แคว้นของพระองค์จะเป็นผู้ทรงอำนาจที่สุดในเส้นทางชายแดนระหว่างแว่นแคว้น และย่อมหมายถึงรากฐานอันมั่นคงของกองทัพที่จะถูกปักหลักไว้นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป....เพื่อหนทางแห่งการขยับขยายในอนาคต !
 
ทว่าสำหรับยามนี้ ฮ่องเต้หนุ่มไม่มีพระราชประสงค์จะกระทำการใดเพิ่มเติม ทรงถ่ายทอดรับสั่งชมเชยพร้อมปูนบำเหน็จแม่ทัพขุนพลทุกท่าน รวมทั้งนายทหารทุกคนที่ร่วมศึกสงครามครั้งนี้ และมีรับสั่งให้เฉลิมฉลองเป็นการยิ่งใหญ่ทั่วทุกหัวเมืองเขตปกครองเป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืน พร้อมแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ให้ชาวบ้าน แจกจ่ายเสบียงอาหารแก่ผู้ยากไร้ ให้ประชาชนทุกคนได้ร่วมยินดีกับชัยชนะอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้
 
หากสำหรับประชาชนทุกคน สิ่งอันน่ายินดีมิได้มีเพียงการเฉลิมฉลองที่ทางการออกประกาศมาเท่านั้น แต่เป็นความหวังอีกประการหนึ่งที่ทำให้หลายครอบครับตระเตรียมปัดกวาดบ้าน ตระเตรียมผ้าผ่อน พลางจับจูงคนในครอบครัวรุดมารอที่ประตูเมืองบ้าง ปากทางเข้าหมู่บ้านบ้าง ตามแต่สถานที่และความสะดวกทันทีที่ได้ยินข่าว
 
ปราศจากศึก ไร้สงคราม ไม่ได้หมายถึงเพียงความรุ่งเรือง ไม่ได้หมายถึงเพียงเส้นทางการค้าอันสามารถเดินทางอย่างปลอดโปร่ง แต่สำคัญที่สุด คือหมายถึงครอบครัวที่พลัดพรากจากกัน ในที่สุดจะได้พบปะหน้ากันอีกครั้งแล้ว
 
สงครามกับนอกด่านแท้จริงดำเนินเรื้อรังสืบเนื่องมาแต่รัชกาลก่อนสู่ปัจจุบัน กินเวลากว่า ๗ ปี ไพร่พลที่ถูกเกณฑ์ไปไม่ใช่เพียงแค่ครั้งเดียว แต่จนบัดนี้ในสายตาชาวบ้านยังไม่มีใครกล้านับครั้งจริงจัง นอกจากก้มหน้าเงี่ยหูสดับข่าวสงครามและรอคอยเวลาสิ้นสุด ให้ลูกหลานกลับคืนถิ่นเกิด
 
หมู่บ้านหลิวซุ่ยก็เช่นเดียวกับแห่งอื่นๆ หลังจากประกาศชัยชนะ การเฉลิมฉลองสิ้นสุดแล้วก็สิ้นสุดกัน ที่รับของก็รับไปใช้หมดสิ้นหรือไม่ก็ช่าง สิ่งที่ผู้คนพะวงห่วงหา แทบทุกวันจะมีคนดักคอยคนที่เข้าไปในตัวอำเภอหรือผ่านจากตัวเมือง ไต่ถามข่าวคราวการเดินทางของเหล่าทหารหาญที่กลับจากสมรภูมิว่าเดินทางรุดมาใกล้แล้วหรือไม่
 
ที่สุดเพิ่งเมื่อวานนี้ พ่อค้าผู้หนึ่งเพิ่งกลับจากในเมืองเล่าว่า ผู้ดูแลเมืองเตรียมการต้อนรับนายทหารที่ได้รับการปูนบำเหน็จเป็นถึงนายทหารคุมกำลังร้อยคนผู้หนึ่ง ฟังว่าเป็นลูกหลานของคนหมู่บ้านข้างๆ ทำให้พ่อแม่มันที่ถูกรับตัวไปเตรียมรอรับขวัญบุตรชายที่ในเมืองตื่นเต้นจนน้ำหูน้ำตาไหล
 
มีข่าวคราวของคนในหมู่บ้านอีกสองสามคนมาพร้อมกันด้วย คนหนึ่งฟังว่าได้ตำแหน่งเป็นนายทหารคุมกำลังสิบคน ส่วนอีกสองคนยังได้ปูนบำเหน็จเป็นเงินไม่น้อย แต่ผู้อื่นนอกจากนั้นแล้วยังไม่มีใครทราบรายละเอียด
 
"ไม่นับเป็นเรื่องแปลกประหลาดอันใด" เฒ่าเฟิงได้บอกกล่าวกับเด็กๆ ทั้งที่ความจริงมันไม่ได้แก่เฒ่าถึงเพียงนั้น ใบหน้ายังแลดูอายุเพียงสามสิบเศษ แต่ผมกลับมีเป็นสีขาวแทบจะหมดศีรษะ ผู้คนฟังกันว่ามันเคยล้มป่วยเมื่อเด็กๆจึงมีอาการเช่นนี้ และการป่วยครั้งนั้นทำให้มันร่างกายไม่แข็งแรง ทำงานหนักไม่ได้ กิจธุระใดในบ้านล้วนกลายเป็นภรรยามันควบคุม ส่วนตัวมันเองจัดการเรื่องราวในบ้านเล็กๆน้อยๆ กับอบรมบุตรชายน้อยคนที่สี่ ที่เพิ่งจะอายุได้ ๖ ขวบปี
 
ผู้คนมักกล่าวว่าสวรรค์ปราณีเฒ่าเฟิงไม่น้อย แม้ร่างกายมันไม่แข็งแรง แต่ภรรยารักใคร่มัน คอยดูแลปรนนิบัติทำการงานไม่ให้มันลำบาก หนำซ้ำทั้งคู่ยังมีลูกด้วยกันถึง ๕ คน ล้วนขยันขันแข็งเอางานเอาการ ไม่มีผู้ใดทำให้พ่อแม่ลำบากใจแม้แต่นิด
 
แต่อาจบางที สวรรค์อาจกริ่งเกรงคำกล่าวนั้นเป็นจริง เมื่อสามปีก่อน บุตรชายคนโตเพิ่งอายุได้ ๑๕ ปี ยังไม่ทันได้กินข้าวฉลองด้วยกัน ก็ต้องจากไปรายงานตัวที่อำเภอเพื่อเข้าร่วมสงคราม หลงเหลือไว้แต่ธิดาคนรองและคนที่สามที่อ่อนกว่าพี่ชาย ๓ ปี กับ ๗ ปีสองคนเป็นกำลังหลักในการทำไร่ไถนาแทน
 
