อยู่กับคน ตอน ไอ้เด็กขี้ขโมย

Author: 
ศรีรัตน์ นุชนิยม
ประเภท: 
เรื่องสั้น

อยู่กับคน
โดย ศรีรัตน์ นุชนิยม

คนเราแต่ละคนนั้นกว่าที่จะดำเนินผ่านไปแต่ละช่วงของชีวิต มีเหตุการณ์หนึ่ง ที่จะต้องเผชิญอยู่เสมอ ตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาดูโลกจนสิ้นอายุขัยนั้น คือการที่จะต้อง ‘อยู่กับคน’ อาจมีทั้งที่ชอบและไม่ชอบ แต่จังหวะ ชีวิตนั้น บางครั้งเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือกำหนดได้ด้วยตัวเราเอง เป็นต้นว่า ความเป็นพ่อ แม่ หรือ ญาติ พี่น้อง ฯลฯ เราไม่มีสิทธิ์เลือกได้เลย แม้บางคนเกิดมา มีปัญหามากมาย ถึงกับโทษพ่อแม่ว่าให้เกิดมาทำไม ถ้าต้องให้เผชิญกับความโชคร้ายต่างๆ นานา
แต่การอยู่กับคนนั้น บางครั้งต้องใช้ความอดทน ใช้จิตวิทยา เพื่อที่จะ ‘อยู่’ ด้วยกันให้ได้ หรือเพื่อเลี่ยงการปะทะ ทะเลาะเบาะแว้ง หรือเมื่อในที่สุด ถึงกับ ‘หนี-สู้ หรือ หลีกห่างออกไป’ทั้งนี้ทั้งนั้นบางคนอาจมีวิธีการที่แตกต่างกัน และบางกรณีอาจถึงกับลงไม้ลงมือฆ่าแกงกันเมื่อการ ‘อยู่กับคน’ ถึงทางตันหาทางออกอย่างสันติไม่ได้
หากทุกท่านลองย้อนมองกลับไปว่าแต่ละคนมีเหตุการณ์ ‘อยู่กับคน’ ในแต่ละช่วงอย่างไรนั้น เราคงนับตั้งแต่เมื่อเราลืมตามองโลกขึ้นมานั้น แต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน บางคนอาจอยู่ในแวดวงพ่อแม่ ญาติพี่น้องที่มีฐานะดี มีพี่เลี้ยง แต่อีกหลายๆคน อยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง หรือที่แย่กว่านั้นอาจถูกแม่ใจร้ายทอดทิ้งแล้วถูกนำไปเลี้ยงโดยบุคคลอื่น ดังนั้นการปรับตัวของแต่ละคนจะมีหลากหลายวิธีการ
เมื่อเติบโตขึ้นอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเรียนหนังสือ ทุกคนต้องปรับตัวเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมหรือ ‘คน’รอบข้างไม่ว่า เพื่อน ครู หรือ สังคมที่สัมผัสด้วย การเรียนนั้นอาจมีหลายช่วง ตั้งแต่ อนุบาล ประถม มัธยม จนถึงระดับมหาวิทยาลัย และ แต่ละช่วงย่อมมีการปรับตัวเพื่อ ‘อยู่กับคน’ในสภาวะที่แตกต่างกันไป
จบการศึกษาแล้ว มุ่งทำงานเพื่อสร้างตัวเอง สภาพแรกที่จะต้องพบคือสังคมการทำงานที่มี เจ้านาย ลูกน้อง และเพื่อนร่วมงาน ที่มาจากสารพัดครอบครัวด้วยการอบรมสั่งสอนที่ไม่เหมือนกันหรือนานาทัศนะ ยิ่งเปลี่ยนงานบ่อยการปรับตัวเพื่อ ‘อยู่กับคน’ยิ่งต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพการณ์และสิ่งแวดล้อม
