มะลิลอยแก้ว

Author: 
กนกลดา
ประเภท: 
นิยาย

เริ่มต้น๒
สองมือเรียวเล็ก กระพุ่มไหว้แล้วกราบลงบนตักของสุภาพสตรีสูงวัยซึ่งนั่งอยู่เหนือหล่อน สาวน้อยทำตามที่อาจารย์หม่อมของหล่อนสั่งอย่างว่าง่าย นั่งลงบนพื้น แล้วแสดงความเคารพ เคารพอย่างเด็กคนหนึ่งเคารพญาติผู้ใหญ่ มาลาตีไม่เข้าใจ ว่าอาจารย์หม่อมพาหล่อนมากราบผู้หญิงคนนี้เพื่ออะไร ถึงจะแม้จะรู้ว่านั่นคือแม่ของอาจารย์หม่อมก็เถอะ ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องทำความรู้จักกันถึงขนาดนี้ หล่อนไม่ใช่ลูกไม่ใช่หลานสักหน่อย
ซึ่งคนที่ไม่เข้าใจ ก็หาใช่มีมาลาตีเพียงคนเดียว งามพรรณเองก็เช่นกัน เด็กสาวแปลกหน้าคนนี้เป็นใคร ทำไมลูกชายต้องพามาให้หล่อนรู้จัก พามากราบ ซ้ำยังแนะนำให้รู้จักในฐานะหม่อมย่า หญิงสูงวัยหันไปมองต้นเหตุแห่งความไม่เข้าใจเพื่อขอคำตอบ
“หลานสาวคุณอติรุจครับหม่อมแม่” หากก็หาได้กระจ่าง หลานสาวของลูกเขย แล้วไง ถ้าเป็นหลานสาวของเขย ตามหลักแล้ว หล่อนต้องเป็นยายจึงจะถูกไม่ใช่ย่า หรือว่า...
หญิงสูงวัยก้มลงไปมองร่างบางที่นั่งอยู่ข้างล่างอีกครั้ง เมื่อลูกชายกล่าวขึ้นมาว่า...
“น่ารักไหมครับ”
“นะ.. น่ารักจ้ะ” งามพรรณตอบ หล่อนเหงื่อตกพลางถามตนเองว่า ‘นี่มันอะไรกัน’หญิงสูงวัยเงยหน้าขึ้นมา แล้วก้มลงมอง ทำเช่นนั้นอย่างซ้ำไปซ้ำมา ‘เหมือนกันราวถอดแบบ’ นราธรต้องการจะบอกอะไร คนที่จะเหมือนกันได้ถึงเพียงนี้ มันมีแค่สองกรณี หนึ่งคือพ่อลูก สองคือคู่บุพเพ
ไม่อยากจะเดา ไม่อยากจะคาด ไม่อยากจะคิด เพราะไม่ว่าข้อคะเนอันใดจะเป็นจริง หล่อนก็ไม่อาจจะรับได้อยู่ดี เด็กสาวคนนั้นเพิ่งจะอายุสิบหก หลานสาวนายอติรุจ ไอ้พวกลูกหลานเจ๊ก
หากเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นก็เป็นเสมือนหนึ่งระฆังช่วย ให้งามพรรณ หยุดความหวาดผวาไปได้ชั่วขณะ และณนนท์ก็เดินเข้ามาอย่างไม่สนใจว่าใครจะอนุญาตหรือไม่
“ไม่มีมารยาท” งามพรรณบริภาษในใจ “ไอ้พวกเจ๊ก ไม่อยากจะเสวนาวิสาสะด้วยซ้ำ กล้ำกลืนฝืนใจต้องคบค้าสมสมาคม ไม่จำเป็นก็ไม่อยากจะดองเป็นอะไรกันทั้งนั้น ดาริกาท้องไปแล้วหรอกนะ จึงจำใจให้แต่งงาน ไม่เช่นนั้นนะหรือ จ้างให้ ก็ไม่มีทาง แม้แต่จะไปถึงไหนต่อไหนกันยิ่งกว่านี้ก็เถอะ”
“ไปเหอะ หนูมะลิ คุณแม่ให้มาตาม” ว่าออกไปอย่างไม่สนใจใคร “เขาตั้งขบวนขั้นหมากกันแล้ว” งามพรรณจึงแอบค้อนเข้าให้ พลางนึก...
“ดูมันทำ ผู้หลักผู้ใหญ่นั่งอยู่ก็ตะโกนข้ามหัว สมบัติผู้ดีไม่มีสักกระผลิ เหมือนน้าของมันไม่มีผิด ไหนว่าเป็นศิษย์เก่าอีตันกันทั้งบ้าน มารยาทางสังคมมีอะไรบ้าง ไม่รู้หรอกหรือ”
หากเพียงแค่นึก ใครบางคนก็ดูเหมือนจะได้ยิน ซ้ำยังต่อคำในความคิดของตนเองออกไปอย่างที่ไม่มีใครได้ยินว่า
“อันที่จริง ไอ้มารยาทน่ะ มันก็มีอยู่หรอก แต่มีให้กับคนอื่น ไม่ใช่พวกคุณ ทำอะไรไว้กับน้าอร คนบ้านนี้ไม่เคยมีใครให้อภัย” เรื่องราวเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน อย่าคิดว่าเขาเป็นเด็ก แล้วเขาจะไม่รู้อะไร ณนนท์รู้ทุกอย่างที่ผู้ใหญ่ทุกคนรู้นั่นแหละ รู้แม้ว่าจะไม่เคยมีใครบอก
หลังจากมีคนมาด่าอากง ครอบครัวของเขาต้องแตกสานซ่านเซน น้าอรหนีออกจากบ้าน เขากับน้าชายถูกส่งไปอยู่เมืองนอก ต้องพลัดพรากจากพ่อแม่ก่อนเวลาอันควร เมื่ออากงไม่ต้องการให้ลูกหลานของท่าน โดนใครดูถูกดูแคลน ว่าต่ำต้อยด้อยค่า เป็นไอ้พวกลูกเจ๊กหลานเจ๊กสลัมขายน้ำปลาอีก และที่เลวร้ายที่สุด น้าสาวที่เขาหลงรัก ท้องไม่มีพ่อ
ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด คือ หญิงสูงวัยผู้สูงศักดิ์คนนี้ ดีนะ ที่นอกจากชายหนุ่ม คนทั้งครอบครัวยังไมมีใครรู้ ถ้ารู้ เขาไม่อยากจะจินตนาการ บรรยากาศโดยรอบเริ่มอึมครึม หากมาลาตีก็เป็นคนยุติความมืดมนอนธการนั่นเสีย หล่อนกราบลงบนตักของงามพรรณอีกครั้งแล้วลุกออกมา เมื่อรู้หน้าที่ ได้เวลาที่ต้องไปทำงานตามที่คุณหญิงป้ามอบหมาย ณนนท์จึงไม่รอช้าที่จะเดินตามน้องสาวนอกสายเลือดไปติดๆ ทั้งห้องจึงเหลือเพียงหม่อมราชวงศ์นราธรและหม่อมงามพรรณผู้เป็นมารดา ราชนิกูลหนุ่มจึงกล่าวออกมาว่า
“หนูมะลิเป็นลูกของผม ผมพาแกมากราบหม่อมย่าครับ”
