เพชรน้ำหนึ่ง...บทที่ ๑

Author: 
golffer
ประเภท: 
นิยาย

บทที่ ๑
 
            หากนิทานที่น้ำเพชรเล่าสู่เด็กหญิงนามแก้วมุกดา ผู้เป็นเหลนคนหนึ่ง คือชีวิตรักของเธอนับแต่อดีตเท่าที่จำความได้ ผ่านเรื่องร้อนหนาวมานับครั้งไม่ถ้วน เต็มตื้นไปด้วยความอิ่มใจ และชิงชังไปด้วยความขุ่นข้นในอก...เรื่องเล่าจากปากของสตรีสูงวัยนามว่าทิพย์ ผู้ที่เธอเรียกติดปากตั้งแต่ยังเล็กว่า ‘คุณยาย’ ก็คือเนื้อถ้อยกระทงความ ชะรอยว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ซึ่งมีแต่เรื่องเลวร้าย เจ็บปวด เต็มไปด้วยความหดหู่ แลอาลัย...ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเรื่องของคนในครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องของทับทิม ผู้เป็นมารดาของเธอ คุณยายเล่าเรียงร้อยขึ้นมาครั้งใด น้ำใสมักเอ่อคลอคลองอยู่เต็มสองตา ราวกับภาพหนหลังผุดพรายปรากฏอยู่เบื้องหน้า...เล่าทั้งที่ไม่อยากจะหยิบยกขึ้นมากล่าวถึง
 
                ราวกับต้องการ ‘ฝัง’ ความอาดูรนั้นเอาไว้...
 
ย้อนกลับไปเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๘๗
 
                หลังจบภาวะตึงเครียดของสงครามโลกครั้งที่ ๒ และสงครามมหาเอเชียบูรพา จากนั้น จอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เห็นสมควรย้ายเมืองหลวงจากพระนครมาอยู่ที่เมืองเพชรบูรณ์ ได้ยกร่างพระราชกำหนดสร้างนครบาลเพชรบูรณ์ช่วงกลางปี จึงเกิดความเปลี่ยนแปลงภายในจังหวัดอยู่พอสมควร
 
                แต่กระนั้นความเป็นอยู่ของผู้คนใน ‘นครบาลเพชรบูรณ์’ ยังดำรงวิถีชีวิตอย่างธรรมดาสามัญ มีทั้งเรื่องที่ผิดแผกแตกต่างและเรื่องที่คงเดิม
 
                ทว่าชีวิตของน้ำเพชรในวัย ๕ ขวบปี เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในชีวิตอันไม่รู้ประสีประสา เธอเห็นชายแปลกหน้าผู้หนึ่ง คะเนจากรูปพรรณสัณฐานซึ่งกายผอมแห้ง เกิดริ้วรอยแห่งความมัวหมองครอบคลุมใบหน้ายาว แก้มตอบจนเห็นโหนกสูง แม้นหวีผมเรียบแปล้ สวมเสื้อแขนยาวติดกระดุมครบเม็ด กางเกงและรองเท้าที่ใส่จัดได้ว่ากลางเก่ากลางใหม่ อย่างไรก็ดูก้ำกึ่งระหว่างผู้มีอันจะกินกับผู้ตกยาก
 
                ยายทิพย์ของเธอ เรียกชายแปลกหน้าว่า ‘นายม้วน’ ส่วนเธอเรียกเขาตามมารยาทที่ผู้ใหญ่สั่งสอนว่า ‘น้าม้วน’ เธอนั่งเล่นแคะขนมครกอยู่ข้างแคร่ ซึ่งตั้งอยู่ใต้ถุนเรือนไม้สูงขนาดกะทัดรัด แม้นจะได้ยินเสียงสนทนาจากยายทิพย์กับน้าม้วนได้ถนัดชัดเจน แต่เด็กหญิงผู้ง่วนกับกระทะขนมครก สนุกกับการเล่นค้าขายอันโปรดปราน มิได้สนใจถ้อยความของผู้ใหญ่เท่าใดนัก
 