คราวใดที่กามเทพแผลงศร การเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งสำคัญอย่างเป็นเรื่องเป็นราวก็จะเกิดขึ้น เมื่อมีครอบครัว จะเป็นช่วงการปรับตัวครั้งใหญ่ ไหนต้องปรับตัวให้เข้ากับคู่สมรส พ่อตา แม่ยาย หรือ พ่อแม่สามี ญาติๆของคู่สมรส ยิ่งเมื่อมีลูกแล้วการปรับตัวก็เพิ่มตัวแปรมากขึ้น
หลายสิบปีแห่งร้อน ฝน หรือ หนาวที่ผู้เขียนผ่านมาได้บันทึกเหตุการณ์ของจังหวะชีวิต เมื่อ ‘อยู่กับคน’ ไว้หลายช่วงจะมีการนำเสนอเพื่อเป็นประสบการณ์ให้กับผู้อ่าน อย่างน้อยเป็นการแลกเปลี่ยนให้เห็นถึงวิธีการในการตัดสินใจ ซึ่งอาจจะถูกหรือผิดก็ได้ ตามแต่ ความเห็นของแต่ละบุคคล แต่จะบอกเล่าเก้าสิบให้ทราบถึงผลของการตัดสินใจว่าเป็นเช่นไร ซึ่งอาจจะตรงหรือไม่ตรงกับแนวคิดของผู้อื่น รวมทั้งคำเตือนหรือคำสอนของพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ที่พร่ำสอนพร้อมกับการลงโทษเป็นต้น

๑)ไอ้เด็กขี้ขโมย

ตั้งแต่จำความได้เนื่องจากเป็นชีวิตที่อยู่ในชนบทอยู่ใกล้วัด พ่อแม่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนามากจึงถูกอบรมสั่งสอน ให้ทำตัวอยู่ในกรอบประพฤติปฏิบัติของการมีศีลธรรมอันดีงามโดยเฉพาะอย่างยิ่งศีลห้า มีการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ดังนั้นการทำกิจกรรมใดๆจึงมีสำนึกของการพิจารณาถูกผิดตลอด
กว่า ๕๐ ปีที่แล้ว บ้านสองแควเหนือ ตำบลนาแก้ว อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ยังเป็นชนบทที่ห่างไกลจากความเจริญอย่างมาก ถนนหนทางเป็นดินแดงฝุ่นตรลบ การเดินทางใช้จักรยานเป็นส่วนใหญ่ ถนนที่ผ่านหน้าบ้าน มีรางรถไฟวางขนานไปด้านหนึ่งตลอดตั้งแต่ตัวอำเภอเกาะคาจนถึงบ้าน สบต๋ำ ซึ่งเป็นรางรถไฟที่วางไว้สำหรับการขนอ้อยเพื่อป้อนโรงงานน้ำตาลของกระทรวงการคลัง ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำวัง หรือฝั่งตรงกันข้ามกับตัวอำเภอ
สมัยนั้นการเดินทางข้ามแม่น้ำวังยังไม่มีสะพานคอนกรีตเหมือนปัจจุบัน มีแต่สะพานไม้ไผ่ ที่เราเรียกว่า ‘ขัวแตะ’ ทำด้วยเสาไม้ปักลงกับพื้นทรายยึดโยงกันด้วยตะปูบ้าง เชือกบ้าง ตอกบ้าง ปูพื้นด้วยไม้สับฟาก (ไม้ไผ่ทั้งลำสับข้อแล้วผ่าออกเป็นแผ่น) ความกว้างของสะพานไม่เกิน ๒ เมตรพอที่จะขี่จักรยานสวนกันได้ กั้นสองข้างด้วยรั้วไม้ไผ่สูงประมาณ เมตรครึ่ง สะพานนี้จะถูกใช้งานในช่วงฤดูแล้งเท่านั้น ส่วนหน้าน้ำหลากสะพานจะถูกน้ำป่าที่ไหลเชี่ยวกรากพัดกระจุยกระจายหายไปกับสายน้ำ ในฤดูฝนจะต้องใช้บริการเรือพายข้ามฟากขนาดเล็กนั่งได้ไม่เกิน ๔ คน