เหย้าบาหยัน : บทที่ ๒ : หลอกหลอน

Author: 
มัาสามศอก
ประเภท: 
นิยาย

 

บทที่ ๒
หลอกหลอน

                  ชายหนุ่มลึกลับที่มากับกลิ่นการเวก บัดนี้..เขายืนอยู่เบื้องหน้าแก้วห่างเพียงแค่สุดแขนเอื้อม  ใบหน้าเค้าเปรอะไปด้วยคราบเขม่าดำเปื้อนตั้งแต่หน้าผากพาดไปถึงสันโด่งของจมูก  ดวงตาคมสีฟ้าครามคลอน้ำตาความเศร้าอยู่ที่เบ้าจนเอ่อล้น   ริมฝีปากแตกเป็นแผลเลือดไหลซึมซิบออกมาอยู่เรื่อยๆ  เศษฝุ่นที่เลอะอยู่ตรงกลางกระหม่อมทำให้ผมน้ำตาลดำกลายเป็นสีขาวโพลนราวกับคนแก่   ชุดสไตล์วิคตอเรี่ยนโบราณที่สวมใส่ดูเกรอะกรังเลอะเป็นปื้นสกปรกทั่วทั้งตัว  การแต่งกายและหน้าตาออกไปเชิงฝรั่ง แต่ผิวพรรณกลับดูคล้ำเข้มเหมือนคนไทยก็ไม่ปาน   

 

                      “ หล่อนเห็นฉันใช่ไหม? ” 

                     ชายหนุ่มลึกลับเริ่มต้นบทสทนากับแก้วด้วยน้ำเสียงสั่นเครือปนสะอื้น 

 

                     “ ค่ะฉันเห็น คุณใช่ไหมคะ...ที่เรียกฉันอยู่ตลอดเวลา? ”  

 

                     “ ใช่...ฉันเอง ”   

                     ชายลึกลับแย้มรอยยิ้มที่ริมฝีปากเล็กน้อย  แววตายังคงสกาวเป็นวาวพร้อมน้ำตาด้วยความดีใจอย่างเอ่อล้น 

 

                     “ คุณเป็นใคร? และคุณต้องการอะไรจากฉันหรือเปล่าคะ ? ”

 

                     “ ฉันขจร  หล่อนจำฉันเสียไม่ได้หรอกหรือแม่แก้วกานดา? ” 

 

                     “ ฉันไม่ใช่แก้วกานดา ฉันชื่อกิ่งแก้วกาหลง คุณจำผิดคนแล้วมั้งคะ ”

 

                     “ หล่อนมิใช่แม่แก้วกานดาของฉันดอกหรือ?  ทำไมหน้าหล่อนมันช่างละม้ายเสียเหลือเกิน ”  

                     ขจรก้มหน้าเศร้าละห้อยพูดตัดพ้อพึมพำด้วยความผิดหวัง 

 

                     “ มันคงเป็นการเข้าใจผิดกันหน่ะค่ะ  ว่าแต่...”  

                     ยังไม่ทันที่แก้วจะถามต่อ ขจรก็พูดแทรกขึ้นมาทันที

 

                     “  แต่ถ้าหล่อนหาใช่แม่แก้วกานดาของฉันไม่ เหตุใดหล่อนถึงเห็นฉัน  ฉันรอเวลามาร้อยกว่าปีอยู่ที่นี้อย่างไร้ตัวตน  มิเคยมีใครเลยที่ผ่านมาจะสามารถสื่อสารหรือพบเห็นฉันได้นอกจากหล่อน  ” 

 

                     “ เดี๋ยวก่อนนะคะ ร้อยกว่าปี!  คุณหมายความว่ายังไงคะ ? ”  แก้วถามขจรด้วยความตกใจ

 

                     “ จากวันที่เกิดไฟไหม้..จวบจนปัจจุบัน หล่อนคิดคำนวณดูสิ่..ว่ามันล่วงมานานเท่าใดแล้ว ”

 

                     “ นั่นมันร้อยกว่าปีแล้วนะคะ   เอ๊ะ ! หรือนี่คือการแสดงโชว์แสงสีเสียงของอันเดอร์การาวทัวร์หรือเปล่าคะ แหม ฉันไม่นึกเลยนะคะว่าเค้าจะมีไกด์สำหรับคนไทยด้วย สมจริงมากๆเลยค่ะ ทั้งฉากจำลอง และนักแสดง  ”

 

                      “ มันหาใช่การแสดงอันใดไม่ แต่มันคือเรื่องจริงที่ฉันเจอ แล้วหล่อนก็สามารถเห็นมันผ่านดวงจิตของฉัน ฉันก็มิรู้เหมือนกันว่าทำไม  ได้โปรดเถอะ พาฉันกลับบ้านที ฉันคิดถึงบ้าน "  น้ำเสียงของขจรเศร้าสั่นเครือเมื่อพูดคำว่าบ้าน

 