                เด็กหญิงรู้คร่าวๆจากการบอกกล่าวของน้าม้วนว่า เขาอาศัยอยู่แถวบางกอกน้อย ที่พระนคร ซึ่งเดิมทีพึ่งใบบุญอยู่ในวังมาลาลัย...เธอฟังเท่านั้น ก็ได้แต่สั่นศีรษะน้อยๆ แล้วกลับไปเล่นยังจุดเดิม เพราะที่ใดกันหนอคือบางกอกน้อย...พระนคร หรือวังมาลาลัย
 
                เมื่อลืมตาแต่อ้อนแต่ออก เธอเติบโตอยู่ที่เมืองเพชรบูรณ์ เห็นก็แต่เรือนอาศัยใต้ถุนสูง หลังคาจั่วหัวตัด สร้างขึ้นในสมัยพ.ศ.๒๔๗๔ ปลายสมัยรัชกาลที่ ๗ ตัวบ้านเป็นเรือนไม้ไม่ทาสี ทั้งภายในและภายนอก ส่วนหลังคามุงกระเบื้องว่าว เก่าคร่ำไปตามกาล ตัวเรือนชั้นบนมีฝาบานเฟี้ยมและเกร็ดลูกกรงไม้ใต้บานเฟี้ยมอยู่ด้านหน้า ออกแบบส่วนฉลุเป็นลายเครือเถา ประดิษฐ์ดอกไม้ ใบไม้ มาใส่เถาขดกันแบบธรรมชาติ เฉกเดียวกับช่องลม ส่วนใต้ถุนสูงเพิ่งก่ออิฐถือปูนต่อเติมครึ่งหนึ่งของตัวบ้านเมื่อ ๓ ปีก่อน ใต้ถุนจึงกึ่งทึบกึ่งโปร่ง
 
                บริเวณอาณาเขตบ้านด้านหน้า เดิมเป็นพื้นดินขรุขระ ก่อนจะปลูกหญ้าเขียวคลุมดินแต่ตัดเรียบเตียนไม่รกเรื้อนัยน์หูนัยน์ตา ประดับด้วยไม้ในกระถางตั้งรอบขอบปูนฉาบเรียบ ปลูกว่านพัดโบกสลับกับว่านสี่ทิศ ออกดอกแดง ขาว ส้ม ชูก้านยาว ส่วนต้นไม้ประเภทลงดินให้ร่มเงา ปลูกต้นที่ให้ผลอย่างมะม่วง มะยม และขนุน เพราะยายทิพย์ให้เหตุผลว่ายามอดอาหาร ยังอิ่มท้องด้วยผลไม้ในสวนของบ้าน
 
                แต่กระนั้นในสวนปลูกชมนาดโดดเดี่ยวไว้มุมหนึ่งท้ายบ้าน...
 
                ความร่มรื่นของแมกไม้ ครึ้มเขียวเบียดบังใบจากหน้าบ้านทอดยาวไปยังสวนหลังบ้าน ตั้งศาลาหกเหลี่ยมข้างสระบัว ดอกสีชมพูขยายกลีบเหนือใบบัวกลมซ้อนทาบทับบนผิวน้ำ เห็นหยดน้ำกลิ้งไปมา ถัดจากสระบัวปลูกพวงแสดเลื้อยพันไม้ระแนงกั้นเป็นรั้วรอบขอบชิดด้านหลังบ้าน ซึ่งติดกับแม่น้ำป่าสัก ประตูรั้วบานเล็กด้านหลัง เชื่อมต่อไปยังศาลาสี่เหลี่ยมไม่ได้ทาสีอยู่เหนือตลิ่งซึ่งเป็นดินโคลน ขุดลอกจากใต้สายน้ำ...มีขั้นบันไดขนาดเตี้ยทอดลงไปในน้ำ ผูกเรือแจวเล็กไว้ที่ต้นเสาหนึ่งลำ
 
