หนุ่มหน้าสวย

Author: 
Avaria
ประเภท: 
เรื่องสั้น

 

                นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่ผมเจอเธอคนนั้น ลูกเจ้าของหอพักที่ผมเข้ามาอยู่ได้เกือบปี ถ้าผมไม่ได้มาเรียนมหาวิทยาลัยราชภัฏที่นี่คงไม่พบกับผู้หญิงที่สวยขนาดนี้ ผมเพิ่งเคยคุยกับเธอเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

                “เธอชื่อบีใช่ไหม สวัสดีเราชื่อกานดาเป็นลูกเจ้าของหอพัก มีอะไรก็มาบอกเราได้นะ”

                เท่าที่ผมรู้เธอคนนี้อายุเท่ากับผม เธอไปเรียนมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด จะกลับมาช่วงเสาร์อาทิตย์หรือปิดเทอม ที่ผมทำได้ก็แค่มองอย่างดีใจเวลาที่เจอเท่านั้นเอง

                แล้วผมก็เดินสวนกับเธอไปโดยไม่พูดอะไรเพียงแค่ยิ้มให้ ร่างบอบบางสวมเสื้อสีฟ้าอ่อนไม่ถือตัวยิ้มตอบมา ผมดำสลวยเคลียไหล่อย่างเป็นธรรมชาติ เขาอดนึกไม่ได้ว่าเธอจะสวยเพียงไรหากแต่งหน้า

                “กินข้าวหรือบี แนะนำร้านอร่อยให้ไหม...เธอเคยไปกินร้านตาอ้นหรือยัง...”

                วันนี้ผมต้องกล้าคุยกับเธอให้ได้ เป็นโอกาสดีที่จะชวนไปกินข้าวอย่างเป็นธรรมชาติ

                “เดี๋ยว...เดี๋ยวเรา...” สุดท้ายความกล้าก็ถูกกลืนลงคอ “เดี๋ยวบอกทางให้ได้ไหม พรุ่งนี้ค่อยไปกิน”

                ปรากฏว่าร้านตาอ้นคือร้านที่ผมไปกินอยู่ประจำนั่นเอง หวังว่าคราวนี้คงราบรื่นกว่าคราวก่อนๆ ค่าประสบการณ์ร้างรักจะได้หยุดวิ่งเสียที แล้วเจ้าต้นเพื่อนคณะเดียวกันจะได้เลิกล้ออย่างกับเขาเป็นพวกผิดเพศ คิดแล้วก็ไปหาการ์ตูนอ่านที่ร้านเช่าหนังสือใกล้ๆอย่างเคย

                “ไปซื้อหนังสือมาหรือบี”

                ครั้งที่สองมักโชคดี ผมท่องในใจเมื่อเจอเธอคนนั้นตอนเดินเข้าหอ เธอถือถุงพลาสติกใหญ่มาด้วยสองถุงใหญ่ คงไปซื้อของที่ห้างใกล้ๆ กานดายื่นมือมาขอหยิบไปดูแบบผ่านๆ

                “หนังสือการ์ตูนน่ะ เธออ่านบ้างไหม” แล้วผมก็เพิ่งคิดขึ้นมาได้ เธออาจคิดว่าผมยังทำตัวเป็นเด็กอยู่เพราะการ์ตูนพวกนี้

                “อ่านเรื่องนี้เหมือนกันหรือ เราก็ซื้อเก็บเหมือนกัน เอาไว้วันหลังมายืมเราอ่านก็ได้”

                อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าเธออ่านการ์ตูนเหมือนกัน แถมมีโอกาสไปห้องของเธออีกต่างหาก ผมรีบรับถุงหนังสือคืนแล้วเสนอตัวช่วยถือของเข้าไปเก็บในห้องเจ้าของหอพัก

