ช้างสัญลักษณ์คู่บ้านคู่เมือง

ห้องสมุดสกุลไทย

ช้างนับเป็นสัตว์โบราณ ซึ่งมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยใช้มาตั้งแต่โบราณกาล ไม่ว่าเป็นยุคกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ต่อมาจนถึงยุคกรุงศรีอยุธยาและยุครัตนโกสินทร์ ช้างนับเป็นสัตว์ที่มีประโยชน์และถือเป็นสัตว์ชั้นสูงที่มีคุณค่าและมีคุณประโยชน์ต่อชาวไทยอย่างอเนกอนันต์ แต่หลังจากที่ความเจริญเพิ่มขึ้น สัตว์ป่าและป่าถูกทำลายลงอย่างมหาศาล ความสำคัญของช้างและจำนวนลดน้อยลงไปอย่างน่าใจหาย ซึ่งที่จริงแล้ว ช้างนับเป็นสัตว์คู่กับชาติไทยมาอย่างยาวนาน ในบทความนี้จะเสนอให้ทราบถึงความสำคัญของช้างไทยในอดีต จนถึงปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร

ช้างในโลก

ช้างในโลกมี ๒ ตระกูลใหญ่ คือช้างเอเชีย และช้างแอฟริกา โดยช้างเอเชียจะตัวเล็กกว่าช้างแอฟริกา และสามารถนำมาฝึกใช้งานได้ ส่วนช้างแอฟริกามีอุปนิสัยดุร้ายไม่สามารถนำมาฝึกใช้งานได้

นิสัยของช้าง

ช้างเอเชียซึ่งรวมทั้งช้างไทยเป็นสัตว์ฉลาด สุภาพ สะอาด มีความจำดี รักเจ้าของ อดทน จำกลิ่นที่เคยชินได้ สามารถใช้เท้าลองเหยียบเพื่อหยั่งว่าพื้นดินตรงไหนอ่อนทานน้ำหนักตัวไม่ได้ ช้างก็จะหลีกเลี่ยงไม่เหยียบย่ำ ช้างรักลูกของมันมาก ถ้าลูกช้างตายแม่ช้างจะเศร้าโศกเสียใจลึกซึ้ง บางช้างจะร้องไห้น้ำตาไหลและไม่ยอมกินอาหารเป็นเวลานาน ช้างจะดุร้ายเฉพาะตอนที่ตกมัน ซึ่งจะทำให้ความจำของมันเสื่อมจนบางครั้งอาจทำร้ายผู้เลี้ยงได้

ช้างใช้ในการสงครามในอดีต

ในสมัยโบราณช้างเป็นยุทธปัจจัยของกองทัพ เปรียบได้กับรถถังในปัจจุบันที่จะเข้าต่อสู้ประจัญบานกับข้าศึก เพื่อให้ได้ชัยชนะ พระเจ้าแผ่นดินหรือแม่ทัพที่จะต้องทำศึกสงครามในเวลาที่ยังใช้อาวุธสั้นคือ หอก ดาบ และปืนมีใช้เพียงเล็กน้อย เมื่อเวลาเข้ารบกันพระเจ้าแผ่นดินหรือแม่ทัพถืออาวุธคือของ้าวขึ้นช้างคนละเชือกเข้าต่อสู้กัน ช้างต่อช้างจะเข้าชนกัน ถ้าช้างของผู้ใดมีกำลังมากก็ชนช้างของอีกฝ่ายหนึ่ง งัดขึ้นด้วยงาจนแหงนหงายหรือเบนบ่ายไปจนได้ที และพระเจ้าแผ่นดินหรือแม่ทัพก็จะจ้วงฟันคู่ต่อสู้ด้วยของ้าวด้วยกำลังแรง ช้างของฝ่ายใดมีกำลังมากและแม่ทัพมีฝีมือเข้มแข็งก็จะได้ชัยชนะ

