ธารชีวา ตอนที่ 4

Author: 
ราดหน้า
ประเภท: 
นิยาย

ตอน       4
                ร่างบอบบางขดอยู่บนโซฟาตัวยาวในห้องนั่งเล่น เปิดรายการเคเบิ้ลทีวีค้างไว้แต่ตนเองหลับปุ๋ย อาจเพราะหลังจากแยกกับชัชวาลแล้วธารชีวาพาคุณป้าใหญ่ขึ้นรถไฟฟ้าเที่ยวรอบเมืองแวะลงสถานีสยามพาคนแก่ไปเดินเล่นย่านวัยรุ่น พาเดินดูของราคาแพงที่ดิเอ็มโพเรียมให้น้ำลายหกเล่นแต่ไม่เห็นธารชีวาจะได้อะไรติดมือสักอย่าง เด็กคนนี้ไม่รบเร้าขออะไรให้รำคาญใจ นอกจากนั้นยังช่างเอาอกเอาใจคนแก่…
                "ถ้าแดนเนรมิตไม่ปิดกิจการซะก่อน หวาจะพาคุณป้าใหญ่ไปนั่งรถไฟเหาะ"
                เธอล้อคนแก่เล่นด้วยสีหน้าเป็นต่อ ต่างมีความสุขจากการได้ใกล้ชิดกันอย่างไม่เคยมีมาก่อน
                "ดรีมเวิร์ลยังมีนะลูก ถ้าหวาพาป้าไปป้าก็นั่งได้นะลูก ลองดูกันไหมละ"
                เอาละซี…คุณป้าใหญ่กลายเป็นคุณป้าไม่ยอมแก่เสียแล้ว ทำเอาเธอต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้ราบคาบ ยกมือขอสงบศึก
                "หวาแค่พูดเล่นนะคะ  ขืนหวาไปนั่งรถไฟเหาะไส้หวาคงได้ออกมาจุกที่ปาก…หวากลัวรถไฟเหาะ กลัวความสูง…คุณป้าใหญ่คงไม่ทราบว่าหวากับเพื่อน ๆ เคยไปเที่ยวพัทยาโรงแรมที่มีหอคอยสูงลอยฟ้า หมุนได้…เราทานอาหารที่นั่นแต่ขาลงเพื่อน ๆ หวาเขาโรยตัวจากยอดตึกลงมากัน มีหวาคนเดียวโดยสารลิฟ หวาถูกเพื่อนหัวเราะเยาะให้อายมาจนทุกวันนี้"
                เหมือนน้ำเสียงสนทนาทุกคำยังแจ่มแจ๋วชัดเจน ชุลีพรลอบถอนใจยาวเมื่อหวนถึงชีวิตของเด็กสาว…จึงได้ลูบไล้เส้นผมหยักศกแผ่วเบาให้เข้าทาง ไม่ให้มันปลิวระใบหน้า…
ธารชีวาสะดุ้งนิดหนึ่ง เมื่อเห็นร่างคุณป้าใหญ่อยู่ตรงหน้าจึงหดขาลุกขึ้นนั่งขยี้ตางัวเงีย ยังยิ้มเอียงอายให้ผู้แก่วัยกว่าเนื่องจากคนอวดเก่งกลับหลับผล็อยไม่เป็นท่า…
                "น่าอายจัง หวาเผลอหลับหรือคะ…โอย…ทำไมขาหวาเมื่อยอย่างนี้เล่า เหมือนหวาไปปีนภูเขามายังไงยังงั้นเลย"
                "ก้อ…ร้องเท้าหวาสูงตั้งสามนิ้ว แถมเดินตะรอนทั่วเมืองกับป้าตั้งสี่ห้าชั่วโมง…"
                "คุณป้าใหญ่ไม่เมื่อยบ้างหรือคะ"
                "เมื่อย…หวาจะนวดให้ป้าไหมล่ะ"
                "มีค่าจ้างไหมคะ หวาไม่ชอบทำอะไรให้ใครฟรีค่ะ"
                หญิงสาววางสีหน้าเป็นคนงก
                "ป้าให้สิบบาท"
                "อู๊ยย์…ทำยังกะจ้างถอนผมหงอก…ถอนแทบตายได้เส้นละบาท"
                ชุลีพรขมวดคิ้วใบหน้าแต้มยิ้ม
                "ใครจ้างใครถอนผมหงอก"
                "หวาค่ะ  สมัยเด็กหวารับจ้างแม่ครัวที่บ้านถอนผมหงอก "
                "ตาย…หลานสาวฉันงกเงินเสียตั้งแต่เมื่อไหร่ มีวิธีหาเงินพิลึกนัก"
