เหย้าบาหยัน : บทที่ ๑ : เมืองใต้ดินกับกลิ่นการเวก

Author: 
มัาสามศอก
ประเภท: 
นิยาย

บทที่๑

 เมืองใต้ดินกับกลิ่นการเวก

             
           

             " แก้วจ๋า...........ฉันอยากกลับบ้าน ​” 

 

             เสียงกระซิบแผ่วแว่วมากระทบให้ได้ยินราวกับอยู่ใกล้   ในตอนนี้มีแต่เพียงซากปรักหักพังของเมืองร้างใต้ดินเท่านั้น ไม่มีใครเลยนอกจากแก้ว  เธอคือคนสุดท้ายที่เพิ่งลงบันไดมาได้เพียงครู่เดียว ประตูทางเข้าของที่นี้เมื่อปิดแล้วจะไม่มีใครข้างนอกสามารถเข้ามาได้อีกนอกจากมีกุญแจ  ความลึกใต้ดินระดับนี้มันยากที่จะมีเสียงใครจากด้านบนสะท้อนแทรกผ่านลงมาสู่ด้านล่างได้   ที่ยิ่งน่าแปลกก็คือ...เสียงนั้นพูดภาษาไทย  ซึ่งในกลุ่มทัวร์รอบเช้านี้มีแค่แก้วกับมนตรีเท่านั้นที่เป็นคนไทย   
 

             “ แก้วกานดาจ๋า...พาฉันไปด้วย ​”

            เสียงผู้ชายคนเดิมเรียกชื่อแก้วอีกครั้ง  แต่ครั้งนี้เสียงเรียกชื่อ ”แก้วกานดา”   สำเนียงเสียงของคนเรียกไม่คุ้นหูแก้วเลยสักนิด แต่ไม่รู้ทำไมเธออยากเดินไปหาเสียงเรียกนั้นเหลือเกิน 

 

            “ ใครคะ?....ใครเรียกฉัน?...มีใครเรียกฉันหรือเปล่า? ” 

           แก้วตะโกนถามไปรอบๆเพื่อสนทนากับคนเรียกที่มองไม่เห็น  ดูเหมือนจะไม่มีเสียงตอบรับกลับมา เธอเดินต่อไปเรื่อยๆบนทางเดินเล็กๆที่ขนาบด้วยกำแพงอิฐเก่าอันเต็มไปด้วยคราบเขม่าจากไฟไหม้  ทางเดินตรงนี้มันกว้างแค่สำหรับสองคนเดินเท่านั้น ส่วนด้านหลังก็เป็นบันไดไม้เก่าใกล้พัง   มันแทบไม่มีมุมไหนเลยที่จะให้ชายคนนั้นสามารถหลบไปซ่อนตัวได้ 

 

         

              “ แก้ว! ทำอะไรอยู่!  ทำไมไม่เดินตามมา? ”  

              มนตรีเดินมาเรียกแก้วให้กลับไปอยู่กับกลุ่มทัวร์คนอื่นๆ

 

             “ ฉันกำลังเดินไปอยู่เนี้ยแหล่ะ ” 
 

             แก้วรีบเดินตามมนตรีเข้าไปข้างใน เพราะตอนนี้เธอเดินรั้งท้ายอยู่เพียงคนเดียว  เมื่อเดินเข้าไปในอีกด้านหนึ่งของเมืองใต้ดิน จะที่มีสิ่งที่เขาเรียกกันว่า”Skylight”   มันเป็นช่องสีเหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ที่ทำด้วยอิฐบล๊อกแก้วเล็กๆเรียงติดกันหลายอัน  บางบ้านอาจนิยมใช้อิฐลักษณะนี้ตกแต่งผสมกับกำแพงห้องน้ำ  แต่ที่เมืองใต้ดินจะใช้แผงSkylightติดอยู่บนเพดานด้านบน  แสงจากท้องถนนจะทำให้อิฐแก้วแต่ละก้อนส่องสว่างความสวยงามลงมาสู่ด้านล่างอย่างน่าอัศจรรย์ 
 

 

             
               “ เหมือนดาวบนดินเลยเนอะ  เหนือสกายไล้ท์ขึ้นไปมันก็คือพื้นถนนใช่มะ? ฉันเห็นเงาเท้าคนเดินผ่านไปผ่านมาเต็มเลย ”  แก้วสะกิดถามมนตรีเพื่อความแน่ใจ

