เจ้าการะเกด

แดงอรัญ แสงทอง
หนังสือคือแสงจันทร์

บางครั้งบางคราความงามก็คือความเจ็บปวดสะเทือนใจ

เจ้าการะเกด ภาพปกของหนังสือสีโทนร้อนแรงส้มแดงเหลือง หญิงสาวเปลือยอกตรงท้องของเธอคือใบหน้าเสือ เยื้องไปด้านหลังทางขวามือมีชายหนุ่มยืนเอียงข้างแหงนหน้าหันให้ และมีดวงอาทิตย์ส่องแสงจ้าระหว่างเธอกับเขา มุมขวาล่างมีภาพช้างครึ่งตัว เป็นภาพวาดของ วสันต์ สิทธิเขตต์

ชื่อเรื่อง เจ้าการะเกด ตัวอักษรสีฟ้าบนพื้นดำ มีตัวหนังสือสีดำในกรอบขาว ว่า "เรื่องรักแต่เมื่อครั้งบรมสมกัปป์"

เจ้าการะเกด เรื่องรักแต่เมื่อครั้งบรมสมกัปป์ คือการล่มสลายและความงามที่เคียงคู่กัน เขียนโดย แดนอรัญ แสงทอง สำนักพิมพ์ แมวคราว พิมพ์ครั้งแรก เมื่อกันยายน ๒๕๔๖

เป็นที่รู้กันในหมู่นักอ่านว่า แดนอรัญ แสงทอง เขียนหนังสือดียิ่งนัก งานเขียนของแดนอรัญได้เปลือยให้เห็นถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาต้องการจะทำให้เห็นให้รู้สึก กระทั่งคนใจอ่อนอย่างฉันไม่สามารถอ่านต่อไปได้ก็มีเหมือนกัน เป็นเพราะเขาบรรยายเรื่องได้ชนิดที่เรียกว่าข้ามกาลเวลาก็ยังไม่สูญหาย เช่น

"แล้วข้าก็เห็นใบหูข้างหนึ่งร่วงลงมาในท้องเรือ ใบหูของมนุษย์ ที่ส่วนปลายใบหูมีต่างหูพลอยสีแดงแก่ก่ำแวววาวติดอยู่ด้วย ข้าเงยหน้าขึ้นมอง ข้าเห็นแขนอันเรียวงามข้างหนึ่งทอดลงมา เห็นนิ้วอันกลมกลึงเรียวยาวที่อยู่ในสภาพเกร็งและบิดงอ เห็นแหวนทองคำเนื้อเกลี้ยงส่องประกายวาวอยู่ในแสงตะวันรอน เห็นกบลุ่มผมสีดำยาวสยาย เห็นใบหน้าอันขาวซีดและแววตาพรึงเพริดของแม่ดวงบุหลันในสภาพแหงนหงาย และหัวห้อยต่ำลง ริมฝีปากอ้าค้าง"

"ข้ามองดูดงสาหร่ายหางกระรอกที่แกว่งไหวโอนเอนอยู่ในกระแสน้ำราวกับแมกไม้ที่แกว่งไหวโอนเอนอยู่ในกระแสลม ทุกสิ่งทุกอย่างสดใหม่และสะสวย แปลกประหลาด งดงามและชวนพิศวง ดึงดูดใจให้ข้าจ้องมองจนตกห้วงภวังค์ได้ครั้งละนานๆเสมอ ปลาแมลงภู่ลูกอ่อนตัวหนึ่งที่ว่ายน้ำช้าๆ อยู่เบื้องหลังลูกตัวเล็กๆ เล็กกว่าก้านไม้ขีดนับพันตัวของมัน และครั้งพอเรือเคลื่อนเข้าไปใกล้ อ้าปากออกกว้างให้ลูกของมันทั้งหมดเข้าไปซุกหลบอยู่ในปากของมันนั้นเพราะหวาดเกรงอันตรายก็ยังให้ข้าจ้องมองด้วยความประหลาดใจ

"สารภีออกดอกสีขาวมากมายเหลือคณานับ ร่วงเกลื่อนกลาดอยู่บนหลังคากระท่อม หลังคายุ้งฉางและหลังคาคอกวัว และส่วนที่เหลือร่วงหล่นเกลื่อนกลาดบนพื้นดิน ส่งกลิ่นหอมกระจายไปไกล จักจั่นระงม ฝูงผึ้งบินเวียนว่อนหาน้ำหวานไม่รู้หยุดหย่อน