                ยายทิพย์เชิญแขกต่างถิ่นย้ายไปนั่งที่ศาลาหกเหลี่ยม รับรองแขกด้วยน้ำเย็นลอยดอกมะลิกลิ่นชื่นใจ กวักมือเรียกเด็กหญิงให้หยุดเล่นแคะขนมครก วิ่งตามหลังมานั่งแหมะอยู่ข้างกัน เธอจึงมีโอกาสได้กลับมาฟังบทสนทนาเรื่องสำคัญ
 
                น้าม้วนซึ่งนั่งสำรวมครู่ใหญ่ หยิบบางสิ่งในกระเป๋าเสื้อออกมา ยายทิพย์ซึ่งกำลังทาสีผึ้งเหนือริมฝีปาก อันเป็นความเคยชิน จึงยื่นมือออกไปรับโดยไม่ลังเล สิ่งที่น้าม้วนส่งให้ คือซองสีชมพูพับสองทบ เมื่อคลี่ออกแล้วเปิดซอง ดึงแผ่นกระดาษนั้นออกมา ด้วยความสงสัย เด็กหญิงจึงส่งเสียงถามเจื้อยแจ้ว
 
                “จดหมายใครกันหรือจ๊ะยาย”
 
                ยายทิพย์หันมาตำหนิด้วยสายตา ไม่ใคร่ชอบให้เธอพูดแทรกขณะผู้ใหญ่สนทนา  เด็กหญิงตัวน้อยจึงก้มหน้าจ๋อง มิกล้าปริปากถามอันใดอีกเลย ได้แต่แอบชำเลืองมองความเป็นไปของยายทิพย์กับชายแปลกหน้าอยู่เงียบๆ กระทั่งอ่านถ้อยความในจดหมายจนจบดี ยายทิพย์จึงปรารภขึ้น
 
                “ฉันจะเชื่อน้ำคำของนายม้วนได้อย่างไร ลำพังจดหมายเพียงแค่ฉบับเดียว มันยากเต็มกลืน ที่จะปักใจให้อดีต เปลี่ยนจากดำเป็นขาว หรือว่าเปลี่ยนจากเลวเป็นดี”
 
                หน้าตาอิดโรยอันเกิดจากการเดินทางไกลของนายม้วน เกิดริ้วกังวลฉายชัด “ให้กระผมไปสาบานหน้าศาลหลักเมือง รับรองว่ากระผมไม่กล้าลิ้นสองแฉก เพื่อพิสูจน์ความจริงใจได้ไหมล่ะขอรับ สี่ห้าปีที่ผ่านมา กระผมเป็นทุกข์กับความชั่วที่ก่อ กลายเป็นบาปในใจเกาะกินทุกครั้งที่หลับตานอน เรื่องที่กระผมเล่าทั้งหมด หาได้มีความใดเป็นเท็จแม้แต่กระผีกเดียว”
 
                “ไม่ถึงกับต้องไปสบถสาบานต่อหน้าศาลหลักเมืองหรอกพ่อคู้น เกิดฟ้าผ่าเปรี้ยงเอาชีวิตนายม้วนไปเพราะคำโกหก ฉันจะพลอยเดือดร้อน ศาลหลักเมืองที่นี่ศักดิ์สิทธิ์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าที่ไหนดอกนะ”
 
                “กระผมทราบถึงประวัติ ศาลหลักเมืองของนครบาลเพชรบูรณ์๑ดีขอรับ เรื่องอิน จัน และเณรมั่น เณรคง ดังนั้นกระผมมิกล้าสบถสาบานเรื่อยเปื่อยให้ชะตาขาดดอกขอรับ”
ยายทิพย์หันมาทางหลานสาวตัวน้อย รั้งศีรษะทุยซึ่งปกคลุมด้วยผมยาวเป็นมันดุจเส้นไหมเข้าไปแนบกับลำตัว ลูบไปมาขณะชั่งใจทุกถ้อยกระทงความในกระดาษจดหมายแผ่นนั้น แล้วกล่าวขึ้นเสียงเรียบเรื่อย หลังตริตรองอยู่อึดใจใหญ่
 
