ธารชีวา ตอน 2

Author: 
ราดหน้า
ประเภท: 
นิยาย

ตอน       2
 
                "ลุงเสริมเล่าว่าคุณพ่อเล็กหกล้ม เป็นยังไงบ้างคะ"
                "ไม่เจ็บอะไรมากมายหรอก เสริมเขาเป็นห่วง ไม่ยอมให้พ่อเดินเหินนักหรอก…จะเดิน จะวิ่งเป็นต้องได้ยินเสียงร้องห้ามเหมือนพ่อกำลังมีเจ้านายอย่างนั้นละ พอรำคาญมาก ๆ เข้า ไม่อยากได้ยินเสียงผู้กำกับก็ต้องยอมนั่งเฉย ๆ"
                คนขับรถถูกค่อนขอดได้แต่อมยิ้ม…เหลือบมองเงาสองพ่อลูกจากกระจกส่องหลังด้วยความเอมอิ่มใจประสาผู้จงรักภักดีนาย
                คนเป็นนายไม่ได้เจตนาจะ"ค่อน"หากความหมายของคำพูดแสดงถึงความซาบซึ้งใจต่อความรัก สัตย์ซื่อ ความเป็นห่วงที่เสริมมีให้
                "อืมม์…แล้วเราจะไปไหนกันคะ"
                จบประโยคของเธอ ลุงเสริมเลี้ยวรถเข้าซอยทางซ้ายมือห่างจากถนนสายหลักของเมืองเพียงสองร้อยเมตร แม้จะไม่เคยมาสถานที่นี้มาก่อนแต่เมื่อได้เห็นป้ายอักษรภาษาไทยและอังกฤษตัวโตข้างตึกสูงนับสิบชั้นจึงเข้าใจ
                โรงแรมแห่งนี้แทรกกายอยู่ในซอยย่านท่องเที่ยวของชาวต่างชาติเป็นกิจการของบิดาเธอนั่นเอง
                ตึกใหญ่ออกแบบให้มีรูปร่างประหลาดจะเหมือนเรือก็ไม่เชิง…เรืออะไรแล่นอยู่กลางป่าคอนกรีต และตึกรูปทรงเดียวกันนี้กระจัดกระจายอยู่ตามเมืองท่องเที่ยวแทบทุกภาค
                ลุงเสริมจอดรถที่ประตูหน้า พนักงานของโรงแรมค้อมกายเปิดประตูให้ขณะที่ลุงเสริมวิ่งออกมาเปิดประตูให้เจ้านาย
                "ทำไมพาหวามาที่นี่ละคะ"
                ชัชวาลไม่ตอบคำถามลูกสาว
                "พ่อจะพาไปพบใครคนหนึ่ง"
                หญิงสาวขมวดคิ้วยุ่ง ขณะก้าวตามบิดาไปโดยไม่สนใจสายตาของพนักงานโรงแรมที่จับมองด้วยความสนใจ…เพราะไม่มีใครเคยพบธารชีวามาก่อน ทุกคนในโรงแรมจะรู้จักแต่หทัยชนกคนเดียว รู้จักและร่ำลือถึงความถือเนื้อถือตัว เจ้ายศเจ้าอย่าง เจ้าอารมณ์ร้ายกาจของฝ่ายนั้น
                ผ่านล็อบบี้ด้านล่างมีชุดโซฟาสีงาช้างจัดวางไว้รับแขกอยู่ข้างบันไดลดระดับลงสระบัวฉัตรที่ถูกพับกลีบตกแต่งบานประดับสระกลางห้องโถงของโรงแรม มีปลาตัวโตลายขาวสลับส้มแหวกว่าย ลอยตัวอยู่ในนั้นชื่นมื่น
                ด้านข้างห้องอาหารชั้นล่างมีบันไดปูพรมลายดอกบัวสีชมพูขาวทอดวนสู่ชั้นสอง ชัชวาลลดความเร็วฝีเท้าเพื่อให้ลูกสาวก้าวทัน เมื่อเห็นฝ่ายนั้นกำลังชะเง้อมองสำรวจความอลังการหรูหราจากการตกแต่งอย่างมีระดับ ตื่นตา ตื่นใจกับอาณาจักรของคุณพ่อเล็กจนเกือบสะดุดขั้นบันไดพลัดตก หากแต่ความไวของเธอทำให้คว้าราวบันไดไว้ทัน จึงได้แต่เงยหน้าส่งยิ้มแหย ๆ ให้บิดาด้วยความเขินอาย