                ธารชีวาหัวเราะคิกคัก เดินประคองชุลีพรไปหยุดนั่งด้วยกันบนเตียงนอนกว้างขวางหรูหราในห้องพิเศษของโรงแรม
                "ก็…ตอนนั้นหวาเด็กนี่คะ ซนมากด้วย พอแม่รู้แม่บ่นจะตาย…แม่บอกว่าแม่ครัวแกเงินเดือนนิดเดียวหวายังจะใจร้ายไปเบียดเบียนแก…หวาจึงต้องเดินคอตกเอาเงินไปคืนแก…แล้วต่อรองว่า ถ้าคราวหน้ามาใช้หวาถอนผมหงอกหวาขอแลกกับขนมอร่อยฝีมือแกแทน…แกทำขนมอร่อยมากเชียวค่ะ…ไม่ว่าจะเป็นขนมชั้นอัญชัน เค้กหน้าฝอยทอง"
                "แม่เขาดุมากไหม"
                ชุลีพรนอนลงมีหลานสาวบีบนวดให้…ความจริงมือเล็ก ๆ นั่นไม่ได้ทำให้คลายเมื่อยล้าได้เลย แรงเหมือนมดมาเกาะมาไต่แต่สิ่งที่ชุลีพรได้รับคือความสุขใจจากสัมผัสอ่อนโยนต่างหาก
                ความจริงชุลีพรมีลูกสาวของสุมาลีเป็นหลานสาวอีกคน เพียงแต่หทัยชนกถูกมารดากล่อมเกลา ปลูกฝังความรู้สึกเกลียดชังรุนแรงที่คนเป็นแม่มีสู่ลูก แทนที่หทัยชนกจะเติบโตเป็นสาวน้อยสดใสมองโลกแง่ดี  เจ้าตัวกลับเอาแต่ใจตน ช่างเรียกร้อง  ที่สำคัญเธอเกลียดชังทุกคนที่เธอเข้าใจว่ารักเธอน้อยกว่าพี่สาวนอกคอกอย่างธารชีวา
                "ดุเป็นบางครั้งค่ะ…ถ้าหวาถูกเพื่อนรังแกแม่จะไม่ช่วยหวาหรอก…ไม่เหมือนน้าปัทม์  อย่างเวลาเล่นกับเพื่อนถ้าหวาวิ่งไม่ทันเพื่อน ถ้าหวาหกล้มแม่จะไม่มาโอ๋  แม่จะมองดูหวาร้องไห้ แล้วบอกให้หวาลุกขึ้น ให้หวาวิ่งไล่เพื่อนให้ทัน…ใครเตะเรา ใครรังแกเรา เราต้องเอาคืนเอง…อย่าได้วิ่งกลับมาฟ้องแม่เชียว แม่ไม่ช่วยเลย…จะดุซ้ำอีกต่างหาก"
                "ถ้าเป็นน้าปัทม์คงออกมาโอ๋ แล้วไล่เพื่อน ๆ ที่ทำหวาร้องไห้กลับบ้านแทบไม่ทันซีนะ"
                ชุลีพรเดาได้ไม่ยาก หลายครั้งเธอเคยพบชายหนุ่มหน้าเข้มคนนั้น ท่าทางหวงหลานสาวเหลือเกิน หวงกว่าคนเป็นแม่แสดงออกเสียอีก 
                "ธารชีวา…สายธารชีวิตของแม่ หนูมีค่ามากเหลือเกินรู้ใช่ไหม"
                ชุลีพรดึงหลานสาวลงมานอนค้าง ๆ กอดไว้แน่นหนา ด้วยความรู้สึกตีบตัน …
เธอเป็นคนผลักดันให้กมลาเด็กสาวที่เธอเอ็นดูหนักหนาแต่งงานกับน้องชายในปกครอง น้องชายคนที่เธอเลี้ยงดูมาแต่เล็กน้อยหลังจากบิดามารดาสิ้นบุญ น้องเล็กคนที่ไม่กล้าหาญจะขัดใจพี่สาวโดยชุลีพรไม่สนใจว่ายามนั้นน้องชายจะคบหาผู้หญิงคนไหน … ผู้หญิงทุกคนที่ชุลีพรไม่ยอมรับย่อมไม่มีคุณค่า…ใครจะคิดว่ามือของเธอต่างหากทำร้ายกมลา ทำร้ายชัชวาล ทำร้ายหลานสาวคนในอ้อมแขน
