จอมกระโดดและเพชฌฆาตแห่งทุ่งหญ้า

Author: 
phraongai
ประเภท: 
สารคดี/บทความ

 
 
         เจ้าตั๊กแตนตำข้าวสีเขียวอ่อนค่อยๆ เดินอย่างเชื่องช้าไปบนแนวรั้วหลังบ้าน    แม้จะถูกไล่ตามกดชัตเตอร์บันทึกภาพ  มันก็ไม่มีทีท่าตื่นตระหนก  ยังคงเดินด้วยจังหวะเนิบช้า  ไร้วี่แววจะกระโดดหนีหายอย่างตั๊กแตนทั่วไป
          ตั้งแต่เล็กฉันชอบเรียกเจ้าแมลงเขียวๆ ขามีหนาม  ที่ยกสองขาหน้าสูงเป็นเอกลักษณ์ว่า “ตั๊กแตนต่อยมวย” จนติดปาก  ก็มันชูสองแขนยังกะนักมวยตั้งการ์ดป้องกันและเตรียมชก  หลังๆ นี่หรอกที่ได้ยินหลายคนเรียกมันว่า “ตั๊กแตนตำข้าว”  จึงเปลี่ยนมาเรียกตามอย่างเขา  แต่เมื่อค้นคว้าเรื่องของตั๊กแตน  จึงได้รู้ว่ามีคนนิยมเรียกเจ้าตั๊กแตนตำข้าวว่าตั๊กแตนต่อยมวย  หรือตั๊กแตนชกมวยด้วยเหมือนกัน
          ชื่อตั๊กแตนตำข้าวน่าจะเรียกมานานกว่าตั๊กแตนต่อยมวย  เพราะปัจจุบันหาคนตำข้าวได้ยากแสนยาก  ไม่รู้จะยังเหลืออยู่อีกรึเปล่าด้วยซ้ำ  ชาวนาที่ไหนๆ ก็เปลี่ยนมาแยกเปลือกข้าวออกจากเมล็ดข้าวด้วยการส่งข้าวเปลือกเข้าโรงสีข้าวกันทั้งนั้น  เจ้าเครื่องสีข้าวเดินเครื่องเสียงดังหึ่งหั่งไม่นานก็พ่นแกลบไปทาง  ปล่อยข้าวสารออกมาอีกทาง  ง่ายกว่าการตำข้าวเป็นไหนๆ
          สมัยที่ยังไม่มีเครื่องสีข้าว  การตำข้าวเป็นกิจวัตรประจำวันของแทบจะทุกบ้านเรือน  ครกตำข้าวทำมาจากท่อนไม้ขนาดใหญ่เท่าตัวคน  ขุดตรงกลางให้เป็นโพรงสำหรับใส่ข้าวเปลือกลงไปได้  ครกมักจะถูกตั้งไว้ประจำที่  คงเพราะหนักมาก  จะย้ายไปตำแหน่งอื่นทีต้องกลิ้งจนเหนื่อย  บ้านแบบมีใต้ถุนสูง  ชาวบ้านมักจะนั่งทำงานอยู่ใต้ถุนบ้าน  เพราะมีตัวบ้านบังแดดร้อนยามกลางวัน  และไม่มีผนังกั้นรอบด้าน  ลมจึงพัดโกรกเย็นสบาย  แต่ครกตำข้าวจะถูกวางอยู่นอกบ้าน  ไม่ได้ร่วมใต้ถุนกับแคร่ไม้ไผ่  ด้วยเวลาตำข้าวนั้นต้องใช้สากตำข้าวยาวเป็นวา  สองปลายมนเพราะต้องมุดลงไปกระแทกเมล็ดข้าวในครก  ตรงกลางท่อนสากมักจะเหลาให้ขนาดพอดีกับมือจับ   เวลาตำข้าวคนตำต้องออกแรงยกสูงก่อนปล่อยสากลงตำข้าวในครก  ไม้ทั้งท่อนที่ยกขึ้นลงเป็นจังหวะซ้ำๆ ต่อให้เบากว่าครก  ก็คงไม่ได้ยกสบายแน่นอน
          คนตั้งชื่อตั๊กแตนตำข้าวก็ช่างฉลาดเปรียบท่าคนและท่าสัตว์เข้าด้วยกัน