                “เรื่องของทับทิม ลูกสาวฉันกับนายม้วน ถือว่าเป็นเคราะห์กรรมที่เคยก่อร่วมกันมา มันก็ทำให้ฉันปลงตก อย่างไรเสียทับทิมมันก็ไม่มีวันฟื้นขึ้นมาอีกแล้ว”
 
                นายม้วนกระถดหลังพิงกับพนักไม้ซึ่งตีเป็นแนวยาวรอบศาลา สีหน้าบอกถึงความตระหนกตกใจ ตามติดด้วยความผิดชอบชั่วดีที่รุกเร้า ราวกับเจ้ากรรมนายเวรอันแฝงเร้นเป็นเงา คอยกระแซะเกาะกินจิตใจ เขาหน้าซีดปากสั่น เหมือนอับจนถ้อยคำติดที่ริมฝีปาก กว่าจะเอื้อนเอ่ยออกมาได้
 
                “กระผมเสียใจอย่างสุดซึ้ง ไม่ทราบว่าการตายของคุณทับทิม เกี่ยวข้องกับเรื่องชั่วช้าที่กระผมเคยก่อเอาไว้หรือไม่ขอรับ”
 
                ปลายหางตาของยายทิพย์มีน้ำใสรื้นคลอคลอง “ฉันไม่อยากขุดผีมันขึ้นมาให้เป็นทุกข์อีก ทับทิมไปสบายแล้ว ไม่อยากให้มันต้องห่วงหน้าพะวงหลัง เดี๋ยวจะไม่ได้ไปผุดไปเกิด”
 
                “ถ้าอย่างนั้น กระผมขอถามสักนิด ว่าคุณทับทิมจากไปตั้งแต่เมื่อไรขอรับ”
 
                “ปีเศษแล้วกระมังนายม้วนเอ๊ย...นึกสงสารก็แต่หัวดำ ลูกสาวคนเดียวของทับทิมมัน นี่ถ้าเรื่องที่นายม้วนเล่ากับข้อความในจดหมายจากท่านชายมิได้โป้ปด นับว่าเป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัดของทับทิมกับลูก” ผู้พูดถอนหายใจถี่ๆ เว้นวรรคนิดหนึ่งก่อนจะปรายตามาทางหลานสาวตัวน้อย “แต่อย่างว่าละนะ ที่ทับทิมมันต้องด่วนมาตัดช่องน้อยแต่พอตัว ส่วนหนึ่งมันก็เกิดขึ้นเพราะฉันด้วยอีกคน ฉันเป็นแม่ที่ถีบลูกสาวตกลงเหวไปต่อหน้าต่อตา...”
 
                ยายทิพย์รำพันถึงนรกกินใจอันก่อไว้แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทำให้อีกฝ่ายฉงนฉงายกับคำปรารภนั้น “หมายความว่ากระไรคุณทิพย์”
 
                “จะกระไรก็ช่างเถอะ ถ้านายม้วนตราหน้าตัวเองว่าเป็นคนชั่ว ก่อกรรมทำเข็ญกับลูกสาวของฉันทางการกระทำเลว ฉันก็เป็นคนหนึ่งที่ก่อกรรมชั่วกับลูกสาวตัวเอง เรื่องที่พูดเลว คิดเลว”
 
                เด็กหญิงเอื้อมมือป้อมๆ โดยใช้นิ้วเล็กๆเกลี่ยน้ำตาของผู้เป็นยาย ซึ่งเจียนจวนจะหยดแหล่มิหยดแหล่ พลางเบะปากคล้ายจะร้องไห้ตาม ยายทิพย์จึงลูบผมหลานสาวอีกครั้งด้วยความเอ็นดู ปากก็พึมพำเบาๆ “ยายขอโทษนะหลานเอ๊ย...”
 