                       ทันใดนั้นป้ายร้านค้าที่ติดเปลวไฟก็หล่นลงมาทับร่างของขจรจนไฟลุกท่วมตัว แรงกระแทกของร้านที่พังถล่มลงมาทำให้ตัวของขจรและแก้วกระเด็นไปคนละทิศ  ขจรนอนกลิ้งดิ้นพล่านกับพื้นทุรนทุรายอย่างทรมานด้วยความเจ็บปวด  เปลวเพลิงเริ่มเผาเสื้อผ้าไหม้ขาดวิ่นแหว่งเป็นเว้าภายในพริบตา 

 

                      “ คุณขจรรรรร! ” แก้วตะโกนสุดเสียงด้วยความตกใจ

 

                      ร้านค้าอาคารรอบด้านพังทลายหล่นลงมาขวางทางระหว่างแก้วกับขจร  พายุเพลิงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆไม่หยุดหย่อน   ขจรร้องโหยหวนด้วยความแสบร้อนของพิษเพลิงที่กำลังเผาเค้าทั้งเป็น  ความสยดสยองของการย่างสดคนเป็นมันทำให้แก้วสะพรึงนิ่งตะลึงไม่กล้าแม้จะขยับม่านตาให้ปิด   กลิ่นอบอวลสะอิดเอียดของการเวกที่ผสมกับกลิ่นเนื้อไหม้เรียกสติของเธอคืนมา   เธอเริ่มมองหาคนที่จะมาช่วยขจร  มีแต่คนวิ่งหนีไปมากันอย่างอลหม่านเพื่อเอาชีวิตรอด  ไม่มีใครเลยสักคนที่จะช่วยกันดับไฟหรือช่วยเหลือคนรอบข้าง 

 

                    แต่แล้ว.....เสียงร้องของขจรก็เงียบลง 
 

                    ขจรนอนแน่นิ่งปล่อยให้เปลวไฟลุกโชนครอกทั้งลำตัว   ไฟกำลังลุกไหม้ลามมาถึงต้นคอและใบหน้า  มีเพียงกรามกระดูกที่ไร้หนังหุ้มยังคงเกร็งอ้าปากค้างอยู่    หนังชั้นนอกที่หน้าค่อยๆลอกปลิ้นเป็นริ้วใกล้เกรียมขึ้นเรื่อยๆ  ผนังพังผืดและเส้นเลือดเริ่มหดตัวละลายกลายเป็นลิ่มผสมไปกับน้ำหนองที่นองอยู่ในหลุมเบ้าตา 

 

                   ลมระลอกที่สองพัดกระหน่ำราบมาที่พื้นทำให้เถ้าธุลีฝุ่นจากไม้ไหม้ฟุ้งกระจายขึ้นท้องฟ้าราวกับเมฆฝนครึ้ม  แก้วรีบนั่งก้มหน้าเพื่อหลบมัน แต่เศษละอองฝุ่นก็เข้าตาจนได้  เธอะรีบขยี้ตาด้วยความระคายเคือง

 

                   “ ขยี้ตาทำไมแก้ว? ” เสียงคุ้นหูเสียงหนึ่งดังขึ้นมา

 

                   “ ฝุ่นเข้าตา! ”  

                   แก้วลืมตาขึ้นเมื่อเริ่มรู้สึกหายระเคือง  คนที่อยู่เบื้องหน้าเธอก็คือ มนตรี

 

                   “ มนตรี!   ช่วยด้วย! ” แก้วเขย่าตัวมนตรีด้วยความตื่นตกใจ

 

                   “ มีอะไร? เกิดอะไรขี้น? ”

 

                   “ ไฟไหม้! ไฟกำลังไหม้แล้ว! ”  แก้วตะโกนออกมาด้วยน้ำเสียงหน้าตกตระหนื่น

 

                   “ ไฟที่ไหนไหม้?   อินมากหรือเปล่าเนี้ย ”

 

                   “ ไฟกำลังไหม้หมดเมือง!  และก็.....คุณขจร  ใช่แล้ว..คุณขจร!  เร็วเข้ามนตรี! ไฟกำลังคลอกคุณขจร!  เดินไปที่ร้านนั้นเร็ว!” 

                   แก้วรีบลุกขึ้นจากพื้นเพื่อวิ่งออกไปช่วยขจร  แต่บรรยากาศรอบตัวทำให้เธอต้องชะงัก เพราะมันไม่มีร้านหรือเพลิงไหม้ที่ไหนเลย มีเพียงแต่ซากปรักหักพังและกำแพงอิฐเก่าๆของเมืองใต้ดินกองอยู่ตรงหน้าเธอเท่านั้น  

 

                    “ นี่ฉันอยู่ไหนเนี้ย? ”

 

                    “ อ้าวถามได้ ก็เรายังอยู่โซนที่หนึ่งของเมืองใต้ดินอยู่เลยไง แกเป็นอะไรหรือเปล่าเนี้ย ท่าทางจะอินเรื่องไฟไหม้ที่ไกด์เล่าใช่มะ ฉันไปตรงโน้นแวบเดียว  กลับมาก็เห็นแกนั่งขยี้ตาอยู่ข้างกำแพง ไหนบอกจะถ่ายรูปตรงสกายไล้ท์ไง  ถ้ายังไม่เสร็จก็รีบหน่อยนะ เดี๋ยวเค้าจะออกกันแล้ว ” 