                ธารชีวาจ๋า…ใจเย็น…ระมัดระวังตัวหน่อยซี…ทำเป็นเด็กบ้านนอกไปได้…ปรามตนเองลั่นในอกก่อนกล่าวแก้ตัวต่อหน้าบิดา
                "หวาขึ้นชื่อเรื่องซุ่มซ่ามค่ะ ที่บ้านน้าปัทม์สั่งห้ามไม่ให้เข้าใกล้พวกเครื่องลายคราม พวกของเก่าของน้าปัทม์เด็ดขาด กลัวหวาจะทำแตก… เพราะของบางชิ้นหาไม่ได้อีกแล้ว"หญิงสาวเล่า
                "ระวังลูก…แจกันจะตกแตก"
                ชัชวาลร้องเสียงดังแต่ไม่ทันเสียแล้ว ลูกสาวของเขาตวัดแขนไปชนแจกันใบใหญ่จากเมืองจีนซึ่งตั้งไว้บนโต๊ะไม้แกะสลักตรงหัวมุมบันไดตกแตกเป็นเสี่ยง
                "ว๊าย…ตายแล้ว"
                ปิดปากตัวเองไว้แน่นแล้วหันมาทำหน้าตาเศร้าสำนึกผิดใส่ใบหน้าแย้มยิ้มเอ็นดูของชัชวาล ซึ่งไม่ได้สนใจต่อความเสียหายของแจกันมีมูลค่า หายากใบนั้นสักนิด นอกจากเอ็นดู แสนรักในตัวบุตรีเหลือเกิน…
แจกันเป็นแค่สิ่งของจะหาค่าเทียบเท่าสิ่งมีชีวิตตรงหน้าอันแหนหวงที่สุดของเขาได้อย่างไร
                "ช่างมันเถอะ เดี๋ยวให้พนักงานมาเก็บ เฮ้อ…พ่อชักเชื่อเหมือนน้าปัทม์แล้วละลูก คราวหลังพาหวามาคงต้องกั้นคอก"
                หญิงสาวยิ้มเขิน
                "คุณพ่อเล็กล้อหวาเสียหาย น่าอายชะมัด…ใครมาได้ยินจะได้เหมาว่าหวาไม่มีความเป็นกุลสตรี"
                เจ้าตัวบ่นอุบอิบ
                ความจริงนิสัยซุ่มซ่ามคงเป็นเพราะธารชีวาเติบโตขึ้นมาท่ามกลางการดูแลเอาใจใส่ของน้าชาย สมัยเด็กน้าปัทม์มักหนีบเธอตามเข้าไร่ด้วยเพราะไม่อยากให้ธารชีวาอยู่บ้านรบกวนเวลาพักผ่อนของแม่
                ระหว่างน้าชายทำงานธารชีวาจึงวิ่งเล่นตามทุ่งหญ้า ลอดผ่านแปลงองุ่นจากด้านหนึ่งทะลุไปอีกด้านหนึ่งตั้งแต่เป็นต้นเล็กกระทั่งพันธุ์ไม้ถูกแต่งให้เกาะเกี่ยวค้างที่ก่อขึ้นประคับประคองเถาเพื่อพร้อมรับผลองุ่นงาม บางครั้งก็ขึ้นไปนั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถไถทำทีเป็นคนขับ เข้าไปจุ้นจ้านก่อกวนคนงานซึ่งกำลังดูแลรถหลายคันให้พร้อมทำงานในไร่ คนที่ต้องคอแหบคอแห้งคอยร้องห้ามปรามไม่พ้นน้าปัทม์กับหัวหน้าคนงาน…เพราะไม่ว่าเธอจะผ่านไปทางไหนจะต้องมีอะไรสักอย่างพินาศ…
คุณหวาอย่าทำนั่น…
คุณหวาไม่ได้นะ…
คุณหวาอยู่นิ่ง ๆ ได้ไหม…ซนเป็นลิง
"หวาจะฟ้องแม่  มาหวาว่าหวาเป็นลูกลิง"
คนได้ยินจะหัวเราะก็หัวเราะไม่ออกได้แต่ส่ายหัวพร้อมรอยยิ้ม…สารพัดเสียงร้องห้ามปรามที่ธารชีวาปล่อยให้ผ่านทะลุหูซ้ายออกหูขวา…