มาปีนี้บุตรสาวสองคนของมัน คนหนึ่งเจริญวัยสมควรปักปิ่น ตระเตรียมเป็นเจ้าสาวได้แล้ว รูปโฉมของนางก็ไม่นับว่าขี้ริ้ว แต่กลับไม่แยแสชายใด เพียงก้มหน้าทำงาน เอ่ยให้คนในครอบครัวได้ยินเท่านั้นว่า
 
"เป็นน้องสาว ไหนเลยกล้าออกเรือนก่อนพี่ใหญ่ ไม่สู้รอให้พี่ใหญ่กลับมา ตบแต่งภรรยาให้เป็นเรื่องราวก่อน ค่อยถึงคราวของผู้บุตรจะดีกว่า"
 
เฒ่าเฟิงไม่อาจกล่าวคำใดได้ มันผ่านโลกมานานกว่านั้น ทราบดีว่าทุกเรื่องราวที่มาดหมาย บางทีอาจถึงเก้าในสิบ.....ล้วนไม่อาจสมหวัง
 
แต่มันก็ยังบอกต่อเด็กน้อยข้างบ้าน ที่มาเล่าว่าเห็นมารดาตนแอบซับน้ำตา เมื่อได้ยินแต่ข่าวคราวลูกหลานผู้อื่น หากปราศจากข่าวของลูกตน
 
"ธรรมดาแล้ว มีแต่นายทหารที่มีผลงานโดดเด่นเท่านั้น จึงจะได้รับการบอกเล่าข่าว และตระเตรียมต้อนรับ หากเป็นเพียงทหารเดินเท้าชนชั้นสามัญ ไหนเลยได้รับการจารึกชื่อเสียงเรียงนาม คงได้แต่เดินกลับมาบ้านพร้อมเงินเล็กๆน้อยๆ ไม่เป็นที่น่าสนใจของขุนนางใหญ่ก็เป็นได้"
 
เด็กน้อยเบิ่งนัยน์ตากลมโตมองท่านผู้เฒ่า พยายามจดจำคำพูด เฒ่าเฟิงยินดีพูดทวนให้มันฟังซ้ำอีกครั้ง เพื่อให้มันได้ไปบอกมารดาของตนที่คงจะแอบนั่งร่ำไห้อยู่ที่มุมใดในบ้าน
 
เด็กน้อยจดจำคำนั้นและจากไป เหลือเพียงผู้เฒ่าทอดถอนใจ กับข่าวคราวบุตรชายตนเองที่ไร้เค้าลางเช่นกัน
 
"บิดา" พลันเสียงที่คุ้นเคยได้ดึงมันกลับมา ให้ละลมหายใจอันอ่อนล้านั้นไป ปั้นแต่งเป็นใบหน้าสดใสไร้ทุกข์โศกต้อนรับร่างปราดเปรียวของเด็กหญิงวัยสิบขวบที่วิ่งถลามาอย่างตื่นเต้น "บิดา นี่...มีคนบอกว่าบ่ายนี้ทุกคนน่าจะกลับมาถึงบ้านของเราแล้ว !"
 
"แต่นี่เพิ่งรุ่งเช้า เจ้าจะรีบวิ่งไปไย" เฒ่าเฟิงลูบหัวบุตรสาวอย่างเอ็นดู "ตื่นเต้นยินดีเพียงนี้ หากบินมาบอกบิดาได้ เจ้าไม่ใช่โผบินมาแล้วหรือ เจ้าลูกนก"
 
เด็กหญิงแลบลิ้นทีหนึ่ง ก่อนกล่าวคล้ายแก้ต่างว่า
"บิดา แม้ท่านจะตั้งชื่อข้าว่าหลินเตียว (อินทรีดำ) แต่ข้ามีเพียงสองขาให้วิ่งก็ย่อมต้องวิ่ง ไหนเลยจะโผบินได้เล่า ?"
 
เฒ่าเฟิงหัวเราะให้บุตรสาวอีกครา ขณะที่เฟิงหลินเตียวยังเกาะแขนบิดาที่นั่งอยู่อย่างประจบ ร่ำร้องถาม
 
"บิดา ท่านจะไปรอรับพี่ใหญ่หรือไม่ ข้าจะพาท่านไปเอง พวกเราไม่สู้ไปรอรับพี่ใหญ่ตั้งแต่ปากทาง พี่ใหญ่มาแล้วจะได้เห็นเราโดยไวดีหรือไม่ ?"
 
รอยยิ้มของเฒ่าผู้ไม่ชรายังจุดประกายอยู่ ทว่าในดวงตากลับไม่อาจซ่อนเร้นความทุกข์โศกไว้ได้ ตอบคำบุตรี
"ยังเป็นเจ้าไปกับมารดาและพี่สาวของเจ้าเถิด บิดารออยู่ที่บ้านเห็นจะเหมาะกว่า"
 
"พี่รองไม่ยอมไป" เด็กหญิงทำปากยื่นเล็กน้อย "นางกล่าวว่าจะทำงานให้เสร็จสิ้นแล้วค่อยตระเตรียมกับข้าวของโปรดต้อนรับพี่ใหญ่ มารดาเองก็พลอยรวนเรไปด้วย"
 
ใจของผู้เป็นพ่อยอกแสยงวูบ ไยมิใช่ไม่ทราบ...ภรรยามันผ่านร้อนผ่านหนาวมาพร้อมมันเนิ่นนานเพียงนี้ ส่วนหนึ่งในใจคงได้ตระเตรียมเผื่อรับเรื่องราวไว้แล้ว แต่ด้วยวิสัยผู้เป็นมารดา ไหนเลยให้ตัดใจจากความคาดหวังได้
 
มันจึงเป็นผู้ตัดสินให้แทน
 
"เจ้าไปกับมารดาเจ้าเถิด บอกว่าเราผู้เป็นบิดาให้ไปเอง ส่วนพี่สาวเจ้าหากปรารถนาจะไปก็ไป ไม่ปรารถนาก็สุดแท้แต่ใจนาง..."
 
พูดมาถึงตรงนี้เฒ่าเฟิงอดไม่ได้ที่จะลอบถอนหายใจแผ่วเบา ไม่ว่าวันนี้ผู้ที่รอมาหรือไม่มา แต่ชะตากรรมของบุตรีคนรองของมัน สมควรกำหนดกล่าววาจากันให้เรียบร้อยได้แล้ว ไม่มีข้อให้หลีกเลี่ยงอีกต่อไป
 
มันเมื่อถอนหายใจ จึงหลบตาจากบุตรสาวอีกคน ไม่ทันได้มองให้ชัดเจนว่าในดวงตากลมโตสีดำดั่งตาลูกนก พลันสาดประกายบางอย่างอันไม่สมควรมีในดวงตาของเด็กหญิงวัยเพียง ๑๐ ขวบปีขึ้นมาวูบหนึ่ง
 
 
 