อาจวางรถจักรยานไปในเรือด้วยก็ได้ จุดบริการเรือข้ามฟากนี้จะอยู่หน้าอำเภอก็คือจุดที่เคยเป็นสะพานเดิม ค่าบริการคนละ 1 บาท ที่ทำการอำเภอและสถานีตำรวจหรือโรงพักอยู่ในพื้นที่ติดกัน และอยู่ฝั่งเดียวกับวัดลำปางหลวงที่มีพระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ การเดินทางจากอำเภอเข้าไปยังตัวจังหวัดลำปางต้องข้ามแม่น้ำวังแล้วเลี้ยวซ้ายไปอีก๑๕ กิโลเมตร
การทำนาในสมัยนั้นมีทั้ง ‘นาน้ำฟ้า’ และ ‘นาน้ำเหมือง’ นา น้ำฟ้า คือ การทำนาที่อาศัยน้ำฝนจากธรรมชาติเป็นหลักโดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่บนที่สูงแถวเชิงดอย ส่วนนาน้ำเหมืองคือนาในพื้นราบอาศัยคลองชลประทานปันน้ำผ่านมาให้ปีละ 1 ครั้ง การผ่านน้ำเข้านานั้นเป็นช่วงที่ชาวบ้านจะมีความสุขมากทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่เมื่อเห็นสายน้ำไหลเซาะผ่านท้องนา และคลองอันแห้งผาก สร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ และจิตใจผู้คนเป็นอย่างมาก
ผู้เขียนและเพื่อนๆจะใจจรดใจจ่อกับการเห็นสายน้ำคืบคลานเข้าสู่ท้องนาในฤดูฝน ซึ่งการเดินทางของกระแสน้ำจะมีการส่งข่าวจากพวกผู้ใหญ่เป็นระยะๆว่า “ตอนนี้ถึง สบปุง หรือ บ้านใหม่ หรือ บ้างนางแตน ซึ่งอยู่ตอนเหนือขึ้นไป เป็นต้น” การเดินทางของน้ำเหมืองชลประทานจะผ่านมาจากทางทิศตะวันตกของถนน ส่วนบ้านของผู้เขียนอยู่ฝั่งตะวันออก ซึ่งมีการฝังท่อปูนขนาดประมาณ ๖๐ เซนติเมตรให้น้ำผ่านเข้ามาหล่อเลี้ยงอีกฟากหนึ่งของหมู่บ้าน พวกเราจะส่งเสียงเฮกันอย่างสนุกสนานเมื่อเห็นสายน้ำลอดผ่านท่อข้ามถนนมายังอีกฝั่งหนึ่ง นั่นหมายถึงความชุ่มชื้นได้ย่างกรายเข้ามาสู่พื้นที่อีกครั้ง จนกว่าจะ ถึงฤดูเก็บเกี่ยว
ชีวิตของคนชนบทจะรอคอยความชุ่มชื้นของฟ้าฝนเพื่อการเพาะปลูกและยังชีพ คราใดที่มีฝนตกต้องตามฤดูกาล ชาวบ้านจะรู้สึกว่าชีวิตมีความหวัง เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างมักจะฝากไว้กับพรหมลิขิตหรือธรรมชาติกันเป็นส่วนใหญ่ ปีไหนฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาลละก้อ ชาวประชาจะหน้าแห้งโดยมีคำพูดที่ได้ยินกันบ่อยๆเช่น
“ฝนตกเดือนห้า หว่านกล้าเดือน สิบสอง” นั่นหมายถึงความแห้งแล้งมาเยือนจนทำให้ปฏิทินการเพาะปลูกของชาวบ้านเกิดปัญหาขึ้น เรื่องการทำนาปีละหลายๆครั้งในสมัยนั้นเลิกพูดได้เลย เพียงครั้งเดียวก็ขอให้ได้ทำ นับเป็นบุญแล้ว และอีกประโยคหนึ่งที่ได้ยินเป็นทำนองเพลงค่าว(เพลงคำกลอนของชาวเหนือ)ว่า
