ผู้หญิงของเมื่อวาน

Author: 
นายสุทิน สำเร็จงาน
ประเภท: 
เรื่องสั้น

 
เรื่องสั้น
เรื่อง...ผู้หญิงของเมื่อวาน
โดย...ทินภัทร  สำเร็จงาน
...............................................................................................................................................

          แล้ววันหนึ่งหล่อนก็กลับมา   หล่อนจากไปนานแค่ไหนนะ  สิบปียี่สิบปี  เขาจำไม่ค่อยได้  อาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่านี้ก็ได้  นำมาซึ่งความฉงนฉงาย  ความไม่แน่ใจ  และความวิตกกังวลต่างๆ นานา
          หล่อนไปทำอะไรที่ไหน  มีความเป็นอยู่อย่างไร  ใช้ชีวิตแบบไหน  ในสถานการณ์บ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปจนแทบจะเป็นหน้ามือเป็นหลังมือ
          หล่อนมาพร้อมกับห่าฝนกลางเดือนสิงหาคม  ด้วยชุดรัดรูปสีดำทั้งชุด  ขณะนั้นเขายืนหันรีหันขวางอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อแถวถนนรัตนาธิเบศร์  จอดรถกลางเก่ากลางใหม่ไว้ริมฟุตบาท  คิดว่าจะเข้าไปซื้อบุหรี่แค่ซองเดียว   ขากลับออกมาจากร้านสะดวกซื้อแห่งนั้น  ฝนก็กระหน่ำอย่างไม่ลืมหูลืมตา  เขาถอยกลับเข้าชายคาร้านเพื่อหาจังหวะวิ่งกลับไปที่รถ  แล้วเขาก็รู้สึกได้ว่ามีใครจ้องหน้าเขาอยู่อย่างพินิจ เขาหันไปมอง
          คุ้นหน้าผู้หญิงคนนี้แต่นึกไม่ออกว่าหล่อนเป็นใคร  จนหล่อนยิ้มและพูดกับเขานั่นแหละเขาจึงจำหล่อนได้
          “จำนิดไม่ได้หรือคะ  คงจำไม่ได้จริงๆ น่ะแหละ”
          เขารื้อฟื้นความทรงจำ  นึกย้อนไปในอดีตที่ผ่านมา  เรื่องราวของหล่อนหลั่งไหลมาจากความทรงจำที่เก่าเก็บของคนอายุสี่สิบสาม
...........................................

 
          เมื่อเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬนั้น  เขาย้ายที่ทำงานจากเมืองหลวงไปจังหวัดอยุธยา  เขาทำงานกับบริษัทแห่งหนึ่งที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศ  ฉะนั้น  เหตุการณ์บ้านเมืองจะเป็นอย่างไรเขาไม่เคยสนใจ  รู้เพียงว่าเมื่อบริษัทจำเป็นต้องย้ายเขาไปยังจังหวัดไหนก็สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวล่วงหน้า
          วันที่ทหารล้อมปราบประชาชนที่มาชุมนุมประท้วง  เขานั่งทานอาหารอยู่ร้านริมแม่น้ำในจังหวัดอยุธยาแล้ว  ดื่มกินคนเดียว  แต่ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว  ผู้คนในจังหวัดนี้ยังยิ้มแย้มแจ่มใส  โอบอ้อมอารี  สมกับเป็นเมืองแห่งกรุงเก่าอย่างแท้จริง
          เขาเช่าห้องเล็กๆ ไว้ซุกหัวนอน  คนหนุ่มไม่มีครอบครัว  ข้าวของติดตัวก็ไม่มาก  แค่เสื้อผ้ากระเป๋าเดียวเขาก็ไปได้ทุกที่  ห้องเช่าราคาถูกใกล้ที่ทำงานถึงจะแคบแต่ก็ทำให้เขาอยู่อย่างสุขสบาย  จนกระทั่งเขาพบหล่อนในเช้าวันหนึ่ง
 