                "คุณป้าใหญ่คะ หวามีคำถามอยู่ในใจเสมอมา ไม่เคยมีใครอธิบายให้หวาทราบ เพราะอะไรคุณพ่อเล็กกับแม่ของหวาจึงต้องแยกทางกันคะ ทั้งที่หวาเห็นว่าแม่ก็ยังรักคุณพ่อเล็กอยู่…รักมาก…แม่เก็บภาพแต่งงาน ภาพถ่ายกับคุณพ่อเล็กไว้ทุกภาพ ถึงมันจะเก่ากระดำกระด่างแต่หวาเห็นแม่มีความสุขที่จะมองมันนาน ๆ …แม่เล่าให้หวาฟังแต่เรื่องดี ๆ ในชีวิตแม่โดยแม่ไม่ได้บอกว่าคุณน้าสุมาลีมาจากไหน…อะไรเป็นปม เป็นรอยรั่วในชีวิตสมรสของแม่"
                ชุลีพรค่อยหลับตาลงนิ่งเนิ่นนานเหมือนระลึกรื้อฟื้นความทรงจำ นานเสียจนธารชีวาคิดว่าคุณป้าใหญ่หลับแล้วเธอจึงขยับตัวเบา ๆ ออกห่างเพื่อจัดท่านอนของตนยังที่ว่างข้าง ๆ ไม่ให้เบียดคุณป้าใหญ่มากนัก
                เวลานั้นน้ำเสียงราบเรียบของคุณป้าใหญ่ดังขึ้นช้า ๆ
                "กมลาต้องแต่งงานกับชัชวาลเพราะป้าบังคับ…ชัชวาลมีคนรักอยู่แล้วคือ น้าสุมาลี…บังเอิญตอนนั้นน้าสุมาลีสอบได้ทุนหลวงไปเรียนต่อต่างประเทศ เธอตัดสินใจเดินทางไปเรียนต่อทั้งที่ชัชวาลไม่เต็มใจ ไม่เห็นด้วย…เพราะเขาต้องการแต่งงานกับสุมาลี ไม่ต้องการยื้อเวลารอคอยอีกปี สองปี …นั่นเป็นช่องทางที่สองคนขัดแย้งกันและป้าก็ฉวยโอกาสนั้นจัดฉากให้กมลาพบกับชัชวาล จัดฉากให้สองคนต้องไปไหนมาไหน ต้องทำงานการด้วยกัน แล้วสุดท้ายก็บังคับให้แต่งงาน"
                มือสองข้างของชุลีพรวางประสานไว้บนอก แววตาทอดมองเพดานราวกลับบนฉากสีนวลจากแสงไฟมีภาพเหตุการณ์เมื่อยี่สิบปีก่อนเต้นไหวชัดเจน
                งานแต่งงานที่ถูกจัดฉากบังคับผ่านไปไม่ถึงปี การได้ใช้ชีวิตครองคู่กับผู้หญิงอ่อนโยน แสนดีอย่างกมลาหลอมหล่อ กล่อมเกลาดวงใจเจ็บร้าวเงียบเหงา ว้าเหว่ของคนหนุ่มอย่างชัชวาลให้อ่อนไหวไม่ยาก โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวจากเพื่อน ๆ ของชัชวาลว่า สุมาลีมีแฟนเป็นชาวต่างชาติ  เธอเองมิได้รอคอยเขา มิได้ซื่อสัตย์ต่อเขา…ใจของชัชวาลจึงเริ่มเอนโอนมอบให้กมลาชนิดที่ชุลีพรผู้เป็นพี่สาวคิดว่าเธอทำสำเร็จแล้ว…ฉากละครของเธอสามารถทำให้คนสองคนรักคนจนได้…เธอยังหัวเก่าแล้วเชื่อเสมอว่า หญิงชายเมื่อแต่งงานมาร่วมหอด้วยกันแล้ว ก็จะรักกันได้เองเหมือนพ่อแม่รุ่นเก่าหลายคู่แต่งงานกันโดยแทบไม่รู้จัก ไม่ได้คุยกันด้วยซ้ำ…พวกเขายังครองคู่รักใคร่จนแก่เฒ่า
                ที่ไหนได้…ผ่านไปสองปีเศษเมื่อสุมาลีเดินทางกลับมาพร้อมปริญญาโท ถ่านไฟเก่าเหมือนจะคุขึ้นมาเสียอย่างนั้น…กมลาก็ยังไม่มีวี่แววจะมีโซ่ทองคล้องดวงใจ…ซึ่งชุลีพรหวังอย่างยิ่งยามนั้นเพียงกมลามีลูกสักคน
"ลูก" ต้องฉุดรั้งชัชวาลไว้กับครอบครัวได้ไม่ให้เขาหลงทิศไร้ทาง …
                เกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างความสัมพันธ์ของน้องชายกับสุมาลี ชุลีพรไม่อาจล่วงรู้ นอกจากวันหนึ่งสุมาลีบุกรุกมาถึงบ้านประกาศต่อหน้าเธอ ต่อหน้ากมลาเสียงกระด้างกร้าวว่า…
เธอท้องกับชัชวาล… ต้องการทวงเขาคืน…พวกเขาสองคนยังคงรักกัน…