“อะไรนะชาย” คนเป็นแม่ถามเสียงสูงทันที ไม่ว่าจะเป็นข้อใดที่หล่อนแอบคาด งามพรรณก็ไม่อาจจะรับได้ เด็กนั่นมันลูกเจ๊กหลานเจ๊ก ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับนราธรในทางใด ก็ล้วนแต่เป็นทางที่หล่อนสาบส่ง เป็นพ่อกับลูก หากเป็นหลานของนายอติรุจ แม่ของมันย่อมเป็นเจ๊ก แต่ถ้าเด็กคนนั้น คือคนที่ลูกชายของหล่อนหมายผูกสมัคร นอกเหนือไปจากช่องว่างระหว่างวัยที่มันมากเกินไป ยายหนูมะลิอะไรนั่นก็เป็นลูกหลานเจ๊กอยู่วันยังค่ำ ใจของคนที่เพิ่งจะได้รู้ว่าตนเองเป็นหม่อมย่าเริ่มโหวงเหวง งามพรรณอึ้ง ลืมสิ้นแม้แต่สิ่งที่อยากจะโต้ตอบ หากหม่อมราชวงศ์หนุ่มก็หาได้เอะใจ
 “คือ” เขาอึกอักเล็กน้อย “หนูมะลิเป็นลูกของผมครับ เป็นลูกของผมกับอร ผมเจอตัวอรแล้วครับหม่อมแม่ อรเป็นพี่สาวของคุณอติรุจ”
 
ปีพุทธศักราช2539
“อาตั่วตี๋” ร่างสูงหยุดทันที เมื่อได้ยินเสียงเรียก ชายหนุ่มหันไป มารดาของเขารีบเดินมาหา
“มีอะไรหรืออาม๊า”
“วันนี้ลื้อเรียนจบแล้วใช่ไหม”
“ฮื้อ สอบเสร็จเมื่อกี้นี้เลย ม๊ามีอะไรเหรอ” โอรัสถาม
“แล้วอาอรล่ะ อีก็เรียนจบด้วยใช่ไหม”
“ใช่ ทำไมเหรอ” ชายหนุ่มถามอย่างไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก โอรัสมีเรื่องที่สำคัญต้องตัดสินใจ ร่างสูงอารมณ์ไม่สู้ดีนัก หากวันนี้ เขายังคงตั้งใจที่จะทำตามแผนเดิม อีกไม่กี่วันนับจากนี้ นายแพทย์จบใหม่จะต้องเดินทางไปทำงานใช้ทุนยังต่างจังหวัด หากเปลี่ยนแผน โอรัสจะได้เรียนต่อเฉพาะทางทันที และเวลาที่มีไว้ให้ตัดสินใจ มันก็สั้นกระชั้นเสียเหลือเกิน
“แต่คงอีกสองสามวันนะม๊า อรสอบเสร็จมะรืน” น้ำเสียงขุ่นเล็กน้อย
“เออ งั้นก็ดีแล้ว” ว่าจบหล่อนก็เดินจากไป นายแพทย์หนุ่ม จึงต้องเรียกมารดาเอาไว้
“ม๊า” ด้วยความไม่เข้าใจ เล่นเข้ามาถามแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย แล้วเดินจากไปเช่นนี้ คนถูกถามอย่างเขาค้างนะ
“หา” ร่างอวบของหญิงชาวไทยเชื้อสายจีนหันมา
“มีอะไรเหรอม๊า”
“เปล่า อั๊วก็แค่อยากจะรู้ ว่าลื้อเรียนจบเมื่อไหร่ อั๊วจะได้ไปหาฤกษ์หายามได้ถูก”
“ฤกษ์” ร่างสูงเลิกคิ้วสงสัย “ฤกษ์อะไร”
“ก็เลิกแต่งงานลื้อไง ลื้อเรียนจบแล้ว ลื้อก็น่าจะแต่งงานได้แล้ว ก็ลื้อบอกม๊าเอง ว่าเรียนจบเมื่อไหร่ ลื้อจะแต่งงานทันทีไม่ใช่เหรอ” ว่าจบก็หันหลัง “อั๊วจะไปคุยกับอาตง จะได้รีบหาฤกษ์” หล่อนสาวเท้า หากก็เพียงแค่ไม่กี่ก้าว
“เดี๋ยว” ลูกชายเรียกหล่อนให้หยุด ร่างอวบหันมา
“อั๊วว่า อย่างเพิ่งเลย”
“อ้าว ก็ไหนว่า”
“อั๊ว...” ร่างสูงอ้ำอึ้งไปเล็กน้อย “อั๊วอยากรับปริญญาก่อน อรก็คงคิดเหมือนอั๊ว”
“อ้าวงั้นเหรอ”
“เอาไว้ให้รับปริญญาก่อนได้ไหมม๊า”
“งั้นก็ตามใจลื้อ”
จากรอไว้ให้รับปริญญา ก็ผลัดออกไปเป็นขอให้ผ่านอินเทรินเสียก่อน จากนั้นก็อ้าง อยากเรียนให้จบเฉพาะทาง โอรัสหาทางบ่ายเบี่ยงออกไปได้เรื่อยๆ มันจึงไม่เคยมีวันนั้น พิธีวิวาห์ระหว่างเขาและอรรัมภาจึงไม่เคยมีวันเกิดขึ้น จนกระทั้ง หล่อนหายสาบสูญออกไปจากชีวิต
เขารังเกียจที่หญิงสาวเคยผ่านมือชายมาหรือ นั่นก็หาใช่ประเด็น โอรัสไม่ใช่คนใจคอคับแคบ ถ้าหากว่ารักเสียอย่าง ต่อให้เป็นม่าย หรือว่าจะเป็นพวกรักสนุกขนาดไหน ชายหนุ่มรับได้เสมอ แต่กับอรรัมภา หล่อนก็หาได้ชอกช้ำอันใดหนักหนา แล้วเหตุอันใด ในวันนั้น เขาจึงหมดรักหล่อนไปเสียเฉยๆ
จะต้องรับเดนใครมาก็ช่าง แต่ต้องไม่ใช่เดนของไอ้เด็กอ่อนหัดคนนั้น เมื่อ ณ เวลานั้น นราธรก็ไม่ต่างอันใดจากคู่แข่ง เขากับหม่อมราชวงศ์หนุ่มน้อยคนนั้น แข่งกันทุกอย่าง โดยมีอรรัมภาเป็นเหตุ
เรื่องอะไรจะปล่อยให้ใครมาหัวเราะเยาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไอ้เด็กอมมือนั่น ของที่มันกินแล้ว เขาจะไม่ยอมเก็บ หรือแม้แต่จะแย่งมากินต่อ ให้แสลงชีวิตเป็นอันขาด ชายหนุ่มยอดตายดีกว่า หากจะต้องถูกหยาม ชาตินี้ทั้งชาติ จะให้เขาเสียอะไรก็เสียได้ แต่โอรัสจะไม่ยอมเสียเชิงชายให้ขายขี้หน้า 
ปีพุทธศักราช 2556
 จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากเมื่อสิบกว่าปีก่อน เขาได้ลงเอยกับอรรัมภา และจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากในวันนั้นชายหนุ่มจะกล้าปฏิเสธออกไปอย่างตรงๆ แทนที่จะหาทางบ่ายเบี่ยงไปเรื่อยๆ ในวินาทีแรก ที่ได้รู้แน่แก่หัวใจ หากโอรัส กลับไม่กล้า แม้แต่จะพูดออกมาว่า ไม่
เพราะเหตุอันนี้ใช่ไหม มันเป็นเพราะเขาใช่ไหม ความรักของอรรัมภาและนราธรจึงต้องจบลงอย่างพังพินาศ นายแพทย์วัยกว่าสิบมองร่างบางที่เขาไม่ได้พบมานานแล้วด้วยความรู้สึกผิดบาป