        ภาษาอังกฤษเรียกตั๊กแตนว่า Grasshopper  ฉันชอบแปลว่า  นักกระโดดหญ้า(เทียบกับ นักกระโดดร่ม)  และคิดว่าเขาช่างตั้งชื่อได้ตรงตัวยิ่งนัก  เพราะตั๊กแตนนั้นเป็นจอมกระโดดแห่งทุ่งหญ้าจริงๆ ลองเดินไปตามหญ้าเขียวๆ ในสนามหญ้าหรือคันนา  เป็นต้องเห็นมันกระโดดโหยงหลบเท้าคนกันอลหม่าน  ตั๊กแตนมีขาหกขา  สองขาหลังนั้นยาวใหญ่และทรงพลัง  โดยเฉพาะขาคู่กลางจะถูกตั้งงอสูงเสมอ  พร้อมจะกระโดดหนีทันทีที่คิดว่าภัยมาถึงตัว
          ส่วนตั๊กแตนตำข้าวถูกตั้งชื่อว่า Mantis  หรือเรียกเต็มๆ ว่า Praying  Mantis ชื่อของตั๊กแตนตำข้าวนั้นแปลออกมาช่างแสนไพเราะ เพราะแมนทิสมาจากคำในภาษากรีกที่หมายความว่า  ผู้เผยพระวจนะ  ส่วนเพรย์อิ้งนั้นภาษาอังกฤษแปลว่าการสวดมนต์  ดังนั้น Praying Mantis จึงแปลได้ว่า ผู้เผยพระวจนะที่กำลังสวดมนต์ เพราะฝรั่งเขามองว่าการยกสองขาหน้าของแมลงชนิดนี้เหมือนกับท่าทางเวลาที่พวกเขายกมือสวดมนต์  มุมมองของแต่ละชาติแต่ละภาษาแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมประเพณีเช่นนี้เอง
        ตั๊กแตนกับตั๊กแตนตำข้าวมีชื่อเรียกในภาษาไทยคล้ายกันตามลักษณะรูปร่างหน้าตา  แต่ในการจัดกลุ่มทางวิทยาศาสตร์แล้วมันแค่เป็นแมลงเหมือนกันเท่านั้น  ที่เหลือแตกต่างกันไกล  การจัดลำดับตาม taxonomy ของแมลงทั้งสองประเภทเป็นดังนี้
Taxonomy: Kingdom>Phylum>Class>Order>Family>Genus>Species
Grasshopper: Animalia(สัตว์)>Arthropoda(สัตว์มีขาข้อปล้อง)>Insecta(แมลง)>Orthoptera(จิ้งหรีด, ตั๊กแตน)
Praying Mantis: Animalia>Arthropoda>Insecta>Mantodea(ตั๊กแตนตำข้าว)
เมื่อถึงขั้น Order มักมีแมลงปลายประเภทอยู่รวมกัน  เช่น Hymenoptera จะมีทั้ง มด  แตน  ต่อ  ผึ้ง  อยู่ร่วมกัน  ตั๊กแตนเองยังถูกจัดร่วมออร์เดอร์ Orthoptera กับจิ้งหรีด  แต่ตั๊กแตนตำข้าวนั้นไม่เหมือนใคร  จึงครองออร์เดอร์อยู่ตามลำพัง  เมื่อเรารู้แล้วว่าตั๊กแตนและตั๊กแตนตำข้าวเป็นแมลงที่แตกต่างกันอย่างมาก  จึงไม่ควรเหมารวมเรียกตั๊กแตนตำข้าวเป็นตั๊กแตน  เพียงเพราะความขี้เกียจเรียกชื่อยาวๆ ของมัน