------------------------------------------------
 
ปากทางเข้าของหมู่บ้านหลิวซุ่ยแทบไม่มีอันใดแตกต่างจากในหมู่บ้าน ยังดีพอมีถนนทางหลวงเส้นหนึ่งทอดยาวมาจากตัวอำเภอเป็นเส้นทางคมนาคม บนปลายทางนั่นตั้งโรงเตี๊ยมเล็กๆแห่งหนึ่ง พอบริการสุราอาหารสำหรับผู้สัญจรไปมาให้ดับร้อนคลายกระหายได้
 
โดยปกติ เจ้าของโรงเตี๊ยมแซ่สูไม่ใช่คนใจคอคับแคบอันใด อย่าว่าแต่ในหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ ทุกคนพอคุ้นหน้าค่าตากันมาแต่ไหนแต่ไร ที่ยังเด็กก็เห็นมานับแต่รุ่นพ่อแม่ ที่รุ่นราวคราวเดียวก็เติบโตมาด้วยกัน ยามผู้คนผ่านไปมาบางวัน มันยังร้องเรียกให้มาดื่มน้ำชาโดยไม่คิดค่างวดอันใด ผู้คนก็ตอบแทนมันด้วยข้าวของเล็กน้อยที่ตนเสาะหาในวันนั้นบ้างเช่นกัน
 
หากในวันนี้ เจ้าของโรงเตี๊ยมแซ่สูยังใจกว้างกว่าทุกวัน มันตบแต่งภรรยาแล้วแต่มีลูกสาวเพียงคนเดียว อายุเพียง ๑๖ ปีเศษ นางยังไม่ได้แต่งงาน แต่มีพันธะหมั้นหมายแล้วกับคนในหมู่บ้านเดียวกัน เสียดายแต่คู่หมายของนางถูกเกณฑ์ไปในสงครามแต่เมื่อกว่า ๓ ปีก่อน จึงยังไม่จัดงานมงคลจนบัดนี้
 
มากระทั่งเมื่อวาน ในข่าวคราวของผู้คนที่พ่อค้านำมา หนึ่งในนายทหารที่ได้ปูนบำเหน็จอวยยศเป็นนายทหารคุมกำลังสิบคนนั้น ที่แท้คือว่าที่เขยขวัญของเจ้าของโรงเตี๊ยมแซ่สูนี่เอง ทั้งครอบครัวมันและครอบครัวสหายผู้เป็นบิดามารดาเจ้าหนุ่มล้วนยินดีเป็นล้นพ้น วันนี้โรงเตี๊ยมของคนแซ่สูจึงบริการน้ำชาให้กับญาติพี่น้องของผู้อื่นที่รุดมารอรับคนของตนโดยไม่คิดราคาใดเป็นการฉลอง
 
หลายคนแสดงความยินดีกับเจ้าของโรงเตี๊ยมและบิดามารดาของนายทหารผู้ได้รับการปูนบำเหน็จ สนทนายินดีกันครู่ ก็อดหันไปชะเง้อมองหาหมายจะเห็นเงาร่างที่คุ้นตาตนปรากฏออกมาบ้าง คนแซ่สูก็ไม่ถือสาหาความอันใดด้วยเข้าใจเป็นอันดี มันยังแสดงความใจกว้างขึ้นอีก เมื่อเห็นหลายคนพาเด็กน้อยออกมารับพี่ชายของตนเอง จึงทำขนมเล็กน้อยให้เด็กๆนั่งกินกันพลางสรวลเสเฮฮากันพลาง
 
ภรรยาของเฒ่าเฟิงเองก็เพิ่งจูงบุตรีคนที่สามเดินออกจากบ้านมาถึง นางทราบแล้วว่า ว่าที่เขยขวัญของเจ้าของโรงเตี๊ยมได้รับการอวยยศปูนบำเหน็จ และเนื่องจากคนแซ่สูมีน้ำใจต่อผู้อื่น นางจึงเตรียมผักดองเล็กน้อยมาฝาก เป็นการแสดงน้ำใจต่อมัน
 
หากกับเด็กน้อยเช่นเฟิงหลินเตียวผู้เป็นบุตรีแล้ว ไหนเลยใส่ใจธรรมเนียมของผู้ใหญ่เช่นนั้น สองตาของเด็กหญิงพลันจับจ้องไปยังของกินเล่นที่เด็กคนอื่นๆกำลังร่วมลงมือจัดการอย่างแข็งขัน พลางถูไม้ถูมือแทบอยากปราดไปร่วมวงด้วย แต่ยังอดทนแหงนหน้ารอคำอนุญาตจากมารดาด้วยนัยน์ตาละห้อย
 
ความยินดีและคำถามไถ่ถูกแลกเปลี่ยนไหนเลยจบลงโดยง่าย เฟิงหลินเตียวถึงขนาดลอบกระตุกแขนมารดาเบาๆ ไม่คาดมารดาพลันลอบใช้มือหนึ่งตบหลังบุตรีน้อยอย่างไม่เบานัก ให้เด็กหญิงด้แต่ยืนก้มหน้านิ่งอย่างน้อยอกน้อยใจ ไม่กล้ามองวงกินขนมให้ยอกแสยงใจอีก
 
กลับเป็นเจ้าของขนมแซ่สูที่สังเกตเห็นท่าทางสองแม่ลูก มันหัวร่อฮ่าฮ่า พลางผายมือและกล่าวอย่างใจกว้าง
 
"อย่าได้มากธรรมเนียมกันเลย เรายังคงเป็นเพียงเจ้าของโรงเตี๊ยมเล็กๆหลังหนึ่ง เชิญท่านนั่งดื่มชาก่อนเถิด หลินเตียวเอ๋ย..." คนแซ่สูหันมาหาเด็กน้อยอย่างเอ็นดู "เจ้าอยากกินขนมหรือไม่ เราจะให้คนยกมาให้อีกจานหนึ่ง"
 
เฟิงหลินเตียวเงยหน้าและจุดรอยยิ้มอย่างโง่งมทันที ก่อนปะทะเข้ากับดวงตาเฉียบขาดของมารดาที่ถลึงมองมา ทำให้เด็กหญิงผงะแล้วรีบกล่าวคำ
 
"ขะ....ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ"
 
"อย่าได้เอาใจเด็กโง่งมผู้นี้มากนักเลย" นางเฟิงอดเอ่ยปรามไม่ได้ "มันอยู่ที่บ้านถูกบิดาเอาอกเอาใจจนแทบเสียคนแล้ว วันหนึ่งชอบหนีไปวิ่งเล่นหายไปทำให้เรามารดาและพี่สาวมันเป็นห่วง ที่แท้มันเพียงแอบไปงีบหลับในร่มไม้เท่านั้น ช่างกระไร..."
 