ร่างสูงชั่งใจอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่จะตัดใจเดินเข้าไปหา การได้ทำหน้าที่เถ้าแก่ให้กับคนเป็นเจ้าบ่าว ทำให้เขาได้รับรู้อะไรต่อมิอะไรอย่างมากมาย
“อรไม่อยากให้หมอนั่นต้องเสียอนาคต เพราะต้องลาออกจากมหาวิทยาลัย เพื่อหาเลี้ยงอรกับลูก” จากปากคำของต้าเส่ง ไม่อยากจะเชื่อ ว่าความรักแบบนี้มันจะมีอยู่ในโลก ผู้หญิงคนหนึ่ง ยอมเสียสละทุกสิ่ง เพื่อชายคนที่หล่อนรัก เขาบาปใช่ไหม ที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้คนทั้งคู่ ต้องพรากจากกัน
“ไม่ได้พบกันเสียนาน อรสบายดีนะ” โอรัสกล่าวทักทาย สิบเจ็ดปีผ่านไป นี้คือครั้งแรก ที่ชายหนุ่มได้พบกับหล่อน หญิงสาวที่เขาเฝ้าผูกใจรักมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แล้วก็หมดรักเพียงชั่วระยะเวลาอันแสนสั้น เมื่อไม่อาจจะถอดวางศักดิ์ศรีของตนเองเพื่อหล่อนได้ จะเกิดอะไรขึ้น หากวันนี้เขากับอรรัมภาได้แต่งงานกัน
“อย่างนี้แหละ ดีที่สุดแล้ว อาตั่วตี๋” ครั้งหนึ่ง เถ้าแก่ตงเส่งเคยบอกกับเขาเช่นนี้ “มันจะยุ่งกว่านี้ ถ้าพวกลื้อสองคนได้แต่งงานกัน” คำพูดนั้น ยังคงจำได้ทุกถ้อยคำ หากก็หาได้เคยลบล้างความรู้สึกผิดที่มีไปได้ไม่ ซ้ำเมื่อได้รู้ ว่าความรักระหว่างอรรัมภาและนราธร ยากที่หวนคืนมาบรรจบ คุณหมอหนุ่มใหญ่ก็กลับยิ่งไม่สบายใจ ร่างสูงจึงตัดสินใจเดินเข้ามาหา เขามีบางอย่างที่จะต้องพูด
อรรัมภาจึงกระพุ่มมือไหว้ เสื้อผ้าลูกไม้ ผ้าซิ่นไหมสีเขียวตองอ่อน ทำให้หล่อนดูงามจับตา ในวัยสามสิบเจ็ดปี ความงามของหญิงสาวไม่เคยลดหายไปแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามอรรัมภาเจิดจ้ายิ่งขึ้น ยิ่งขึ้นไปกว่าสิบกว่าปีที่แล้ว ร่างบางที่เขาเคยหลงรัก ผุดผาดและบาดตาด้วยความสะพรั่งของเพศหญิงอย่างเต็มตัว
“สบายดีค่ะ” หล่อนว่า “แล้วพี่โอล่ะ สบายดีไหม ต้าเส่งเล่าว่าพี่แต่งงานกับแจ๋ม แล้วแจ๋มล่ะ มาด้วยไหม แจ๋มสบายดีหรือเปล่า”
“พี่สบายดีจ้ะ” เขาตอบ “แจ๋มก็สบายดี แต่ไม่ได้มาด้วย แจ๋มติดงาน มาได้ตอนเย็น เดี๋ยวอรก็คงได้เจอ
“ได้ข่าวว่า พี่ได้เป็นรศ.แล้ว อรดีใจด้วยนะ” หล่อนยิ้มให้เขาอย่างชื่นชม สำหรับอรรัมภา โอรัสยังคงเป็นพี่ชายที่หล่อนเคารพนับถืออยู่เสมอ
“ขอบใจจ้ะ พี่ก็ดีใจนะที่อรกลับมา” ชายหนุ่มทอดมองหล่อนด้วยความเอ็นดู สิบเจ็ดปีผ่านไป ความรู้สึกอย่างเดิมที่เคยรู้สึก บัดนี้มันได้เปลี่ยนไป โอรัสรู้สึกกับอรรัมภา อย่างที่พี่ชายรู้สึกกับน้องสาว
“เริ่มต้นชีวิตใหม่กับเขาเสียทีนะอรนะ” แล้วเขาก็เริ่มต้น และอย่างที่ต้องการรวบรัดตัดความ โอรัสกล่าว ในสิ่งที่เขาตั้งใจจะกล่าว “อรเจอคุณชายหมอแล้วใช่ไหม” ชายหนุ่มหมายถึงนายแพทย์รุ่นน้อง หม่อมราชวงศ์นราธร
หากเพียงเท่านั้น อรรัมภาก็มีสีหน้าที่เปลี่ยนไปในทันที หล่อนไม่พอใจ ที่อดีตพี่ชายข้างบ้าน เอ่ยชื่อของคนๆ นั้นให้หล่อนได้ยิน หากร่างบางก็หาได้เดินหนี หญิงสาวยืนก้มหน้านิ่ง ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านพ้นไปนานแสนนานสักแค่ไหน โอรัสยังคงเป็นคนๆ เดียว ที่อรรัมภารู้สึกเกรงขาม
“พี่รู้ว่าอรเจอเขาแล้ว”
“ค่ะอรเจอเขาแล้ว” หล่อนกล่าวอย่างบางเบา ร่างบางกำมือแน่น อยากจะตะโกนบอก ให้เขาหยุดพูด หากร่างบางก็ทำได้เพียงแค่ยืนนิ่ง
“เขายังรักอรอยู่เสมอนะ”
“ค่ะ”
“แล้วเขาก็ยังไม่มีใครด้วยนะอร”
“ค่ะ”
“พี่ว่าดีเลย ถ้าอรกับเขาจะเริ่มต้นกันใหม่อีกครั้ง”
“ค่ะ” คำตอบสุดท้าย โอรัสถึงกับต้องเหลือบตามองบน ออกระอากับคำว่า “ค่ะ” ของหล่อน
“พูดคำอื่นเป็นบ้างไหม” อารมณ์ของชายหนุ่มเริ่มขุ่น “รู้ไหม ว่าสิบเจ็ดปีมานี่ เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของนราธรบ้าง อรหายไป เขาแทบจะเป็นบ้านะรู้ไหม นราธรเกือบจะเสียคน เขาเกือบจะไม่ได้เป็นหมอ อรไม่มาเห็นสภาพของเขาตอนนั้น”
“ค่ะ” ร่างบางยังคงเอาแต่ก้มหน้า
“หยุดพูดแต่คำว่าค่ะเสียทีได้ไหมอร”
“คือ...” หญิงสาวกัดริมฝีปาก อรรัมภานิ่งคิด ไม่รู้ว่าจะตอบคำถามของคนตรงหน้าอย่างไรดี
“พี่ไม่เข้าใจอร พี่ไม่เข้าใจ ก็ในเมื่ออรกับเขาได้เจอกันแล้ว อรจะหนีเขาไปถึงไหน คุณชายนราธรเขารักอรมากนะ รักเสมอไม่เคยเปลี่ยนแปลง แล้วทำไม อรถึงไม่...” หากก็ยังไม่ทันได้กล่าวจนจบ