ข้อแตกต่างทางด้านรูปร่างระหว่างแมลงสองประเภทนี้คือ ตั๊กแตนจะมีขาคู่หน้าเล็กกว่าขาสองคู่หลัง  และขาคู่กลางจะงอสูงเป็นพิเศษเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการกระโดดหนีภัยอย่างฉับพลัน  ส่วนตั๊กแตนตำข้าวจะมีขาสองคู่หลังผอมยาวพอๆ กัน  แต่มีขาคู่หน้าที่ใหญ่เป็นพิเศษ  ขาที่แบ่งออกเป็นสามปล้องนั้น ท่อนกลางจะมีหนามเล็กเหมือนใบเลื่อย  และท่อนสุดท้ายที่คล้ายมือของมันจะโค้งงอเหมือนเคียวเกี่ยวข้าว
ขณะที่ตั๊กแตนจะกระโดดหนีได้ว่องไว  ตั๊กแตนตำข้าวกลับใช้วิธีเดินอย่างเชื่องช้า  ถ้าภัยจวนตัวจริงๆ ก็จะกางปีกบินหนีแทน  เหตุที่แมลงสองประเภทนี้ใช้วิธีหนีภัยแตกต่างกันก็เพราะตั๊กแตนเป็นแมลงกินพืช  แต่ตั๊กแตนตำข้าวเป็นแมลงกินเนื้อ  มันสามารถกินสัตว์อื่นที่มีขนาดเล็กกว่าได้  เช่น  แมลงวัน  แมลงป่อง  แมลงสาบ  กบ  หนู  งูตัวเล็กๆ  และเจ้าตั๊กแตนที่หน้าตาคล้ายกันก็ด้วย
ตั๊กแตนมีปากสำหรับกัดฉีกอาหารเพราะเป็นสัตว์กินพืช  อาหารของมันมักจะเป็นประเภทเดียวกับพืชที่คนปลูกเพื่อกินหรือขาย  อย่างข้าว  หรือข้าวโพด  ดังนั้นมันจึงกลายเป็นศัตรูพืชตัวฉกาจของชาวไร่ชาวนา  ยิ่งตั๊กแตนชอบหากินกันเป็นฝูง  ถ้าปีไหนเกิดตั๊กแตนระบาด   มันพากันบินลงนาข้าวหรือไร่ข้าวโพดใครทีเป็นอันไม่ต้องคิดถึงกำไร
แต่ตั๊กแตนตำข้าวกลับเป็นแมลงที่มีประโยชน์ต่อการเกษตร  เพราะมันกินแมลงศัตรูพืชเป็นอาหาร  ขณะล่าเหยื่อตั๊กแตนตำข้าวจะใช้วิธีซุ่มรอจังหวะ  เมื่อเหยื่อเข้ามาในระยะจู่โจม  ก็จะตะปบเหยื่อด้วยขาคู่หน้าพร้อมรัดให้แน่นด้วยซี่เลื่อยที่ท้องขา  เนื่องจากมันเป็นสัตว์ล่าเหยื่อ  ดังนั้นตั๊กแตนตำข้าวตามธรรมชาติจึงมักไม่กินเหยื่อที่ไม่ได้ล่าเอง  แต่คนที่ชอบเลี้ยงตั๊กแตนตำข้าวเป็นสัตว์เลี้ยงก็สามารถฝึกจนป้อนอาหารให้มันกินได้
เรื่องเล่าที่น่ากลัวของตั๊กแตนตำข้าวก็คือการผสมพันธุ์  ซึ่งตัวผู้จะต้องระวังตัวอย่างยิ่งยวดก่อนที่จะเข้าไปผสมพันธุ์กับตั๊กแตนตำข้าวตัวเมีย  ผสมพันธุ์เสร็จต้องรีบหนีอย่างรวดเร็ว  เพราะตั๊กแตนตำข้าวตัวเมียที่มีขนาดใหญ่กว่าจะใช้ขาหน้ารัดตัวผู้แล้วกัดหัวกินเป็นอาหารทันทีที่ผสมพันธุ์เสร็จ  บางพันธุ์นั้นตั๊กแตนตำข้าวตัวผู้จะถูกกัดหัวขาดตั้งแต่กำลังผสมพันธุ์กัน  อาจจะฟังดูโหดร้ายหากเทียบกับมนุษย์แต่นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่านั่นเป็นกลวิธีที่จะทำให้น้ำเชื้อของตั๊กแตนตำข้าวตัวผู้เข้าผสมกับไข่ของตัวเมียได้ดี  และเนื่องจากระบบประสาทของตั๊กแตนตำข้าวไม่ได้อยู่ที่หัว  แม้จะปราศจากหัวแล้วมันก็ยังสามารถผสมพันธุ์ต่อไปได้   