เจ้าของโรงเตี๊ยมแซ่สูกลับหัวร่อน้อยๆอีกครั้ง เห็นใบหน้าละห้อยของเด็กหญิงตัวน้อยแล้วให้อดนึกเอ็นดูไม่ได้ บุตรีมันเติบใหญ่แล้วทั้งยังเป็นแม่บ้านแม่เรือนถนัดทำกับข้าวกับปลา เป็นธิดาที่มันภาคภูมิใจ แต่ในส่วนลึกอดนึกเสียดายไม่ได้ที่ตนเองเพียงมีบุตรีคนเดียว เมื่อคู่หมายได้ดีกลับมา บุตรีแต่งออกไป คงเหลือมันอยู่กับภรรยาปราศจากลูกเล็กเด็กน้อยคลอเคลียให้ชุ่มชื่นหัวใจ
 
"อย่าว่ากล่าวเลย เด็กน้อยหลินเตียวยังเยาว์นัก สมควรกินก็กิน นอนก็นอนนับว่าประเสริฐแล้ว"
 
พูดจบมันไม่รอให้อีกฝ่ายเถียงคำ ร้องสั่งให้คนนำขนมออกมาอีกจาน
 
เฟิงหลินเตียวดีใจจนหน้าบาน นางพร่ำขอบคุณตั้งแต่เจ้าของโรงเตี๊ยมสือถึงผู้ที่ยกขนมมาให้นาง ก่อนถูไม้ถูมือไปมาเอื้อมไปหยิบขนมน่าอร่อยเตรียมส่งเข้าปาก
 
มิคาด นิ้วน้อยยังไม่ทันได้แตะลงบนชิ้นขนม รอบตัวกลับปรากฎเสียงอึงอล ตามด้วยเสียงโห่ร้อง เสียงร้องไห้แทบเหมือนเสียงภูตผีจนมันสะดุ้งแตกตื่น ชักมือกลับแทบไม่ทัน
 
"มาแล้ว..." ใครบางคนร่ำร้อง จากนั้นก็กลายเป็นเสียงคล้ายกู่ร้องบอกกันต่อไป "มาแล้ว ....กลับมากันแล้ว....โอ้ ลูกหลานเรา !!"
 
เฟิงหลินเตียวลอบยินดีที่ตนเองชักมือกลับทัน เพราะยามเสียงกู่ร้องนั้นแผ่ไป แม้แต่มารดาตนที่ปกติมันเยือกเย็นเสมอยังผุดลุกขึ้นสืบเท้าไปข้างหน้าสามก้าวคล้ายไม่อาจระงับอารมณ์ได้ในชั่วขณะ ก่อนชะงักงันไปอีกครั้งเมื่อเห็นมันจ้องมองไป คืนสู่ทีท่าสงบนิ่งยืนอยู่ที่เดิม ไม่ขยับวิ่งไปเบื้องหน้าเช่นผู้อื่น
 
เด็กน้อยหลินเตียวแทบทอดถอน มันความจริงไม่สมควรเข้าใจมารดา แต่ในบางครั้งชีวิตไม่อาจกำหนดได้ด้วยคำเพียงแค่ว่าควรหรือไม่ควร ดังนั้นมันไม่คิดมาก ยอมละเมิดความควรไม่ควรนี้สักครั้ง ยื่นมือออกไป
 
"มารดา เรารุดไปข้างหน้ากันบ้างเถิด" เสียงของมันไม่ได้กระตือรือร้นจนเกินไปอีก หากแฝงแววอบอุ่นแกมปลอบโยนคล้ายสายลมฤดูใบไม้ผลิ ค่อยแทรกลงไปในมือหยาบด้านของนางเฟิงที่ยอมให้บุตรีน้อยเกาะกุมและจับจูงพากันเดินไปเบื้องหน้าที่มีเงาร่างหลายร่างปรากฎขึ้น
 
มือของมารดาคล้ายเย็นเยียบลง แม้แต่ปลายนิ้วยังอดกดลงบนมือน้อยของเฟิงหลินเตียวคล้ายไม่รู้ตัว แต่เด็กหญิงก็ไม่เอ่ยทักท้วง เพียงจูงกันไป ออกไปเบื้องหน้าให้มากที่สุด เพื่อกวาดตามองหาคนที่รอคอย
 
สามปีก่อน เฟิงหลินเตียวเพิ่งอายุ ๗ ปี สมควรพอจดจำพี่ชายคนโตได้ แต่ไม่ควรชัดเจนเกินไปนัก ทั้งคนจากไปหลายปี สมควรมีความเปลี่ยนแปลง มันอาจมองข้ามไปได้ หากจะอย่างไรมีเพียงตัวมันเองที่ทราบว่ามันไม่ใช่เด็ก ๗ ขวบแท้จริงเช่นคนอื่น ดังนั้นจึงจดจำได้ แยกแยะได้ และรับรู้อย่างทดท้อใจว่าปราศจากคนที่มันและมารดามารอคอย
 
มือน้อยของมันรู้สึกเจ็บ แต่เฟิงหลินเตียวไม่เอ่ยคำบ่นใด ยังคงปล่อยให้มือถูกเกาะกุมอยู่เช่นนั้น
 
จนอีกครู่หนึ่ง นางเฟิงคล้ายเพิ่งรู้สึกตัว รีบก้มหน้าลงมองบุตรีน้อยที่ยืนอยู่เคียงข้างพลางร่ำร้องถาม
"หลินเตียว เจ้าใช่เจ็บมากหรือไม่ ? มารดา..."
 
"อะไรหรือ มารดา ?" มันเงยใบหน้าที่งุนงงขึ้นมอง "ท่านกล่าวกระไร ข้าฟังไม่ค่อยถนัดนัก"
 
นางเฟิงลอบผ่อนลมหายใจ สั่นหน้าให้บุตรสาวคราหนึ่งก่อนตอบว่าไม่มีใด และเงียบงันลงไปอีกครา
 
เฟิงหลินเตียวแทบจะมีอากัปการเดียวกับมารดาตน แต่เด็กหญิงยังไม่ทันสูดลมหายใจเข้าไปสักเฮือก ข้างกายสองแม่ลูกก็พลันปรากฎเงาคนเร่งรุดมา
 
ร่างของนางเฟิงพลันสั่นไหว สองตาคล้ายสาดประกายของความหวังชั่ววูบ ผิดกับเฟิงหลินเตียวที่ลอบชำเลืองมองเพียงวูบแล้วก้มหน้าต่ำ ทำท่าคล้ายเด็กขลาดอายไม่กล้าสู้หน้าผู้คน
 
ที่จริงนั่นสมควรเป็นเรื่องที่เด็กสิบขวบกระทำ เพราะผู้มาเยือนไม่เพียงมีเรือนร่างสูงใหญ่ แผ่นหลังหยัดเหยียดตรง แต่ทั้งร่างของมันยามเคลื่อนไหวยังแฝงกลิ่นไอคุกคามอันเย็นเยียบที่ทำให้ผู้คนแตกตื่น เด็กน้อยหลีกหนีอีกด้วย
 
"ท่านป้าเฟิง..." คนผู้นั้นคล้ายมีถ้อยคำบางอย่างคิดกล่าว แต่กลับติดขัดในลำคอไม่อาจเอ่ยออก บั่นทอนรัศมีความเหี้ยมหาญของมันลงไปหลายส่วน "ข้า...."
 
