สามเณโร : เณรบัณฑิต

Author: 
สีคาร สีคำ
ประเภท: 
เรื่องน่ารู้ทั่วไป

“ชาวนา ไขน้ำเข้านา
ช่างศร ดัดลูกศร
ช่างไม้ ถากไม้
บัณฑิตย่อมฝึกตน”
 
ช่วงสมัยที่บวชเณรเรียนอยู่ในวัด นั่งหลังขดหลังแข็งในกุฏิ แปลภาษามคธเป็นภาษาไทยสำหรับสอบเป็นมหาเปรียญทุกวี่วัน เพียรพยายามว่าชีวิตนี้ระหว่างนุ่งสบงทรงจีวรเดินในหมู่บ้าน อยากให้ชาวบ้านเรียกมหาเหมือนพระเณรรูปอื่นๆ
 
“มหาไปไหนหรือมหามาแล้ว” คือเสียงที่อุบาสกอุบาสิกาทั้งวัยเฒ่า วัยหนุ่ม วัยสาว เรียกเพื่อนเณรระหว่างที่เดินกลับจากกิจนิมนต์ในหมู่บ้าน ส่วนผมต้องยืนก้มหน้าก้มตาข้างๆมหาเณรที่ยืนสนทนากับญาติโยมตาปริบๆ
         
“ลูกเณร ปีนี้สอบได้มหายัง”คำถามที่แม่ถามทุกครั้งที่กลับบ้านเสียดแทงให้ไฟในใจลุกโชน คิดเสมอๆว่าภายในปีนี้ต้องสอบประโยคหนึ่งสองให้ได้ และอีกสองถึงสามปีคงจะคว้าพัดยศมหาให้แม่พ่อได้ว่าจ้างช้างแห่ฉลองรอบตำบล
         
ก่อนสอบประมาณหนึ่งเดือน ทุกๆปีผมนั่งติวเข้มและเก็งข้อสอบของแม่กองธรรมสนามหลวง เรื่องบางเรื่องนั่งแปลซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรียกว่าจำขึ้นใจ เวลานั่งแปลจะมีหนังสืออยู่สองเล่ม เล่มหนึ่งคือ ธรรมปฏฐกถา ซึ่งเป็นภาษามคธล้วนๆ อีกเล่มเป็นธรรมบทแปลเป็นภาษาไทย สมัยที่ผมเรียนส่วนใหญ่ใช้บทแปลของสามเณรอุทิศ ศิริวรรณ
         
เรื่องสามเณรบัณฑิตครูบาอาจารย์เก็งไว้ให้ทุกๆปี หลังเรียนในห้องเรียนแล้วจึงต้องกลับไปเน้นย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า กะเกณฑ์ด้วยใจเป็นธรรมแก่ตน ดลใจแม่กองธรรมสนามหลวงขอให้ออกเรื่องสามเณรบัณฑิต
         
สามเณรบัณฑิตเกิดในครอบครัวยากจน แต่พ่อแม่สั่งสอนไว้อย่างดิบดี ถ้าเป็นยุคสมัยนี้คือไม่ติดเหล้าเมายาบ้า รู้จักเวลาเล่นเฟสบุ๊ค อายุเจ็ดปีบวชอยู่ในสำนักพระเถระ วันหนึ่งออกรับบิณฑบาตในหมู่บ้านที่พ่อแม่อยู่ ระหว่างนั้นเห็นชาวนาไขน้ำเข้านา เห็นช่างศรดัดลูกศร และเห็นช่างไม้ทำเฟอร์นิเจอร์ จึงฉุกคิดขึ้นได้ตามลำดับว่า
 
“ถ้าคนทั้งหลายไขน้ำซึ่งไม่มีจิตแม้เห็นปานนี้ สู่ที่ๆ ตนปรารถนาแล้วๆ ทำการงานได้ เหตุไฉน? คนมีจิตแท้ๆ จักไม่อาจเพื่อทำจิตของตนให้เป็นไปในอำนาจ แล้วบำเพ็ญสมณธรรม."
 
"ถ้าคนทั้งหลายถือเอาลูกศรอันไม่มีจิตลนไฟแล้ว ดัดให้ตรงได้ เพราะเหตุไร? แม้คนมีจิต จึงจักไม่อาจเพื่อทำจิตของตนให้เป็นไปในอำนาจ แล้วบำเพ็ญสมณธรรมเล่า?"
 
"ถ้าคนทั้งหลายถือเอาท่อนไม้ที่มีจิต ทำเป็นล้อเป็นต้นได้ เพราะเหตุไร คนผู้มีจิต จึงจักไม่อาจทำจิตของตนให้เป็นไปในอำนาจ แล้วบำเพ็ญสมณธรรมเล่า?
 