                "แล้วแม่ก็เลิกกับคุณพ่อเล็กหรือคะ"
                ชุลีพรพยักหน้า
                "หย่าจากกันแล้วน้าปัทม์ก็เดินทางมารับแม่กมลาของหวากลับบ้าน…จากนั้นเราจึงรู้ว่ากมลากลับไปโดยมีหวาอยู่ในท้อง…หลานสาวที่ป้ารอคอยนักหนามาเกิดแล้วโดยแม่ของหวาก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ"
                ชุลีพรตะแคงตัวมองหน้าหลานสาว ลูบผมหยักสลวยแผ่วเบา…
                "ความจริงหวาควรได้เกิดมาเป็นน้องรู้ไหม ถ้าแม่ของหวาจะไม่ป่วยด้วยโรครูมาตอยด์…"
                "ค่ะ…แม่บอกว่าแม่รอจนคลอดหวาแล้วจึงรักษาตัวอย่างจริงจัง แม่กลัวลูกของแม่จะกระทบกระเทือน กลัวลูกจะออกมาไม่สมบูรณ์ เพราะแม่รีรอเวลาอาการของแม่จึงแย่จนทุกวันนี้ไงคะ…หวาคลอดเมื่อตอนเดือนที่เจ็ด การคลอดก่อนกำหนด ทำให้หวากลายเป็นพี่ของหทัยชนก…พี่แค่เดือนสองเดือนใช่ไหมคะ"
                หญิงสาวเล่าบ้าง ดูหนอเจ้าตัวไม่ได้เศร้าใจสักนิดเดียว ยังยิ้มในดวงตาสวย แจ่มใส เหมือนความเศร้าทั้งปวงไม่อาจแตะต้องเธอได้…ชุลีพรน่าจะรู้ลูกสาวของกมลาดูผิวเผินเหมือนกระจกใสทั้งบางทั้งเปราะ  ทว่า แท้จริงแล้วเนื้อกระจกนั้นแข็งแรงเกินกว่าคาดคิดไว้ด้วยซ้ำ
                ชุลีพรไม่กล้าเปิดปากเล่าหรอกว่า กมลาตั้งชื่อลูกสาว "ธารชีวา" ทว่า สุมาลีกลับตีเจตนาอีกฝ่ายผิด เข้าใจว่า "ธารชีวา" เกิดขึ้นเพื่อเยาะเย้ยหยันเธอหรืออย่างไรก็ตาม สุมาลีก็ตั้งชื่อลูกสาวข่มอีกฝ่ายไว้ "หทัยชนก" อันหมายถึง ลูกรักอันเป็นดวงใจของพ่อ…
                "เด็กคนนั้นเป็นได้แค่ลมหายใจของแม่คนเดียวเท่านั้นหรอกค่ะ ปราศจากการรับรองของพ่อ…แต่หทัยชนกต่างหากคือ ลูกสาวคนเดียวของพ่อ ลูกผู้คือ ดวงใจของพ่อ เห็นไหมคะ…ยังไงก็ตามลูกสาวของสุก็ต้องเหนือกว่า เด็กเจ็ดเดือนคนนั้น"
                สุมาลีกล่าวใส่หน้าชุลีพรยามไปเยี่ยมสุมาลีที่โรงพยาบาลแล้วเล่าเรื่องลูกสาวของกมลาให้ฟัง ก็…ไม่รู้สุมาลีหูไวได้ข้อมูลของกมลามาจากไหน….เธอรู้ทุกอย่างมากมายกว่าที่ชุลีพรคาด
                "หวาเคยถามแม่เหมือนกันว่า เสียใจไหม…แม่บอกว่า ไม่เคยรู้สึกเสียใจสักนิดเดียว…หวาควรภูมิใจใช่ไหมคะคุณป้าใหญ่…คุยกับคุณป้าใหญ่แล้วคิดถึงแม่จัง…กลับบ้านทีไรหวาก็จะนอนอยู่ข้าง ๆ แม่อย่างนี้…นอนคุยเรื่อยเปื่อยข้าง ๆ แม่จนต่างคนต่างหลับไปเอง…"
                หญิงสาวพลิกตัวเข้าใกล้กอดคุณป้าใหญ่ไว้
                "คุณป้าใหญ่อย่าโกรธตัวเอง อย่าโทษตัวเองเลย คุณป้าใหญ่ทำดีที่สุดแล้วค่ะ พยายามทำให้ทุกคนมีความสุขที่สุด เพียงแต่บางครั้ง ชีวิตกำหนดไม่ได้ทุกเรื่องต่างหาก…"
                "ใครสอนลูกคิดอย่างนี้…หึ้อ…"