“ตกมาเต๊อะฟ้า ตกมาเต๊อะฝน มาฮำหัวคนบ้าน ต้งกู่ด้าย”
แปลว่า ขอให้ฝนตกลงมาเถิด ให้มาชโลม(ฮำ)หัวคนชาวบ้าน ทุ่งกู่ด้าย(ชื่อหมู่บ้านหนึ่งในอำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง)
เมื่อถึงฤดูฝนนอกจากชาวบ้านจะทำนาอันเป็นอาชีพหลักแล้วบางคนที่ขยันขันแข็งก็จะเพาะปลูกอย่างอื่นด้วยเช่นถั่วลิสง ที่ผู้เขียนโปรดปรานมากเมื่อมีการเก็บเกี่ยว(ถอน)ถั่วลิสง ท่านที่เคยรับประทานถั่วลิสงต้มที่ชาวเหนือเรียก ‘ถั่วดิน’ อาจไม่เคยได้รับประทานถั่วลิสงต้มจากการเก็บหรือถอนใหม่ๆ (ไม่เกิน ครึ่งวัน) จะมีรสชาติหอมหวานกว่าปกติไม่เชื่อถ้ามีโอกาส ทดลองชิมดูก็ได้ครับ นอกจากถั่วลิสงแล้วยังมีพืชสวนระยะสั้นอื่นๆอาทิ ถั่วดำ ถั่วเขียว ถั่วฝักยาว มะระ แตงร้าน แตงกวา ฯลฯ และที่พวกเด็กๆรวมทั้งตัวผมเองด้วย ชอบมากเป็นพิเศษคือบ่าแต๋ง (แตงไทย) เพราะสามารถรับประทานได้ทั้งผลอ่อนและยิ่งตอนสุกแล้วเป็นผลไม้สุดโปรดเลย
ตอนสายของวันหยุดสุดสัปดาห์วันนั้น ผู้เขียนในวัยแปดขวบนั่งเล่นอยู่หน้าบ้านใต้ต้นตะขบใหญ่บนสะพานเล็กๆที่ทอดข้ามคลองกว้างประมาณ 2 เมตร สะพานที่พ่อในขณะนั้นเป็นแพทย์ประจำตำบลที่ผู้คนให้ความนับถือตลอดย่าน และด้วยฝีมือของพ่อทำสะพานให้พวกเราได้นั่งดูปลายว่ายผ่านไปมาด้วยการทำเป็นม้านั่งอยู่ทั้งสองข้างของสะพาน ขณะที่เพลินกับการดูฝูงปลาก็ต้องตื่นจากภวังค์ด้วยเสียงเพื่อนกลุ่มหนึ่ง 4-5 คนเรียกอยู่หน้าถนน
“สนใจไปเก็บแตงไทยกันไหม บ่า (ไอ้) สิทธิ์มันว่าสุกกำลังกินเชียว” เสียงบุญมีชวนพร้อมกับกวักมือเรียกผู้เขียนให้ออกไปร่วม ก๊วนด้วย
“อยู่ที่ไหนละ ไกลหรือเปล่า”
“ไม่ไกลหรอก หล่ายดอยน้อย (หลังเขาวัดดอยน้อย) นี่เอง”
สมบูรณ์เพื่อนอีกคนแจ้งตำแหน่งแหล่งที่ วัดดอยน้อยเป็นวัดที่สร้าง ขึ้นบนเนินเขาอายุหลายร้อยปีมาแล้วปัจจุบันยังคงสภาพดีอยู่ในการดูแลของชาวบ้านนางแตน
“เออ..ไป..ไปด้วย...เดี๋ยวบอกแม่ก่อน”
หลังจากขออนุญาตแม่ที่กำชับเรื่องการใส่หมวกกันแดดแล้ว ผู้เขียนก็โดดผึงตามเพื่อนๆไปทันที
วัยเด็กเป็นวัยที่ไม่รู้จักทุกข์ร้อน หิวก็กิน เหนื่อยก็พัก พวกเรา 6 คนรวมทั้งตัวผู้เขียนด้วยต่างเดินบ้างกระโดดบ้าง วิ่งบ้าง บางครั้งก็เตะก้นเพื่อนบ้าง ไปตามทางเกวียนที่ทำขึ้นเขาเพื่อเส้นทางการเพาะปลูกของชาวบ้าน เพื่อนบางคนไม่ใส่รองเท้าต้องคอยเดินหลบหนามหรือก้อนหินคมๆ แต่ไม่มีใครบ่นอะไรทั้งสิ้น