นางเฟิงที่ถูกเรียกกลับคลี่ยิ้มบางเบาอ่อนโยนให้มัน นางไม่จัดว่ารูปโฉมงดงาม แต่ยามยิ้มปลุกปลอบผู้คนเช่นนี้พลอยทำให้ฝ่ายตรงข้ามสงบลงเล็กน้อย ให้นางได้กล่าวคำ
"ขอแสดงความยินดีกับหลานชาย ไม่สิ ท่านนายทหารผู้ควบคุมกำลังพลทั้งสิบด้วยนะเจ้าคะ..."
 
ที่แท้ผู้มาคือนายทหารผู้ได้รับการอวยยศ ว่าที่เขยขวัญของเจ้าของโรงเตี๊ยม ผู้คนโดยรอบหลายคนได้ยินนางเฟิงกล่าวเช่นนั้นก็ร่วมยินดี ต่างพากันเรียกขานยศตำแหน่งตามนางเฟิงกันทั้งสิ้น
 
มารดาของเฟิงหลินเตียวเห็นผู้คนห้อมล้อมชายหนุ่มคนนั้น นางก็ถือโอกาสสืบเท้าถอยหนีเสีย มิไยที่ชายหนุ่มคนนั้นทำท่าคล้ายจะร้องเรียก แต่จนใจที่คนหลายคนเกิดพากันนับญาติกับมันให้วุ่นวาย ทำให้ไม่อาจปลีกตัวออกไปได้
 
เมื่อมีคนถอยออก กลางฝูงชนย่อมเกิดช่องว่างในชั่วแล่น แต่เพียงพริบตาก็ถูกเติมเต็มเข้าไปใหม่ด้วยคนที่มุ่งหมายจะเข้าไปด้านใน มารดาของเฟิงหลินเตียวความจริงไม่คิดยุ่งเกี่ยว แต่ยามเห็นว่าผู้ที่ก้าวเท้าตนเองเป็นใครยังอดไม่ได้ ยื่นมือไปดึงฝ่ายนั้นไว้
 
"พี่สาวเฟิง" คนผู้นั้นหันมาด้วยใบหน้าที่ซีดเซียว สองตาแดงก่ำแลดูคล้ายภูตผีมากกว่ามนุษย์ ทว่านางเฟิงทราบดีว่านี่คือมนุษย์ผู้หนึ่ง เป็นมนุษย์ผู้มีจิตใจเฉกเช่นเดียวกับตนและคนอื่นในที่นี้ "วานท่านปล่อยข้าเถิด ข้าคิดเพียงเข้าไปสอบถามว่าบุตรชายข้าใช่เดินทางล่าช้าหรือไม่ เช่นนั้นจะมาถึงเมื่อไร ข้ายังต้องรออีกนานเท่าใด"
 
ท้ายประโยค น้ำเสียงแหบเครือนั่นแทบจะกลายเป็นอ้อนวอน ขณะที่รอบข้างมีเสียงสะอื้นไห้แผ่วเบาเมื่อได้ยินคำนั้น ในใจของหลายคนยังคิดไถ่ถามเช่นเดียวกับสตรีผู้นี้ ยังคิดวาดหวังว่าที่แท้ลูกชายของตนเอง พี่ชายของตนเอง หรือสามีของตนเองเพียงแต่เดินทางล่าช้า อยู่คนละเที่ยวขบวนกับผู้ที่มาถึงก่อนใช่หรือไม่ พวกมันยังคงจะเดินทางกลับมา และพานพบพวกตนเองใช่หรือไม่ ?
 
"น้องสาวจูเอย...." นางเฟิงเรียกอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน "ที่บ้านของเจ้ายังมีเด็กน้อยชุนเอ๋อร์กับซิ่วเอ๋อร์รอคอยเจ้ากลับไปอยู่ เจ้าออกมานานถึงเพียงนี้ ไม่นึกห่วงพวกมันหรอกหรือ ?"
 
นางจูพลันตัวสั่นราวต้นหลิวต้องลมเหมันต์ ในฐานะมารดาไหนเลยมองไม่ออกว่าเด็กน้อยทั้งสองของตนหลายวันมานี้ลอบแอบมองตนด้วยความห่วงใยเพียงใด ถึงขนาดยินยอมวิ่งกลับไปมาหลายเที่ยวเพื่อถ่ายทอดคำพูดของเฒ่าเฟิงบ้านข้างๆมาสู่ตน หวังเห็นตนเองร่าเริงขึ้นตามประสาเด็กน้อย ทั้งที่แต่ไหนแต่ไรมาพวกมันทั้งคู่เกลียดการท่องจำยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งหมด
 
น้ำตาพลันไหลกลบดวงตาของนางจูอย่างไม่อาจห้าม แท้ที่จริงไม่ต้องให้อีกฝ่ายเอ่ย ตนก็พอสมควรทราบ แต่ให้อย่างไรก็ไม่อาจหักใจได้ ไม่อาจไม่คาดหวัง ไม่อาจไม่ถามไถ่
 
หากนางเฟิงคล้ายล่วงรู้ดี กลับสั่นหน้าหนึ่งคราแล้วเอ่ยต่อเสียงเบา
 
"ถามมาแล้วอย่างไร ได้คำตอบแล้วนับเป็นอย่างไร ผลลัพธ์นั้นไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้ว แต่เจ้า...ยังต้องถนอมตัวและดูแลบุตรอื่นอีกสืบไป..."
 
ฟังถึงตรงนี้นางจูพลันร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อาจหักห้ามได้อีก บุตรชายคนโตของนางถูกเกณฑ์ไปรบตั้งแต่สองปีก่อน หลังวันเกิดสิบห้าปีของมันเพียงสามวัน ก่อนไปมันไม่กริ่งเกรงอันตรายใดๆ ยังหันมาแย้มยิ้มกับตนเองว่าจะสร้างชื่อเสียงให้กลายเป็นขุนพลยิ่งใหญ่แล้วค่อยขึ้นม้ามารับมารดานั่งเกี้ยวไปอยู่เมืองหลวงด้วยกัน ตนเองฟังไปยังยิ้มให้มัน ในใจทราบดีว่าโลกนี้ไม่มีเรื่องราวง่ายดายเพียงนั้นยังคงไม่เอ่ยขัดคอมัน ยังคงขอให้มันกลับมาโดยปลอดภัย
 
ไม่คาดคิด แม้แต่ความปรารถนาเล็กน้อยเพียงนี้ สวรรค์ไม่อาจมอบให้นางได้
 
"พี่สาวจู" หญิงสาวอีกนางหนึ่งเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย พลางกล่าวปลอบประโลม "ข้าจะเดินไปส่งท่านที่บ้านเอง ท่านไปเถิด ชุนเอ๋อร์กับซิ่วเอ๋อร์รอคอยท่านแย่แล้ว"
 