                หญิงสาวไม่ตอบ หากยื่นหน้าเข้าไปหอมแก้มชุลีพรฟอดหนึ่งเหมือนที่เธอทำกับมารดาแล้วพลิกตัวนอนหันหลังให้
                "กู๊ดไนท์ค่ะ"
               
 
 
                "บ้านเงียบเชียว คุณใหญ่เข้านอนแล้วหรือคะ"
                สุมาลีสวมกระโปรงลายบาติกสีชมพูอ่อนขับสีผิวขาวจัดของเธอ เสื้อแขนสี่ส่วนตัวเล็กเข้ารูปสีเดียวกับดอกชมพูของกระโปรง เครื่องประดับไม่ว่าต่างหู กำไร นาฬิกาล้วนเข้าชุด
                "ไปเปิดห้องนอนที่โรงแรม"
                สุมาลีพยักหน้าเหมือนรับรู้ ไม่ใช่เรื่องประหลาดที่คุณชุลีพรจะเปลี่ยนที่นอน…ชุลีพรรำคาญต่อการขัดแย้งมีปากเสียงของน้องชายกับภรรยาต้องหนีไปนอนนอกบ้านบ่อย ๆ …
                "ล่วงเลยมาจนป่านนี้แล้ว จะคุดคุ้ยพูดเรื่องเก่า ๆ ทำร้ายกันอยู่ทำไมนะ…กมลาก็ออกไปอยู่ส่วนของเขานานนมแล้ว หยุดพาดพิงถึงเขาสักทีเถอะนะ  คิดว่าคนแก่หัวขาวอย่างฉันขอร้องละ บ้านจะได้เป็นบ้านเสียที"
                ชุลีพรรำคาญมากเข้าก็โวยวายสักครั้งหนึ่ง ทว่าสุมาลีก็ตอบโต้แก้ลำได้เรื่อย
                "เพราะคุณใหญ่เข้าข้างนังเมียคนนั้นซีคะ…มันเป็นคนที่คุณใหญ่จัดการให้นี่ แต่สุไม่ใช่…จะให้จบหรือคะ  คุณใหญ่กับคุณเล็กก็เลิกเกี่ยวข้องกับพวกมันเสียซี…อย่าทำให้สุต้องรู้สึกว่ามันสองคนแม่ลูกเป็นหอกข้างแคร่อยู่จนทุกวันนี้เลย  เพราะนอกจากสุจะเข้าใจว่าพวกมันไม่ได้ออกไปจากชีวิตสุกับลูกจริง ๆ แล้วมันกลับยิ่งฝังลึกอยู่ในใจคุณเล็กแน่นหนาเสียจนเขาแทบไม่ใส่ใจลูกสาวของสุ…"
                สาวใช้ออกมาช่วยรับกระเป๋าเดินทางสามใบของนายไปเก็บ ส่วนหทัยชนกเมื่อถึงบ้านก็รีบหย่อนก้นลงเหยียดขายาวบนโซฟา
                "นั่งเครื่องตั้งสามชั่วโมง เมื่อยชะมัด…ขากลับเครื่องตกหลุมอากาศบ่อย ลูกนกจะหลับก็หลับไม่ลง…อืมม์…ลูกนกซื้อภาพเขียนบาติกกับวู๊ดคราฟรูปเทพเจ้าแห่งความดีท่านบาร็องมา…ชาวบาหลีเขาก็มีสัตว์ในเทพนิยายผู้แทนความดี ความเลวเหมือนชาติอื่น ๆ และท่านบาร็องคือ สัตว์สัญลักษณ์แทนความดี…ลูกนกชอบจึงซื้อมาฝากคุณพ่อ…ให้คุณพ่อไปติดห้องทำงาน…เสียดายจังคุณพ่อไม่ว่างไปเที่ยวกับลูกนก…ทริฟนี้มีแต่เรื่องตื่นเต้น…"
                สุมาลีนั่งอมยิ้มยามมองลูกสาวเล่าเรื่องราวจากการท่องเที่ยวให้บิดาฟังอย่างสนุกสนาน เล่าถึงพ่อไกด์โฉมงามเจ้าของผิวสีน้ำผึ้งกับดวงตาหวานล้ำด้วยแพขนตางอนหยับ…ซึ่งมาหลงรักหทัยชนกถึงขั้นเอ่ยปากขอแต่งงาน…ไกด์หนุ่มเจ้าของกิจการบริษัทนำเที่ยวซึ่งประสานงานกับทราเวลเอเจนซี่ในเมืองไทยบ่อย ๆ คราวนี้โชคดีได้เจ้าของกิจการลงมาเป็นไกด์ด้วยตัวเองเพราะคณะทัวร์กลุ่มนี้ต้องการการรับรองพิเศษ