 

                    “ ออกไปไหน?  ”

 

                    “ ก็ทัวร์จบแล้วนิจะอยู่ทำไม”

 

                    “​ อะไรกัน!  แล้วโซนอื่นๆหล่ะ เรายังไม่ได้ไปเลยนะ ”

 

                    “ เค้าปิดปรับปรุงชั่วคราวหน่ะ จู่ๆทางเดินกับไฟมันก็ชำรุด ”

 

                    “ ฉันอยากไปดูโซนที่เป็นซากโรงแรมร้าง   แกพาฉันไปก่อนที่จะออกจากที่นี่ได้ไหม ”

 

                    “ โรงแรมร้างมันไม่ได้อยู่โซนนี้นะ มันอยู่โซนที่ปิดปรับปรุงนั่นแหล่ะ ”

 

                    “ มันต้องอยู่ที่นี้สิ ก็ฉันเพิ่งไป...” 

                   แก้วนึกขึ้นได้ว่าตราบใดที่สิ่งที่เห็นพิสูจน์ไม่ได้ก็ไม่ควรพูดต่อเพราะมันจะให้มนตรีคิดว่าเธอเพ้อเจ้อ

 

                    “ ไปอะไร ? “

 

                    “ ป่าวไม่มีอะไร  ช่างมันเถอะ  เออ...ว่าแต่ ไอ้โรงแร้มร้างมันชื่อว่าอะไรนะ ใช่Orientalหรือเปล่า ฉันไม่แน่ใจ ? ”

 

                    “ Ocidentalไม่ใช่Oriental   แหม ดูท่าทางเธอจะสนใจที่นี่ขึ้นมาเชียวนะ ฉันบอกแล้วไงว่าอันเดอร์กราวทัวร์เนี้ยไฮไล้ท์ของซีเแอตเทิ้ล   ถ้าอยากดูให้ครบจริงๆก็มาพรุ่งนี้ใหม่สิ่ แต่ฉันไม่มาด้วยแล้วนะ   แต่ตอนเนี้ยถ้าไม่คิดจะถ่ายรูปต่อก็ไปเถอะ  กรุ๊ปของเรากำลังทยอยออกจนจะหมดแล้ว ”

 

                     ไกด์ทัวร์เดินมาตามเพื่อเร่งให้แก้วและมนตรีขึ้นมาจากเมืองใต้ดิน  เพราะอีกไม่นานก็จะมีกรุ๊ปอื่นลงไปทัวร์เหมือนกัน  ไม่มีรอบไหนของอันเดอร์กราวทัวร์ที่จะมีการแสดงโชว์ประกอบประวัติศาสตร์   ในทุกรอบๆ ไกด์ก็จะพาผู้ชมลงไปสำรวจซากเมืองร้างที่ถูกไฟไหม้เท่านั้น  จุดPioneer Squareที่เกิดเหตุไฟไหม้เมื่อร้อยปีก่อนก็ไม่ได้มีพื้นที่มากพอที่จะสร้างฉากจำลองอะไรได้เลย  ปัจจุบันบริเวณนั้นก็ถูกล้อมรอบไปด้วยตึกอาคารสูงใหญ่เต็มไปหมดแล้ว เรื่องราวและร่องรอยทั้งหมดถูกกลบเก็บไว้ใต้ดินเพื่อเป็นอนุสรณ์และประวัติศาสตร์ให้ผู้สนใจเค้ามาชมและเรียนรู้เท่านั้น

   

++++++++++++

 

                มนตรีพาแก้วมาที่ร้านPronto pizza & pastaตามสัญญา  มันเป็นร้านพิซซ่าเล็กๆที่อยู่ติดกับจุดขายตั๋วอันเดอร์กราวทัวร์  

 

              “ ปกติร้านนี้คนเยอะหรือเปล่า? “

 

              “ ไม่ค่อยอ่ะ ”

 

              “ แล้วแกพาฉันมาทำไมเนี้ย แทนที่จะไปกินอาหารอร่อยๆที่ร้านอาหารไทย ”

 

              “ ก็ฉันชอบร้านนี้นี่หน่า อร่อยดี พิซซ่าโฮมเมดแบบดั้งเดิมมีไม่กี่เจ้าหรอกในเมืองเนี้ย ”

 

              “ คนที่นี้ไม่ชอบกินพิซซ่าโฮมเมดกันเหรอ ร้านถึงได้เงียบเหงาขนาดเนี้ย ”

 

              “ ครึ่งๆอ่ะ แต่คนส่วนใหญ่ชอบไปกิน Mod’s Pizza เพราะมันมีหน้าหลากหลายกว่า เดี๋ยวฉันไปเอาพิซซ่าให้นะ น่าจะอบเสร็จแหล่ะ ”