สองข้างทางเป็นป่าละเมาะพุ่มเตี้ย บางแห่งเป็นสวนอ้อยที่กำลังแทงหน่อขึ้นมาเขียวชะอุ่ม บางที่เป็นไร่ถั่วลิสง บางแห่งก็เป็นป่าโปร่ง เต็มไปด้วยต้นไผ่และ ‘มะตันขอ’ หรือต้นเล็บเหยี่ยว ที่ออกลูกสุกตอนหน้าหนาวประมาณเดือนธันวาคม ลูกเล็บเหยี่ยวเป็นผลไม้ป่าอีกชนิดหนึ่งที่พวกเราชอบด้วยรสหวานอมเปรี้ยวถูกใจวัยคะนองอย่างมาก
ผู้เขียนเดินตามเพื่อนๆ สายตาก็สอดส่ายหา ลูกนมแมว ผลไม้ป่าอีกชนิดหนึ่งสีชมพูอมแดง รสหวานชื่นใจ และ มะเกว๋น ลูกสีม่วงคล้ายลูกองุ่นรสหวานอมฝาด คราวใดที่พบเจอผลไม้ดังกล่าวพวกเราจะเฮโลไปเก็บกินกันอย่างสนุกสนานและเอร็ดอร่อย ในกระเป๋ากางเกงสีกากีของผู้เขียนตุงไปด้วยผลไม้พวกนี้ บ่อยครั้งที่ถูกแม่ดุ เพราะสีของผลไม้เลอะเปื้อนกางเกงและซักไม่ค่อยออก
“เฮ้ย เมื่อไหร่จะถึงสักทีวะ คิง(เอ็ง)ว่าไม่ไกลนี่หว่า” เสียงอุดมตะโกน มาจากหลังกลุ่ม แคะดินที่ติดรองเท้าออกไปด้วย พร้อมชายตาค้อนสมบูรณ์
“แหมกำเดียวกะถึงแล้ว คิง จะฟั่งไปไหน...ปุ๊นต้นบ่าค่าใหญ่ ปุ๊น”
(เดี๋ยวเดียวก็ถึงแล้ว เอ็งจะรีบไปไหน โน่นที่ต้นมะค่าใหญ่ลิบๆโน่น)”
สมบูรณ์ชี้ไม้ชี้มือให้เพื่อนดูจุดที่จะเดินทางไป เก็บแตงไทยกัน พวกเราเดินเลาะทางอ้อมทางขึ้นพระธาตุดอยน้อย ที่มีบันไดปูนทอดจากเชิงดอยขึ้นไป ราวบันไดปั้นเป็นรูปพระยานาค แต่ละช่วงของผนังบันไดทั้งสองด้านมีรูปปูนปั้นเป็น 12 นักษัตรผู้เขียนและเพื่อนๆ ยกมือขึ้นพนมขอความเป็นสิริมงคลเมื่อผ่านทางขึ้นวัด
ต้นมะค่าใหญ่ที่สมบูรณ์ชี้ให้ดู เหมือนจะอยู่ใกล้ๆ แต่เดินพักใหญ่ยังไม่ถึง ทางเริ่มชันและบางที่ลื่นเพราะฝนเพิ่งจะตกลงมาเมื่อเช้านี้เอง มีน้ำขังตามร่องเกวียนเป็นแห่งๆ อุดมบ่น งึมงำ แต่ก็ไม่กล้าต่อว่าเพื่อนๆ ผู้เขียนเดินย้อนกลับดุนหลังให้เดิน พร้อมตบบ่าให้กำลังใจ
“ทนหน่อยเพื่อน เดี๋ยวก็ถึง”
สายลมอ่อนเริ่มพัดโชย ทำให้พวกเราที่เริ่มเหนื่อย รู้สึกดีขึ้น กลิ่นเอื้องสามปอยดงที่ยังโชยความหอมจากคืนก่อน ผสมกับไม้ป่านานาพันธุ์ เช่นกุหลาบพันปีสีขาว ผสมกับไอดินจากน้ำฝนทำให้การเดินทางสดชื่นขึ้นอย่างประหลาด สมบูรณ์นำพวกเรา เดินวกวนไปตามทางเกวียน จนพ้นทางโค้งใหญ่ ก็ชี้มือบอกจุดหมายปลายทาง
“โน่นไง...ไร่แตง”
พวกเรามองตามไปยังไร่แตงไทย ที่มีรั้วกั้นไว้หยาบๆด้วยการตัดไม้ป่าลำเล็กๆปักทแยงมุมเป็นรูปกากบาท แล้วใช้หนามไผ่สุมกันเป็นระยะ ลักษณะเพียงกั้นให้รู้ว่าเป็นเขตไร่และกันไม่ให้วัวของชาวบ้านรุกล้ำเข้าไป ประตูรั้วที่สมบูรณ์เปิดนำพวกเราเข้าไปถูกผูกไว้ด้วยเชือก
ไร่แตง แห่งนี้เมื่อคะเนด้วยสายตามีเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ บนพื้นเขียวครึ้มปกคลุมด้วยเถาของแตงไทย ที่สามารถมองเห็นผลแตงทั้งอ่อนและแก่อยู่ลานตา....พวกเรา ต่างวิ่งกรูกันไปจับจองว่าใครจะเด็ดลูกไหนไป