นางจูยังสะอื้นไห้ แต่ก็ยอมให้อีกฝ่ายพาเดินไปราวเด็กน้อย ผู้คนที่ต่างพลาดหวังล้วนถอนหายใจ บางคนพอใจแข็งยังเช็ดน้ำตาได้ ยังสามารถเดินไปแสดงความยินดีกับผู้อื่น ยังนึกได้ว่าที่กลับมาก็ยังเป็นคนเคยคุ้นหน้าของตนเอง ในใจแม้ยังมีรสขมปร่าก็ยังสามารถเปิดกว้าง รองรับรสอื่นให้ช่วยเจือจางความขมนั่นได้
 
ส่วนคนที่ยังทำใจไม่ได้ นางจูและคนอื่นที่เหลือบางคน ช่วยกันต้อนพาคนเหล่านั้นกลับบ้านไปก่อน พานพบครอบครัว แจ้งข่าวที่รอคอย และให้ปลอบประโลมซึ่งกันและกัน สำคัญที่สุดคือไม่นำเงามืดของการสูญเสียไปปะปนความยินดีของผู้อื่นให้เสียอรรถรสกันไป
 
นางเฟิงส่งยิ้มตอบให้หญิงคนที่อาสาพานางจูกลับบ้าน รอยยิ้มนั้นยังค้างคาอยู่แม้เมื่อเหลือบสายตาลงมองบุตรีที่ยังจับมือตัวเองไว้ไม่ปล่อย แต่สองตากลับทอดแลผ่านคล้ายมองไปไกลลิบ
 
นางส่งเสียงเรียกบุตรหนึ่งคำ บุตรีก็ตอบกลับอีกหนึ่งคำ นางจึงค่อยลูบหัวลูกน้อยพลางพึมพำ
"เด็กโง่งมเอ๋ย ที่มารดาเรียกเจ้าเป็นเด็กโง่งมใช่ว่ารังเกียจเจ้า รู้ใช่หรือไม่ ?"
 
เฟิงหลินเตียวคิดเงยหน้าขึ้น หมายใจจะยิ้มประจบมารดา กลับถูกดวงตาอันลุ่มลึกราวทะเลสาบของมารดาสะกดจนนิ่งงัน ไม่อาจเอ่ยวาจา ทำได้เพียงรับฟังว่า
 
"แท้จริงเราปรารถนาให้เจ้าเป็นเด็กโง่งม...มิใช่เด็กที่ฉลาดขึ้นมาในบางเวลา โง่งมในบางครั้ง เด็กเอย....บางเรื่องราวในโลกหล้านี้ มารดาปรารถนาให้เจ้าไม่มีวันเรียนรู้ ไม่มีวันเข้าใจ ยิ่งไม่มีวันต้องสัมผัสได้ยิ่งดี อย่างนั้นแล้วแม้เจ้าจะโง่งมสักเพียงใด มารดาก็ไม่ใส่ใจแม้แต่นิดเดียว...."
 
แม้เอ่ยออกมาเป็นคำคล้ายอ้อนวอนต่อฟ้าดินเช่นนั้น แต่นางเฟิงก็ทราบดีว่าความปรารถนานี้ย่อมไม่มีทางเป็นจริง ในที่สุดนางจึงได้แต่จุดรอยยิ้มขื่นขมที่ริมฝีปากบางเบา
 
ในใจของเฟิงหลินเตียวนึกตื้นตัน ถึงแม้รู้ดีเช่นเดียวกับมารดาว่านั่นเป็นเรื่องที่ไม่อาจเป็นได้ แต่ใจความสำคัญสำหรับมันไม่ใช่เป็นได้หรือไม่ แต่เป็นมีผู้ปรารถนาให้มันมีชีวิตเช่นนั้น จึงนับเป็นสิ่งที่มันโหยหาที่สุดตลอดชีวิต
 
ไม่ถูก ควรกล่าวว่า มากกว่าตลอดหนึ่งชีวิตมากกว่า....
 
ดังนั้นเด็กหญิงจึงเพียรคลี่ยิ้มให้ผู้ให้กำเนิด แม้ในใจยังบรรจุรสชาติอันขมปร่าไว้ด้วยเช่นกัน แต่ก็ยังยื่นมือที่ถูกปล่อยออกเมื่อครู่ออกไปกุมมือที่ยิ่งกว่าหยาบด้านแตกระแหงของนางเฟิงอีกครั้ง พลางเอ่ย
 
"มารดา....กลับบ้านเถิด ป่านนี้บิดาคงรอเราแย่แล้ว"
 
มารดาของเด็กหญิงพยักหน้า ในดวงตาที่คล้ายรื้นด้วยน้ำตากลับแห้งเหือดลงรวดเร็ว นางกุมมือบุตรีที่เอื้อมมาให้และพาอีกฝ่ายออกเดิน
 
"ถูกของเจ้า บิดาเจ้าคงเฝ้าแต่ชะเง้อหาไม่เป็นอันทำสิ่งใดแล้ว เราสมควรรีบรุดกลับไปบอกข่าว"
 
ปากแม้เอ่ยดังนั้น ทว่าเมื่อกลับถึงบ้านจริงๆ บิดาที่ออกมานั่งรอหน้าบ้านไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำถาม และมารดาก็ไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำใด เพียงแค่ไม่มีเงาร่างใดเพิ่มเติม แค่นั้นคำตอบก็ดูจะชัดเจนเกินพอแล้ว
 
บิดานางถอนหายใจ ไม่ว่ากระไร นอกจากชักชวนอย่างเรียบง่าย
"กินข้าวกันเถอะ"
 
มารดานางรับคำ เดินเข้าบ้านไปพร้อมเด็กน้อยที่กระโดดโลดเต้นตามไป บิดาลูบหัวน้องน้อยอีกคนที่อยู่ใกล้ พลางร้องตะโกนเรียกพี่สาวคนรองให้ช่วยตระเตรียมถ้วยชาให้พร้อม พี่สาวส่งเสียงรับคำและไม่เอ่ยถามสิ่งใดเช่นกัน นางกลับทำเพียงบ่นเฟิงหลินเตียวที่สกปรกมอมแมมให้ไปเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนมากินอาหารด้วยกันเท่านั้น
 
ทุกสิ่งอย่างคล้ายเป็นปกติ ราวกับก่อนหน้านี้ ทั้งครอบครัวไม่ได้ตระเตรียมรอคอยใครบางคนอยู่
 
บัดนี้ยามอยู่ลำพังและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า เฟิงหลินเตียวจึงได้คลี่ยิ้มอีกครั้ง แต่คราครั้งนี้ไม่จำเป็นต้องปิดบังความขมขื่นใดอีกต่อไป หนำซ้ำยังรับรู้ดีว่านี่ใช่ความขมขื่นจากการพรากจาก จากการที่ผู้ที่รักและรอคอยไม่มีวันกลับมาอีก แต่เป็นความขมขื่นอันเกิดจากความชาชิน
 
ไม่ถูก แท้จริงนี่ไม่เรียกว่าชาชิน แต่สมควรเรียกว่า 'ต้อง'ทำจิตใจให้ชิน ให้ยอมรับ เพราะหากไม่กระทำดังนั้น ก็ไม่มีทางอื่นให้กระทำได้อยู่ดี
 
กระนั้น ท่านก็ยังสามารถรู้สึกเจ็บปวด รู้สึกเสียใจทุกครั้งอยู่ดี
 
แท้จริง....มันทราบดี ทราบตั้งแต่ก่อนเป็นเฟิงหลินเตียว.... ว่าความขมขื่นที่สุดแสนนั้น มิใช่เพียงความเจ็บปวด แต่เป็นความรู้สึกชาชินนี้เอง ที่เจ็บปวดสุดประมาณยิ่งกว่า !
 