 

              มนตรีเดินถือพิซซ่ามาพร้อมกับสลัดจานใหญ่  กลิ่นพิซซ่าแบบโฮมเมดร้อนๆจากเตามันหอมกรุ่นเรียกอาการท้องร้องหิวได้เลยทีเดียว  เมื่อมนตรีวางอาหารลงบนโต๊ะ แก้วกลับทำหน้าผงะทันที

 

              “ ฉันว่าฉันกินไม่ลงแล้วหล่ะ”

 

              “ ทำไมอ่ะ!?  ไม่ชอบหน้าPepperoniเหรอ  อร่อยนะ ” มนตรีหยิบพิซซ่าออกมาจากถาดแล้วราดด้วยซอสมะเขือเทศ 

 

              “ วันนี้ฉันไม่อยากกินอะไรทำนองเนี้ยอ่ะ แล้วแกก็ช่วยหยุดราดซอสไปบนพิซซ่าได้ไหม ”

              

               แผ่นเป็ปโปโรนี่สีแดงสดบนพิซซ่ามันทำให้แก้วนึกภาพเนื้อบนหน้าของขจรที่เพิ่งถูกไฟเผาสุก  ยิ่งมนตรีราดซอสมะเขือเทศลงไปละเลงผสมแล้วมันยิ่งดูน่าสะอิดสะเอียน ต่อให้พิซซ่ากลิ่นหอมแค่ไหน มันก็ยากที่จะลืมภาพสยองขวัญแบบนั้นไปได้ 

 

               “ ไม่สนจริงเหรอ ขอบแป้งกรอบๆเลยนะเนี้ย เอ..ตรงนี้เกรียมไปหน่อยเนอะ ดูซิชีสที่โรยหน้าพิซซ่าละลายกับซอสมะเขือเทศอร่อยมากๆ ทำไมไม่ลองซะหน่อยหล่ะ  ”

 

              “ ฉันว่ามันดูหยะ..เอ่อมแหยะไปหน่อยนะ” 

              ใจของแก้วเกือบจะหลุดพูดคำว่าหยะแหยง แต่ก็ดีที่เธอระงับคำไว้ทัน

 

              “ เยิ้มสิ่อร่อย มันเยิ้มๆจากเนื้อเป็ปโปโรนี่มันฉ่ำอร่อยคู่กับชีสมากๆเลยนะ ” 

              มนตรีใช้มือห่อพิซซ่าให้กระชับเพื่อสะดวกตอนเข้าปาก แต่พอห่อแล้ว น้ำซอสและชีสมันก็ไหลเยิ้มย้อยตกหยดลงมานองบนจาน

 

              “ เหมาไปให้หมดเลยนะพิซซ่าถาดเนี้ย ฉันกินสลัดดีกว่า  เออ..มน ฉันถามอะไรหน่อย ”

 

              “ อืมว่ามา ”

 

              “​ ตอนเหตุการ์ณไฟไหม้ มีคนตายหรือเปล่า? ”

 

              “ รู้สึกจะไม่มีนะ ทุกคนในเมืองปลอดภัย จะมีก็แค่พวกม้ากับสัตว์เลี้ยงเท่านั้นแหล่ะที่ตาย”

 

              “  ไม่มีคนตายเลยหรอ!? ”

 

              “ ใช่ ถามทำไม?  กลัวเจอผีเหรอไง? ฮ่าๆๆ ” 

 

              “ ป่าววว ก็แค่อยากรู้ “

 

              “ ถึงจะไม่มีคนตาย แต่คนหายนี่ฉันไม่รู้นะ เพราะจะว่าไปแล้ว คนก็เจอผีกันที่นี่บ่อยเหมือนกัน   รายการพวกGhost Hunterยังเคยมาถ่ายที่นี่เลย แต่ก็ไม่เจออะไร เจอแต่เสียงกับเงา เร็วๆนี้จะมาถ่ายอีกรอบ สนใจไปไหมหล่ะ? ”

 

               “ เรื่องนั้นไว้ทีหลัง เรื่องที่ฉันอยากรู้มากกว่าก็คือผีที่เค้าเจอมันเป็นผีผู้ชายหรือผู้หญิง?”

 

               ​”  ผีที่เค้าเจอส่วนใหญ่ก็เป็นทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ก็คงเป็นคนเก่าคนแก่หล่ะมั้ง คงไม่ใช่ผีที่ตายจากไฟไหม้หรอก   ตามบันทึกเค้าบอกว่าไม่มีคนตาย  แต่ฉันก็เชื่อว่ามันต้องมีบ้างหล่ะนะ เพราะคิดดูหล่ะกัน ไหม้ติดกันทั้งถนนเป็นบล๊อกๆเลยนะ  ตั้งแต่บ่ายโมงยันมืด ไฟก็ยังไม่ดับ  มันต้องมีคนที่หนีไม่รอดมั้งสิ่ว่ามะ “

 