“เพราะอรเข้าใจถึงหัวอกของคนเป็นแม่ยังไงล่ะ” หล่อนกล่าวเสียงกร้าว ร่างบางเลิกก้มหน้า เมื่อหมดความอดทนต่อแรงบีบคั้น อรรัมภาก็ไม่ทนยืนนิ่งเงียบอีกต่อไป
“เมื่อก่อนอรก็คิดเหมือนพี่โอ ขอแค่เรารักกัน ใครก็ไม่สำคัญ ไม่มีใครสำคัญทั้งนั้น นอกจากเราสองคน” เสียงของร่างบาง เริ่มที่จะอ่อนลง “แต่อรคิดผิด แม่ของเขาเกลียดอร แค่นี้ ความรักของเรามันก็จบแล้ว”
“อร” ชายหนุ่มเพ้อชื่อของหล่อนออกมาอย่างสะท้อนใจ ด้วยน้ำเสียงนั้น โอรัสสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดอันมากมายมหาศาล
“แล้วยิ่งพออรมีลูก อรก็ยิ่งเข้าใจ ว่าหัวอกของคนเป็นแม่จะรู้สึกยังไง คนเป็นแม่ยอมหวังที่จะเห็นชีวิตของลูกได้ดี มันจะเจ็บปวดเสียใจขนาดไหน ถ้าลูกของเรา ลงเอยกับคนที่ไม่เหมาะสมคู่ควร”
“แล้วอรไม่เหมาะสมคู่ควรกับคุณชายตั้มตรงไหน” ร่างสูงมองหล่อนเขม็ง ยอมรับออกมาตรงๆ ในใจ ช่างน่าเวทนาอะไรเช่นนี้
“อรสงสารแม่ของเขา ลูกเขาสามคน” หากก็ยังไม่ทันจะได้กล่าวจบ
“อรสงสารแม่ของเขา” น้ำเสียงของอดีตพี่ชายข้างบ้านเครียดขม “แล้วนราธรล่ะ นราธร พ่อของลูกอร อรเคยสงสารเขาบ้างรึเปล่า สิบเจ็ดปีมานี่ เขาต้องอยู่อย่างเป็นทุกข์ เพราะการหายไปของอร อรเคยสงสารเขาบ้างไหม แล้วหนูมะลิอีกคน ลูกสาวของอรต้องเกิดมาเป็นเด็กไม่มีพ่อ อรเคยสงสารเขาบ้างไหม แล้วคนสุดท้าย ก็คือตัวของอรเอง ทุกๆ วันนี้ อรมีความสุขนักเหรอ สงสารตัวเองบ้างเถอะ คนที่อรควรจะแคร์ ไม่ใช่ผู้หญิงใจสกปรกคนนั้น ถ้าอรเคยคิดว่า ขอแค่ว่าเรารักกัน ใครก็ไม่สำคัญ อรคิดไม่ผิดหรอก” 
 
กว่าจะเสร็จสิ้นพิธีกรรมในตอนเช้า ก็เล่นเอาหล่อนเกือบจะแย่ ในขณะที่นั่งรับน้ำสังข์ ก็เกือบเป็นลมไปแล้วหลายครั้ง หากเจ้าบ่าวของหล่อนก็ช่วยประคับประคอง จนผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความยากลำบากออกไปได้ 
ต้าเส่งคือ ผู้ชายที่เหมาะแก่การที่ผู้หญิงสักคนหนึ่ง จะฝากชีวิต และฝากหัวใจเอาไว้ คุณเกรซคนนั้น พูดถูกทีเดียว ตลอดช่วงระยะเวลาอันยาวนานของพิธีมงคลสมรส ไม่ปล่อยให้เจ้าสาวของเขาต้องมีอันเป็นอะไรไป ซ้ำยังทำให้หล่อนยังคงความสง่างามของเจ้าสาวเอาไว้อย่างไม่ให้ขาดตกปกพร่อง
แม้ว่าหล่อนโงนเง็นจนแทบจะยืนไม่ไหวก็ตามที หากคุณหญิงดาริกาก็ถูกโอบประคอง โดยคนเป็นเจ้าบ่าวไปจนตลอดงาน ภาพนั้น เป็นราวกับคู่รัก ที่รักกันหวานชื่นจนน่าอิจฉา มากกว่าดูเหมือนสามีหิ้วปีกภรรยาที่กำลังจะเป็นลม
แต่เมื่อหมดหน้าที่ คนที่บัดนี้หล่อนสามารถเรียกเขาได้อย่างเต็มปากแล้วว่าสามี ก็พาหล่อนมาทิ้งเอาไว้ที่นี่ ห้องนอนของเขาในคฤหาสน์หลังงามของครอบครัว ต้าเส่งไม่สั่งความอันใดมาก เขาบอกเพียงแต่ว่า
“พักผ่อนเอาแรงนะครับคุณหญิง นอนให้เต็มอิ่ม รอผมอยู่ที่นี่ เดี๋ยวผมกลับมา” แล้วก็ไม่พูดอันใดต่อ สามีของหล่อนเดินออกไปจากห้อง และก็หายไปเลย ซึ่งดาริกาก็เชื่อตามที่เขาบอก เดี๋ยวเขาก็กลับมา ร่างบางล้มตัวลงนอน แล้วผล็อยหลับไป
หากจนแล้วจนรอด ก็ไม่มีวี่แววของชายหนุ่ม ดาริกาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อคุณหญิงสุรีย์มาปลุก หญิงสาวมองซ้ายขวา เจ้าบ่าวของหล่อน หายไป ณ ที่แห่งใด
“ทานอะไรสักหน่อยนะคะ จะเย็นแล้ว ทานก่อนแต่งหน้าแต่งตัวใหม่”
ร่างบางจึงลุกออกจากเตียงอย่างว่าง่าย หล่อนเห็นสาวใช้สองสามคน เดินเพ่นพ่านอยู่ในห้อง คงตามคุณหญิงสุรีย์เข้ามา คนหนึ่งกำลังจัดสำรับลงบนโต๊ะ อีกสองคนเดินเข้ามาเพื่อยกกระเป๋าเสื้อผ้าของหล่อนและสามีออกไป คงจะขนเอาไปไว้ที่โรงแรม คืนนี้ การส่งตัวจะเกิดขึ้นที่นั่น ห้องสวีต ในโรงแรมที่สามีของหล่อนเป็นเจ้าของ
“ต้าเส่งล่ะค่ะ” ดาริกาถาม เมื่อหล่อนคิดว่าเขาน่าจะเป็นคนมาปลุกหล่อนเองมากกว่า แต่ชายหนุ่มก็กลับหายไปไหนเสียก็ไม่รู้
“อยู่ข้างล่างน่ะค่ะ เขากำลังยุ่งๆ เรื่องงานเลี้ยงคืนนี้ พี่ก็เลยต้องขึ้นมาแทน” คุณหญิงสุรีย์กล่าวเสียงเรียบ หากราชนิกูลสาวก็สังเกตเห็นความยุ่งยากใจในแววตา เกิดอะไรขึ้นหรือ
“หนูมะลิ” หากพี่สามีของหล่อนก็หาได้บอกความอันใดที่มากมายไปกว่านั้น คุณหญิงสุรีย์เรียกหลานสาว มาลาตีเดินเข้ามา “อยู่ทานข้าวเย็นเป็นเพื่อนคุณหญิงน้านะ” สั่งความกับหลานสาวเสร็จ ก็หันมากล่าวกับดาริกาว่า