"ผีเสื้อหลากสีบินร่าเริงอยู่ทุกหนทุกแห่ง บางค่ำคืนหลังจากฝนตกหรือในขณะที่ฝนสร่างซาบางเบาจนเหลือแต่อากาศพร่างพรำ ป่าทั้งป่ากลายเป็นสีน้ำเงินพร่างพราวระยิบระยับและสว่างไสวราวกับมีงานนักขัตฤกษ์เพราะแสงหิ่งห้อยนับหมื่นนับแสนตัว แสงของหิ่งห้อยเหลือคณาเยี่ยงนั้นข้าคงไม่มีโอกาสได้เห็นอีกแล้วในชั่วชีวิตนี้ แสงนั้นและการกะพริบพร่างพรายของมันทำให้โลกงดงามกว่าสรวงสวรรค์"

ลีลาการเขียนเหมือนใช้แว่นขยายส่องนี้ ทำให้เนื้อเรื่องเป็นที่ตราตรึงใจ ไม่ว่าจะละลายตาจากหนังสือไป ความคำนึงถึงหนังสือก็ยังคงอยู่ แล้วจะดึงให้ตัวเรากลับมาอ่านอีกครั้งอย่างกระหาย อีอย่างหนึ่งก็คือตัวหนังสือในเรื่อง ไม่ว่าเราจะสุ่มหยิบจับส่วนไหนตอนใดออกมามา เสี้ยวส่วนนั้นจะเป็นที่ชื่นชอบ

โดยเฉพาะการเขียนที่ไร้ย่อหน้า การเขียนหนังสือจำเป็นต้องมีย่อหน้า ไว้เพื่อกำกับ เรียบเรียงจัดลำดับความคิด แดนอรัญ แสงทอง เขียนหนังสือไม่ใช้ย่อหน้าเลย เหมือนกับการร่ายมนตร์ในพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่อนุญาตให้ผู้ใดมาขัดข้าม

เจ้าการะเกด หนังสือที่ไร้ย่อหน้า

ตัวหนังสือทั้งหมดเรียงต่อกันเป็นพืด อย่างสม่ำเสมอ อย่างซื่อสัตย์ อย่างมั่นคงสวยงาม สายตาทอดผ่านตัวหนังสือแต่ละบรรทัดคือการถ่ายถักร่างแห แล้วในที่สุดแหที่ถักด้วยสายตานั้นก็จะครอบคลุมเราไว้ด้วยความชื่นชมหลงใหลในเนื้อเรื่องตลอดเล่มตั้งแต่ต้นจนจบ

เจ้าการะเกด แม้จะโปรยหน้าปกว่าเป็นเรื่องรักครั้งบรมสมกัปป์ ภาพปกสื่อให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องรักของหนุ่มสาว เมื่อได้อ่านแล้วเรื่องรักชนิดอารมณ์หวือหวาเป็นแค่เรื่องรอง รองแบบแนบแน่นช่วยสร้างเสริมแก่นเรื่องให้แข็งแรงไร้ร่องรอยตำหนิ ความรู้สึกฉายชัดเมื่ออ่านจบบอกฉันว่าเจ้าการะเกด ทำให้คิดถึงเรื่องสองเรื่อง คือ

หนึ่ง การล่มสลายของโลกแบบกาลก่อน อย่างไม่หวนคืนกลับ เมื่อมนุษย์คู่แรกออกจากป่ามาเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ความหายนะแบบสังคมเมืองก็คืบคลานเข้ามา แดนอรัญ แสงทอง เปิดเรื่องด้วยภาพของแพรกหนามแดงหลังน้ำท่วมใหญ่ แล้วเขียนย้อนสลับให้รู้เห็นเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในแพรกหนามแดง จากบ้านป่าทึบกลายเป็นท้องทุ่งป่าร้าง และการรุกคืบของทุน หมู่บ้านแห้งแล้ง คนสิ้นหวังเศร้าหมอง มีหลายสิ่งที่เราควรจะมองให้รอบด้าน และเลือกตอบคำถามด้วยความจริง

สอง ในหนังสือเจ้าการะเกด มีข้อความเขียนว่า "แด่ดวงวิญญาณอันแกว่นกล้า ของคุณตาทวด คุณยายทวด และย่า ต้นธารแห่งตำนานมหัศจรรย์อันหลากหลาย" กับอีกข้อความหนึ่งกลางหน้ากระดาษสีเหลืองนวลว่า "ไม่ว่าจะเป็น ณ กาลเวลาใด ชะตากรรมของมนุษย์ก็ยังเป็นความลึกลับเสมอ" ทั้งสองข้อความนี้ตอบสิ่งที่ได้จากการอ่านว่า คือ "เรื่องไสยศาสตร์ความเชื่อ" และ "ชะตากรรม" ความเชื่อทำให้คนมีความสุข ชะตากรรมมักทำให้คนขมขื่นปวดร้าว