                “ ฉันก็ว่าอย่างงั้นแหล่ะ   เอ่อ...แล้วนายรู้จักไอ้ Frye Opera Houseอะไรนี่มะ”

 

                “ อ๋อ ก็คนเห็นว่าไฟไหม้จากจุดนั้นเป็นจุดแรก อันนี้ตามคำบอกเล่าของคนในเมืองอ่ะนะ“

 

               ​ “ แล้วตกลงต้นเพลิงมันมายังไงกันแน่?  และใครเป็นคนทำ? ”

 

                “  รู้สึกว่าต้นเหตุจะมาจากคนที่ชื่อJohn Back ตาคนเนี้ยทำงานเป็นผู้ช่วยอยู่ร้านไม้  เหตุการณ์เริ่มตอนประมาณราวๆบ่ายสอง ตอนที่นายจอห์นกำลังอุ่นกาวอยู่บนเตาแก๊ส แล้วปรากฎว่ากาวดันเดือดทะลักออกมาจากถัง  สะเก็ดไฟและกาวก็เลยไปหล่นที่พื้น ไอ้พื้นเนี้ยก็ดันมีขี้เลื่อยและหยดน้ำมันสนอยู่เต็มไปหมด ไฟก็เลยติดง่ายเลยอ่ะสิ่  นายจอห์นก็พยายามใช้น้ำสาดไปแล้วนะ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ช่วยอะไรเลย ควันยิ่งขโมงเข้าไปใหญ่  ชั้นสองก็เป็นร้านสี ดูเอาหล่ะกันว่าเชื้อเพลิงชั้นดีทั้งนั้น งานนี้ไฟก็เลยลุกลามไปใหญ่โต  ลามไปเรื่อยๆไปยังอาคารร้านค้าใกล้เคียงซึ่งสร้างด้วยไม้   ครั้งนั้นอ่ะมันถือว่าเป็นไฟไหม้ครั้งใหญ่มากเลยนะ เค้าก็เลยเรียกกันว่า Great Seattle Fireไงหล่ะ  โอยแก้ว!  ตอนนี้ฉันหิวอ่ะ ขอกินพิซซ่าก่อนนะ อยากรู้อะไรเพิ่มเติมรอฟังไกด์พรุ่งนี้แล้วกันเนอะ ”

 

                 “ อ้าวหยุดเล่าซะงั้น ฉันรอถามไกด์พรุ่งนี้ก็ได้ แต่ขออีกคำถามนึงสิ่  ”

 

                 “ คนชื่อจอห์นที่นายว่า หน้าตาเค้าเป็นยังไง? เป็นคนไทยป่ะ? ”

 

                 “ ฮ่าๆๆๆๆ จะบ้าเหรอแก้ว นายจอห์น แบ็คเป็นคนอเมริกันแท้เลยนะ และอีกอย่างคนไทยจะมาอยู่ที่นี้ได้ยังไง   จริงอยู่ที่Washingtonได้ถูกเข้าร่วมเป็นหนึ่งในStateของอเมริกาตอนปี1889หลังไฟไหม้ได้สี่เดือน แต่มันก็ไม่ได้เป็นที่รู้จักของคนไทยสมัยนั้นหรอกมั้ง  และถ้าฉันจำไม่ผิด ทูตไทยที่มาประจำอเมริกาคนแรกก็ไปที่กรุงวอชิงตันดีซีหนิ่ ไม่ใช่วอชิงตันเสตท คนไทยชุดแรกกับผู้ติดตามก็ไปปักหลักอยู่กันที่นั่น เธอจำสับสนหรือเปล่า ดีซีมันชื่อเมือง ส่วนที่นี้คือรัฐวอชิงตัน  มันคนละฟากฝั่งเลยนะแก้ว ”

 

                 “ ฉันก็แค่สงสัย ตกลงแกเป็นเชฟหรือว่าเป็นนักประวัติศาสตร์กันแน่เนี้ย รู้ลึกจริงนะยะ ”

 

                 “ โธ่แก้ว ฉันก็รู้แค่เรื่องในอเมริกาเนี้ยแหล่ะ เกิดและโตที่นี้มาทำไมจะไม่รู้ ”

 

                 “ แล้วเรากินเสร็จจะไปไหนต่อหล่ะ? ”

 

                 “ ไปPike Place Market  แกอยากได้ดอกไม้สดๆไปถวายพระพรุ่งนี้ไม่ใช่หรอ ตลาดนั่นมีสดๆเพียบเลย ราคาดีด้วย  ”

 

                  “ ไพ๊ค์เพลซมาร์เก็ตหรอ ดีเหมือนกันนะ  เมื่อวานไปวัดก็ไม่มีดอกไม้ไปถวายพระเลย  พรุ่งนี้ฉันว่าฉันจะทำบุญใหญ่ซะหน่อย ”

 

+++++++
 

                    “ How much is it? ”

 

                    “ แก้วทำไรอยู่ ” มนตรีเดินมาสะกิดแก้วจากด้านหลัง

 

                    “​ ฉันกำลังซื้อตระกร้ายายคนนี้อยู่นี่ไง ฉันว่ามันสวยแปลกตาดีอ่ะ ”

 

                    “ ไหน? ตระกร้าอะไรของเธอจ๊ะ  “ 

 

                    “ นี่ไง อ้าว...ไปไหนแล้วหล่ะ เมื้อกี้ยายเค้ายังนั่งตรงนี้อยู่เลย”

                    แก้วพยายามมองหาว่ายายอาจหลบไปตรงจุดอื่น แต่ตรงนี้มันคือทางตัน ไม่มีทางที่ยายคนนั้นจะหลบซ่อนตัวได้ที่ไหนเลย

 

                    “ ยายไหน?”