                พนักงานของโรงแรมเข้ามาดูแจกันแตกเมื่อพบเจ้านายกับหญิงสาวอีกคนก็ไม่ได้เอ่ยปากอะไร นอกจากเข้าใจว่าเธอเป็นแขกของเจ้านาย…ใครเล่าจะกล้าเอาผิด คนเป็นเจ้าของแท้ ๆ ยังยืนอมยิ้มเอ็นดูคนทำของแตกอยู่นั่น แล้วลูกจ้างอย่างเขาจะกล้าพูดอะไรอีก…
                ธารชีวาจึงพลอยรู้สึกเหมือนตัวเองตัวโตยังไงไม่รู้  เหมือนมากับ"เจ้าพ่อ" ที่ใคร ๆ ต้องค้อมศีรษะทำความเคารพ
                "วันนี้หวาตัวพองยังไงไม่รู้นะคะ…ตลกจังค่ะคุณพ่อเล็กเมื่อนึกว่าหวากำลังตัวพองเหมือนอึ่งอ่าง"
                หญิงสาวกระซิบใส่บิดาด้วยประโยคทะเล้นทะลึ่ง เธอซุกซ่อนความรู้สึกแท้จริงของตนไว้เร้นลึกเสมอ จนยากที่ใครจะแตะต้องความรู้สึกสับสนซับซ้อนได้…เพราะกระแสอ่อนโยน เปลือกความร่าเริงถูกครอบสวมมิดชิด
เมื่อผ่านประตูห้องอาหารเข้ามายืนหยุดอยู่กลางห้อง จนพบโต๊ะพิเศษจัดไว้ติดกับกระจกมองต่ำลงไปเห็นสระน้ำเบื้องล่าง ผู้หญิงวัยกว่าห้าสิบหน้าตาสวยจัดตกแต่งไว้งดงาม ผมสีดำสนิทเพราะย้อมสม่ำเสมอเกล้าไว้เรียบร้อยกำลังหันมายิ้มให้เหมือนรอคอยการมาของเธอใจจดจ่อเนิ่นนานเหลือแสน
                ธารชีวายกมือไหว้ ยังไม่ทันได้เอ่ยปากสักคำก็ถูกรั้งเข้าไปกอดแน่นจนอึดอัด หายใจแทบไม่ออก ยังได้ยินเสียงฟุดฟิดจากเจ้าของอ้อมแขนอีก
                ธารชีวารีบขับไล่ความคลางแคลงใจที่ซ่อนไว้ให้ตะเลิดหายก่อนปลดปล่อยตนให้ผ่อนคลายซาบซึ้ง ยินดีต่อความรักแรงคิดถึงรัดแน่นหนารอบกายจนไม่รู้จะเก็บบรรจุความรักเหล่านั้นไว้ตรงไหนดี สี่ห้องหัวใจคงเต็มจนล้นเอ่อ…และความรักล้นหรือเปล่าคือเหตุผลของความริษยาความชิงชังจากเด็กสาวแสนสวยอีกคน
                "คุณป้าใหญ่สบายดีนะคะ"
                ธารชีวาถูกกดให้นั่งเก้าอี้ตัวข้าง คุณชุลีพรยกผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาป้อย ๆ 
                "เราไม่ได้เจอกันนานเหลือเกินนะลูก…หนูอ้วนขึ้นใช่ไหม"
                หญิงสาวอมยิ้ม…
                "ค่ะ  เมื่อก่อนหวาผอมแทบปลิวได้  น้าปัทม์บอกว่าทานก็เยอะนี่น่าแต่ไม่รู้เอาไปเก็บไว้ตรงไหนหมดสงสัยหวาจะมีพยาธิ น้าปัทม์จึงขยันจับหวาทานยาถ่ายพยาธิ …และคงได้ผลมังคะเพราะหวาทานเก่งแล้วก็อ้วนอย่างที่เห็น…"
                "เขาเรียกกำลังสมส่วน กลมกลึงดีแล้ว…ผู้หญิงเราผอมไปก็ไม่สวย…ลูกนกรายนั้นเขาเป็นคนทานอะไรยาก…อะไรนู่นไม่ทาน ไอ้นี่ไม่เอา…ผอมจนเหมือนกระดูกเดินได้…พอเราบ่นเขามักบอกว่า หุ่นนางแบบ…หวาเรียนที่เดียวกับน้องได้เจอกันบ้างไหม"
                ธารชีวาส่ายหน้า…