 

              “ ใช่แล้ว  ข้างบนมันก็คือพื้นถนนที่เราเดินกันนั้นแหล่ะ  เวลาเราเดินอาจไม่ได้สังเกต เพราะคิดว่าเค้าประดับเอาไว้สวยๆ ”

 

              “ อ้าว แล้วเค้าทำเอาไว้พื่ออะไรหล่ะ?  ”

 

              “ สมัยก่อนBill Speidelเค้าเอาไว้ส่องแสงใต้เมืองตอนที่มาสำรวจพื้นที่ครั้งแรกหน่ะ ”

 

              “ ใช่คนชื่อบิลนี่หรือเปล่า ที่เป็นต้นเหตุของเพลิงไหม้? ”

 

              “ นี่แกไม่ได้ฟังที่ไกด์อธิบายเลยใช่ไหมเนี้ยแก้ว ”

 

              “ ก็ฉันมัวแต่ถ่ายรูปเพลินหน่ะ ช่วยเล่าใหม่ได้มะว่าใครทำไฟไหม้ ”

 

              “ บิลหน่ะคือผู้ก่อตั้งอันเดอร์กราวทัวร์  แต่ไอ้เหตุการณ์ไฟไหม้ที่ว่าเนี้ยมันเกิดตอนปี1889โน้นแหน่ะ ถ้าจะนับเป็นปีพ.ศ.ไทย      เอ..ปีอะไรหว่า ”  

                   

                    มนตรีหยิบมือถือในกระเป๋าออกมาคำนวณคิดเลขทันที

                    “  อ่อได้แหล่ะ มันตรงกับปีพ.ศ.2432 ก็ประมาณสมัยร.5มั้งนะ ”

 

                   “ อืม น่าจะใช่นะ  คุณเทียดฉันท่านเกิดสมัยนั้นพอดี เอ๊ะ! จะว่าไปที่ด้านหลังล็อกเก็ตเหมือนจะมีสลักปีไว้ด้วยนะ เดี๋ยวฉันดูก่อน ”

 

                   แก้วรีบก้มดูล็อกเก็ตที่คอเธอ เมื่อพลิกดูด้านหลัง มันก็มีตัวหนังสือเป็นรอยสลักเล็กๆเขียนว่า “ บาหยัน ร.ศ. 108 ”  

 

               “ ไหนๆขอฉันดูหน่อย ” มนตรีเดินเข้ามาดูล็อกเก็ตที่คอแก้วใกล้ๆ

 

               “ ร.ศ.108งั้นเหรอ แล้วจะรู้ไหมเนี้ยว่าปีอะไร? ” 

 

               “ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่มันก็คงยุคเดียวกันแหล่ะ ”

 

               “ แต่แปลกดีนะ มีระบุปีกับชื่อหยั่งกะรุ่นพระเครื่องเลยแหะ ฮ่าๆ”

 

               “ อย่ามาทำเป็นล้อเล่นไปนะ เดี๋ยวจะเจอดีไม่รู้ตัว คุณย่าเคยเล่าให้ฟังว่า ตอนที่เทียดบาหยันท่านสิ้นใหม่ๆ  ท่านเฮี้ยนน่าดูเลยนะ  เค้ากล่าวขานกันทั่วเจริญกรุงเลยนะว่าบ้านนี้ผีเฮี้ยน ทุกวันเนี้ยบ้านหลังนี้ยังอยู่เลยนะ แต่ปล่อยร้างไว้ ”

               

                 มนตรีรีบปล่อยล็อกเก็ตและรีบถอยตัวห่างจากแก้วทันที  พร้อมรีบยกมือไหว้ที่ล็อกเก็ตด้วยความกลัว 
                “ ขอขมาลาโทษนะครับคุณเทียด ผมไม่ได้ตั้งใจหลบลู่นะคร้าบ ”

 

                “ ฮ่าๆ มนตรี นายนี่กลัวผีไม่เปลี่ยนเลยนะ ”

 

                 “ หัวเราะแบบเนี้ย เธอหลอกฉันเรื่องคุณเทียดเฮี้ยนใช่ไหมเนี้ย ”

 

               