                ลองไกด์หนุ่มเป็นเพียงลูกจ้างรับเงินเดือนน้อยนิด มีหรือหทัยชนกจะมอง เพราะเธอออกจะขึ้นชื่อเรื่องหยิ่ง ถือเนื้อถือตัวที่สุด
                "อะไรนะ มีคนขอลูกสาวพ่อแต่งงาน"
                หทัยชนกกระเถิบเข้าใกล้บิดาเพราะประโยค "ลูกสาวพ่อ" แท้เชียวอ่อนโยนนัก  หน้าตาท่านก็ดูสบายอกสบายใจผิดแปลกจนสังเกตได้  หญิงสาวจึงปลาบปลื้มเพราะเข้าใจว่าคุณพ่อดีใจต่อการกลับบ้านของเธอ
                "แต่ไม่ไหวหรอกค่ะคุณพ่อ เพราะยาซ่าเขามีภรรยาอยู่แล้วคนหนึ่ง…แต่สังคมบ้านเขาผู้ชายถ้ามีเงินพอเลี้ยงภรรยาได้ เขาก็มีภรรยาได้ตั้งสี่คน…แล้วที่สำคัญต้องพาภรรยาคนที่สองไปให้ภรรยาคนแรกดูตัว ถ้าภรรยาคนแรกเซย์…โอ.เค. ก็เป็นอันว่ามีการยอมรับ แล้วพาภรรยาคนที่สองเข้าบ้านได้…แต่ภรรยาคนที่สองคงต้องเป็นเบี้ยรองภรรยาคนแรกอยู่ดี…ลูกนกไม่เอาหรอก…เพราะการที่ผู้หญิงสักคนจะยอมอ่อนยอมเป็นรองได้นั้น คงต้องใช้ความรักมากเหลือเกิน"
                จริงซีนะ…คงต้องใช้ความรักมากเหลือเกินต่อการยอมเป็นรอง…
ชัชวาลถูกสะกิดแผลใจอีกจนได้ เพียงแค่ประโยคของหทัยชนกสะท้อนฉายให้เขามองภาพความเสียสละของกมลาชัดเจนขึ้นพร้อมกับปลุกความเจ็บปวดนับคณาให้ตื่นขึ้นทิ่มแทงคมเข็มร้อยพันบนเนื้อนุ่มหัวใจ การยอมถอยฉากออกจากชีวิตเขาอย่างไร้เงื่อนไข ไม่เรียกร้อง ไม่มีแม้แต่ความเกลียดโกรธ ชิงชัง
                "คุณเล็กจะทนให้เด็กคนนั้นเกิดขึ้นมาโดยปราศจากการยอมรับได้ยังไงคะ…ยังไงเสียแกก็เป็นลูกของคุณ แล้วแม่ของแกก็ประกาศปาว ๆ ว่า…คุณเป็น…เอ้อ…สามีและเป็นพ่อ…ในเมื่อเธอกล้าหาญทวงขอคุณคืนด้วยเหตุผลว่าคุณยังรักเธอ และคุณเล็กเป็นพ่อของลูกเธอ  กมลาคงไม่ต้องหาทางออกอื่นอีกแล้วเส้นทางของกมลาจึงเหลือแค่ทางเดียวคือหลีกทางให้บุคคลผู้เหมาะสมกว่า…"
                "คุณไม่จำเป็นต้องเสียสละ"
                "อย่าเข้าใจผิดซีคะคุณเล็ก…กมลาไม่ได้เป็นแม่พระ กมลาร้ายนะคะ ร้ายเงียบ ๆ แบบที่คุณอาจไม่เคยเห็น…และขออย่าได้มองว่าการถอยของกมลาคือการเสียสละอะไรมากมายเลย  แต่ขอให้มองว่า คุณไม่ได้เริ่มต้นกับกมลาด้วยรักต่างหาก…ในเมื่อไม่ได้เริ่มต้นด้วยรัก มั่นจะจบลงด้วยรักได้หรือคะ ?…กมลาคิดอย่างนักหน่วงแล้ว…คนที่ไร้พันธนาการผูกมัด คนที่ไร้สายใยผูกพันอย่างกมลาต่างหากสมควรเป็นฝ่ายก้าวออกไป…มันดีกว่าการต้องทนร่วมชายคาเพื่อให้ใครเป็นหมายเลขหนึ่ง สอง…ไม่ใช่หรือคะ  และสุมาลีเธอก็ไม่ได้ต้องการเป็นรองใคร…เถอะค่ะคุณเล็ก…กมลาตัดสินใจแล้ว"
                ผู้หญิงคนที่เคลือบเปลือกของเธอไว้ด้วยภาคอ่อนโยนเสมอมามีคมอาวุธคือความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวที่เธอพลิกขึ้นแสดงให้เห็นถึงการตัดสินใจของเธอในนาทีนั้น..