          เขาเดินไปทำงาน  โดยไม่สนใจใครทั้งนั้น  เสียงโอ๊ะเบาๆ ทำให้เขาต้องหันไปตามเสียง  หล่อนเซถลาไปทางถนนเขาจึงผวาดึงหล่อนไว้  หันดูซ้ายขวาจึงรู้ว่าเขากำลังเดินผ่านศาล     พระพรหมหน้าตลาดสด  ซึ่งหล่อนกำลังไว้ศาลพระพรหมอยู่  เขาเดินชนหล่อน  นึกโทษตัวเองที่ใจเหม่อลอย  คงเป็นงานที่ผู้จัดการต้องการด่วนนั่นแหละที่ทำให้เขาเป็นเช่นนี้
          “ขอโทษครับ”  เขาละล่ำละลัก
          “ไม่เป็นไร”  หล่อนพูดเบาๆ สีหน้าแววตาเรียบเฉย  ไม่มีอาการของคนโกรธให้เห็น
          “คุณไม่เป็นอะไรใช่มั้ย”
          “ไม่เป็นอะไรค่ะ”  ว่าแล้วหล่อนก็ออกเดิน  เขาเดินตามหล่อนไป   เขาทันเห็นหล่อนเปิดประตูและหายไปในสำนักงาน  นึกเอะใจอยู่เหมือนกัน  ผู้หญิงคนนี้เข้าไปในสำนักงานบริษัทของเขาทำไม 
          “คุณมาทำอะไรที่นี่”  เขาถาม
          “ฉันมาทำงานที่นี่ค่ะ  เพิ่งย้ายมาวันแรก  คุณทำงานที่นี่หรือ”
          ความสัมพันธ์เริ่มต้นง่ายๆ อย่างนั้นเอง  เขาพาหล่อนไปหาห้องเช่าซึ่งอยู่ไม่ไกลที่ทำงานนัก  สามารถเดินไป-กลับที่ทำงานได้  และก็ไม่ไกลจากห้องเช่าของเขามากนัก
          เขาและหล่อนเป็นคนต่างพื้นที่เหมือนกัน  จึงมีสภาพที่ไม่ต่างกัน  จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยกันในเรื่องต่างๆ หลายครั้งที่ออกไปกินข้าวกลางวันและข้าวเย็นด้วยกัน  จนทำให้เพื่อนในที่ทำงานอิจฉา  นานเข้าทั้งคู่ก็กลายเป็นคู่รักกัน
          มีอยู่วันหนึ่งเขานอนซมด้วยพิษไข้  ไปทำงานไม่ไหว  เลิกงานหล่อนมาหาและเช็ดเนื้อเช็ดตัว  ป้อนข้าว  และนอนเฝ้าไข้เขาทั้งคืน
          หลังจากวันนั้นหล่อนก็ย้ายมาอยู่กับเขา
         
..................................................................
 

            “เกลียดฉันมั้ยที่ไปโดยไม่บอกกล่าว”  หลังจากขับรถวนหาที่จอดในลานจอดรถร้านอาหารแห่งหนึ่ง  และเลือกโต๊ะได้แล้วหล่อนก็เปิดปากถาม
          เขาจ้องหน้าหล่อนอย่างชั่งใจ  คนจากกันสิบกว่าปี  จากไปอย่างไม่มีคำลา  ทั้งที่เคยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเกือบห้าปี  ถ้าเป็นคนอื่นจะโกรธจะเกลียดหล่อนหรือเปล่า
          “ไม่หรอก  ผมไม่เคยเกลียดโกรธนิด”  เขาว่าพร้อมร้อยยิ้ม  “ผมรู้สึกเสียใจมากกว่าที่ทำให้นิดไม่มีความสุข  นิดจึงจากไป”
          “อยู่กับพัฒน์นิดมีความสุขนะ  ที่ต้องไปเพราะมีเรื่องจำเป็น”  บริกรเดินเข้ามา  เขาและหล่อนสั่งอาหารและเครื่องดื่ม
          “ถ้าไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไรนะ  นิดมีครอบครัวหรือยัง”
          “ยัง  พัฒน์ล่ะ”
          “มีแล้ว  ลูกชายหนึ่งคน”
          แววตาของหล่อนสลดวูบลงในช่วงสั้นๆ
          “คุยกับนิดไม่มีปัญหาทางบ้านนะ”
          “ตอนนี้ครอบครัวอยู่ต่างจังหวัด  ผมทำงานอยู่ที่จังหวัดนนท์คนเดียว   เดือนนึงก็กลับบ้านครั้งสองครั้ง  นิดอยากจะคุยกับผมหรือเปล่า”
          “ฉันมาสายจริงๆ นั่นแหละ   พัฒน์รู้ไหม  ห้าปีหลังมานี้นิดตามหาพัฒน์ทุกหนทุกแห่ง  แต่ไม่กล้าไปที่บ้านพ่อแม่พัฒน์  เพราะกลัวหลายอย่าง  กลัวพัฒน์มีครอบครัวแล้ว  กลัวชาวบ้านจะนินทา”
          “เรายังพบเจอพูดคุยกันได้เหมือนเดิมถ้านิดต้องการ  เรายังเป็นผัวเมียกันอยู่หรือเปล่า”
          หล่อนไม่ตอบ  นิ่งเงียบอย่างตรึกตรอง
          “มันนานมาแล้ว”  หล่อนรำพึง
          “ถ้ายังอยากเจอกันเจอได้   ผมไม่มีปัญหา”
          “นิดจะทำให้ครอบครัวพัฒน์มีปัญหานะ  อันที่จริงเราไม่ควรพบกันอีกเลย”  ตอนนี้น้ำตาคลอเบ้าตาหล่อนแล้ว
 
          ..............................................................
 