                 “ ใช่ ฉันหลอกนาย เห็นนายปากเก่งนักก็เลยอำซะเลย แหมได้ผลจริงๆ แต่เรื่องผีที่บ้านเทียดบาหยันหน่ะเรื่องจริงนะ เพียงแต่ว่าจะเป็นพี่สาวท่านมากว่าที่ว่าเฮี้ยนหน่ะ ” 

 

                “ พี่สาว? ” มนตรีมองแก้วด้วยความสงสัย

 

                “ พี่สาวฝาแฝดของท่านที่ชื่อยิหวาหน่ะ เค้าว่ากันว่าเฮี้ยนมาก ”

 

                “ พี่สาวฝาแฝดงั้นหรอ  ชื่อคล้องกันเนอะ ยิหวาบาหยัน แล้วยังไงต่อหล่ะ ทำไมถึงตาย? แล้วเกิดอะไรขึ้น? ”

 

                “ ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่าไม่มีใครพูดถึงเรื่องราวของคุณเทียดยิหวาเลยนะ  แม้แต่รูปถ่ายซักใบฉันก็ไม่เคยเห็น มันน่าแปลกไหมหล่ะ ”

 

                “ แล้วทั้งเทียดยิหวาและบาหยันใครตายก่อนกันหล่ะ ”

 

                 ในขณะที่แก้วกำลังจะตอบเรื่องนี้   จู่ๆเธอก็ได้กลิ่นบางอย่าง  
 

                “ อ้าว เงียบทำไมเนี้ย ” 

 

                 “ ฉันได้กลิ่น ”

 

                 “ กลิ่นอะไร? ” 

 

                “ กลิ่นหายไปแหล่ะ ” 

 

                “ ใต้ดินมันก็มีกลิ่นอับแบบนี้แหล่ะแก้ว ” 

 

                “ มันไม่ใช่กลิ่นอับ ”  

 

                “ แล้วกลิ่นอะไร? ” 

 

                “ กลิ่นการเวก ”  

 

                “ ฉันไม่เห็นจะได้กลิ่นอะไรเลย มันจะมีกลิ่นดอกแบบนั้นที่นี้ได้ยังไง? ”      

 

               ​ “ มันหายไปแล้วหล่ะ ช่างมันเถอะ ” 

                 แก้วรีบพูดปัดมนตรีไป ซึ่งจริงๆแล้วเธอยังคงได้กลิ่นการเวกอยู่ เพียงแต่ว่าครั้งนี้กลิ่นมันแปลกไปกว่าเดิม มันไม่ได้หอมเย็นละมุนแบบทุกคืนที่ผ่านมา แต่กลิ่นครั้งนี้มันหอมฉุนชวนให้พะอืดพะอม 

 

               “ เป็นอะไรหรือเปล่าแก้ว ทำหน้าตาเหมือนจะอ๊วก”

 

               “ ไม่มีอะไรหรอก ตามันปรือๆเพราะง่วงหน่ะ  นายเดินนำหน้าไปก่อนเถอะ ฉันขอถ่ายรูปแถวนี้อีกสักหน่อย ”

  

               “ แล้วรีบตามมาแหล่ะกันนะ ”
 

++++

 

                มนตรีเดินตามไกด์และกลุ่มทัวร์ไปยังอีกห้องนึงซึ่งไม่ได้ไกลจากแก้วมากนัก  ส่วนแก้วก็ยังคงยืนอยู่ตรงสกายไล้ท์ เพราะเธอคิดว่าบริเวณนี้ดูปลอดโปร่งกว่ามุมอื่น เธอหลับตาและเงยหน้าขึ้นสูดลมหายใจเข้าอย่างช้าๆเพื่อทำให้หายใจโล่ง 

               

               เมื่อเธอรู้สึกสบายขึ้น เธอจึงลืมตาขึ้นมามองดูความสวยงามของแสงสกายไล้ท์จากด้านบน ตอนนี้แสงกำลังส่องมาเป็นสายสลับไปมาราวกับลูกดิสโก้   ถึงฝนจะตก ผู้คนด้านบนถนนก็ยังคงเดินผ่านกันไปมาราวกับกำลังเดินเล่นเต้นระบำ สายฝนที่ไหลตกลงมามันช่วยชะล้างคราบสกปรกบนแผ่นอิฐแก้วให้ดูชัดใสขึ้นพอที่จะเห็นพื้นรองเท้าที่เดินไปมาของคนด้านบน  