                “ยายจ๋า...ยายร้องไห้ทำไมจ๊ะ หรือว่ายายคิดถึงแม่”
 
                ขณะสองยายหลานกำลังปลอบประโลมด้วยแววตาอาทร โอบกอดโดยมิได้คำนึงว่ามีแขกต่างเมืองกำลังนั่งมองอยู่...ระหว่างนั้นนายม้วนจึงลุกขึ้น เปลี่ยนเป็นนั่งคุกเข่ากับพื้นใกล้ยายทิพย์ที่สุด แล้วค้อมลำตัวลง มือสองข้างประนมกราบแทบเท้า
 
                “กระผมขอขมาลาโทษ ที่เคยกระทำชั่วกับลูกสาวของคุณทิพย์ขอรับ”
 
                ผู้สูงวัยกว่าสงบอยู่ในท่านั่ง ก้มลงมองศีรษะของนายม้วนซึ่งแนบอยู่กับชายผ้าซิ่นที่นุ่ง เธอเห็นความสำนึกอันถ่องแท้ของจิตใจ หาใช่เสแสร้ง ประจักษ์แล้วว่าแขกต่างเมืองผู้นำสาร เพื่อมาชี้แจงแถลงไข สำนึกในบาปบุญคุณโทษที่ก่อเอาไว้โดยแท้จริง
 
                “แล้วฉันจะพานายม้วนไปขออโหสิกรรม กับอัฐิของทับทิมที่เก็บไว้ในเจดีย์หลังวัดก่อนกลับพระนครแล้วกันนะ แต่ตอนนี้ลุกขึ้นก่อนเถอะ ขี้กลากมันจะกินจากเท้ามาถึงกบาล ฉันไม่ใช่เจ้าขุนมูลนาย เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า มันจะไม่งาม”
 
                เขาเงยหน้าขึ้น ลุกกลับไปนั่งที่เดิม...หลังจากได้เอ่ยความจริงทุกประการ อันติดข้องหมองใจมาหลายปี ความทุกข์จึงได้รับการผ่อนปรนจากหนักเป็นเบา สีหน้าซึ่งหมองคล้ำ แววตาหม่นแสง อับเฉา จึงกระชุ่มกระชวยกว่าเก่า ผิดไปจากครึ่งชั่วยามก่อนหน้าเป็นอันมาก
 
                “กระผมรอวันนี้มานาน ยังแอบคิดว่า ตราบใดที่ชีวิตยังไม่วอดวายดับสูญไปเสียก่อน กระผมจะต้องปลดบ่วงชีวิตตรงนี้ให้ได้ ไม่ว่าคุณทับทิมจะไปอยู่หนแห่งใด ก็จะต้องตามตัวให้พบ เพื่อส่งข่าวเกี่ยวกับท่านชาย”
 
                เมื่อวกกลับมายังเรื่องของหม่อมเจ้าชาตรีสมาน อันเป็นต้นเค้าแห่งเหตุอันเกิดทุกข์ ยายทิพย์จึงทอดถอนใจเสียยืดยาว “เรื่องที่ท่านชายทรงประชวร มีวรกายไม่แข็งแรงนัก นี่เป็นเรื่องจริงใช่ไหมนายม้วน”
 
                “จริงแท้ทุกประการขอรับ นอกจากท่านชายทรงงานตรากตรำจนสุขภาพทรุด ปวดเศียรเป็นระยะ จนไม่สามารถเสวยได้ตามปกติแล้ว ท่านยังทรงกังวลเรื่องของคุณทับทิม หลังจากที่กระผมได้กลับไปสารภาพความผิดที่ก่อไว้ทั้งหมดกับท่าน”
 