การรบบนหลังช้างที่สำคัญที่สุดคือ ยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพระมหาอุปราชาแห่งกรุงหงสาวดี ที่ตำบลหนองสาหร่าย แขวงเมืองสุพรรณบุรี เมื่อ พ.ศ.๒๑๓๕ ในการรบครั้งนั้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงช้างพระที่นั่งเจ้าพระยาไชยานุภาพได้งัดช้างพลายพัทกอ ซึ่งเป็นช้างพระที่นั่งของพระมหาอุปราชาแหงนหงายเสียที สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงจ้วงฟันด้วยพระแสงของ้าวต้องพระอังสาเบื้องขวาของพระมหาอุปราชาขาดตลอดพระอุระ ซบลงทิวงคตกับคอช้าง สมเด็จพระเอกาทศรถเข้าชนช้างด้วยมังจาจะโร ซึ่งเป็นพระพี่เลี้ยงของพระมหาอุปราชา เจ้าพระยาปราบไตรจักร ซึ่งเป็นช้างพระที่นั่งของสมเด็จพระเอกาทศรถมีชัยต่อพลายพัดชะเนียงของมังจาจะโร สมเด็จพระเอกาทศรถทรงจ้วงฟันด้วยพระแสงของ้าวถูกมังจาจะโรตายบนคอช้างเช่นเดียวกัน

ช้างใช้ในพระราชพิธีต่างๆ

เป็นประเพณีแต่เดิมมา ถ้าหากมีช้างเผือกที่สมโภชขึ้นระวางแล้ว ในงานพระราชพิธีที่สำคัญคือ งานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาและงานพระราชพิธีฉัตรมงคล หรือในงานพระราชทานเลี้ยง เพื่อเป็นเกียรติแก่พระราชอาคันตุกะ หรือผู้เป็นประมุขของต่างประเทศที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทแล้ว จะต้องนำช้างเผือกแต่งเครื่องคชาภรณ์ไปยืนที่แท่นเกยช้างด้านตะวันตก ของพระที่นั่งดุสิตาภิรมย์ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อประกอบพระเกียรติยศ สำหรับในรัชกาลปัจจุบันนี้ ได้นำพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ (ช้างเผือกเชือกแรกในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) แต่งเครื่องคชาภรณ์ออกยืนแท่นในพิธีดังกล่าวด้วยทุกครั้ง

พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เป็นช้างสำคัญในตระกูลพรหมพงศ์ จำพวกอัฏฐทิศ ชื่อ กมุท สีกายดังดอกกมุท หรือบัวสายแดง ได้รับพระราชทานนามเต็มว่า "พระเศวตอดุลยเดชพาหนภูมิพลนามนาคบารมี ทุติยเศวตกรีกมุทพรรโณภาส บรมกทลาสนวิศุทธวงศ์ สรรพมงคลลักษณคเชนทรชาต สยามราษฎรสวัสดิประสิทธิ์ รัตนกุญชรนิมิตบุญญาธิการ ปรมินทรบพิตรสารศักดิเลิศฟ้าฯ"

พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เป็นช้างพลายเผือกโท เกิดในป่าเขตจังหวัดกระบี่ เมื่อปี ๒๔๙๔ ถูกคล้องได้ที่ บ้านหนองจูด ตำบลดินอุดม อำเภอลำทับ เมื่อปี ๒๔๙๙ และได้มีพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวางช้างเผือกประจำรัชกาล ณ โรงช้างต้น พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๐๒ เป็นปีที่ ๑๓ ในรัชกาลปัจจุบัน ปัจจุบัน พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ย้ายไปยืนโรง ณ โรงช้างต้น พระราชวังไกลกังวล หัวหิน โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพระราชพิธีสมโภช ณ โรงช้างต้น เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๗

ช้างเพื่อความสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชสาสน์ถึง ประธานาธิบดีเจมส์ บูแคนัน (James Buchanan) แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าจะพระราชทานให้สหรัฐอเมริกา เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป แต่เมื่อพระราชสาสน์ไปถึงสหรัฐอเมริกา เป็นสมัยของ ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) บังเอิญเกิดสงครามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกา จนกระทั่งอีกหนึ่งปีต่อมา ประธานาธิบดีลินคอล์น จึงได้ตอบพระราชสาสน์ว่า อากาศในสหรัฐอเมริกานั้นหนาวเกินไปสำหรับช้าง การที่จะเลี้ยงช้างในสหรัฐอเมริกานั้นภูมิอากาศและสภาพการณ์อื่นๆยังไม่อำนวย และการใช้ช้างเป็นพาหนะในการขนส่งก็ไม่จำเป็น เพราะเครื่องจักรไอน้ำที่ใช้ทางบกและทางน้ำก็เป็นเครื่องมือในการขนส่งที่มีประสิทธิภาพและดีที่สุดสำหรับค้าขายภายในประเทศอยู่แล้ว