                แต่จู่ๆก็มีเท้าคู่หนึ่งมาหยุดยืนนิ่งอยู่ตรงสกายไล้ท์ เท้าคู่นั้นข้างหนึ่งใส่รองเท้า แต่อีกข้างหนึ่งไม่ใส่ มันดูใหญ่เหมือนกับเท้าผู้ชาย แก้วจ้องมันอยู่นานด้วยความสงสัยว่าทำไมเท้าคู่นั้นไม่ขยับไปไหน ทั้งๆที่ขณะนี้ฝนเริ่มตกหนักแล้ว  ภาพด้านบนเริ่มเบลอไปหมดด้วยความแรงของสายฝนที่ตกกระหน่ำลงมาปะทะกับพื้นอิฐเป็นระยะๆ     แก้วเริ่มรู้สึกหนาวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก มันอาจเป็นเพราะไอเย็นจากฝนหรืออาจเป็นเพราะเธอใส่เสื้อหนาวไม่หนาพอ  ความหนาวมันเย็นเสียดเข้าไปถึงใจแทบจะขาด   ใบหน้าและต้นคอก็เริ่มชาด้วยความหนาวที่มาครอบคลุม    

 

               “   พาฉันไปด้วย ” 

               เสียงปริศนาเสียงนั้นแว่วมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันมาจากด้านบนสกายไล้ท์   ภาพด้านบนที่เห็น เหมือนมีน้ำสีแดงเข้มเหมือนเลือดไหลร่วงหล่นลงมาพร้อมสายฝน น้ำสีแดงค่อยๆแผ่กว้างคลุมรอบช่องสกายไลท์  แสงของสกายไลท์ตอนนี้กลายเป็นสีแดงทันที  และดูเหมือนว่าจะไม่มีน้ำฝนตกลงมาเพื่อให้สีแดงเลือดนั้นจางลงเลย   มันกลับยิ่งเข้มขึ้น เข้มขึ้น เรื่อยๆ จนทำให้แสงที่ส่องบริเวณนั้นดูแดงทึมทะมึนทึบจนน่ากลัว  

              น้ำจากด้านบนซึมผ่านรอยต่อของอิฐแก้ว  มันค่อยๆไหลหยดลงมาที่แก้มของแก้ว แก้วรีบเดินออกห่างจากช่องสกายไลท์ทันที เธอลองเอามือสัมผัสมัน มันสีเหมือนเลือดจริงๆ แก้วรู้สึกหวาดกลัวมาก  เธอจึงรีบเร่งฝีเท้าเดินออกไปอย่างเร็ว  

 

 

                แก้วเดินดุ่มๆออกไปโดยไม่ได้สังเกตุทางด้านหน้า  พอรู้ตัวอีกทีเธอก็มาอยู่ในส่วนของซากโรงแรมเก่า  บริเวณนี้มีแค่เพียงเศษซากอิฐเก่าๆที่กองรวมกัน  บนเพดานก็มีแค่ไฟสีเหลืองดวงเล็กๆดวงเดียว  แก้วตัดสินใจหันหลังกลับไปทางเก่าที่เธอมา แต่ทางที่เธอมากลับหายไปและกลับกลายเป็นผนังอิฐทึบแทน แก้วเริ่มกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น เธอจึงรีบกดโทรศัพท์หามนตรีเพื่อให้มาช่วย  

 

                 “ ฮัลโหลมนตรีเหรอ ฉันหลงทาง มาช่วยฉันหน่อย ”

 

                 “ แก้วจ๋า ” 

                 เสียงที่ปลายสายไม่ใช่เสียงมนตรี แก้วนิ่งเงียบไม่กล้าพูดอะไรกลับไป แต่ในใจเธอก็คิดว่าเธออาจหูฝาดเพราะความหวาดกลัว 

 

                 “ ฉันอยากกลับบ้าน พาฉันไปด้วย ” 

                 เมื่อแก้วรู้ว่าเสียงนี้ไม่ใช่มนตรีแน่นอน เธอเลยรีบกดสายทิ้งเพื่อเช็คดูโทรศัพท์ว่ากดเบอร์โทรออกถูกหรือเปล่า เธอลองกดโทรใหม่อีกครั้ง