จากนั้นจึงขอพระเถระเพื่อกลับไปบำเพ็ญภาวนา ซึ่งพระเถระท่านเป็นอกเป็นใจอนุญาตให้กลับวัดได้ คือตามใจสามเณรบัณฑิต ยอมที่จะออกบิณฑบาตเพื่อนำภัตตาหารกลับมาที่วัดเพียงผู้เดียว
 
สามเณรบัณฑิตจึงม้วนสลัดลูกบวบกระชับจีวรเดินกลับวัดนั่งภาวนา ท่ามกลางความสงบสงัด ใบไม้พลิ้วไหวต้องลมเบาๆ ลมพัดเย็นไปทั้งอาราม ไร้สรรพเสียงเนื่องจากพระสงฆ์ออกรับบิณฑบาตหมด ดังนั้นจิตของสามาเณรจึงแน่วนิ่งเข้าถึงสมาธิ
 
ฝ่ายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใคร่ครวญว่า สามเณรบัณฑิตมีอุปนิสัยเข้าถึงพระอรหัต และระหว่างที่พระเถระซึ่งเป็นห่วงกลัวสามเณรหิวรีบกลับจากบิณฑบาตนั้น เป็นช่วงเดียวกับที่สามเณรบรรลุ ถ้าพระเถระเปิดประตูเข้าไปจะเป็นการขัดจังหวะ จึงเสด็จไปถามปัญหาธรรมสี่ข้อแก่พระเถระ เมื่อถามจบพอดีกับที่สามเณรบัณฑิตบรรลุธรรม
 
การบรรลุธรรมของสามเณรบัณฑิตยังร้อนไปถึงท้าวสักกะ เรียกได้ว่าจะนั่งบนอาสน์ก็ร้อนก้นจนทนไม่ไหว ลุกยืนก็ร้อนกระวนกระวายใจ เหตุเนื่องจากพระเถระซึ่งออกบิณฑบาตนั้น ญาติโยมนิมนต์ให้นั่งฉันที่บ้าน จึงรีบฉันรีบกลับ โดยบอกญาติโยมว่ากลัวสามเณรบัณฑิตที่รอที่วัดหิว ด้วยจิตศรัทธาญาติโยมจึงถวายภัตตาหารใส่บาตรกลับวัดให้สามเณรด้วย ซึ่งกว่าจะกลับมาจากบิณฑบาตเวลาล่วงมาใกล้ฉันเพลแล้ว ท้าวสักกะจึงตรัสกะสุริยเทพบุตรให้ฉุดรั้งมณฑลพระอาทิตย์ไว้ไม่ให้เลยเพล
 
เมื่อถามปัญหาพระเถระจบ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรีบให้พระเถระ นำภัตตาหารไปให้สามเณร พระเถระจึงรีบเข้าไปหาสามเณรบัณฑิตพร้อมภัตตาหาร พร้อมกับบอกว่าตนทำภัตกิจเสร็จสิ้นแล้ว กับข้าวกับปลาในบาตรเป็นของสามเณร
 
ครูบาอาจารย์ซึ่งแตกฉานในธรรม บรรยายายระหว่างที่สามเณรบัณฑิตลงมือฉันเพลว่า “เด็กอายุ 7 ขวบบวชแล้ว ในวันที่ 8 บรรลุพระอรหัต เป็นเหมือนดอกปทุมที่แย้มแล้ว ในขณะนั้นได้นั่งพิจารณาที่เป็นที่ใส่ภัต ทำภัตกิจแล้ว”
 
ภายหลังฉันภัตตาหารแล้ว ในขณะที่สามเณรล้างบาตรเก็บไว้ พระสุริยเทพปล่อยเชือกที่ดึงพระอาทิตย์ไว้ให้เคลื่อนไปอย่างเร็วรี่ ซึ่งพระภิกษุต่างโพนทะนากันว่า “นี่เรื่องอะไรกันหนอ สามเณรเพิ่งฉันเพลเสร็จ ไฉนพระอาทิตย์ถึงเคลื่อนไปถึงบ่ายรวดเร็วปานนี้”
 
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงไขข้อข้องใจตรัสว่า "อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย ในเวลาผู้มีบุญทำสมณธรรม จันทเทพบุตรฉุดมณฑลพระจันทร์รั้งไว้, สุริยเทพบุตรฉุดมณฑลพระอาทิตย์รั้งไว้, ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ถืออารักขาทั้ง ๔ ทิศในป่าใกล้วิหาร, ท้าวสักกเทวราชเสด็จมายึดอารักขาที่สายยู”
 
แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง ซึ่งเป็นผู้มีความขวนขวายน้อยก็ไม่ได้นั่งอยู่ หากยังต้องไปยึดอารักขาพระเถระไม่ให้เข้าไประหว่างสามเณรกำลังบรรลุธรรม
 
จากนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “พวกบัณฑิตเห็นคนไขน้ำกำลังไขน้ำไปจากเหมือง ช่างศรกำลังดัดลูกศรให้ตรง และช่างถากกำลังถากไม้แล้ว ถือเอาเหตุเท่านั้น ให้เป็นอารมณ์ทรมานตนแล้ว ย่อมยึดเอาพระอรหัตไว้ได้ทีเดียว”
 
เรื่องสามเณรบัณฑิตซึ่งเป็นเรื่องการหมั่นฝึกตน นอกจากเพื่อให้บรรลุธรรม เข้าใจธรรมแล้ว ปัจจุบันยังสามารถใช้เพื่อให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่งานด้วยการฝึกตน เข้าใจผู้อื่น และอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ส่วนผมนั้นกะเก็งเรื่องสามเณรบัณฑิตมาสามถึงสี่ซ้อน จนแล้วจนรอดแม่กองธรรมสนามหลวงก็ยังไม่อนุญาตให้เป็นมหาสักที เห็นทีว่าชีวิตนี้ขอฝึกตนในคราบฆราวาสธรรมตามหลักของสามเณรบัณฑิตนั้นแล