“คุณหญิงไม่ต้องกังวลนะคะ พี่จะให้หนูมะลิอยู่เป็นเพื่อน อีกเดี๋ยวต้าเส่งเสร็จธุระแล้วก็คงจะขึ้นมาที่นี่เอง” ว่าจบ ก็ไม่รอช้า พี่สาวของสามี รีบร้อนเดินออกไปทันที ท่าทางของหล่อน มันดูลนๆ ชอบกล มีอะไรเกิดขึ้นหรือ   
 
“ตี่ตี๋ มาทำอะไรอยู่ตรงนี้ ทำไมไม่ไปอยู่กับเจ้าสาวของเธอ” คนเป็นพี่ถาม เมื่อเห็นน้องชายแอบนั่งซุกตัวอยู่ในมุมปลอดคน
หลังจากที่ได้ตามหากันจนทั่ว ในที่สุดก็เจอตัว อติรุจ แอบหนีมาซ่อนตัวอยู่ตรงนี้ ท่าทางของชายหนุ่ม ที่ได้เห็น ทำให้อรรัมภานึกไปยังวัยเด็ก ยามเมื่อต้าเส่งต้องการจะหนีไปจากสิ่งที่เขาถูกบังคับให้ทำ
“อร” ร่างสูงจึงเงยหน้าขึ้น ในขณะที่พี่สาวย่อตัวลง
“คนเขาตามหากันทั่วบ้าน มาหลบ..” หากก็ยังไม่ทันจะได้กล่าวจบ ร่างบางถูกรวบเข้าไปกอด
“อรช่วยผมด้วย ผมใจจะขาดอยู่แล้วอร อรช่วยผมที” แม้ว่าจะไม่มีน้ำตาให้เห็นสักหยด หากเสียงนั้นก็สั่นเครือ น้องชายของหล่อนกำลังร้องไห้ คนเป็นพี่รู้ดี
“ใจจะขาดอะไร แล้วตี่ตี๋จะให้พี่ช่วยอะไร”
“เราหนีไปด้วยกันเถอะ มันยังทันนะอร ถ้าเราจะหนีไปด้วยกันตอนนี้”
“พูดอะไรบ้าๆ” อรรัมภาสะบัดตัวอย่างรุนแรง คนเป็นพี่ผละออกจากอ้อมกอดของน้องชายทันที หล่อนลุกขึ้น แล้วถอยหนี
“เธอพูดอะไรออกมา รู้ตัวรึเปล่า น้องชายของพี่ ไม่ใช่คนไร้ความรับผิดชอบอย่างนั้น”
“ผมรู้ตัวเสมอ ว่าพูดอะไรออกมา” ร่างสูงยันกายลุกขึ้น “ผมไม่อยากจะฝืนใจรับผิดชอบใครอีกต่อไปแล้ว ผมรักอร เราหนีไปด้วยกันเถอะ ถ้าเป็นตอนนี้ มันยังทัน”
“หยุดพูดจาเพ้อเจ้อได้แล้ว เธอกำลังสับสนนะตี่ตี๋ เธอไม่ได้รักพี่หรอก เธอรักคุณหญิงดาริกาต่างหาก”
“อร” ร่างสูงจึงเรียกชื่อของพี่สาวอย่างสะท้านร้าวไปถึงหัวใจ ทำไมหล่อนจึงได้แต่ผลักใสเขา “อรรักผมบ้างรึเปล่า รักผมอย่างที่ผมเป็นผู้ชายคนหนึ่ง” ถามออกไปด้วยความเจ็บปวด นับตั้งแต่วันนั้น อรรัมภาก็เอาแต่ตีตัวออกห่าง ทำไมกัน ทั้งๆ ที่เมื่อก่อน หล่อนไม่เคยจะปฏิเสธน้องชายคนนี้แม้แต่สักครั้ง หล่อนทำเหมือนไม่มีเขาอยู่ในหัวใจ ตี่ตี๋ขออะไร อรไม่เคยปฏิเสธไม่ใช่หรือ แล้วมาวันนี้ ทำไม 
“ตอบมาได้ไหมอร ตอบมาได้ไหม” หากแต่คำตอบนั้น
“เธอกำลังสับสน พี่เข้าใจเธอตี่ตี๋” ร่างบางก้าวเข้าไปหา มือเรียวประทับลงบนแก้มสากอย่างนุ่มนวล “กำลังกลัวอยู่ใช่ไหม การแต่งงานไม่ได้ทำให้เธอสูญเสียอิสรภาพหรอกนะ แต่มันจะทำให้เธอเป็นผู้ใหญ่ขึ้น วันนี้ชีวิตของเธอสมบูรณ์แล้วนะรู้ไหม ได้เป็นพ่อ และเป็นสามี มันน่าภาคภูมิใจจะตายไป มีคนที่เธอรักให้เธอคอยปกป้องคุ้มครองตั้งสองคน และอาจจะมากกว่านั้นในอนาคต เชื่อพี่เถอะ นับต่อจากนี้ ชีวิตของเธอจะมีแต่ความสุข เห็นไหมตี่ตี๋ การแต่งงานมันไม่ได้มีอะไรน่ากลัวเลยสักนิด”
สิ้นสุด
ปีพุทธศักราช 2556
หลายเดือนผ่านไป
ดาริกาเริ่มที่จะคุ้นชินกับภาพอุจาดตานั่นขึ้นมาบ้างแล้ว ภาพสามีของหล่อน กับผ้าขาวม้าผืนเดียวปิดของสงวน ก้มๆ เงยๆ ปีนขึ้นปีนลงบ่อเพาะเลี้ยงปลาทอง บ่อโน่นที บ่อนี้ทีพร้อมกับสวิงขนาดย่อมในมือ
ไม่อยากจะเชื่อ ว่าเมื่อแรกที่ได้เห็นนั้น ราชนิกูลสาวถึงกับโวยวายลั่น ว่าแล้วก็อดนึกถึงวันนั้นขึ้นมาไม่ได้ เช้าวันแรก ที่ดาริกามาอยู่ที่นี่ บ้านซอมซ่อในเมืองสมุทรปราการ
“ทุเรศ ทำอะไรทุเรศ” นึกไปก็ขำไป วันนั้นหล่อนแหวใส่เขาเสียงดังเชียว “ต้าเส่ง ลงมานี่เดี๋ยวนี้นะ” ร่างสูงจึงกระโดดลงมา ราวกับจะทำตามคำสั่ง หากแต่ก็หาไม่ อติรุจเดินตรงรี่มาหาภรรยา แล้วถามหล่อนเสียงห้วนขุ่นว่า
“มีอะไร”
“ไปแต่งตัวให้เรียบร้อยเดี๋ยวนี้” หล่อนกล่าวน้ำเสียงกร้าว ต้าเส่งจึงก้มลงมองตนเองทันที
“ทำไม ผมจะล้างบ่อปลาทอง คุณหญิงมีปัญหาอะไร”
“ก็มันทุเรศ นุ่งผ้าขาวม้าผื่นเดี๋ยวแบบนี้ เกิดแขกไปใครมา หญิงจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน” ราชนิกูลสาวแว้ดใส่ เท่านั้นหล่อนจึงได้รับคืนสนองในสิ่งที่ทำเป็นสองเท่า
“ก็เอาไว้บนคอของคุณหญิงนั่นแหละ” สามีของหล่อนตวาดเข้าให้ “ใครจะมาเห็นก็ช่างหัว ผมจะล้างบ่อปลา ผมก็จะใส่ของผมอย่างงี้ จะทุเรศหรืออะไรมันก็เรื่องของผม และก็ขอพูดตรงนี้ให้เข้าใจอีกครั้งนะ คุณหญิงไม่มีสิทธิ์มาออกคำสั่งกับผม เป็นเมียก็อยู่ส่วนเมีย ไม่ได้สั่ง ไม่ได้ถาม ก็ห้ามพูด กรุณาอยู่ในโอวาสด้วย”  