 

                 “ แก้วกานดาจ๋า ” 

                 เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง มันไม่ได้ดังออกมาจากโทรศัพท์  แต่มันดังมาจากด้านขวา  

 

                 “ ฉันอยู่นี้ ”

                 เสียงนั้นอยู่ใกล้มากเหลือเกิน แก้วค่อยๆมองชำเลืองด้วยหางตา  สิ่งที่เธอเห็นก็คือ เงาดำทะมึนสูงใหญ่ซึ่งยืนห่างจากเธอไปแค่ไม่กี่เมตร  เธอไม่กล้าพอที่จะหันไปดูให้เต็มตา แต่ทันใดนั้นเงานั้นก็เคลื่อนถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว  เมื่อหันตามดูสิ่งที่เห็นก็คือความว่างเปล่า มันมีแค่เพียงประตูกรงเหล็กขึ้นสนิมครึ่งท่อนที่เปิดอ้าอยู่ เสียงของประตูดังเอี๊ยดอ๊าดขยับแกว่งไปมาเพราะลมพัด ลมมันจะมาจากไหนกันในเมื่อตรงนี้คือใต้ดิน  เธอค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ประตูและมองลอดข้างในผ่านราวซี่ของช่องเหล็ก  ด้านหลังของประตูมันมืดทึบแสงจนไม่สามารถเห็นอะไรได้เลยสักนิด 

                ในขณะที่กำลังพยายามจ้องมองอยู่นั้น  กลิ่นของดอกการเวกลอยมาอีกครั้ง  กลิ่นมันโชยมาจากข้างในด้านหลังของประตู   แก้วเปิดประตูและเดินตามกลิ่นนั้นไป  มีเพียงแสงของโทรศัพท์มือถือเท่านั้นที่คอยนำทาง  ยิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าไหร่ กลิ่นมันก็ชัดมากกว่าเดิมเท่านั้น  จู่ๆโทรศัพท์ของก็ขึ้นเตือนว่าแบตเตอรี่ใกล้จะหมด   แก้วเลยปิดไฟโทรศัพท์เพื่อเซฟแบท
 

                สายตาที่เริ่มชินกับความมืด ทำให้พอเห็นอยู่บ้างว่าทางเดินข้างหน้าไม่น่าอันตราย  มีแสงสว่างเลือนลางอยู่ในระยะอยู่ไม่ไกล   แก้วเริ่มเดินให้เร็วขึ้นเพื่อไปให้ถึงแสงตรงปลายทางนั้น   เมื่อเดินมาถึง เธอถึงกับชะงักด้วยความตกใจ    สิ่งที่อยู่ข้างหน้าคือ ซุ้มอิฐทรงโค้งที่แก้วเคยฝันถึงทุกคืนตั้งแต่มาอยู่ที่นี้  ตรงด้านขอบประตูก็มีป้ายเก่าๆวางพิงอยู่ ทุกอย่างที่เห็นตรงหน้ามันเหมือนกับสิ่งที่เห็นในฝัน  เพียงแต่ว่าด้านหลังประตูมันมีแสงคอยส่องลงมาให้ข้างล่างดูสว่างมากขึ้น   เธอรีบเดินเข้าไปสำรวจในซุ้มประตูอิฐนั้นทันที  และเมื่อก้าวเข้าไปก็พบว่าแสงสว่างด้านบนนั้นมาจากสกายไล้ท์

 

                     “ ฉันอยู่นี่ อยู่ตรงนี้ ” 

                    เสียงของชายคนเดิมดังมาจากด้านซ้ายมือ  คราวนี้แก้วรีบหันไปดูทันที  และสิ่งที่พบก็คือ ความมืดและกลุ่มควันสีขาว  ภายใต้ควันนั้นนั้นมีเงาดำร่างใหญ่เลือนๆอยู่ข้างใน  แต่สิ่งที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือเท้าคู่หนึ่งที่โผล่พ้นออกมาในที่สว่าง   เท้าซ้ายใส่รองเท้าหนังสีดำ  ส่วนเท้าขวาไม่ได้ใส่รองเท้า 

                   

                    “ คุณใช่ไหมที่เรียกฉัน....คุณเป็นใคร ทำไมต้องเรียกฉัน?”