เธอกับหทัยชนกรู้จักกันผิวเผิน พบหน้าตากันแทบนับครั้งได้หากกลับจดจำฝ่ายนั้นได้ติดตา สังคมของหทัยชนกเป็นสังคมอีกระดับที่ธารชีวาปฏิบัติตนเป็นแค่คนเดินดินธรรมดาไม่อาจเข้าถึง บางครั้งเดินสวนกันแท้ ๆ ยังไม่เคยทักทาย
                หทัยชนกเป็นคนเด่นดังของมหาวิทยาลัย เป็นเชียร์ลีดเดอร์ เป็นนางแบบเจ้าของนามสกุลมีชื่อเสียงในสังคม…ขณะที่ธารชีวาใช้นามสกุลของแม่และเป็นเด็กซุ่มซ่ามนั่งเล่นไปวัน ๆ แถวใต้ถุนตึกเรียนกับเพื่อนทะโมนกลุ่มใหญ่ของเธอ
                "คุณพ่อเล็กเซอร์ไพรส์หวามากเชียวค่ะ หวาไม่คิดว่าจะพบคุณป้าใหญ่ที่นี่"
                อาหารจีนถูกนำถามเสริฟลงบนโต๊ะมีเข่งติ่มซำหลายชนิดให้เลือกทานตามชอบใจ พนักงานเสริฟชาร้อนให้หญิงสาวและชัชวาล
                "ป้าเบื่อ…จึงเปลี่ยนบรรยากาศมานอนเล่นที่นี่สักคืน…ตอนแรกว่าจะไปเยี่ยมแม่เราแต่พ่อเรามาหกล้ม…ก็พากันเปลี่ยนใจให้รับหวามาพบป้าที่นี่ดีกว่า ให้เราได้ทานอาหารด้วยกันสักมื้อ ได้นอนคุยกันให้เพลินใจ"
                "นอนคุยกัน"
                ชุลีพรแบ่งกุ้งมะนาวให้หลานสาว
                "อ้าว…คุณเล็กไม่ได้บอกลูกสาวหรือว่า คืนนี้ต้องค้างกับคุณใหญ่ที่นี่"
                "หวาไม่มีเสื้อผ้ามาเปลี่ยนนะคะ"
                "ไม่รู้ละ ยังไงหวาก็ต้องนอนที่นี่กับป้าใหญ่…เราไม่เจอกันตั้งนานใจคอหวาไม่คิดถึงป้าใหญ่บ้างหรือไง…เดี๋ยวทานเสร็จแล้วป้าใหญ่พาหวาไปหาซื้อชุดใหม่สักชุดสองชุดก็ได้ วันนี้เราสองคนป้าหลานจะตะรอนเมืองหลวงกันให้สนุกไปเลย…หวาอยากไปทางไหนพาป้าไปได้เลย"
                เห็นชุลีพรดูสดชื่น แจ่มใส มีความสุข ธารชีวาจึงไม่กล้าขัดใจ ยอมปล่อยให้โดนบ่งการผ่อนตามความปรารถนาของท่านซึ่งไม่บ่อยครั้งนักจะได้อยู่ด้วยกันลำพัง
                "หวาไปแต่ย่านวัยรุ่นนะคะคุณป้าใหญ่"
                ชุลีพรวางถ้วยชาร้อนลงที่เดิมกล่าวเสียงกระชุ่มกระชวย
                "ป้าใหญ่ก็วัยรุ่นนะลูก…แต่รุ่นดึก ถึงจะคนละรุ่นกับหวาแต่ป้ายังมีไฟอยู่"
                หญิงสาวอมยิ้มพร้อมพ่อ ใครจะคาดคิดคุณป้าใหญ่คนที่มักปั้นหน้านิ่งยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่นเหมือนคนไว้ตัว มีมุขตลกชวนหัวเราะเหมือนกัน
                "หวายอมแพ้ก็ได้คะ คุณป้าใหญ่ต้องการอะไรหวาทำตามทุกอย่างเชียว วันนี้หวายกให้เป็นวันของคุณพ่อเล็กกับคุณป้าใหญ่"
                โทรศัพท์มือถือหน้ากากสีสันสดใสร้องอยู่ในกระเป๋า ธารชีวารับสายด้วยความกระตือรือร้นเพราะจำเบอร์ที่แสดงหน้าจอได้
                ชัชวาลกับชุลีพรจึงจัดการกับอาหารเงียบ ๆ
                "ค่ะ…หวาอยู่กับคุณป้าใหญ่กับคุณพ่อเล็ก…คุณพ่อเล็กไปรับที่คณะ…แม่เป็นยังไงบ้างคะ…ทานอะไรหรือยัง"