ครึ่งเล่มแรกของ เจ้าการะเกด คือเรื่องราวแต่ก่อนเก่าเล่าสลับกับภาพปัจจุบันในแต่ละช่วงเวลา ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในหมู่บ้านแห่งนี้ หมู่บ้านที่เริ่มแรกมีเพียง 20 หลังคาเรือน ป่าไม้สูญสิ้น แหล่งทำกินยากเข็ญ เจ้าของที่ดินเดิมกลายเป็นคนรับจ้าง หลังน้ำท่วม เมื่อเดือนธันวาคม 2510 แพรกหนามแดงดูราวกับจะสูญหายไปจากแผ่นดิน แดนอรัญ แสงทอง บรรยายเริ่มเรื่องว่า

"ค่ำคืนนั้นหนาวเฉียบเยียบเย็นและสงบสงัดและอ้างว้าง เหมือนที่เคยเป็นมาทุกค่ำคืนของต้นฤดูหนาวแห่งแพรกหนามแดง ลมหนาวโบกโบยมาแล้วแต่ยังไม่ได้โหมกระหน่ำรุนแรง เพียงแต่ถะถั่งมาไม่รู้จบสิ้น เรื่อยรินมาสม่ำเสมอ แห้งผากและเงียบเชียบ ส่อเค้าแห่งความทารุณ มีความทมิฬหินชาติและความมุ่งร้ายหมายขวัญแอบแฝงอยู่ในความเยียบเย็นและอาการโบกโบยอันช้าเชือนของมัน"

หาก แพรกหนามแดง เป็นคน คนคนนี้ก็ผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชน แม้จะล่มสลาย เรื่องราวในอดีตก็ยังสามารถเล่าขานให้ฟังได้ คนที่ถูกขังอยู่ในความทรงจำ ทั้งเรื่องรัก เกลียดชัง เคียดแค้น การผจญภัย และความสุขเริงร่า แต่สิ่งที่เจ็บปวดนั้นก็คือทุกสิ่งทุกอย่างได้สูญสลายสิ้นแล้ว จากการทำลายป่าและทุนนิยม

"แกมิได้อยู่เป็นประจักษ์พยานต่อการสูญหายของป่า แกมักพูดเช่นนั้น แต่แกนี่แหละคือประจักษ์พยานคนสุดท้ายที่ยืนยันได้ว่ากาลครั้งหนึ่งทุกหนทุกแห่งรายรอบแพรกหนามแดงคือป่า ว่าครั้งกระนั้นชุมชนของมนุษย์เป็นสิ่งแปลกปลอม ว่าผลงานของมนุษย์ได้แก่เรือกสวนไร่นาคือสิ่งแปลกปลอม"

สิ่งแปลกปลอมชื่อ มนุษย์ ได้ทำให้ทุกสิ่งพังยับ

"แกนึกถึงชะตากรรมของหญิงชายและเด็กๆแห่งแพรกหนามแดง เงาของความเสื่อมถอยทรุดโทรมได้ครอบงำท้องทุ่งแห่งนี้มาเนิ่นนานแล้วและเงานั้นก็ดูจะเพิ่มขนาดและความเข้มข้นมากยิ่งขึ้นทุกๆทีแล้วนับแต่ผืนป่าถูกทำลายไปและดูเหมือนว่าจะมีแต่แกเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ตระหนักได้ถึงสัญญาณแห่งความหายนะนั้น เสียงคำรามอันเงียบใบ้ของความพินาศดังมาจากใต้ดินและมีอำนาจประดุจคลื่นยักษ์"

ครึ่งเล่มหลังเป็นเรืองราวชีวิตของหลวงพ่อเทียน ชีวิตที่ผ่านโชคชะตาโหดร้ายวังเวง สิ่งเร้นลับความหวาดกลัวรุนแรง และบ้าคลั่ง เรื่องมีความสะเทือนใจสูงมาก ชีวิตของลูกชายพรานป่าหลวงพ่อเทียนเกิดในสมัยรัชกาลที่ 5 แม่ถูกเสือฆ่าตายเมื่อเด็กชายควันเทียน อายุเพียง 10 ขวบ ก่อนหน้านั้นพี่สาวชื่อกลิ่นธูปก็ตกน้ำตาย หลังสิบขวบเรื่อยมาพ่อเฒ่าจันทน์ผาก็ฝึกลูกชายให้เป็นพราน