                    แก้วตะโกนถามออกไปที่เงานั้น  แต่ก็ไม่มีเสียงสนทนาตอบกลับมาเลย  เธอเลยตะโกนถามอีกครั้ง

 

                    “ คุณต้องการอะไร?”

                    ไม่มีเสียงตอบรับอีกเช่นเคย  แต่จู่ๆเท้านั้นก็ถอยหลังกลับเข้าไปในความมืดเหมือนกำลังจะวิ่งกลับออกไปไหนสักที่   แก้วเลยตัดสินใจรีบวิ่งตามเงานั้นไปทันที  ตอนนี้ไม่มีความมืดใดเลยนอกจากควันสีขาวเหมือนกับควันจากไฟไหม้เข้ามาแทนที่  

                     

                     “ นี่มันกลิ่นไฟไหม้นิ ” 

                      กลิ่นของไฟไหม้ลอยขึ้นมาปะทะที่จมูกแก้ว  และเธอยังเริ่มสัมผัสได้ถึงไอร้อนที่ระอุเข้ามาจากทางด้านหน้าอีกด้วย   เธอยังคงวิ่งตามเงานั้นไปเรื่อยๆ เธอเริ่มใกล้เข้าไปทุกที ทุกที    

                     ในที่สุดแก้วก็เห็นด้านหลังของคนชายนั้น   เขาสวมเสื้อสูทดำกับกางเกงแสล็คสีเทาเข้ม ผมที่เห็นจากท้ายทอยดูตัดสั้นเกรียน โครงร่างสูงใหญ่ราวร้อยแปดสิดเซนติเมตร   แก้วรีบเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นเพื่อให้ทันชายคนนั้นเพื่อดูหน้า   ชายคนนั้นวิ่งขึ้นบันไดไม้ไปสู่ด้านบน   บันไดมันชันมากจึงทำให้แก้วต้องค่อยๆไต่ราวบันไดขึ้นไป  ควันไฟที่ถาโถมลงมาจากด้านบนเพิ่มอุปสรรคให้การเดินของเธอช้าลงกว่าเดิม แก้วรีบหลับตาเพราะละอองเขม่าควันพัดมาโดนตาจนทำให้รู้สึกระคายเคืองตา พอลืมตาขึ้นมา เธอก็เห็นเท้าของชายคนนั้นขึ้นไปด้านบนแล้ว  เธอรีบตะโกนเรียกชายคนนั้นให้รอ

 

                  “ คุณ รอฉันด้วย ” 

                    แก้วเดินพ้นโผล่ขึ้นมาจากบันไดด้านล่าง  ตอนนี้เธอยืนอยู่ด้านบนเป็นที่เรียบร้อย แต่เธอกลับมองหาชายคนนั้นไม่เจอ 

 

                  “ Fire!   Fire!  Fire!”

                  เสียงชายฝรั่งร้องตะโกนมาบอกไฟไหม้ดังมาจากด้านหลัง  ชายฝรั่งคนนั้นวิ่งออกมาจากกลุ่มควันแล้วชนเธอล้่มลง

                  “ Excuse me” 

                  ชายฝรั่งคนนั้นกล่าวขอโทษเธอแบบห้วนๆแล้ววิ่งหายออกไปอีกด้านนึงของควัน   ตอนนี้บนถนนแทบมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากควันไฟที่กำลังล้อมรอบ  ภายในควันไฟมีเงาคนหลายๆคนวิ่งไปวิ่งมาอย่างอลหม่าน  แก้วไม่กล้าเดินไปไหนเพราะกลัวที่จะกลับไปทางที่ลงบันไดไม่เจอ เธอยืนนิ่งเอามือปิดจมูกเพื่อกันควัน  ส่วนมืออีกมือหนึ่งก็เกาะราวบันได้ไว้แน่น

 

                   “ Runnn! ”

                   เสียงผู้หญิงฝรั่งร้องตะโกนบอกให้วิ่งดังมาทางด้านหน้าของเธอ  ผู้หญิงฝรั่งสวมชุดเดรสทรงยาวสีเขียวขี้ม้าวิ่งออกจากควันผ่านเธอไปอย่างกระวนกระวาย  

 

                  “ Mom!”