“เดี๋ยว พวกเรากินกันที่นี่ก่อนสัก ลูก สองลูก ข้ามีมีดมาด้วย” สมบูรณ์ออกความคิดพลางดึงมีดพับออกจากระเป๋ากางเกง
ผู้เขียนมองรอบๆพื้นที่ซึ่งที่ชายไร่ เห็นกระต๊อบเล็กๆ มุงหญ้าแฝก ผนังขัดแตะ ก็ถามเพื่อนว่า
“เฮ้ย ..นี่เป็นไร่ของพ่อเอ็งเหรอ”
“ไม่ใช่หรอก....ของลุงสุก บ้านใต้” สมบูรณ์ตอบพลางใช้มีพับกรีดผ่าแตงลูกเขื่องสีเหลืองอร่ามที่ผิวปริแยกยั่วน้ำลายคณะวัยซน สมบูรณ์พูดถึงชื่อลุงสุก ที่เป็นคนตัวใหญ่พูดเสียงดังและนักเลงเก่าของบ้านสองแควใต้
“แล้วเอ็งขออนุญาต จากลุงสุกหรือยัง”
“ไม่หรอก แกไม่ค่อยมา ที่นี่หรอก ไม่ต้องห่วง” สมบูรณ์ยืนยันเสียงแข็ง
“เฮ้ย..ยังงี้พวกเราก็เหมือนขโมยละสิ…อย่าลืมที่ครูสอนพวกเราไม่ให้ลักขโมยของคนอื่นเขา...มันผิดศีลนะโว้ย” ผู้เขียนโวยวาย “ถ้า งี้ ข้าไม่เล่นด้วย”
“เฮ่ย ...เอ็งก้อปอดไม่เข้าท่า...ไม่เล่นด้วยเอ็งก็กลับไปซะ” สมบูรณ์ไล่ส่ง
สำนึกความชั่วดีแล่นจี๊ดเข้ามาในจิตใจ กลัวว่าพ่อแม่จะลงโทษ ครูจะตำหนิถ้ารู้เข้า ผู้เขียนหันหลังกลับบอกเพื่อนๆว่า ไม่เอาด้วยใครอยากกลับให้ตามมา
เพื่อนๆลังเล มีเพียงอุดมคนเดียวที่เห็นด้วยกับผู้เขียนบอกว่าขอกลับก่อนพร้อมกับผู้เขียน...เราสองคนครึ่งเดินครึ่งวิ่งย้อนกลับ ไปตามทางที่บุกบั่นกันมาเมื่อครู่ใหญ่
ป่าทั้งป่าดูเงียบสงัด ผู้เขียนได้ยินเสียงหายใจของตัวเองและเสียงกระหืดกระหอบของอุดมตามมาติดๆ ลืมความอยากในรสชาติของแตงไทยโดยสิ้นเชิง คิดอย่างเดียวว่า เมื่อไรจะถึงบ้าน
เราผ่านทางโค้งมาประมาณสาม สี่ ช่วง พลันได้ยินเสียงปืนแก๊ปดังสะนั่นป่าพร้อมเสียงตะโกนแว่วๆมา จำได้สนิทหูว่าเป็นเสียงห้าวๆของลุงสุก
“ไอ้เด็กเวร...พ่อแม่ไม่สั่งสอนหรือไง....มาลักขโมย ของกู...อย่าให้จับได้นะมึง จะสับไม่ให้เค้นคอกาเลย”
อุดมมองผู้เขียนหน้าตาเลิกลั่ก พร้อมเร่งฝีเท้าที่กลายเป็นวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตไปแล้ว ระยะทางที่เราพากันขึ้นมาดูเหมือนยาวไกลเหลือเกินกว่าจะถึงบ้าน เมื่อจำได้ว่าเราพากันพ้นถิ่นไร่ของชาวบ้านมาพอสมควรและเห็นทางเข้าบ้านแล้ว จึงผ่อนการวิ่งเป็นเดินอย่างเร็วๆ
ผู้เขียนและอุดมทอดร่างแผ่ หรา บนม้านั่งสะพานหน้าบ้าน อย่างกระปรกกระเปรี้ย แบบหมดแรงข้าวต้ม ต่างมองหน้ากันพูดไม่ออก จุกด้วยความเหนื่อยสุดๆ
“ไอ้พวกนั้น จะถูกจับไหมวะ” อุดมขอความเห็น
“ไม่รู้....ผู้เขียนตอบอย่างกระหืดกระหอบ...“แต่หวังว่าคงไม่นะ....”