                หอพักที่ผมพักอยู่เป็นหอรวม ตัวตึกเป็นอาคารสามชั้นมีสองปีก ห้องของผู้ดูแลอยู่ชั้นล่างสุดที่ปีกซ้าย แม่ของเธอกำลังนั่งดูรายการเพลงลูกทุ่งอย่างใจจดใจจ่อ หญิงวัยกลางคนในเสื้อตัวโคร่งสีขาวหันมามองพวกเขาสองคนที่เปิดประตูเข้าไปข้างใน

                “ขอบคุณหนูบีนะที่ช่วยลูกป้าถือของ” หล่อนลุกขึ้นมารับถุงจากมือของผม “แล้วที่ให้ช่างไปติดบานเกล็ดให้ใหม่เป็นอย่างไร ดีขึ้นบ้างไหม”

                ผมตอบรับอย่างสุภาพ แอบหวังว่ากัญจะชวนไปนั่งคุยที่ห้องโดยที่แม่ไม่ว่าอะไร

                “เดี๋ยวไปดูที่ห้องเราไหม มีหนังสือการ์ตูนเยอะเลยล่ะ” กานดาเอ่ยปากชวน ทำให้ผมแทบลอยติดเพดาน “เดี๋ยวหนูไปห้องก่อนนะแม่”

                พูดจบเธอก็เดินนำไปยังประตูห้องข้างๆที่ติดเลขห้องสีน้ำตาลเข้ม ข้างในห้องค่อนข้างสะอาด ที่นอนชิดมุมห้อง หัวเตียงมีโต๊ะเขียนหนังสือกับโคมไฟ ปลายเท้ามีตู้หนังสือขนาดใหญ่ประกอบด้วยหนังสือคละกันระหว่างตำราเรียน หนังสือการ์ตูน และนิยายเล่มหนาซึ่งบางส่วนถูกวางไว้กับพื้นเป็นตั้งๆ กำแพงหัวนอนส่วนหนึ่งอุทิศให้กับโปสเตอร์การ์ตูนแผ่นใหญ่กับตารางธาตุซึ่งดูไม่เข้ากันสักนิด ส่วนผนังด้านโล่งมีห้องน้ำในตัวและตู้เสื้อผ้าเหมือนห้องอื่นๆในหอพัก

                แต่เพียงแค่ก้าวเท้าเปล่าเปลือยข้างหนึ่งเข้าไปในห้องผมก็หยุดเสียงดื้อๆ

                ชายหญิงอยู่กันตามลำพังในห้องมันดูไม่ดีเท่าไรนัก ความคิดแบบคนหัวโบราณติดมาจากพ่ออย่างเหนียวแน่นฟุ้งกระจายเต็มหัว แถมผมกับเธอยังเพิ่งรู้จักกันจริงๆแค่วันเดียวด้วยซ้ำ มโนธรรมกับความต้องการมันค้านกันอยู่ที่กึ่งกลาง  

                “เข้ามาสิบี แบบนั้นขวางทางเดินนะ” หล่อนดึงตัวเขาเข้าไปเหมือนดึงตุ๊กตาตัวหนึ่ง แล้วทำสิ่งที่ไม่คาดคิด เธอเปิดประตูกว้างแล้วแนบบานประตูไว้กับผนังด้านนอกห้อง ส่งผลให้คนข้างนอกสามารถมองเข้ามาได้อย่างชัดเจน “เท่านี้ก็คงอุ่นใจแล้วสินะ ในห้องไม่มีอะไรน่าอายหรอก ก็แค่รกไปนิดเท่านั้นเอง”

                “ห้องเรารกกว่าอีก” ผมพูดตะกุกตะกัก เดินเก้กังไปหาชั้นหนังสืออย่างแข็งทื่อเหมือนหุ่นชัก

                เธอมองผมแล้วก็ยิ้มอย่างเป็นกันเองเหมือนครั้งแรกที่พบกัน หน้ารูปไข่สวยสะดุดตากับลักยิ้มทำให้ดูต่างออกไป ต่างจากเด็กสาวคนอื่นที่เคยพบมา แล้วเธอก็เลิกคิ้วก่อนย่อตัวลงไปหยิบการ์ตูนจากชั้นออกมาเล่มหนึ่ง