หลังจากหลวงพ่อเทียนบวชและเดินธุดงค์ไปกลับอินเดียนานถึง 15 ปี หลวงพ่อเทียนจึงเล่าเรื่องราวต่างๆที่เคยพบเห็นให้เด็กๆฟัง สังคมแต่ก่อนเก่าทำให้เรื่องเล่าแสนวิเศษดังมนตรา ยามค่ำคืนใต้ครอบโค้งฟ้า ลมพลิ้วใบไม้ แสงเดือนดาวและกองไฟ ผู้ใหญ่เล่า เด็กนั่งหูผึ่งเลื่อนตัวลงนอน ง่วงจนตาปรือก็ไม่อยากหลับใหล

นิทานของหลวงพ่อเทียน ลึกลับ อัศจรรย์ เป็นปริศนาและชวนฝัน เช่น เรื่องโขลงช้างป่าที่ท่านพบขณะนั่งปักกลดระหว่างเดินธุดงค์ เรื่องชีปะขาวอายุ 105 ปี กับยาอายุวัฒนะ เรื่องเพชรนิลจินดาในถ้ำกับพระธุดงค์ที่ยังมีความโลภ เรื่องเสือสมิง มนต์คาถาและการแปลงร่างเป็นคน ทุกเรื่องเด็กๆฟังซ้ำไม่เบื่อในเรื่องเหลือเชื่อเหล่านี้ หลวงพ่อเทียนได้บอกเล่าถึงความเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์ว่า

"ผู้คนแต่ก่อนเชื่อไสยศาสตร์เพราะเขาต้องการความมั่นคงทางจิตใจ เขาเชื่อถือในเครื่องรางของขลังก็เพราะเขาต้องเผชิญหน้ากับอันตรายต่างๆทั้งในยามสงบและยามสงคราม เขาให้ความสำคัญกับพลังทางจิตใจมากเท่าๆกับพลังทางกาย ไม่ใช่เพราะว่าเขาเป็นคนโง่เขลา เขาเพียงแต่มีข้อจำกัดต่างๆนานาและถูกจำขังอยู่ในยุคสมัยของตน"

นอกจากนิทานแล้ว เรื่องธรรมชาติแต่ก่อนที่คนปัจจุบันไม่มีโอกาสได้พบเห็นอีกแล้ว ความอัศจรรย์ของพืชและสัตว์คล้ายอยู่ในโลกเวทมนตร์ เพราะผู้คนปัจจุบันจะนึกภาพไม่ออกจริงๆว่าสัตว์และพืชประหลาดจะมีอยู่จริง

" เออ ข้าเคยจับปลาช่อนใหญ่ตัวหนึ่งได้ด้วย ตัวโตเท่าเสาเรือน เกล็ดอันเท่าเหรียญบาท นัยน์ตาแดงก่ำ เนื้อตัวเต็มไปด้วยตะไคร่สีเขียว เป็นปลาช่อนที่มีหนวดและมีเคราด้วย ทั้งหนวดและเคราเต็มไปด้วยตะไคร่เขียว ปลาผี ! อายุอานามมันสักเท่าไหร่นะนั่น ข้าไม่อยากคิดเลย"

"ตาเฒ่าจันทน์ผาบอกข้าว่าในจอมปลวกขนาดใหญ่อายุหลายร้อยปีนั้นบางครั้งจะมีของสิ่งหนึ่งสีขาว แข็ง รูปทรงกลมๆรีๆผิวเกลี้ยงเกลา ไม่ใช่ดินที่จับตัวกันแข็ง ไม่ใช่หิน และไม่ใช่เหล็ก เรียกกันว่าคดปลวก ถ้าเอาไปให้ผู้ทรงวิทยาคมปลุกเสกลงคาถากำกับก็จะเป็นเครื่องรางอย่างดี นิยมกันว่าขลัง"

"ป่าใหญ่ในแถบถิ่นนี้ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีน้ำกิน น้ำมีอยู่ในเถาวัลย์ เรียกว่าน้ำเถาวัลย์ เรียกว่าเถาวัลย์น้ำ กระหายน้ำไม่มากตัดเถาวัลย์เส้นไม่โตมาก มีน้ำในเถาวัลย์ไหลพลั่งออกมา รสชาติจืดสนิทชุ่มชื่นใจ กระหายน้ำมากก็ตัดเถาวัลย์เส้นโตมาก ดื่มกินได้เต็มอิ่ม ใช้ล้างหน้าล้างตาเนื้อตัวได้ ใช้หุงหาข้าวปลาอาหารได้ เดี๋ยวนี้ข้าไม่เห็นอีกเลยเถาวัลย์น้ำ สูญไปพร้อมกับป่า"