ในวันนั้น ดาริกาจำได้ว่าหล่อนแบะปากร้องให้ทันที จากที่เดินเข้าไปเพื่อเอาเรื่องสามี กลายเป็นว่า เป็นหล่อนเสียเองที่โดนเขาจวกยับ ซ้ำพอปล่อยโฮ แทนทีอะไรๆ มันน่าจะดีขึ้น สามีของหล่อนอาจจะใจเสียที่เห็นภรรยาร้องไห้จนต้องปลอบต้องง้อ ก็หนักข้อยิ่งไปกว่าเก่า เมื่อน้ำตาของหญิงสาวยั่วโมโหเขาอย่างแรง ราชนิกูลสาวจึงโดนจัดหนักไปอีกหนึ่งดอกว่า
“ร้องไห้อีกแล้ว” ต้าเส่งตวาดเสียงสนั่น จนคนงานทั้งฟาร์มหยุดจากกระทำทุกสิ่งแล้วหันมามองเป็นตาเดียว “รำคาญ ทำเป็นอยู่แค่นี้ใช่ไหม” ว่าจบเขาก็ปล่อยให้ภรรยายืนร้องไห้อยู่ตรงนั้น แล้วตัวเองก็เดินกลับไปยังบ่อปลาทอง เพื่อทำงานอดิเรกสุดโปรดต่อไป
ไม่เข้าใจอยู่เหมือนกัน ว่านิดว่าหน่อยแค่นี้ ทำไมต้องโกรธขนาดนั้นด้วย ทีแต่ก่อน ตอนสมัยเขาตามจีบหล่อนต้อยๆๆ เมื่อสิบกว่าปีก่อน โดนด่าแว้ดๆๆ ยิ่งกว่านี้ ก็ยังหน้าเป็น ไม่เห็นจะว่าอะไรเลย
ร่างสุดกระโดดลงจากบ่อปลา แล้วเดินตรงมา เมื่อเห็นภรรยายืนอยู่ เขารู้อย่างเป็นอัตโนมัติ ว่าหล่อนคงจะต้องมีธุระจึงเดินมาแถวนี้
“มีอะไร” ห้วนแต่ก็ไม่มากนัก ยังคงพอจะมีความอ่อนโยนเจือปนอยู่ ร่างซึ่งบัดนี้ไม่ได้แบบบางอีกต่อไป ตามอายุครรภ์ที่เพิ่มมากขึ้น จึงยิ้มแล้วตอบว่า
“พรุ่งนี้หมอนัด หญิงจะไปโรงพยาบาล”
“อืม เหรอ งั้นจะให้นิ่มมารับนะ” ชายหนุ่มหมายถึงเลขาของตนเอง “แล้วเดี๋ยวจะเอาบัตรเครดิตให้ รอเข้าบ้านก่อน ตรวจเสร็จแล้ว อยากจะไปเที่ยวไหนก็ให้นิ่มพาไป แต่อย่าเอาไปรูดซื้ออะไรบ้าๆ บอๆ ล่ะ บัตรที่ผมจะให้ไปน่ะ มันมีวงเงินแค่สามหมื่น ผมใช้ไปแล้วหมื่นห้า ถ้าแค่กินข้าวดูหนัง หรือซื้อของเล็กน้อยๆ ก็พอได้ แต่ถ้ามากกว่านั้น หน้าแตกผมไม่รับรู้ด้วย” นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หล่อนเริ่มจะชิน ต้าเส่ง เค็มยิ่งกว่าน้ำปลาที่เขาขายเสียอีก หลายเดือนที่ผ่านมา ดาริกาต้องปรับตัวเขาหาเขา(อยู่ฝ่ายเดียว) อย่างหนัก
จะมีใครสักกี่คนเคยรู้ ว่ามหาเศรษฐีระดับหมื่นล้าน ให้เงินภรรยาใช้ราวกับให้เงินเด็กไปซื้อขนม หล่อนจะใช้ที เขาก็ให้ที แถมยังต้องแจกแจงค่าใช้จ่ายอย่างทุกเม็ด ทุกวันนี้ ดาริกา ไม่เคยมีเงินติดกระเป๋าสักบาท
แต่ก็อย่างที่บอก หล่อนเริ่มจะชินแล้ว
“วันพรุ่งนี้หมอนัดอัลตราซาวด์รอบสอง” หล่อนบอกเขาเสียงอ่อน อย่างแอบหวัง
“อื่ม เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกลับมาก็บอกผมด้วยก็แล้วกัน”
“แล้วต้าเส่งจะไม่ไปกับหญิงเหรอ” ถามอีกอย่างแอบหวัง
“ไม่ไป พรุ่งนี้ต้องไปดูเขาเซ็กสภาพเครื่องจักร ไปกับนิ่มนั่นแหละดีแล้ว”
“แต่หญิงเกรงใจอะ คุณนิ่มเขาถูกจ้างมาให้เป็นเลขาไม่ใช่เหรอ งานเขาก็คงจะเยอะอยู่ ให้เขาพาหญิงไปไหนมาไหมแบบนั้น มันไม่นอกเหนือหน้าที่ไปหน่อยเหรอ หญิงไม่อยากรบกวนเขา”
“ผมมีเลขาสองคน คุณหญิงไม่ต้องคิดมาก งานของนิ่มช่วงนี้มันไม่มีอะไร นอกจากนั่งเฝ้าออฟฟิศไปวันๆ ผมอยู่แต่โรงงาน มีประยุตคนเดียว” เขาหมายถึงเลขาอีกคนของตนเองซึ่งเป็นผู้ชาย “ก็เหลือเฟือ คุณหญิงไม่ต้องเกรงใจอะไรหรอก จ้างมาแล้ว ก็ใช้ให้คุ้ม ใช้บ้าใช้บอก็ใช้ไป” ประโยคสุดท้าย เล่นเอาดาริกาแอบกัดริมฝีปาก พูดงี้หมายความว่าไง เห็นว่าเรื่องธุระของหล่อนกับลูกเป็นเรื่องบ้าๆ บอๆ ไม่มีสาระอย่างนั้นหรือ มิน่าล่ะ ถึงไม่ยอมสระเวลาอันเป็นเงินเป็นทองพาเมียไปหาหมอ หญิงสาวแอบคิดอย่างน้อยใจ
“แต่คุณนิ่มเขาเป็นคนอื่นนะ”
“งั้นก็จะโทรเรียกให้อรไปเป็นเพื่อนก็แล้วกัน” น้ำเสียงของเขาเริ่มแสดงออกถึงความรำคาญ หากหญิงต้องก็ยังไม่หยุดอิดออด หล่อนอยากให้เขาไปเป็นเพื่อน
“รบกวนพี่สาวของคุณเปล่าๆ เขาอยู่ตั้งไกล ให้นั่งรถมาที่นี่”
“ไม่รบกวนหรอกน่า” ต้าเส่งจึงตัดบท แม้น้ำเสียงจะบ่งบอกถึงความรำคาญ แต่ชายหนุ่มก็ยังคงพูดกับภรรยาดีอยู่ “อรอยู่บ้าน วันๆ ไม่ทำอะไร” ชายหนุ่มยังคงโกรธพี่สาวไม่หาย วันนั้น นอกจะปฏิเสธอย่างไร้เยื้อใย อรรัมภายังผลักใสเขาให้ต้องไปแต่งงานกับใครคนอื่นที่ไม่ใช่หล่อน “ให้เขาออกมาทำตัวให้เป็นประโยชน์เสียงบ้างเถอะ อยู่บ้านก็เอาแต่นั่งๆ นอนๆ” น้ำเสียงนั้นเริ่มจะขุ่นจัด เขาหงุดหงิด เมื่อต้องพูดถึงพี่สาวขึ้นมา
“ทำไมถึงพูดถึงพี่สาวของตัวเองอย่างนั้นล่ะ” ซึ่งคนที่ไม่รู้อิโน่โหน่อิเหน่อันใดอย่างดาริกา ก็ถามประสาซื่อ ถามอย่างที่มนุษย์ปุถุชนคนใดมาได้ยินแบบนี้ก็ต้องถาม เท่านั้นล่ะ สามีสันหลังหวะของหล่อนจึงชักสีหน้าขึ้นมาทันที หากหญิงต้องแม้จะรับรู้ได้ แต่ก็ฝืนความกลัว เมื่อหล่อนต้องการให้เขาอยู่ด้วยในเวลานั้น เพื่อที่จะได้รับทราบเพศของลูกพร้อมๆ กัน