หลังจากอุดมขอตัวกลับไป ผู้เขียนเดินเลี่ยงขึ้นบ้านเข้าห้องนอนสลบไสล ด้วยความอ่อนเพลียสะดุ้งตื่นด้วยเสียงปลุกของแม่
“เป็นเด็กเป็นเล็ก หัดนอนกลางวันได้ไง...ลุกขึ้นไปอาบน้ำ ดูสินี่เข้าไปเที่ยวป่ามา เนื้อตัวก็ไม่ล้างให้เรียบร้อย บ่ายสามโมงแล้ว ข้าวปลากินหรือยัง”
ผู้เขียนงัวเงียคว้าผ้าเช็ดตัวเดินไปห้องน้ำ พลันได้ยินเสียงคนคุยกันอยู่บนระเบียงหน้าบ้าน
“ไปไหนมา พี่สุก” เสียงพ่อทักผู้มาเยี่ยมเยือน “เอ้า นั่งก่อน ดื่มน้ำท่าหรือยัง”
เป็นธรรมเนียมของชาวบ้านในสมัยนั้นที่จะมี “หม้อน้ำ”ดินเผาใส่น้ำเย็นพร้อมกระบวยทำด้วยกะลามะพร้าวด้ามไม้สัก ในเพิงหลังคาเล็กๆ ไว้หน้าบ้านให้ผู้คนที่สัญจรไปมาได้ดื่มกิน
“เรียบร้อยแล้ว พ่อหมอ” ชาวบ้านมักจะเรียกพ่ออย่างนี้เสมอ
“เมี่ยง หรือบุหรี่...ตามสบายนะ” พ่อพูดแล้วเลื่อนถาดให้
เมี่ยงคือใบชาหมักเวลาจะรับประทานหยิบเป็นใบๆ 2-3 ใบ ห่อเกลือเม็ด หรือบางบ้านจะมีเนื้อมะพร้าวคั่วแนมไปด้วย เป็นอาหารว่างไว้ต้อนรับผู้มาเยือน ส่วนบุหรี่ เป็นบุหรี่มวนเองทำจากใบกล้วยรีดเป็นแผ่นห่อยาสูบที่หั่นฝอยไว้มัดด้วยด้ายเส้นเล็กๆ ของสองสิ่งนี้นับเป็นของประจำแทบจะทุกบ้านเตรียมไว้รับแขกที่ไปมาหาสู่กัน
ผมใจหายวาบแอบมองจากช่องระหว่างประตูกับวงกบ เห็นลุงสุกหยิบเมี่ยงขึ้นมาเคี้ยวพร้อมจุดบุหรี่สูบอัดควันยาวใบหน้ายังบอกบุญไม่รับอยู่
“แลง(ค่ำ)นี้ พ่อหมอจะประชุมลูกบ้านใช่ไหม” พ่อมักจะทำหน้าที่ประชุมลูกบ้านพร้อมกับผู้ใหญ่บ้านซึ่งใช้บ้านของพ่อเป็นที่ประชุม สมัยนั้นไม่มีไฟฟ้าใช้ เวลาประชุมพ่อจะตีเกราะเรียกชาวบ้านตอนพลบค่ำ แล้วจุดตะเกียงเจ้าพายุสองดวง ทำให้พื้นที่สว่างไสว เป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆที่วิ่งเล่นกันได้อย่างสนุกสนาน
“เออ..ใช่ ค่ำนี้แหล่ะ พี่สุกมีอะไรหรือเปล่า”
“อยากให้เตือนพวกลูกบ้านหน่อยว่าอย่าปล่อยให้เด็กๆ ไปลักขโมยของคนอื่นเขา...เดี๋ยวจะตายไม่รู้ตัว”
“ใคร..ขโมยของใคร....”
“คิดว่าเด็กบ้านเหนือนี่แหล่ะ เมื่อเช้าไปขโมยแตงที่ไร่ผม...ไล่ตามมันไม่ทัน จะยิงก็กลัวทำเกินเหตุ เลยยิงขู่ไปนัดหนึ่ง”
ผู้เขียนหูอื้อตาลาย ฟังไม่ได้ยินเสียงพวกผู้ใหญ่คุยกันแล้ว เดินเข้าห้องอาบน้ำอย่างแทบไม่มีสติ...ดีนะที่ผู้เขียนและเจ้าอุดมหนีออกมาทันก่อนที่จะถูกตราหน้าว่าเป็น
“ไอ้เด็กขี้ขโมย”

**********************