                หญิงสาวเม้มริมฝีปากนิดหนึ่ง พอจะนึกออกมารดาคงใช้คอเล็ก ๆ หนีบกระบอกโทรศัพท์ไว้กับช่วงบ่าทุลักทุเล และใช้มือลีบเล็กเนื้อหนังแนบกระดูกผิดรูปร่างประคับประคองอีกที
                "ทานแล้ว แม่ทานได้ไม่เยอะหรอกหวา…"
                "แม่เจ็บคออีกหรือเปล่าคะ"
                "แม่หายแล้ว…อืมม์…วันนี้น้าปัทม์เขาไม่อยู่หรอก เขาไปงานเลี้ยงแต่งงานคนงานในไร่…คงกลับดึก แม่อยู่กับน้อย…แม่จึงคุยกับหวาได้นาน ๆ ไงลูก…"
                "แน่ละค่ะขืนน้าปัทม์เห็นแม่หนีบโทรศัพท์คุยกับหวานานจนสายไหม้ น้าปัทม์ได้เอ็ดลั่นบ้าน น้อยพลอยจะโดนดุด้วยเพราะตามใจแม่…"
                "แม่อ่านหนังสือแล้วมันเบื่อ อ่านทั้งวัน…รายการทีวีไม่เห็นมีอะไรน่าดู…รายการซ้ำ ๆ เดิม ๆ อีกอย่างแม่คิดถึงหวา…แต่…แต่หวาไม่ต้องกลับบ้านนะลูก ระยะทางไกลนั่งรถมาแม่ก็ห่วง แม่เห็นหวานั่งรถไกล ๆ มาหาแม่แล้วเหนื่อยแทนลูก"
                น้ำเสียงของกมลาแจ่มใส หากได้ยินแค่เสียงคงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายนอนอยู่บนเตียง ขยับเขยื้อนไปทางไหนด้วยตนเองไม่ได้ดั่งใจนึก มีหมอนใบใหญ่ช่วยหนุนคอกับรองใต้ขาไว้ มือสองข้างยังพอมีแรงน้อยนิด โทรศัพท์ถูกวางไว้ข้างตัวแม่เสมอและแม่ต้องใช้ไม้เกาหลังทำจากไม้ไผ่เกี่ยวให้กระบอกโทรศัพท์เลื่อนเข้ามาอยู่ในระยะใกล้เอื้อม…ค่อย ๆ ประคองด้วยสองมือวางไว้ระหว่างคอกับบ่า
                ธารชีวาจะโทรหาแม่ทุกค่ำ ต้องสนทนากันทุกวัน ต้องได้ยินเสียงเพื่อให้แน่ใจว่าท่านไม่ได้ทอดทิ้งเธอไปไหนโดยเธอไม่รู้…
                "แม่จ๋า…ระหว่างที่หวาไปเรียน แม่ต้องไม่เป็นอะไรไปนะคะ แม่ต้องอยู่กับหวานาน ๆ ถ้าแม่เป็นอะไรตอนที่หวาไม่อยู่…ชาติหน้าหวาจะไม่เกิดมาเป็นลูกสาวแม่อีก หวาจะหนีแม่ทุกชาติเชียว"
                ธารชีวาข่มขู่แม่ไว้เช่นนั้น ก่อนยอมจากบ้านมาเรียนหนังสืออยู่ในเมืองหลวง แรก ๆ เธอกลับบ้านเกือบทุกอาทิตย์ กลับบ่อยจนทางบ้านต้องออกปากห้ามเพราะการเดินทางลำบากต้องต่อรถทางไกล ต้องใช้เวลาเดินทางนานและเหน็ดเหนื่อย
                ปัทม์จึงซื้อโทรศัพท์มือถือให้หลานสาว ทั้งหมดเป็นการอำนวยความสะดวก ดูแลคนที่รักอย่างดีที่สุดเท่าที่กระทำได้
                ถ้ากมลาไม่ห้ามไว้ธารชีวาคงได้รถยนต์ประจำตำแหน่งขับโก้อีกคัน แต่เพราะแม่กลัวเธอขับรถระยะทางไกลกลับบ้านคนเดียว ไม่วางใจ หวาดกลัวอันตรายสารพัดประสาคนเป็นแม่จึงให้เธอใช้บริการรถประจำทางดีกว่า…อย่างน้อยก็มีเพื่อนเดินทางตั้งมากมาย