“หญิงอยากให้ต้าเส่งไปส่งหญิง” หล่อนจึงต้องกล่าวเสียงสั่นเครือ
“ก็ผมไม่ว่าง” เขาว่าเสียงแข็ง “พูดไม่รู้เรื่อง” หากก็ยังไม่ถึงขั้นเอ็ดตะโรโวยวายอย่างเช่นทุกครั้ง และในเวลานั้น คนงานคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามา พร้อมกับโทรศัพท์มือถือ ซึ่งกำลังส่งเสียงโหวกเหวก
เขารับมันมาแล้วรับสาย ดาริกาจึงรอดตัว เมื่อมีคนที่จะโดนเอ็ดตะโรโวยวายใส่แทนหล่อน
“อะไรนะนิ่ม” น้ำเสียงของเขาเริ่มเดือดดาล อะไรๆ ก็เป็นประเด็นให้ดอกเตอร์อติรุจ อารมณ์ขึ้นได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นสายลมแสงแดด หรือแม้แต่แมลงวันบินผ่านหน้า ทำไมถึงขี้โมโหได้ง่ายดายนักนะ   
“ผมมอบหมายให้คุณไปรับหลานสาวของผมนะ แล้วคุณปล่อยให้หนูมะลิไปกับคนอื่นได้ยังไง” ว่าจบก็เงียบฟัง
“หนูมะลิบอกว่าจะไปกับนายนั่น แล้วคุณก็ปล่อยให้ไป” ปลายสายจึงว่ากลับมา แต่เหมือนว่าเขาจะไม่รับฟัง “ไม่ต้องมาแก้ตัวนิ่ม จะยังไงก็ช่าง ผมสั่งให้คุณไปรับหนูมะลิ คุณก็ต้องทำให้สำเร็จ แล้วเขาบอกรึเปล่า ว่าจะพาหนูมะลิไปไหน” ต้าเส่งฟังคำตอบจากปลายสายสักครู่ ก่อนจะกดวางสาย
“ชัย” เขาร้องเรียกคนงานดังลั่น ซึ่งนายชัยคนนั้นก็วิ่งออกมาทันที ชายหนุ่มร่างผอมก้มศีรษะเพื่อรับคงสั่ง “จัดการล้างบ่อปลาให้เสร็จ เดี๋ยวฉันจะไม่อยู่ มีธุระด่วน” ว่าจบก็ลากแขนดาริกาเข้าบ้านทันที
“ไปหญิงต้อง” เรียกแบบนี้คงโมโหอะไรเข้าให้สักอย่าง “เดี๋ยวเราจะไปกินข้าวเย็นที่บ้านแม่คุณ” แล้วไอ้ธุระด่วนที่ว่านี่ ก็คือไปกินข้าวเย็นที่บ้านแม่ยายอย่างอยู่ดีๆ ก็นึกอยากจะไปขึ้นมาเนี่ยนะ
 
เกิดความสุขใจอย่างหาใดเปรียบ เมื่อมีหลานสาววัยรุ่น มาคลอเคลียอยู่ใกล้ๆ พร้อมกับเล่าโน่นเล่านี้ให้ฟังไม่ยอมหยุด มาลาตีช่างจ้ออยู่ไม่ใช่น้อย งามพรรณคลายเหงาไปได้มาก เห็นเด็กคนนี้แล้วก็นึกถึงลูกสาวคนเล็กขึ้นมาทันใด สาวน้อย มีอะไรๆ หลายๆ อย่างที่คล้ายคลึงกันกับหญิงต้อง ไม่ว่าจะเป็นกิริยาท่าทาง หรือแม้แต่รูปร่างหน้าตา
ดาริกาเปรียบเสมือนดังเพื่อนตายของคนเป็นแม่ งานพรรณจึงแทบจะอยู่ไม่ถูก ในทันทีที่ลูกสาวคนเล็กได้ออกเรือนไป
หากทว่า การมาเยือนของมาลาตี ก็พอจะทดแทนความรู้สึกว้าเหว่จากการที่ไม่มีดาริกาอยู่เคียงข้าง ไปได้ไม่น้อย เด็กสาวไม่มีทีท่าว่าจะประหม่า หรือว่าตื่นกลัวหม่อมย่าแม้แต่สักน้อย ซ้ำยังช่างออเซาะฉอเลาะ และช่างประจบเอาใจอีกต่างหาก
“อย่างนี้ถูกไหมค่ะหม่อมย่า” เด็กสาวชูกระแตไต่ไม้ที่อยู่มือให้งามพรรณได้ดู พลางทำตาแป๋ว ช่างน่ารักอะไรเช่นนี้ สอนอะไรก็เข้าใจอะไรง่ายๆ บอกให้ทำอะไรก็ทำอย่างไม่มีอิดออด นี่คงเป็นอย่างเดี๋ยวกระมัง ที่แตกต่างจากดาริกาอย่างลิบลับ เห็นทีคงต้องบอกให้นราธรพามาที่นี่บ่อยๆ
“ถูกแล้วล่ะ” หัวไว มีฝีมือ ครั้งแรกก็ทำได้สวยไม่แพ้มืออาชีพ นราธรเอง ก็เก่งกับเรื่องแบบนี้อยู่ไม่ใช่น้อย ขานั้น ทั้งๆ ที่เป็นผู้ชาย แต่กลับร้อยมาลัย แกะสลัก ทำอาหาร เป็นเลิศไม่แพ้ผู้หญิง
แต่ว่าก็ว่าเถอะ ลูกชายของเดียวของหล่อน ตั้งแต่เกิดมา เขาเคยทำอะไรไม่ได้บ้าง นึกพรางก็ปรายตามองมาลาตี
“ได้พ่อมาเกือบทุกอย่าง” หม่อมงามพรรณพึมพำให้ได้ยินเพียงลำพังแต่ตนเอง “จะเหลืออยู่อย่างเดียวก็ตรงที่เป็นผู้หญิงนี่แหละ” จริงอยู่ที่เด็กสาวคนนี้ มีรูปร่างหน้าตาละม้ายคล้ายดาริกา แต่ดาริกาเป็นคู่แฝดของใครกันล่ะ คนเป็นย่า จึงสิ้นสงสัยในชาติกำเนิดของเด็กสาวชาวป่าผู้นี้ แม้จะยังไม่อยากจะยอมรับก็ตามที
“เป็นไงบ้างครับสาวๆ” ในจังหวะนั้น เสียงของราชนิกูลหนุ่มก็ดังแว่วมาก่อนตัว “กระแตไต่ไม้ไปถึงไหนกันแล้ว” ร่างสูงเดินเข้ามาในห้องอย่างอารมณ์ดี
งามพรรณจึงหันไปยิ้มให้กับคนเป็นลูก ไม่เคยได้เห็นเขามีความสุขอย่างนี้มานานมากแล้ว
“หิวกันรึยัง อาหารเย็นเรียบแล้วนะครับ”วันนี้ นราธรอารมณ์ดีจนถึงขนาดลงมือทำครัวด้วยตนเอง ชายหนุ่มลงทุนเข้าครัวเพื่อลูกสาวของเขา ลูกสาวที่เพิ่งจะรู้ตัวว่ามี
งามพรรณจึงอดหวั่นใจขึ้นมาไม่ได้ ถ้าลูกได้เข้ามาถึงที่นี่ อีกไม่นานหรอก แม่ก็ต้องมา ยังคงจำได้ ทุกถ้อยคำ ที่นราธรได้ลั่นวาจาในวันวิวาห์ของดาริกา