ชะตากรรมของหลวงพ่อเทียนเริ่มจากแม่ดวงบุหลันถูกเสือฆ่าตาย ตาจันทน์ผา แก้แค้นเสือเหมือนคนบ้า ทรมานผูกขาเสือจับตรึงกับหลักลนด้วยไฟ และทิ่มแทงด้วยหนาม เตะถีบ เอารังมดแดงโยนใส่ "แกคอยแต่จะกระทำทารุณกรรมต่อมันครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง เสือตัวสั่นระริกระเร่า แผดร้องโหยหวนและครวญครางและมันก็จ้องมองแกอย่างอาฆาต"

หัวใจอาฆาตแค้น คือหัวใจมืดมน ไร้สุข แต่มนุษย์เราก็ยังพึงใจในอารมณ์เร่าร้อนนั้น

เมื่อเป็นหนุ่มอายุยี่สิบนายควันเทียนแต่งงานกับเจ้าการะเกด เจ้าการะเกดผิวขาวไว้ผมยาวถึงกลางหลัง ตากลมโต จมูกงามได้รูป "เจ้าเป็นคนเงียบขรึมและเวลาไม่ได้ทำงานในไร่นาเจ้ามักเสียบดอกไม้แซมผมหรือทัดหู ...เจ้าเป็นสาวชนบทไร้เดียงสาและเจ้าก็สดสวยอ่อนหวานกว่าดอกไม้ป่าใดๆ ในยามอยู่ลำพังเจ้ามักจะร้องเพลงแผ่วๆ เป็นบทเพลงเก่าแก่และแปลกประหลาด ท่วงทำนองอ่อนหวานและช้าเชือน"

หญิงสาวอ่อนหวาน งดงามดังนางไม้ ดวงดาราแห่งเจ้าดับลับลงเมื่อตั้งท้องได้เพียงห้าเดือน เหตุเริ่มขึ้นจากเสือตัวหนึ่ง เสือตัวที่ฆ่าตาเฒ่าจันทน์ผา มันก็กลับมาไล่ล่าคนที่ยังเหลืออยู่อีกสองชีวิต เสือเป็นตัวแทนของชะตากรรม การแก้แค้น และไสยศาสตร์ เสือเป็นราชาแห่งป่าดงดิบ คนฆ่าเสือ เสือกินคน แต่เรื่องเสือล่าคนเป็นสิ่งที่ชวนให้ขนลุกขนพองอย่างที่สุด

"และข้าก็เห็นรอยตีนเสือติดตามมาด้วย ข้าเย็นยะเยือกถึงไขสันหลัง ขนลุกกรูเกรียวเป็นผดผื่นไปทั่วร่าง ไอ้ผีห่าตัวนั้นติดตามข้ามาตั้งแต่เมื่อคืนโดยที่ข้าไม่รู้ตัว มันคงหิวโหย มันคงโกรธ มันคงอาฆาตข้าบังอาจแย่งเหยื่อจากปากของมัน"

"ข้าได้ยินเสียงเจ้าการะเกดร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดอันสุดทานทน สะอึกสะอื้นปิ่มว่าจะขาดใจด้วยความขมขื่น ข้าจุดตะเกียง ไขแสงสว่างโพลงเต็มที่ บนแคร่ไม้ไผ่เจ้าการะเกดนอนตะแคงหันหลังให้ข้า ท้องอันป่องนูนของเจ้าเบียดยันพื้น กลางหลังของเจ้ามีหอกสามง่ามปักตรึงอยู่ เลือดกำลังไหลออกมาชุ่มเสื้อของเจ้าอย่างน่ากลัว"

เจ้าการะเกดเอย ช่างแสนเศร้า สายลมพัดพาเจ้ามาเพียงประเดี๋ยวเดียว แล้วเจ้ากลับลับลาแสนไกลในก้นบึ้งแห่งชะตากรรม ดังเช่นข้อความในหนังสือที่ว่า "ไม่ว่าจะเป็น ณ กาลเวลาใด ชะตากรรมของมนุษย์ก็ยังเป็นความลึกลับเสมอ"