                  เสียงเด็กผู้ชายดังมาจากด้านข้าง  เด็กคนนั้นเอามือมาจับที่แขนแก้ว เหมือนเด็กคนนั้นคิดว่าแก้วคือแม่ของเค้า แต่พอรู้ว่าไม่ใช่ เด็กคนนั้นก็วิ่งหายไปทางอื่น   เพียงไม่วินาทีต่อมาก็มีเสียงคนร้องเอะอะเซ็งแซ่อยู่รอบทิศ มีทั้งเสียงเด็กร้อง  เสียงม้า  และเสียงคนตะโกนว่าไฟไหม้    

 

               “  ฮี้......”    ม้าร้องเสียงหลงดังมาจากด้านหลัง   แก้วรีบหันไปดู  ภาพที่เธอเห็นคือ ม้าสีดำตัวใหญ่กำลังวิ่งตรงมาที่เธอ ม้าตัวนั้นมีไฟลุกท่วมอานด้านหลังลามไปถึงลำตัวและหัวของม้า  เธอรีบวิ่งหลบไปอีกทางทันทีก่อนที่ม้าจะวิ่งมาชน  สภาพของม้าถูกไฟลุกท่วมไปทั้งตัว  ม้าตัวนั้นร้องลั่นออกมาอย่างโหยหวญด้วยความเจ็บปวด  แล้วมันก็วิ่งหนีหายเข้าไปกองควันอีกทาง   

 

               แก้วไม่รู้จะทำยังไงดี เพราะตอนนี้มันมีแต่ควันกับควัน ทุกอย่างถูกปกคลุมไปด้วยควันแม้กระทั่งท้องฟ้า  เมื่อเดินกลับไปที่ทางลงบันได ปรากฎว่าทางลงบันได้นั้นหายไป แก้วพยายามเดินหามัน เพราะเธอจำได้ว่าไม่ไกลจากข้างบันไดจะมีพื้นสกายไลท์ของถนนด้านบนอยู่  แต่มันกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย มีเพียงพื้นดินธรรมดาที่ไม่มีแม้กระทั่งอิฐหรือคอนกรีตปูทาง   เธอพยายามเดินต่อไปเรื่อยๆจนไปเจอพื้นไม่้กระดานแนวขวางที่เหมือนจะสร้างไว้ให้เป็นทางเดิน  

                ที่สุดของปลายทางไม้นี้ แก้วเริ่มเห็นเหมือนกับแสงสว่างบางอย่าง  ควันไฟค่อยๆจางหายลง  ผู้คนที่อยู่ปลายทางเบื่้องหน้าก็ค่อยค่อยเห็นชัดเจนขึ้น  เธอรีบเดินตรงไปที่คนกลุ่มนั้น   พวกเขายืนอยู่กันหลายร้อยคนบนท้องถนน ทุกคนล้วนแต่แต่งตัวแบบชุดตะวันตกโบราณ  ตอนนี้พวกเขาต่างกำลังจ้องมองไปทางทิศทางที่แก้วเดินมา  ดูเหมือนพวกเขาจะไม่เห็นแก้วด้วยซ้ำ เพราะแก้วเดินเลี่ยงหลบมาริมด้านข้าง และเมื่อหันหลังไปดูตามที่พวกคนเหล่านั้นกำลังจ้องดูอยู่ 
 

             
       ภาพที่ปรากฎตรงหน้าก็คือควันไฟสีเทาดำขนาดใหญ่กำลังลุกโหมสูงเสียดฟ้า มีร้านค้าหรือสิ่งก่อสร้างหลายอย่างกำลังถูกไฟลามลุกไหม้  บ้านและร้านค้าเหล่านั้นแทบจะไม่คุ้นตาแก้วเลยสักนิด ทุกอย่างมีแค่สองขั้นและทำด้วยไม้   มีเสียงคนตะโกนโวกเวกโวยวายจนฟังไม่รู้เรื่อง เท่าที่จับใจความได้ก็คือ มีคนบอกว่าไฟกำลังไหม้Frye Opera House และกำลังลามไปที่โรงแรม Oriental 

 

                “  แก้วฉันอยู่ทางนี้ ”

                เสียงของผู้ชายคนเดิมเรียกแก้วอีกแล้ว   เธอจึงไม่รอช้าที่จะหันไปดูชายลึกลับคนนี้เพราะจะได้รู้สักทีว่าเขาคนนั้นคือใครกันแน่

++++