                “อนิจจัง...เรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยนี่มันก็เหมือนกับห้ามฟ้าห้ามฝนนี่ละ ห้ามได้ที่ไหน” ยายทิพย์เริ่มบ่นตามประสา “ดูอย่างฉันสิ อยู่มาตั้งแต่สาวจนผมมันหงอกยังไม่ทันถึงครึ่งหัว ยังเจ็บป่วยได้เกือบทุกวัน ดีแต่ว่าเจ็บเล็กเจ็บน้อย ไม่ถึงกับต้องพึ่งโรงหมอ”
 
                “นั่นสิขอรับ...แล้วอย่างนี้คุณทิพย์จะให้คำตอบเรื่องจดหมายของท่านชายเยี่ยงไร”
 
                ชายหนุ่มผู้เป็นคนกลางส่งข่าวทางจดหมายปิดผนึก ทวงถามถึงจุดประสงค์ของการมาเยือนเมืองเพชรบูรณ์อันอยู่ไกลหลายร้อยกิโลเมตรห่างจากตัวพระนคร เขาดั้นด้นมาถึงที่นี่ ด้วยความปรารถนาที่จะต้องการตามหาตัวทับทิมกับลูกในท้องให้ลุล่วง เพื่อไถ่ถอนบาปอันก่อตัวมาหลายปี ครั้นตามตัวพบแล้ว ดูเหมือนว่ามันสายเกินไป เมื่อหญิงสาวนามทับทิมนั้น ลาโลกไปเสียก่อน
 
                จึงเหลือเพียงเด็กหญิงตัวน้อย...อันเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข
 
                “อย่าหาว่าฉันใจจืดใจดำหรือเห็นแก่ตัวเลยนะ ตอนนี้ลูกสาวของทับทิมมันก็ยังเล็กนัก ฉันเลี้ยงมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย สัญญากับหน้าศพของแม่มันตอนตายเอาไว้แล้ว ว่าชาตินี้จะทะนุถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูให้ดีที่สุด เพื่อชดเชยบางสิ่งที่ฉันพูดชั่วเอาไว้ ฉันไม่อยากผิดคำ ตั้งแต่ผมยังไม่ทันหงอกทั้งหัว”
 
                 ครานี้นายม้วนจึงเป็นฝ่ายทอดถอนใจเสียยกใหญ่ “คุณทิพย์ไม่คิดบ้างหรือขอรับ ถ้าเกิดลูกสาวคุณทับทิมได้กลับเข้าไปอยู่ในวังมาลาลัย ชีวิตจะสุขสบายขึ้นกว่าเดิมอีกไม่รู้กี่ร้อยเท่าพันเท่า”
 
                 “นายม้วนแน่ใจหรือ ที่พูดมา ฉันไม่ใช่คนหูหนวกตาบอดดอกนะ ถึงได้ไม่รู้อันใดเลย ว่าก่อนที่ลูกสาวฉันมันจะหอบผ้าหอบผ่อนหนีเตลิดออกมาจากวังเจ้า เป็นเพราะว่าชีวิตในนั้นมันมีแต่คนคิดริษยา...ขืนหลานฉันกลับเข้าไป เด็กตัวกะเปี๊ยกแค่นี้ มิโดนข่มเหงรังแกดอกหรือ”
 
                 นายม้วนสะอึกจนแทบกระอักเลือด เพราะสิ่งที่ยายทิพย์เปล่งวาจาออกมานั้น คือความจริงที่เป็นเสี้ยนหนามตำอยู่ใต้เท้าเท่านั้นเอง “แต่กระผมพะวงว่าท่านชายจะประชวรหนักกว่านี้ แล้วเกรงว่า...เอ่อ...”
 