'ถึงกระนั้น ชีวิตเช่นนี้ก็ยังเป็นชีวิตที่เราปรารถนา' พร้อมความครุ่นคิดนั้น มือมันยังหยิบจับเสื้อผ้าเนื้อหยาบ ไม่ได้ใส่สบายตัว แต่กลับอบอุ่นเพียงพอออกมาและสวมใส่เดินออกไป
 
บ้านเฟิงนั้นไม่มีธรรมเนียมอันใดมากมาย เพราะบิดาร่างกายไม่แข็งแรง บางครั้งบางคราล้มเจ็บไป มื้อยาอาหารอาจไม่เหมือนของผู้อื่น ดังนั้นเฒ่าเฟิงเองไม่ทำตัวเป็นภาระไม่คิดข้อกำหนดใดให้ลูกๆ แต่ใช้วิธีอบรมบุตรชายคนเล็กในมรรยาททั่วไปอื่นๆแทน
 
ส่วนเรื่องสนทนาบนโต๊ะ มักเป็นสองสามีภรรยาแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่โดยมากเป็นเรื่องของลูกๆพวกมัน นางเฟิงมักบ่นบุตรีทั้งสองไม่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง จริงจังบ้างไม่จริงจังบ้าง ส่วนเฒ่าเฟิงเพียงเล่าเรื่องราวของบุตรอย่างยิ้มๆ มีเสียงลูกๆแทรกบ้างเป็นระยะ
 
ทว่าวันนี้ ข้าวคำแรกไม่ทันเข้าปากเฒ่าเฟิง มันกลับเปิดปากเรื่องราวที่ครุ่นคิดมาตลอดวันออกมา
 
"ฮุ่ยหลิง ไม่กี่วันก่อนบ้านจางได้ปรารภต่อบิดาว่าบุตรชายมันหมายตบแต่งเจ้าเป็นภรรยา มาบัดนี้สมควรมีคำตอบมันได้แล้วกระมัง"
 
ที่จริงตั้งแต่ที่บ้านจางมาทาบทามเฟิงฮุ่ยหลิง บุตรสาวคนรองของเฒ่าเฟิงได้ตอบไปตั้งแต่แรกว่านางยังคงรอพี่ชายใหญ่กลับมาแต่งงานออกเรือนก่อน แต่บัดนี้ข้ออ้างนั้นแม้จะฝืดเฝื่อนในลำคอเพียงใด แต่ยังคงต้องกล่าวว่าไม่อาจเอ่ยอ้างได้อีกสืบไป
 
มิคาด ตัวเฟิงฮุ่ยหลิงเองไม่มีทีท่าร้อนใจ นางคีบชิ้นปลาที่น้องสามตกได้ให้กับน้องเล็ก และเอ่ยอย่างเรื่อยเฉื่อยเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับตนเองว่า
 
"บิดาสามารถตอบได้ว่า ข้าไม่มีความคิดจะตบแต่งให้คนแซ่จาง ตระกูลมันเป็นพ่อค้าอยู่อีกหมู่บ้าน ข้าไม่นึกชมชอบพ่อค้า ปรารถนาตบแต่งกับคนทำไร่ในหมู่บ้านเรามากกว่า"
 
สีหน้าของเฒ่าเฟิงอึมครึม คนแซ่จางแท้จริงไม่ได้อยู่อีกหมู่บ้าน เฟิงฮุ่ยหลิงกล่าวเกินไป เพราะความจริงบ้านใหญ่ของมันอยู่ในตัวเมือง เป็นร้านขายผ้าที่มีกิจการดีไม่น้อย มาตรแม้นทางการสั่งเกณฑ์ทหารต่อเนื่องจนมันอายุครบเกณฑ์เมื่อสองปีก่อน บ้านจางยังมีเงินทองมากพอจะวิ่งเต้นจ่ายเงินหาเหตุจนมันไม่ต้องออกรบ เพียงทำงานอยู่ที่ร้านบ้านกับเทียวไปมาในละแวกนี้แทน
 
"จะยังเหลือชายใดแต่งให้กับพี่รอง" บุตรคนเล็กของเฒ่าเฟิงส่งเสียงเจื้อยแจ้ว "ลูกชายบ้านแถวนี้มิใช่กลัวพี่รองไปข่มเหงรังแกพวกมันหรอกหรือ ไหนเลยกล้าสู่ขอสตรีดุร้ายเช่นนี้เป็นภรรยาได้..."
 
มันไม่อาจกล่าวต่อ เพราะพี่สาวผู้ดุร้ายถลึงตาใส่มัน ทำให้เด็กชายร่ำร้องขอความช่วยเหลือกับพี่สาวที่สาม ไม่คาด เฟิงหลินเตียวกลับก้มหน้ากินอาหารโดยไม่สนใจข้อพิพาทนี้เรียกเสียงพ้อจากน้องชายได้อีกคำรบ
 
เฒ่าเฟิงหาได้สนใจการหยอกล้อของบุตรธิดามันไม่ มันเหลือบมองภรรยาที่กำลังจะส่งเสียงห้าม แต่ครั้นเห็นสายตาที่มันส่งไปก็ชะงักปาก ร่วมรับความทุกข์ใจของมันร่วมกัน
 
พวกมันสองสามีภรรยาทราบดี ธิดาของพวกมันมิใช่ชั่ว รูปโฉมของนางอาจไม่จัดว่างดงามโดดเด่น แต่คุณสมบัติสำคัญที่ทำให้บ้านจางซึ่งเป็นร้านค้าขายพึงพอใจนักหนาคือความขยันขันแข็งกับความเฉียบขาดของเฟิงฮุ่ยหลิง สตรีเช่นนี้บิดามารดาของคนแซ่จางชมชอบคิดให้ช่วยขยับขยายทางทำมาหากินได้ ดังนั้น หากบุตรีมันคิดแต่งออกไปย่อมแต่งออกได้
 