 

                    “ ก็ยายคนเมื่อเกี้ย ที่หน้าเหมือนพวกNative Americanอ้ะ   เดินไปไหนแล้วเนี้ย"

 

​                    “ ยายหน้าแบบอินเดี้ยนแล้วขายตระกร้า?  “ 

 

                    “ ใช่ แกลองช่วยฉันหาสิ   อ้าวนิ่งไปทำไม “

 

                    “ ยายที่ตัวเล็กๆแล้วโพกผ้าสีแดงที่หัว ส่วนตัวก็คลุมด้วยผ้าห่มสีแดงเหมือนกันใช่ป่ะ"

 

                    “ เออใช่ ไหน? ไหน? อยู่ไหนหล่ะ?  “

 

                    มนตรีหน้าซีดเผือดลงทันทีเมื่อสิ่งที่แก้วเห็นมันตรงกับที่เขาอธิบาย

                    “​ ฉันว่าที่แกเห็นน่าจะเป็น คุณยายPrincess Angeline  “

 

                    “ คุณยายPrincess Angeline ?  คุณยายเป็นเจ้าหญิงชื่อแอนเจลีนงั้นเหรอ? "
 

 

                   
                         “ มีคนเห็นบ่อย แต่ไม่เห็นมานานแหล่ะ “

 

                    “ ทำไมหล่ะ? “

 

                    “ ก็ยายแอนเจอลีนตายไปร้อยกว่าปีก่อนตลาดนี้จะเกิดซะอีก   คนต่างถิ่นที่มาเที่ยวจะเห็นกันบ่อย  คนที่นี้เค้าคิดว่ายายยังชอบมาวนเวียนอยู่ที่ตลาดอยู่เป็นประจำไม่ไปไหน  ” 

 

                    “ แกจะบอกว่าฉันเห็นผีงั้นเหรอ ”

 

                    “ ถ้าที่แกเล่ารูปร่างมาก็ใช่เลยอ่ะ หึยขนลุก! ”

 

                    “ แล้วทำไมเค้าต้องมาให้ฉันเห็นด้วยหล่ะ ฉันไม่ได้มีญาติเป็นคนอินเดียนแดงนะ ”

 

                    “ คนเห็นผีมีอยู่สองกรณีคือมีบุญ หรือไม่ก็มีกรรมร่วมกับผี ”

 

                    “ ฉันว่าคงไม่ใช่กรรมหรอกนะ เอ๊ะ!หรือว่าเค้ารู้ว่าฉันจะไปทำบุญเลยมาขอส่วนบุญ ”

 

                    “ อันนี้ฉันก็ไม่รู้นะ แล้วผีที่เป็นเนทีฟอเมริกันด้วย ผีแบบนี้จะต้องการบุญจากเราด้วยเหรอ เอาไว้ถามหลวงพ่อที่วัดพรุ่งนี้หล่ะกันแก้ว ฉันว่าเราไปเดินรอบนอกตลาดดีไหม ตรงนี้มันเริ่มวังเวงแล้วหล่ะ  ”

 

                    รอบนอกของตลาดเสมือนลานแสดงศิลปะเล็กๆของนักศิลปินอิสระ บางคนก็เอางานหัตถรรมทำมือมาวางขายในราคาถูก  บางคนก็มาแสดงดนตรีเปิดหมวกสลับกับการเต้น

 

                   “ นี่มน ตกลงฉันก็ยังประหลาดใจเรื่องยายคนนั้นอยู่ดี มันเป็นไปได้ไง”

 

                   “ อยากพิสูจน์ป่ะหล่ะว่าใช่คนเดียวกันกับที่เธอเห็นไหม ”

 

                   “ ยังไง ?”