                “ลองอ่านการ์ตูนไทยบ้างไหม ที่สนุกๆก็มีนะ” เธอยื่นมันให้ผมด้วยรอยยิ้มหวาน เสียงนั้นช่างไพเราะเหมือนนักร้องคนดัง เสียงเพลงเกี่ยวกับความรักดังแว่วในหัวอย่างไม่มีสาเหตุ

                “ขอบคุณ”

                คงเป็นอุบัติเหตุหรืออะไรสักอย่างที่ยากจะรู้ บางทีอาจเป็นที่ความบ้าของตัวผมเอง นิ้วมือที่ยื่นไปรับสัมผัสโดนนิ้วมือของเธออย่างถนัดถนี่ ความนุ่มนวลส่งผ่านนิ้วมือมาไม่กี่วินาทีก็หายไป ผมชักมือออกอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกเขินอายครอบงำจนพูดอะไรไม่ออก ท่าทางฝ่ายนั้นก็เขินเหมือนกันเสียด้วย

                “ขอโทษ” ผมตอบสั้นๆแล้วฉวยหนังสือการ์ตูนมาอย่างเคอะเขิน เธอคนนั้นหันหน้าไปมองปฏิทินตั้งโต๊ะอย่างใส่ใจ แล้วพูดเบาๆว่า

                “ไม่เป็นไร”

                ท่าทางเธอดูฝืนๆบอกไม่ถูกผมจึงหาเรื่องกลับห้องโดยด่วน ดีที่เสียบสายชาร์จโทรศัพท์มือถือเอาไว้ที่ห้องจึงหาเรื่องขอตัวกลับไปดูก่อน หวังว่าเธอคงไม่ได้ยินว่าหัวใจของผมเต้นดังมากขนาดไหน แล้วคืนนั้นเขาก็ฝัน ฝันเห็นตัวผมกับเธอยืนจับมือกันใต้แสงดาว ต่างจ้องตากันด้วยความรู้สึกหลากหลาย...

 

                แล้วผมก็พบกับยามเช้าที่เปียกแฉะ ผมคิดจะกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เนื่องด้วยความที่ขี้เกียจออกไปทานข้างนอกเพราะวันนี้ฝนตกเหมือนฟ้ารั่ว แต่อารมณ์ที่ขุ่นมัวถูกทำให้หยุดพักอย่างสงสัยเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู เธอคนนั้นขึ้นมาเยี่ยมเขาถึงห้อง ในมือถือถุงใส่กล่องโฟมมาด้วย

                “เห็นพี่รปภ.บอกว่าเธอไม่ได้ออกไปหาอะไรกินก็เลยคิดว่าติดฝนออกไปไม่ได้ เราก็ไม่ได้ทำกับข้าวเผื่อ เลยกางร่มออกไปซื้อมาให้”

                เมื่อเทียบกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเหม็นหืนแล้ว อาหารที่ทำเสร็จใหม่ๆช่างเหมือนพระมาโปรดในนรก ผมกล่าวขอบคุณแล้วรับข้าวกล่องมาด้วยความยินดี เป็นอีกครั้งที่มือของเธอมาสัมผัสผิวผมอย่างบังเอิญที่สุด คราวนี้หล่อนโบกมือบอกว่าไม่เป็นไร แล้วก็รีบเดินลงบันไดไปราวกับหนีอะไรสักอย่างอยู่