หลายคนกระเซ้าเย้าแหย่กันว่า  ผู้ชายทั้งหลายคงแอบอธิษฐานว่า  ถ้าแม้จะต้องเกิดมาเป็นเพศชายก็ขออย่าได้ต้องเกิดเป็นตั๊กแตนตำข้าวตัวผู้ก็แล้วกัน
ตั๊กแตนตำข้าวเป็นแมลงกินเนื้อที่ค่อนข้างน่ากลัวสำหรับเหยื่อของมัน  แต่ก็มีสายพันธุ์ที่ทั้งสวยงามและดูแปลกตา  อย่างเช่น  ตั๊กแตนตำข้าวกล้วยไม้  และตั๊กแตนตำข้าวปีศาจ  จึงเป็นแมลงที่คนรักแมลงชอบนำมาเลี้ยง  ในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกามีการทำโรงเพาะเลี้ยงตั๊กแตนตำข้าว  เพื่อเก็บรังไข่ไปติดกับกิ่งฝ้ายขณะที่กำลังตกสมอ  ลูกอ่อนที่ฟักออกมาจากรังจะทำหน้าที่กำจัดหนอนเจาะสมอฝ้ายทันที  ตั๊กแตนตำข้าวจึงสามารถทำหน้าที่ควบคุมแมลงศัตรูพืชให้เกษตรกรได้อย่างดี  กระทรวงเกษตรของไทยก็หันมาใช้แมลงในการกำจัดแมลงมากขึ้น  เพียงแต่ไม่ค่อยได้ยินข่าวประชาสัมพันธ์ความคืบหน้าให้ประชาชนไทยได้รับรู้ 
 
ตั๊กแตนและตั๊กแตนตำข้าวเป็นสัตว์พื้นถิ่นของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน  อยู่คู่เรือกสวนไร่นามานาน  แต่ปัจจุบันนี้ในท้องนาค่อนข้างหาแมลงพวกนี้ยาก  แมลงอื่นๆ ที่ไม่ใช่ตั๊กแตนก็เช่นกัน  เนื่องจากการระดมฉีดพ่นยาฆ่าแมลงอย่างหนักของชาวไร่ชาวนา  เด็กสมัยใหม่อาจจะไม่ค่อยได้สัมผัสใกล้ชิดกับตั๊กแตนอย่างสมัยก่อน  ยิ่งเด็กในเมืองด้วยแล้วแค่หาบริเวณพื้นที่สีเขียวยังหาได้ยากเย็น
ตั๊กแตนเข้าไปอยู่ในสุภาษิตคำพังเพยและสำนวนภาษาของไทยเช่น  ขี่ช้างจับตั๊กแตน  เซ่นวักตั๊กแตน  และใสเป็นตาตั๊กแตน  ซึ่งสำนวนหลังแสดงถึงความช่างสังเกตของคนไทยสมัยก่อนที่มีเวลาขนาดเพ่งมองไปถึงลักษณะของดวงตาแมลงว่าตัวไหนใสหรือขุ่นกว่ากัน
ฉันมีตั๊กแตนใบลานแขวนอยู่ที่ราวตากผ้าหลังบ้าน  ซื้อมาตั้งแต่คนขายเพิ่งสานเสร็จใหม่ๆ เป็นสีขาวนวลสะอาดสะอ้าน  ตุ๊กตาใบลานหาได้ยากในปัจจุบัน  คนทำเป็นเหลือน้อยราย  และใบลานตามธรรมชาติก็น้อยลง  ฉันหิ้วเจ้าตั๊กแตนใบลานขึ้นรถโดยสารหลายทอดกว่าจะถึงช่องเม็ก  แล้วแขวนมันเล่นลมท้าแดดฝนอยู่ข้างนอก  จนตอนนี้หลายเดือนผ่านไปมันกลายเป็นสีเทาขุ่น  แม่ถามว่าจะเอาไปทิ้งได้หรือยัง  ฉันรีบห้ามเอาไว้  ปล่อยให้มันแขวนท้าทายสายตาต่อไป  อยากรู้ว่าใบลานนั้นจะคงทนแค่ไหน  จะอยู่จนโปร่งบางเหลือแต่เส้นใยเหมือนใบโพธิ์ที่เขาทับไว้ในหนังสือ  หรือใบยางพาราที่เขาเอากรดกัดเพื่อนำมาทำดอกไม้ประดิษฐ์รึเปล่า