 

                   “  พรุ่งนี้หลังไปวัด ก็ไปที่MOHAIกับฉัน ที่นั้นมีนิทรรศการประวัติศาสตร์เมืองซีแอเทิ้ล ซึ่งปริ๊นเซสแอนเจลีนถือว่าเป็นส่วนนึงของประวัติศาสตร์เลยนะ  และที่นั่นมันก็มีรูปคุณยายอยู่ด้วย “

 

                   “  ฉันอยากไปวันนี้ พาฉันไปเลยได้ไหม ”

 

                   “  ไปก็ได้ถ้าเธอไม่เหนื่อยนะ  แต่ก่อนไปฉันขอไปซื้อสตาร์บั๊คมาจิบก่อนนะ ร้านเนี้ยร้านแรกของโลกเลยนะ เห็นโลโก้มะ? ยังเป็นสีน้ำตาลและตัวนางเงือกก็ยังไม่สวยเลย ยังไงแกก็ต้องลอง”

 

                   “ โหย แถวยาวขนาดนั้น ฉันไม่ไปต่อแถวหรอก “

 

                   “ เดี๋ยวฉันต่อให้ค้าบบนายหญิงงงง  รออยู่แถวนี่แหล่ะขอรับ  เอางี้นั่งให้เค้าวาดรูปฆ่าเวลาไหมหล่ะ  15นาทีก็เสร็จนะ คนวาดคนนี้ดังมากเลยนะ ไม่ได้ทำเป็นอาชีพแต่ทำเป็นศิลปะติสท์ๆไปงั้นอ่ะ ที่ดังก็เพราะเค้าวาดรูปได้เหมือนและเร็วมาก”

 

                   “ อืมก็น่าสนนะ ตามนั้นหล่ะกัน อยากรู้เหมือนกันว่าสิบห้านาทีจะทำออกมาดีไหม  “

 

+++++++

 

                      คนที่วาดรูปให้แก้วเป็นผู้ชายเนทีฟอเมริกัน  หน้าตาดูเผินๆคล้ายกับคนจีนผสมไทย แต่สิ่งที่ทำให้ดูรู้ว่าเป็นเนทีฟอเมริกันก็เพราะผมเปียยาวทั้งสองข้างกับผิวของเขาที่ออกสีดำแดง   คนวาดรูปไม่พูดอะไรเลย เอาแต่ขะมักเขม้นกับรูปที่กำลังวาด 

 

                  “ Finish yet? ” แก้วถามคนวาดรูปเพราะเริ่มรู้สึกเมื่อยและอีดอัด

 

                  “ Almost done,lady ” ชายวาดรูปตอบแก้วด้วยน้ำเสียงสุภาพ

 

                  “ How long have been drawing? ” แก้วเริ่มชวนคุยต่อเพื่อคลายความน่าเบื่อ

 

                  “ I’ve been drawing since I was student in High School ”

 

                  “ What was your first drawing ? Portrait  or Landscape? ”

 

                  “ My first drawing is portrait. It's young Princess Angeline 's portrait , not old one”

 

                  “ Princess Angeline !? Do you know her? ” 

 

                  “ Of course !  She known as a mystery spirits for tourist , right? hahaha ”

 

                  “ Is it true  that people still see her around Pike Place market?  ”

 

                  “ You know, Thomas Carlyle said that No ghost ever seen  by two pair of eyes ”

 

                  “ คุยอะไรกันอยู่แก้ว กาแฟได้แล้ว ใกล้เสร็จยังเนี้ย ” 

                  มนตรีเดินมาข้างหลังแก้วและยื่นกาแฟมาให้

 

                  “ เค้าบอกว่าใกล้แล้วนะ ฉันกำลังคุยเรื่องปริ๊นเซส..!!โอ้ย”

                  เด็กเล่นสเก็ซบอร์ดแล่นเข้ามาชนแก้วจนทำให้กาแฟหกเลอะที่ผ้าพันคอขณะกำลังจะจิบ

 

                  “ เปื้อนหมดเลยอ่ะ ของป้าฉันด้วย สีขาวซักยากด้วย ฉันรีบไปล้างให้คราบกาแฟมันจางหน่อยดีกว่า บอกคนวาดนะว่าเดี๋ยวฉันมา แต่ถ้าเสร็จแล้วก็ตามมาให้ฉันนะ”

 

++++++

 

 

                   แก้วเดินออกมาจากห้องน้ำก็เจอมนตรียืนคอยอยู่หน้าประตูและกำจ้องรูปด้วยความสีหน้าประหลาด

 

                   “ อ้าวเสร็จแล้วหรอ ไหนดูซิ ”

 

                   เมื่อแก้วเห็นรูปก็ถึงกับอุทานด้วยความตกใจ เพราะรูปที่เห็นมันเป็นภาพหญิงสาวใส่ชุดไทยสไบเฉียงทับกับเสื้อแขนยาว ผมสั้นเสยเป็นทรงกระทุ่มกลาย ใบหน้าเล็กเรียวสวยเป็นรูปไข่  คิ้วเค้มสวยเป็นโค้งรับกับหน้า ส่วนตาก็คมกลมหวานย้อยเหมือนนัยน์ตาแขก จมูกจรดปากดูกระจิดริดน่ารักจิ้มลิ้ม โหนกแก้มเป็นโนนเหมือนกลีบดอกบัว ผู้หญิงในรูปสวยคมเหมือนลูกครึ่งไทยกับแขกขาวผสมกัน  คนในภาพนี้แก้วคุ้นตาดี เพราะทุกครั้งที่ไปหาคุณย่า เธอจะเห็นภาพของผู้หญิงลักษณะหน้าตาแบบนี้อยู่ที่โถงรับแขก