ความใจแข็ง ต่างหากคือความร้ายกาจที่ชัชวาลค้นพบ และยากจะรับมือนอกจากปลดปล่อยให้กมลาเดินออกจากชีวิต พร้อมต้องเปิดประตูรับสุมาลีกับลูกเข้าทดแทนท่ามกลางความรู้สึกเจ็บปวด สูญเสียดวงแก้วล้ำค่า…เวลานั้นชัชวาลจึงตระหนักชัดแก่ใจว่าผู้หญิงคนที่ยอมถอยหลัง คือ คนที่เขารักเหลือเกิน
ทว่า…แก้ไขอะไรได้อีกในเมื่อเขาก้าวพลาดด้วยอารมณ์คึกคะนองด้วยการไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ ปล่อยให้อำนาจฝ่ายต่ำครอบครองให้กระทำผิดบาป หลงระเริงไปกับภาพลวงตาเย้ายวน…ทั้งที่เขามีภรรยาแสนดีอยู่ทั้งคน
                การยอมอ่อนยอมถอยเช่นนั้นกมลาคงต้องใช้ความรักมากมายทีเดียวเพื่อจะให้มองเขาด้วยสายตารักล้นอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง…
                รอยยิ้มของสุมาลีเลือนหายไปเหมือนเมฆหนาสีเทาดำของเค้าฝนเข้าบดบังแสงนวลของจันทร์ฉาย…สุมาลีเม้มริมฝีปากสีชมพูนิดหนึ่งเมื่อพบสีหน้านิ่งเกือบเฉยชาของสามีกับแววตาคู่ที่เธอเชื่อแก่สายตาว่าพบเห็นร่องรอยเจ็บปวดทออยู่ริกรื่น…ความเจ็บปวดขื่นขมที่ชัชวาลแบกไว้ด้วยหัวใจนับแต่กมลาก้าวออกจากชีวิต ยิ่งทบทวีเมื่อเขารู้ว่ามีลูกสาวอีกคนติดท้องผู้หญิงคนนั้นไปด้วย…ลูกสาวคนที่ครอบครัวเฝ้ารอคอยมานานเนิ่นเหลือเกิน
เหตุผลนั่นกระมังทำให้ชีวิตครอบครัวของสุมาลีล่มไม่เป็นท่า  ผู้ชายคนที่ควรรักเธอกลับมุมุ่งทำแต่งาน…มองเธอไม่ต่างจากใครสักคนที่มาแบ่งปันชายคาบ้านคุ้มแดดกันฝนมิใช่มองด้วยสายตาของสามีผู้พึงมอบแก่ภรรยาแสนรัก…ไม่ผูกพันแน่นแฟ้นมากกว่านั้น…นั่นล้วนเป็นความเจ็บปวดที่สุมาลีแบกรับไว้เช่นกัน
ยังดีนะ…ชัชวาลไม่สาดความรู้สึกเย็นชาราวน้ำแข็งขั้วโลกใส่ลูกสาวของเธออีกคน มิเช่นนั้นความอดทนทุกประการเป็นอันขาดผึง เพราะสุมาลีไม่อาจทานทนได้ หากลูกสาวของเธอต้องเจ็บปวดสักเพียงนิด…
                "ลูกนก…อาบน้ำเข้านอนก่อนดีไหมลูก…ไว้พรุ่งนี้ค่อยรื้อค้น ค่อยอวดข้าวของ…ยังไงเสียพรุ่งนี้ก็เป็นวันอาทิตย์…คุณพ่อหยุดอยู่บ้านเพื่อให้ลูกนกคุยด้วยทั้งวันอยู่แล้ว…" สุมาลีกล่าวกับลูกสาวหากสายตาคมกริบทอดมองใบหน้าคร้ามคมหล่อเหลาแม้จะมีร่องรอยยับย่นแถวหัวคิ้ว หางตา แต่ชัชวาลก็ดูดีไม่เสื่อมคลาย
จับจ้องเพื่อค้นให้พบสิ่งซ่อนเร้น…ให้ระแคะระคายว่าสามีของเธอทำอะไรลงไปบ้างระหว่างเธอกับลูกสาวไม่อยู่บ้าน…แอบไปบ้านไร่เยี่ยมเยียนอดีตภรรยา…แอบไปอาทรลูกสาวผู้หญิงคนนั้น…