                ดีจริง นอกจากได้ข้าวฟรีแล้วยังได้จับมือเธออีก น่าเสียดายที่เธอใส่กางเกงอยู่บ้านประจำ คงดีหากได้เห็นเธอในชุดกระโปรงสวยๆบ้าง แล้วความคิดของเขาก็ชะงักอีกครั้งเมื่อบางสิ่งในร่างกายมันส่งเสียงร่ำร้อง เขาถอดปลั๊กกาต้มน้ำร้อนแล้วพับปากห่อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จากนั้นก็เปิดกล่องโฟมลงมือทานอาหารเช้าที่เฝ้ารอหลังจากที่ต้องทนท้องร้องมากกว่าชั่วโมงครึ่ง

                ไม่ทันกินเสร็จงานก็เข้าทั้งที่เป็นวันอาทิตย์ เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือดังแข่งเสียงฝนจากภายนอก เจ้าต้นโทรมาไม่ดูเวลาบ้างเลย

                “แกจำไม่ได้หรือว่าวันนี้เรานัดกันเอาไว้ที่หน้ามหาวิทยาลัย” เจ้าต้นแหวออกมาทางโทรศัพท์ เขาคว้าปฏิทินทันที หมอนั่นพูดถูก ผมเป็นฝ่ายลืมวันนัดเองที่บอกว่าจะไปช่วยซื้อของเข้าคณะ “รีบมาให้ไวเลย ฝนไล่ช้างแค่นี้เดี๋ยวก็หยุดตก”

                ผมพ่นคำหยาบใส่โทรศัพท์เมื่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายวางหูแล้ว สิ่งที่ไม่อยากทำที่สุดคือการออกไปข้างนอกในวันฝนตก ยิ่งเป็นวันอาทิตย์ด้วยก็ยิ่งแล้วใหญ่

                อย่างน้อยก็ไม่ได้มีแค่ผมที่ต้องออกไปข้างนอก เธอคนนั้นก็ออกไปทำธุระด้วยเช่นกัน ได้ยินเธอบอกว่าจะไปใช้อินเตอร์เน็ทที่ร้านในเมืองเพราะคอมพิวเตอร์ของเธออยู่ที่หอพักในมหาวิทยาลัย ผมเสนอให้ไปใช้ที่ห้องแต่เธอปฏิเสธ คงไม่อยากอยู่กับผู้ชายสองต่อสองกระมัง

                บนรถสองแถวคนแน่นแต่ยังพอมีที่ว่างให้เขากับเธอนั่งได้พอดี หากแต่มันพอดีเกินไปจนแทบจะเบียดกันให้รู้แล้วรู้รอด ผมพยายามทำตัวลีบเพื่อให้เธอนั่งให้สบายที่สุด

                แต่เธอไม่เบียดบังที่ส่วนของผมหรือทำตัวลีบบ้าง เธอกุมมือของผมอย่างแผ่วเบา แล้วปลอบว่าไม่ต้องพยายามสร้างที่ว่างให้เธอก็ได้ สัมผัสอ่อนละมุนจากมือของเธอสะกดให้เขาตกอยู่ในภวังค์ กระทั่งผมได้ยินเสียงเรียกชื่อ หล่อนเรียกเขาให้ตื่นเพราะเกือบถึงมหาวิทยาลัยแล้ว

                ผมรีบขอบคุณขณะเร่งควักเงินออกจากกระเป๋าเสื้อ คงต้องเดินย้อนกลับหากเธอไม่ลุกขึ้นกดกริ่งให้อย่างทันท่วงที ผมกล่าวขอบคุณแล้ววิ่งลงจากรถไปด้วยความเร็วราวติดจรวด ทำไมเธอจึงกล้าขนาดนี้นะ เล่นจับมือผมกลางที่ชุมชนแบบนี้...