“หนูมะลิเป็นลูกของผม เขาต้องมีคำนำหน้าชื่อว่าหม่อมหลวง ไม่ใช่นางสาว ผมจะทำทุกอย่างให้ลูกสาวของผมได้เป็นหม่อมหลวง อย่างที่เขาเกิดมาเป็น ตอนนี้อรอาจจะทำเป็นจำผมไม่ได้ แต่ผมจะไม่ยอมให้เขาปฏิเสธผมตลอดไปแน่ ผมจะทำให้อรยอมรับออกมาให้ได้ ว่าหนูมะลิเป็นลูกของผม และลูกของผม ก็จะต้องมีครอบครัวที่สมบูรณ์ พร้อมทั้งพ่อ ทั้งแม่ ไม่ใช่ขาดๆ แหว่งๆ เหมือนอย่างตอนนี้”
รู้ดีอย่างคนที่เป็นแม่รู้จักคนเป็นลูก นราธรพูดจริงทำจริงเสมอ และในตอนนี้ นราธรก็กำลังทำจริงอย่างที่เคยได้พูด ในตอนนี้ เขากำลังทำราวกับว่า กำลังงอนง้อขอคืนดีกับผู้หญิงคนนั้นอย่างไรชอบกล ง้อแม่โดยเข้าทางลูก  
ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหน หญิงสูงวัยก็ไม่อาจจะยอมรับ ให้คนไร้สกุลอย่างอรรัมภา มาเป็นส่วนหนึ่งในวงศ์วาน
หากก็ไม่ได้มีใครว่าความอันใดต่อ สาวใช้นางหนึ่งก็เดินเข้ามา และนั่งลงกับพื้นที่อยู่ไม่ไกล
“หม่อมท่านค่ะ คุณชายค่ะ คุณหญิงกับคุณอติรุจมาค่ะ” งามพรรณจึงต้องขมวดคิ้วด้วยความฉงน เมื่อลูกสาวของหล่อนไม่ใช่คนที่ทำอะไรอย่างไร้แบบแผนเช่นนี้ หากดาริกาจะมาหาแม่ หล่อนจะต้องนัดเอาไว้ล่วงหน้าเสมอ ไม่ใช่นึกจะมาก็มา
หญิงสูงวัยจึงต้องทอดถอนใจ ไม่ต้องบอกก็รู้ ว่าไอ้พฤติกรรมแบบนี้ มันเป็นนิสัยของใคร
“ไปเชิญคุณหญิงมาที่ห้องนี้” หล่อนสั่ง หากก็หาได้ทันกาล ลูกเขยเจ๊กของหล่อนก็ลากแขนของดาริกาเดินเข้ามาในนี้เสียแล้ว
“ผมพาคุณหญิงมากินข้าวเย็นกับหม่อมแม่” ซึ่งมันก็ยังยืนค้ำหัวของหล่อนอย่างเช่นทุกครั้ง หากก็ยังไม่ทันจะมีใครได้ว่าอันใดต่อ
“หม่อมท่านค่ะ คุณชายค่ะ” สาวใช้อีกนางหนึ่งก็เดินเข้ามา แล้วนั่งลงเฉกเช่นแม่สาวใช้คนแรก “คุณณนนท์มารับคุณหนูมาลาตีกลับบ้านค่ะ
งามพรรณหลับตาทันที ในที่สุด ไอ้พวกลูกเจ๊กหลานเจ๊ก มันก็มาเดินกันให้เต็มวัง “นี่ฉันไปทำเวร ทำกรรมอะไรเอาไว้นะเนี่ย” หญิงสูงวัยคิด
 
ราวกับนั่งอยู่ในสงครามเมืองทรอยด์ก็ไม่ปาน ดาริกาอยากจะทิ้งช้อนทิ้งส้อม แล้วเดินหนีไปเสียให้มันรู้แล้วรู้รอด ผู้ชายสามคน แย่งกันเอาอกเอาใจเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง พวกเขาตักโน่นตักนี้ให้หล่อนกินจนวุ่นวาย ภาพนั้น สร้างความอึดอัดใจให้หม่อมราชวงศ์สาวอยู่ไม่น้อย
ทั้งๆ ที่เห็นบ่อยไป ยามได้ไปเยือนบ้านหลังใหญ่ของสามี แต่ดาริกาก็ยังคงไม่เคยจะชิน เมื่อมันหาได้เป็นสิ่งอันน่าดู สามีของหล่อน หลานชายของเขา และเพิ่มขึ้นมาในตอนนี้ก็คือน้องชายของหล่อน
หนังม้วนเดิม เปลี่ยนก็แต่ตัวพระนางเฮเลน เมื่อ ณ วินาทีนี้ คนที่ต้องเล่นบทคนที่อยู่ตรงกลาง ของการชิงดีชิงเด่น เพื่อพิชิตดวงใจ หาใช่อรรัมภา ชายหนุ่มทั้งสาม กำลังทำราวกับว่า ตนเอง กำลังช่วงชิงความเป็นที่หนึ่งในดวงใจของมาลาตี ผิดเพียงว่า เอาชนะใจลูก เพื่อทำคะแนน ในการที่จะให้หล่อน ยอมเป็นสะพาน ให้ชายคนใด คนหนึ่ง ข้ามไปหาแม่ของเด็กสาว ที่อยู่อีกฝั่งฟาก อันแสนห่างไกล
“คิดมากไปรึเปล่านะเรา” ดาริกาพึมพำกับตนเอง “เป็นไปไม่ได้หรอกน่า คนอื่นน่ะอาจจะใช่ ก็พวกเขาไม่ได้เป็นอะไรกัน คุณ ณนนท์ เป็นหลานก็จริง แต่ก็เป็นหลานกำมะลอ ต้าเส่งบอกว่า อรรัมภาเป็นลูกติดแม่เลี้ยงคุณหญิงสุรีย์” หญิงโต้แย้งกับตนเอง
“ชายตั้มก็เหมือนกัน เขารักอรรัมภา ซ้ำยังเคยมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ่งจนมีลูกด้วยกัน แล้วหนูมะลิก็เป็นลูกสาวของเขา เขาเอาใจลูกสาวเพื่อทอดสะพานไปหาแม่ มันย่อมไม่ผิด” ดาริกาพยายามค้านกับความรู้สึก  
“ผิดกับต้าเส่ง พวกเขาเป็นพี่น้องกันนะ” ใช่มันเป็นไปไม่ได้ ต้าเส่งกับอรรัมภาเป็นพี่น้องกัน สามีของหล่อน ไม่มีทางคิดอะไรพิเรนทร์ๆ อย่างนั้นเป็นแน่ ราชนิกูลสาวพยายามหาเหตุผลมาหักล้าง
“คงแค่ทำดีกับหนูมะลิ อย่างน้าเอ็นดูหลานเท่านั้น” ดาริกาคิดอีก พลางรอบมองชายหนุ่มอีกสองคนที่นั่งอยู่ยังฝั่งครงกันข้าม
“หนูมะลิลองทานนี้นะครับ”
ยังคงไม่สบายอีกแว้ว T_T เลยมาน้อย ขอโทษด้วย
 Always smile and always hold yourself together with always saying “Hello, Thank you and I love you”, on everyday, miracles will happen to you.
So, “hello, Thank you for being all my inspiration and I love you.”
 
พูดคุย เสนอแนะ อ่านนิยาย หรือจะด่าก็ได้ ที่ FACEBOOK กนกลดา/หวานใส/ชมนาด เชิญธงไชย แล้วอย่าลืมกด LIKE เพื่อรับข่าวสารจากไรท์เตอร์น้า...