มันน่าโมโหนักหรอก…ก็ในเมื่อหทัยชนกลูกสาวผู้ที่เธอคาดหวังตั้งใจให้เป็นดวงใจพ่ออยู่ตรงนี้ทั้งคน  พ่อและป้ากลับทำเหมือนมองไม่เห็นหัว…
                "ไปเที่ยวสนุกไหม"
                ชัชวาลถามขึ้นหลังจากหทัยชนกลับกายไปยังปีกซ้ายของเรือนชั้นบนแล้วโดยมีสาวใช้หอบหิ้วสมบัติของเธอตามต้อย…
                "จะสนุกได้ยังไงคะ…อดห่วงไม่ได้ว่าคนข้างหลังจะแอบไปทำอะไรบ้าง…"
                ชัชวาลหัวเราะแห้ง ๆ ไม่วายโดนคมถ้อยคำของภรรยาบาดร้าวจนทั่วทุกอณูเนื้อเต็มไปด้วยบาดแผล…ใครจะรู้บ้างว่าชั่วระยะเวลายี่สิบกว่าปีนั่นทุกบาดแผลที่ฝังกายไม่เคยหายสนิท…หลายครั้งที่บาดแผลแห้ง เนื้อเริ่มสมาน ทว่าสุมาลีก็เป็นผู้กรีดซ้ำรอยแผลเก่าด้วยวาจากระทบกระเทียบ กระแนะกระแหนให้บาดแผลต้องอักเสบขึ้นอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า…
                "ผมไม่ได้เป็นเด็กนะคุณ ทำอะไรต้องแอบ ต้องซ่อน…"
                "ไว้ใจได้หรือคะ…เวลาแมวไม่อยู่หนูมักร่าเริง…ว่าแต่ช่วงฉันไม่อยู่คุณได้แอบไปหาแม่เด็กคนนั้นมาอีกหรือเปล่า…"
                ยังไม่ทันได้ตอบเสียงกริ่งโทรศัพท์บ้านดังขึ้นท่ามกลางฉากสงคราม…สุมาลีเป็นฝ่ายก้าวเข้าไปรับสายอย่างหัวเสีย…นึกตำหนิต่อผู้โทรมาในยามดึกดื่นค่อนคืน…ทว่าเสียงที่กรอกมาตามสายทำให้สุมาลีถึงกลับเย็นวาบอยู่ชั่วนาที สลับกับความร้อนไล่ตามติดอย่างไม่ลดละ
                "รสาแน่ใจว่าคุณคงเดินทางมาถึงบ้านแล้ว รสาจึงได้รีบโทรหาเพราะร้อนใจจริง ๆ …คุณชัชวาลกับคุณชุลีพรพาเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมาทานอาหารในห้องอาหารจีน…ทีแรกรสาก็เข้าใจว่าเป็นคุณลูกนก…แต่มานึก ๆ คุณลูกนกไปบาหลีกับคุณสุนี่นา…รสาจึงรีบสืบความมารายงานคุณไงคะ…ยังพักอยู่ข้างบนกับคุณชุลีพรอยู่เลยค่ะ"
                "ขอบใจรสา  ฉันได้แวะไปที่นั่นเมื่อไหร่จะให้รางวัล"
                น้ำเสียงเย็นจัดลอดผ่านริมฝีปากแห้งผากออกไปก่อนสุมาลีจะวางโทรศัพท์ไร้สายเครื่องนั้นบนแป้น  ผู้เป็นสามีไม่ได้อยู่ในห้องเดียวกับเธออีก  ก็คงไม่วายเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ในห้องทำงาน บางวันชัชวาลถือโอกาสหลับเสียในห้องทำงานนั่นเสียเลยเพื่อหลีกเลี่ยงการพูดจากับสุมาลี