            ชีวิตของหล่อนไม่มีอะไรซับซ้อน  หล่อนเป็นคนมีอุดมการณ์ทางการเมือง  ตอนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ  หล่อนไปร่วมชุมนุมประท้วงด้วย  เมื่อทหารเข้าล้อมปราบปราม  เพื่อนของหล่อนตายไปหลายคน  หล่อนหนีไปอยู่ต่างจังหวัดอยู่พักหนึ่ง  เมื่อเหตุการณ์สงบหล่อนก็เข้ากรุงเทพฯ  สมัครงาน  แล้วบริษัทก็ส่งหล่อนไปอยุธยา  และพบกับเขา
          วันที่หล่อนหิ้วกระเป๋าจากเขาไปนั้น  หล่อนบอกว่าไม่สบายขอลาพักสักวัน  เขาจึงไปทำงานคนเดียว  ตกเย็นกลับห้องเขาเห็นแต่ความว่างเปล่า  ไม่มีคำกล่าวลา  ไม่มีจดหมาย  ไม่มีโทรศัพท์บอก
          เขาเสียใจและร้องไห้อย่างไม่อายฟ้าดิน  ลองคิดดูเถิด  คนอยู่กันมาเกือบห้าปี  หากไม่รักไม่ผูกพันแล้วจะอยู่กันได้อย่างไร 
         
          ...................................................................

          “พัฒน์ไม่รู้จริงๆ หรือว่าทำไมนิดทิ้งคุณไป”
          เขาส่ายหน้าช้าๆ
          “ปีนั้นเศรษฐกิจตกต่ำ  รัฐบาลมีม็อบประท้วง  ซึ่งเรียกว่าม็อบมือถือ  นิดรู้มาว่าบริษัทในกรุงเทพฯ มีนโยบายปลดพนักงานออกสิบเปอร์เซ็นต์  สาขาจังหวัดอยุธยาต้องปลดพนักงานออกหนึ่งคน”
          เขามองหล่อนตาไม่กระพริบ
          “นิดจะบอกว่าที่ทิ้งผมไปเพราะต้องการให้ผมทำงานต่อโดยไม่ต้องถูกปลดออกอย่างนั้นหรือ”
          หล่อนพยักหน้าช้าๆ
          “จริงหรือนี่   แล้วหลังจากนั้นนิดทำอะไร”
          หล่อนบอกว่า  หล่อนกลับบ้านที่ต่างจังหวัดรอจนกระทั่งวิกฤตต้มยำกุ้งหายไป  เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัว  หล่อนก็หางานใหม่  เป็นเซลล์ของบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งขึ้นเหนือล่องใต้อยู่เป็นประจำ  หล่อนกลับไปตามหาเขาที่อยุธยาหลายครั้งแต่ไม่เจอ  และพยายามตามหาอีกหลายแห่งก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ
          “ผมเปลี่ยนงานบ่อย  ผมทนอยู่ไม่ได้หรอกที่ไม่เห็นนิดทั้งที่ทำงานและที่ห้อง  ผมลาออกหลังจากนิดจากไปหนึ่งเดือน  ไปอยู่สุพรรณบุรี  แล้วก็ย้ายไปเรื่อยๆ  กลายเป็นนักเดินทางโดยไม่อยากหยุดอยู่กับที่  กระทั่งแต่งงานและมีลูก  ผมจึงย้ายมาอยู่นนท์  แต่ก็เพียงชั่วคราวเดี๋ยวก็ไปอีก”
          อาหารที่บริกรวางบนโต๊ะดูเหมือนไม่มีใครแตะต้อง  กลายเป็นเครื่องประดับบนโต๊ะไปเสียแล้ว  หลายสิ่งหลายอย่างพร่างพรูมาราวกับน้ำไหล  ความอัดอั้นหลายสิบปีได้ระบายออกมาเหมือนทำนบพัง
          “ชีวิตของนิดอยู่กับความเสี่ยง  หลังๆ มานี้ นิดเข้าร่วมชุมนุมประท้วงหลายครั้ง  มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองคราวใดนิดมีส่วนร่วมทุกครั้ง  จนบางครั้งก็ไม่รู้ทำไปทำไม  และจะเป็นอยู่อย่างนี้นานแค่ไหน  อยากจะกลับไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัดเหมือนกัน  คิดว่าไม่เกินเดือนสองเดือนนี้หรอก  นิดคงได้พักผ่อนอย่างแท้จริงเสียที”
          คืนนั้นหล่อนจากไปเงียบๆ เหมือนขามา
          ท่ามกลางสายฝนพร่ำหล่อนเรียกแท็กซี่แล้วหายไปบนท้องถนนของป่าคอนกรีต  เขายืนน้ำตาซึม
          เรื่องจริงหรือนี่...เขาโคลงศีรษะไปมา  มันน่าจะเป็นความฝันมากกว่า
         
........................................................