                 คำพูดขาดเป็นห้วงจนเลือนหาย ยายทิพย์จึงต่อความให้ “ถ้าหลานฉันมันมีบุญพาวาสนาส่ง ต้องมีโอกาสได้เข้าไปกราบท่านชายแน่”
 
                “หมายความว่าอย่างไรขอรับ คุณทิพย์ใจอ่อนยอมให้ลูกสาวคุณทับทิมกลับเข้าวังแล้วใช่ไหมขอรับ”
 
                 ยายทิพย์สั่นศีรษะเล็กน้อย “ฉันขอเก็บจดหมายฉบับนี้เอาไว้ก่อน ฝากนายม้วนกลับไปทูลท่านชายให้ฉันทีว่า ขอให้หลานฉันโตจนรู้ความกว่านี้ เมื่อฉันเล่าความจริงให้ฟัง ถึงเวลานั้น ถ้าหลานฉันตัดสินใจกลับเข้าวังเพื่อไปพบกับท่านชายตามประสงค์ของท่าน ฉันก็ไม่คิดจะห้ามดอก”
 
                 นายม้วนมองตรงมาที่วงหน้ากลมของเด็กหญิงตัวน้อย ซึ่งหลับไปในวงแขนของผู้เป็นยายเมื่อหลายนาทีก่อน เขาเอ่ยเสียงเบา “ลูกของคุณทับทิมชื่อว่ากระไรขอรับ กระผมจะได้กลับไปทูลให้ท่านชายทราบ”
 
                “น้ำเพชรจ้ะ...แม่เธอตั้งให้”
 
                นายม้วนยิ้มชื่น “ใบหน้าก็งาม นามก็เพราะ กระผมเห็นเค้าความสวย เหมือนคุณทับทิมตั้งแต่ตัวยังเล็กเลยนะขอรับ”
 
               การตัดสินใจของยายทิพย์ในวันนี้ ผิดหรือถูก หาใช่คำตอบ...เธอพาแขกต่างเมืองไปไหว้อัฐิของลูกสาวอย่างที่ออกปากแต่แรก ครั้นส่งเขากลับพระนครในช่วงเย็นเรียบร้อย เมื่อตะวันตกดินลับเหลี่ยมเขาอันไกลโพ้น เหลือเพียงแสงดาวดวงเล็กทอแสงวาววับจับผืนฟ้า เธอจึงหยิบกระดาษจดหมายของหม่อมเจ้าชาตรีสมาน ซึ่งเขียนถึงทับทิม บุตรสาวของเธอขึ้นมาอ่านอีกครั้ง
               อ่านทวนไตร่ตรองอย่างถ้วนถี่ แล้วตัดสินใจพับเก็บเข้าซองสีชมพูตามเดิม ก่อนจะวางซุกไว้ในหีบไม้ใบหนึ่ง...เก็บไว้อย่างมิดชิด เพื่อจะรอวันอันเหมาะควรแก่เวลา ที่น้ำเพชรจะได้อ่านลายพระหัตถ์ของท่านชาย
 
///๑ กล่าวคือ ศาลหลักเมืองเพชรบูรณ์นั้น สร้างขึ้นด้วยหินทราย โดยที่ใบเสมาหินนั้นนำมาจากเมืองประวัติศาสตร์ศรีเทพ สมัยทวารวดี อารยธรรมขอมนานกว่า ๑๒๐๐ ปี ตำนานความเชื่อโบราณ เวลาก่อสร้างกำแพงเมือง ประตูเมืองจะต้องมีการฝัง อิน จัน มั่น คง เมื่อพบเณร ๒ รูป นามว่าเณรมั่น เณรคงจำพรรษาอยู่วัดไตรภูมิ ก่อนนำสามเณรทั้ง ๒ ไปฝัง เจ้าอาวาสร้องขอให้สามเณรฉันอาหารเพลเสียก่อน แต่ทหารกลัวไม่ทันพิธี เจ้าอาวาสจึงโกรธ ถึงกับสาปแช่ง จนก่อเป็นความเชื่อนับแต่นั้นมา