พี่สาวนักกลอนแห่งเมืองอุบลเล่าให้ฟังว่าสมัยเด็กๆ การละเล่นหนึ่งที่เธอเคยเล่นคือการสานรังตั๊กแตน  โดยการนำหญ้าเจ้าชู้มาพันไขว้ไปมากับนิ้วมือตนเอง  แล้วเรียกว่ารังตั๊กแตน  ฉันนึกไม่ออกเพราะไม่เคยเล่น  แต่หวนคิดถึงสมัยเคยไปช่วยเขาเกี่ยวข้าวที่บ้านสีนวล บ้านของพี่คนที่ชวนไปเกี่ยวข้าว  รอบบ้านถูกโอบล้อมด้วยต้นข้าวสีทอง  คันนาหรือคันแทนาที่เขาเรียกกัน  มีวัชพืชงอกงาม  ฉันสังเกตเห็นฟองขาวๆ เหมือนใครถ่มน้ำลายทิ้งไว้ติดอยู่ตามใบปอและใบหญ้าแถวนั้น  แต่ฟองน้ำลายที่เหมือนเม็ดโฟมเล็กๆ สีใสเกาะติดกันนั้นไม่ยักแตกสลายไปตามระยะเวลายาวนานที่สัมผัสอากาศ  มีคนบอกว่านั่นคือไข่ตั๊กแตน  ไม่รู้มาจนบัดนี้ว่าจริงหรือเท็จ
เพื่อนผู้ชายเล่าให้ฟังว่าตั๊กแตนเป็นของกินธรรมดาของลูกชาวนา  ฉันเคยเห็นเพื่อนที่โรงเรียนแกงหน่อไม้ใส่ตั๊กแตน  เป็นของแปลกสำหรับคนต่างถิ่นอย่างฉัน  เพราะมักจะเห็นเขาคั่วหรือทอดขายในตลาดเป็นของกินเล่นมากกว่าจะกินเป็นกับข้าว 
เวลาออกทุ่งนาเด็กๆ มักจะมองหาตั๊กแตนเพื่อไล่ตี   จับกลับบ้านมาทำเป็นอาหาร  กลวิธีจับตั๊กแตนขั้นพื้นฐานคือตะครุบจับเมื่อมันกระโดดลงบนพื้นหญ้า  ซึ่งต้องใช้ความไวเฉพาะตัว  แบบมีอุปกรณ์ขึ้นมาหน่อยก็คือใช้ไม้ไล่ตี  โดยต้องเป็นไม้ที่มีขนาดเล็กแต่แข็งแรงยาวสักวา  ส่วนใหญ่ก็แล้วแต่จะหาได้แถวนั้น  แม้แต่ต้นสาบเสือก็สามารถเป็นอาวุธล่าตั๊กแตนได้  จากนั้นเด็กๆ จะใช้ไม้กวาดตีพงหญ้าเพื่อให้ตั๊กแตนกระโดดหนี  เห็นตัวไหนก็จะใช้ไม้อันนั้นตีตั๊กแตนให้พอสลบแล้วจับใส่ถุงพลาสติก  ถ้าไม่พกถุงมาจากบ้านก็หาต้นหญ้าเล็กๆ หรือเถาไม้เหนียวๆ ร้อยตั๊กแตนเป็นพวงเหมือนร้อยเหงือกปลาแทน 
ถ้าเป็นปีที่มีตั๊กแตนระบาด  ตอนกลางคืนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ก็จะลงทุ่งนาหาจับจับตั๊กแตนที่เกาะกินต้นข้าวมาเป็นอาหาร  เป็นที่สนุกสนานของเด็กๆ แต่ผู้ใหญ่อาจจะไม่คิดอย่างนั้น