 

                   “ เหมือนมาก! ”

 

                   “ เหมือนใคร? ”

 

                   “ เหมือนคุณเทียดบาหยัน เหมือนกันเป๊ะกับภาพที่อยู่ห้องโถงบ้านย่าฉัน ”

 

                   “ เฮ้ย!  จะเป็นไปได้ไง ตาคนวาดรูปนั่นเค้าวาดรูปแกนะ ไม่ใช่รูปเทียดแก ”

 

                   “ ก็นั่นหน่ะซิ ฉันขอไปคุยกับคนวาดรูปหน่อยนะ ”

 

                   “ ไม่ต้องไปแล้วหล่ะแก้ว คนนั้นเค้ากลับบ้านไปแล้ว เพราะเมื่อกี้ฝนลงเม็ด ก็เลยรีบแยกย้าย ”

 

                   “ งั้นพรุ่งนี้ฉันจะมาหาเค้าใหม่  ฉันไม่อยากไปไหนต่อแล้วหล่ะวันเนี้ย ฉันเพลียมากและก็รู้สึกใจคอไม่ค่อยดี วันนี้ทังวันฉันเจอเรื่องบ้าๆอะไรก็ไม่รู้เยอะแยะไปหมด ฉันขอกลับโรงแรมนะ ”

 

                   “ โอเค กลับไปนอนก่อน เดี๋ยวตอนหัวค่ำฉันมารับแกไปกินข้าว”

 

+++++++++++++

 

 

                    พออาบน้ำเสร็จแก้วล้มตัวลงนอนที่เตียงทันทีด้วยความเหนื่อยล้า เธอหลับตาเพื่อนึกทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดในวันนี้ ไม่ว่าจะเรื่องกลิ่นการเวกกับคุณขจรที่เมืองไฟไหม้  หรือจะเป็นปริ๊นเซสแอนเจอลีนที่ตลาด  แล้วไหนจะรูปวาดคุณเทียดบาหยันอีก  ทุกสิ่งที่เจอแทบจะหาจุดเชื่อมโยงหรือรอยต่อซึ่งกันและกันไม่ได้เลย  

 

                    " น่อย น้อย หน้อยย...น๋อย น่อย นอย...น่อย น้อย หน้อยย...." 

                    จู่ๆเสียงเอื้อนทำนองเพลงไทยเดิมที่แก้วเคยได้ยินก็ลอยแว่วมา  แต่ว่าครั้งนี้มันสำเนียงดูแปร่งและผิดเพี้ยน อีกทั้งฟังแล้วเหมือนเสียงคนแก่ที่พูดไม่ชัด  อยู่ดีๆแก้วก็เกิดอาการเกร็งและขยับตัวไม่ได้ เธอพยายามลืมตาแต่ก็ลืมไม่ขึ้น สิ่งที่ทำได้อย่างเดียวก็คือการฟัง

 

                    " น่อย น้อย หน้อยย...น๋อย น่อย นอย...น่อย น้อย หน้อยย...."

 

                    เสียงนั้นยังคงดังขึ้นเรื่อยๆและค่อยๆลอยไล่มาจากระเบียง  

 

                    จังหวะของเสียงดูช้าลง...

                    ช้าลง....ช้าลง........ช้าลง

 

                    เสียงมันเริ่มยานยืดจนฟังแทบไม่ชัด  

 

                    เสียงนั้นเคลื่อนย้ายมาหยุดที่ปลายเตียง.

 

                     แล้ว....เสียงก็เงียบไป.......................

 

                     เพียงแค่ความเงียบเสี้ยววินาที จู่ๆก็มีนิ้วมือสากกร้านมาลู่ที่หลังสันเท้าทั้งสองข้างของแก้ว ความกร้านของมันเหมือนกระดาษทรายที่ขุยโดนฝนจนยับยุ่น   ทันใดนั้นมือคู่นั้นก็ย้ายมาจับที่หัวแก้วและก็ใช้มือค่อยๆสางสาวผมแก้วสยายแสกแหกออกมาสองข้าง จากนั้นก็กำผมแก้วรัดแน่นตึงและดึงราวกับจะให้หลุดออกจากหัวกระโหลก  แรงหน่วงที่ดึงหัวมันเริ่มทวีความเจ็บขึ้นเรื่อยๆ  มันเริ่มดึงแรงขึ้น แรงขึ้น โยกกระตุกผมไปมาราวกับเชือก  แม้ตาแก้วจะปิดตาอยู่แต่น้ำตามันก็ไหลออกมาด้วยความเจ็บปวด  

 

                    “ ออกไป! นี่ไม่ใช่ที่ของเอ็ง อย่ามายุ่งกับแม่แก้วของฉัน”

                    เสียงดุเกรี้ยวกราดดังขึ้นมาอีกมุมนึงของห้อง เสียงนั้นแก้วจำได้ดี
                    ...มันคือเสียงของ "คุณขจร"

 

 

++++++จบบทที่ ๒ ++++++++