ทว่าเฟิงฮุ่ยหลิงกลับไม่มีท่าทีใส่ใจ นี่ไม่เกี่ยวเนื่องเพียงว่าชอบพอคนแซ่จางหรือไม่ แต่เพราะเฟิงฮุ่ยหลิงไม่อาจปล่อยให้ตนเองแต่งออกไปได้ นับแต่พี่ใหญ่ไปสนามรบ ตนเองในวัย ๑๒ ปีกลายเป็นเรี่ยวแรงหลักในการช่วยเหลืองานมารดา บิดาร่างกายไม่แข็งแรง น้องทั้งสองก็ยังไม่เติบใหญ่พอที่นางจะฝากฝังเรื่องราวใดเป็นจริงเป็นจังได้ ดังนั้น นางไม่อาจทอดทิ้งครอบครัวไปในตอนนี้
 
หากแต่งงานกับคนในหมู่บ้านเดียวกัน เป็นชาวไร่เหมือนกัน นางยังเชื่อว่าตนเองสามารถทำงานทั้งที่บ้านสามีไม่ให้บกพร่องและยังดูแลบ้านเดิมของตนได้ แต่ชายหนุ่มที่ยังเหลืออยู่ในหมู่บ้านที่พอจะมีวัยแต่งงานกับนางได้ ส่วนมากขวัญอ่อนเกินกว่าจะได้ยินคำว่าเกณฑ์ทหารเสียด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความดุร้ายของนางที่พวกมันพากันลือไปต่างๆนาๆ ไม่มีใครคิดตบแต่งนางเป็นภรรยาแน่
 
ส่วนครอบครัวของคนแซ่จาง...ตั้งแต่ตัวจางซุนเต๋อที่มาติดพันนาง เฟิงฮุ่ยหลิงไม่มีความรู้สึกในแง่ใดแง่หนึ่งให้แก่มัน แต่ครอบครัวมันเป็นคนค้าขายในเมือง นางไม่อาจรั้งอยู่ในบ้านเดิม หนำซ้ำคงแทบไม่มีเวลากลับมา ดังนั้นนางไม่คิดพิจารณามัน
 
แต่สีหน้าท่าทางของบิดากลับอัดอั้น พาลให้นางวางชามข้าวลง ถามไถ่อย่างกังวล
"บิดา....หรือพวกมันกล่าววาจาอันใดบีบคั้นท่าน ?"
 
"ผู้ใดจะทำเช่นนั้น" นางเฟิงเป็นผู้ตอบเสียเอง "บอกตามตรง เป็นเราเสียอีกยังแคลงใจว่าเจ้ามีหน้าแต่งเข้าตระกูลจางหรือ พวกเขาค้าขาย แต่เจ้าใจร้อน มักวู่วามหุนหันพลันแล่น ชมชอบคิดว่าผู้อื่นต้องมาหาเรื่องตนอยู่เรื่อย แต่งออกไปเกรงสร้างความเสื่อมเสียขายหน้าให้แก่บ้านเฟิงของเราแล้ว"
 
เฟิงฮุ่ยหลิงส่งสายตาอาฆาตให้น้องทั้งสองที่โห่ร้องเบาๆเล็กน้อย ก่อนหันไปยิ้มประจบเอาใจมารดา กล่าว่า
 
"มารดา ท่านคิดได้เช่นนั้นเรื่องนี้ไยมิใช่ไร้ปัญหาแล้ว ไม่แต่งก็คือไม่แต่ง ยังต้องคิดอันใดให้มากความ"
 
"ย่อมต้องคิด" นางเฟิงตอบโต้ทันใด ความจริงอาจกล่าวได้ว่านิสัยของบุตรีคนรองถ่ายทอดจากนางมาหลายส่วนยังถูกต้อง "ให้เจ้าแต่งไปข่มเหงบุตรชายผู้อื่นในหมู่บ้าน เราบิดามารดาเจ้าไหนเลยยังมีหน้าอยู่ได้เช่นกัน"
 
"เช่นนั้น ข้ายิ่งไม่ควรแต่งกับผู้ใดใช่หรือไม่ มารดา"
 
กล่าวกันว่า แท้จริงสตรีมีสีหน้าหลากหลายแบบ แต่ละสีหน้าเสริมสร้างหรือลดทอนเสน่ห์แต่ละนางแตกต่างกัน บางผู้ดูดีในยามยิ้มแย้มอ่อนโยน บางผู้กลับดูดียามมีสีหน้าโศกเศร้า แต่กับเฟิงฮุ่ยหลิง สีหน้าที่งดงามที่สุดของนางกลับเป็นยามยิ้มแย้มที่ริมฝีปาก แต่นัยน์ตาพราวระยับเจ้าเล่ห์ราวหมู่ดาวบนท้องนภา ทำให้ผู้มองต้องเผลอแย้มยิ้มตอบอย่างอดไม่ได้
 
เฒ่าเฟิงทอดถอน ทราบดีว่าบางทีตนเองอาจไม่มีวันชนะบุตรีในเรื่องนี้ ประกอบกับส่วนหนึ่งในใจของมันอาจไม่อยากชนะก็เป็นได้
 
นางเฟิงค้อนควักให้สามีเล็กน้อย เพราะทราบดีว่าอีกฝ่ายคิดอันใด หากก่อนที่จะมีการตัดสินในเรื่องนี้อย่างจริงจังลงไป ทุกผู้พลันหยุดชะงัก เงียบเสียงลงพร้อมกันโดยไม่มีใครบอก
 
ความเงียบทำให้อีกเสียงที่กังวานเข้ามาใกล้ทุกขณะชัดแจ้ง นั่นเป็นเสียงตะโกนที่ฟังได้ไม่ถนัดกับเสียงฟังคล้ายฝีเท้าม้าควบขับพุ่งตรงมา ครอบครัวเฟิงทั้งหมดมองหน้ากันเอง ก่อนนางเฟิงจะผุดลุกขึ้นผลักบุตรคนที่สามและสี่ไปด้านในสุด ขณะที่เฟิงฮุ่ยหลิงคว้าไม้พลองกระทุ้งประตูให้เปิดกว้าง ส่วนตนเองถอยห่างออกมาเล็กน้อยเช่นเดียวกับมารดาและบิดา
 
ทั้งหมดคาดว่าอาจมีเภทภัยใด เฟิงฮุ่ยหลิงถึงกับคิดว่ามีใครมาหาเรื่องแก้แค้นที่นางเล่นงานมันไป มิคาดเมื่อเสียงควบม้ามาใกล้พอจะเห็นเงาอาชาใหญ่นั้นชัดเจน ผู้ขับขี่กลับรั้งม้ากะทันหันพลางตวาดหนึ่งคำ ก่อนตวัดกายลงมา
 
ที่มาเยือนกลับเป็นบุรุษผู้หนึ่ง ทุกผู้ในบ้านเฟิงไม่เว้นแม้แต่เฟิงหลินเตียวที่ลอบชะโงกหน้ามาชมดูยังเบิกตากว้างอย่างสนใจ ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นตะลึงลานกันถ้วนหน้า ยามเห็นเจ้าของอาชาที่เดินเข้ามาใกล้ชัดเจน
 
 
------------------------------------------------