ตั๊กแตนสามารถนำไปทำกินได้หลายวิธี  อย่างง่ายที่สุดคือเสียบไม้เล็กๆ ปิ้งไฟอ่อนๆ หรือจี่ตั๊กแตน  นอกจากนั้นก็อาจนำไปคั่ว  ทอด  หรือนึ่ง  บางคนก็นำตั๊กแตนไปใช้แทนเนื้อสัตว์ในอาหารประเภทแกง  เพื่อนเล่าให้ฟังว่าก่อนจะกินหรือทำกินจะต้องเด็ดปีกตั๊กแตนทิ้ง  และเด็ดหัวหรือก้นเพื่อนำขี้และไส้ข้างในทิ้งไปก่อน  ก่อนกินถ้าจะให้ดีก็ควรเด็ดขาทิ้งไปด้วย  ฉันลองไปซื้อตั๊กแตนทอดมากินก็พบว่าคนขายเขาเด็ดปีกตั๊กแตนออกอย่างที่เพื่อนว่าและตรงส่วนก้นตั๊กแตนทอดก็ขาดเป็นรู  เขาคงจะดึงขี้ดึงไส้ตั๊กแตนออกทางนั้น
ความนิยมบริโภคแมลงแพร่หลายไปทั่วไม่ได้จำกัดเขตเฉพาะภาคอีสานอีกต่อไป  มีข้อมูลเชิงวิชาการออกมารองรับว่าแมลงที่ชาวบ้านนิยมกินนั้นเป็นแหล่งโปรตีนชั้นเยี่ยมทดแทนเนื้อสัตว์ได้  การจับแมลงส่งขายจึงเริ่มอยู่ในความสนใจของเกษตรกร  แต่เพราะการใช้ยาฆ่าแมลงมากขึ้นทำให้ผู้คนหวาดระแวงว่าจะได้รับสารพิษตกค้างจากตัวแมลง  และแมลงตามท้องไร่ท้องนาก็ลดลงฮวบฮาบตามปริมาณการฉีดพ่นยาฆ่าแมลงที่สวนทางกัน  แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามหันมารณรงค์ให้ทำเกษตรอินทรีย์กันมากขึ้น  แต่เพราะผลประโยชน์จากการขายปุ๋ยและสารเคมีเหล่านี้มีมหาศาล  ทำให้ยากจะลงมือจัดการได้เต็มที่  และชาวไร่นาเคยชินเสียแล้วต่อการลงเงินแล้วปราบแมลงได้ผลทันใจ  ดังนั้นทุ่งนาที่เงียบกริบร้างไร้เสียงนกเสียงแมลงจึงยังคงกระจายออกไปแทบทุกท้องถิ่น 
ปัจจุบันนี้จึงมีการเพาะเลี้ยงแมลงเป็นสัตว์เศรษฐกิจ  ไม่ว่าจะเป็นจิ้งหรีด  มดแดง  หรือแม้แต่ตั๊กแตน  โดยใช้วิธีสร้างโรงเลี้ยง  และให้กินหัวอาหาร  ราคาขายส่งกิโลกรัมหนึ่งหลายร้อยบาท  นอกจากชาวบ้านจะเลี้ยงขายแล้ว  ยังมีบริษัทที่ทำธุรกิจในการเพาะแมลงส่งขายโดยเฉพาะมานาน  จึงมีการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาเพาะเลี้ยงแมลงขายกันมากขึ้นจากหน่วยงานของรัฐและมหาวิทยาลัยที่ทำการศึกษาค้นคว้าเรื่องการเพาะเลี้ยงแมลงเหล่านี้
จากนักกินพืชตัวฉกาจกลายมาเป็นอาหารชวนชิม  จากที่เคยกระโดดโลดเต้นอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ  ต้องเปลี่ยนมาอยู่ในขอบเขตแคบๆ 
อย่างน้อยการเป็นสัตว์กินได้ของตั๊กแตนก็ทำให้มันคงไม่สูญพันธุ์ไปได้อีกยาวนาน  แต่เจ้าตั๊กแตนตำข้าวที่มักจะหาเหยื่อตามลำพังที่ไม่มีใครคิดจับมากินล่ะ  มันโชคดีกว่าหรือโชคร้ายกว่ากันแน่ Y