 

                ตกเย็นผมกลับหอพักด้วยความเหนื่อยอ่อน นึกสงสัยว่าเหตุใดคณะที่มีคนแค่ครึ่งร้อยต่อรุ่นจึงใช้ของมากมายนัก แถมฝนบ้าก็ตกจนถึงแค่ตอนเที่ยง ปล่อยแดดยามบ่ายร้อนจ้าตอนที่พวกผมแบกของทั้งหมดกลับคณะ อากาศร้อนบวกกับความอ่อนเพลียทำให้ไม่มีแรงทำอาหารเย็นกินตามที่เคย ผมเลือกฝากท้องไว้กับร้านตาอ้นที่อร่อยมากแทน

                “ว่างหรือเปล่า ขอใช้คอมพิวเตอร์หน่อยสิ ของพ่อเราใช้อยู่น่ะ”

                ว่าแล้วเธอก็เข้ามาอยู่ในห้องผมเกือบทันที แต่แทนนี่เธอจะสนใจคอมพิวเตอร์เธอกลับมาสนใจผมแทน มืออ่อนนุ่มทั้งสองข้างกุมมือผมไว้หลวมๆ ดวงตาจ้องมองกันเหมือนในฝัน

                เธอยิ้มงดงามเหมือนนางฟ้าแล้วก็พูดขึ้นว่า

                “เรารู้นะว่าเธอชอบเราอยู่ ไม่ต้องแกล้งทำหรอก” เป็นคำพูดที่รวบรัดสมเป็นเด็กสมัยใหม่จริงๆ “น่าแปลกนะที่คนสวยอย่างเธอจะยังไม่มีแฟนน่ะ”

                เดี๋ยวก่อน! สีหน้าของผมเปลี่ยนไปทันควันเหมือนโดนดาบเสียบลงบนหน้าอก เป็นครั้งที่เท่าไรแล้วนะที่มีผู้ชายมาพูดแบบนี้ด้วย คราวนี้เขาไม่คาดว่าจะได้ยินคำนี้อีก แถมยังออกมาจากปากของผู้หญิงอีกด้วย

                “เราเป็นผู้ชายนะ!”

                “เราก็ผู้ชาย! ไม่คิดเลยว่าคนสวยๆอย่างเธอจะเป็นผู้ชายเหมือนกัน!”

                ผมกับเขามองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ ไม่คาดคิดว่าจะพบคนที่หน้าสวยเหมือนผู้หญิงเหมือนตนเองอย่างนี้

                เป็นตอนจบที่พลิกผันสุดคาดเดาจริงๆที่รักครั้งนี้กับผมเป็นผู้ชายหน้าสวย แถมเขายังคิดว่าผมเป็นผู้หญิงเสียอีก ทว่าอีกฝ่ายกลับทำสิ่งที่ไม่คาดคิด นายกานดาดึงร่างปวกเปียกของผมเข้าอ้อมกอดแล้วบรรจงจุมพิตลงบนริมฝีปากที่ไม่เคยมอบให้ผู้หญิงคนใดมาก่อน ผมดันตัวออกจนได้ จะเอ่ยถามสาเหตุก็ทำไม่ได้ด้วยความอายที่อยากแทรกแผ่นดินหนี

                “ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่นา” เขาที่เคยเป็นเธอตอบ แววตาเปลี่ยนจากนางฟ้าเป็นเสือสมิงในทันที “เราสองคนไม่เคยมีผู้หญิงมาสนใจเหมือนกัน ที่สนใจกลับมีแต่ผู้ชาย ไหนๆต้องอยู่กับผู้ชายแล้วก็ขอหน้าตาน่ารักๆเหมือนผู้หญิงก็แล้วกัน หรือว่าเธอไม่เห็นด้วย”

                จริงอย่างที่เขาพูด บางทีผมก็คิดประชดตัวเองด้วยการเป็นแฟนกับผู้ชาย แต่พอนึกภาพผู้ชายด้วยกันมากอดมาจับมือก็แทบอาเจียน  หากเป็นเธอ ไม่สิหากเป็นเขาคนนี้คงต่างออกไป

                เขายิ้ม แล้วผมก็ยิ้มตอบ แม้จะขาดทุนอยู่บ้าง แต่อย่างน้อยก็ได้อยู่กับของสวยๆงามๆล่ะนะ...