ดังนั้น จึงมิได้มีการส่งช้างไทยไปแพร่พันธุ์ในสหรัฐอเมริกาดังที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งพระทัยไว้

อย่างไรก็ตาม ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงใช้ช้างสำริดเป็นของที่ระลึก เพื่อพระราชทานแก่รัฐบาลต่างประเทศ นั่นคือเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสสิงคโปร์เป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๓ ได้พระราชทานช้างหล่อด้วยสำริดในท่ายืน ปลายงวงม้วนเข้าเล็กน้อยให้แก่เจ้าเมืองสิงคโปร์ เพื่อให้เป็นที่ระลึกและเครื่องหมายแห่งมิตรภาพจากประเทศไทย และขอบใจในการรับเสด็จเป็นอย่างดีระหว่างที่ประทับอยู่ในสิงคโปร์เป็นเวลาสัปดาห์เศษ ในปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่หน้าตึกรัฐสภาสิงคโปร์หลังเก่า

หลังจากเสด็จฯไปทรงเยือนสิงคโปร์แล้วได้เสด็จประพาสต่อไปยังเมืองปัตตาเวีย (เมืองจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย) ในขณะนั้นอยู่ในความปกครองของฮอลันดา และได้พระราชทานช้างสำริดเช่นเดียวกันนั้นให้แก่รัฐบาลประเทศนั้นอีกด้วย ในปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่ข้างนอกพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงจาการ์ต้า

นอกจากนั้น ในปัจจุบัน ไทยได้มีการส่งช้างเพื่อสร้างความสัมพันธไมตรี และแสดงออกถึงความร่วมมือกับชาติต่างๆ ดังนี้

๑. ประเทศศรีลังกา เมื่อ ๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๔ ประเทศไทยได้ส่งช้างพระราชทานให้แก่ประเทศศรีลังกา จำนวน ๒ เชือก คือ พลายราชา ปัจจุบันอยู่ที่วัด Kande Vihara และพลายกันดูล่า ปัจจุบันอยู่ที่เมือง Ingiriya

๒. ประเทศเดนมาร์ก เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๕ พระเจ้าเฟรเดอริกที่ ๙ และสมเด็จพระราชินีฮินกริด แห่งราชอาณาจักรเดนมาร์ก ได้เสด็จพระราชดำเนินมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะพระราชอาคันตุกะ และทรงแสดงความสนพระทัยในเรื่องของ "ช้างไทย" เป็นอย่างมาก ก่อนที่จะเสด็จพระราชดำเนินกลับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานช้างไทย ๒ เชือก อายุ ๓ ปี ได้แก่ ช้างเพศเมีย ชื่อ "พังบัวหา" และช้างเพศผู้ชื่อ "พลายเชียงใหม่" ซึ่งนำไปทรงเลี้ยงไว้ยังสวนสัตว์ประจำกรุงโคเปนเฮเก้น เพื่อให้ประชาชนและผู้ที่สนใจได้เข้าชมกระทั่ง พ.ศ.๒๕๔๔ เมื่อครั้งที่สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ ๒ แห่งราชอาณาจักรเดนมาร์กและเจ้าชายเฮนริก พระสวามี ได้เสด็จเยือนประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานช้างอีก ๒ เชือก ได้แก่ "ช้างพลายต้นสัก" และ "ช้างพังกันเกรา" นอกจากนี้ประชาชนจังหวัดสุรินทร์มอบช้างเพื่อเป็นของขวัญให้ชาวเดนมาร์กอีก ๑ เชือก ชื่อว่า "พังสุรินทร์" ขณะนี้ ทางสวนสัตว์ ณ กรุงโคเปนเฮเก้น มีช้างจากเมืองไทยรวมทั้งสิ้น ๕ เชือก ทั้งนี้ ช้างพังบัวหาได้ล้มแล้ว ช้างพลายเชียงใหม่และช้างพังบัวหา ตกลูกทั้งหมด ๑๑ เชือก ล่าสุด มีลูกช้างที่เพิ่งเกิดจากพลายเชียงใหม่ กับพังกันเกรา เมื่อ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานชื่อลูกช้างว่า "พลายเขาสก" ตามชื่ออุทยานแห่งชาติเขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรสวนสัตว์กรุงโคเปนเฮเก้น เมื่อ ๑๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖

๓. ประเทศญี่ปุ่น ตามข้อมูลของสวนสัตว์อุเอะโนะ กรุงโตเกียว พบว่าเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๔๓๑ (ค.ศ.๑๘๘๘) ไทยส่งช้างพลายและช้างพังมาให้แก่พระราชวงศ์ของญี่ปุ่น สำหรับช้างคู่ขวัญในปัจจุบัน คือ พลายอาทิตย์ เกิดเมื่อ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๐ และพังอุทัย เกิดเมื่อ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ ทั้งสองเชือกเป็นช้างลักษณะดี เดินทางไปญี่ปุ่นพร้อมกันโดยเครื่องบิน เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๕ เพื่อเป็นของขวัญสำหรับวันประสูติของพระธิดาไอโกะในมกุฎราชกุมารนารุฮิโตแห่งราชวงศ์ญี่ปุ่น รวมทั้งเพื่อขอบคุณองค์การ The Organization for Industrial, Spirtual and Cultural Advancement-International (OISCA) ของญี่ปุ่นที่ดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการปลูกป่าในจังหวัดสุรินทร์มากว่า ๒๐ ปี

และเมื่อ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๔๘ จังหวัดสุรินทร์ ได้ส่งมอบช้างให้ประเทศญี่ปุ่นเพิ่มอีก ๒ เชือก อยู่ในสวนสัตว์ Miyazaki City Phoenix Zoo จังหวัดมิยาซากิ ตั้งชื่อว่า พลาย Taiyo และ พัง Midori และในปัจจุบัน ยังมีช้างไทยที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่นประมาณ ๑๔ เชือก

๔. ประเทศสวีเดน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้อนุญาตให้ส่งช้างไปประเทศสวีเดน เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๗ จำนวน ๒ เชือก ปัจจุบันอยู่ที่สวนสัตว์ Kolmarden

๕. ประเทศออสเตรเลีย การส่งช้างไทยไปยังสวนสัตว์ Taronga เป็นส่วนหนึ่งภายใต้โครงการแลกเปลี่ยนสัตว์ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลออสเตรเลีย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ และร่วมมือกันในการอนุรักษ์สายพันธุ์ช้างในภูมิภาคเอเชีย เกิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๔๙ โดยมีช้างจากเมืองไทย ๘ เชือก โดยช้าง ๕ เชือก อยู่ที่สวนสัตว์ Taronga นครซิดนี่ย์ ส่วนอีก ๓ เชือก อยู่ที่สวนสัตว์เมืองเมลเบิร์น

และในวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๒ "พังทองดี" ได้ตกลูกเป็นลูกช้างเพศผู้ และได้สร้างความตื่นเต้นให้กับสวนสัตว์และชาวออสเตรเลียเป็นอย่างมาก เพราะถือเป็นช้างเอเชียเชือกแรกที่ถือกำเนิดในออสเตรเลีย ซึ่งประชาชนได้ร่วมกันตั้งชื่อว่า "ลูกชาย"

ชั้นและชื่อพระยาช้าง

ชั้นของช้างเผือกมี ๓ ชั้น คือ ช้างเผือกเอก ช้างเผือกโท และช้างเผือกตรี โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเป็นผู้กำหนดชั้นของช้างเผือกแต่ละเชือกว่าอยู่ในชั้นใด

ช้างเผือกตามตำราคชลักษณ์ แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท และมีลักษณะอันเป็นมงคล ๗ ประการ คือ มีตาขาว เพดานขาว เล็บขาว ผิวหนังสีขาวหรือสีหม้อใหม่ ขนขาว ขนหางยาวและอัณฑโกศ สีขาวหรือสีหม้อใหม่ ดังนี้

ช้างเผือกเอก เรียกว่า สารเศวตร หรือสารเศวตพรรณ เป็นช้างเผือกที่มีลักษณะถูกต้องสมบูรณ์ตามตำราคชลักษณ์และมีลักษณะพิเศษ คือ ร่างใหญ่ ผิวขาวบริสุทธิ์ สีดุจสีสังข์ เป็นช้างมงคลคู่บ้านคู่เมือง

ช้างเผือกโท เรียกว่า ปทุมหัตถี มีผิวสีชมพูดูคล้ายสีกลีบดอกบัวแดงแห้ง เป็นช้างมงคลเหมาะแก่การศึก

ช้างเผือกตรี เรียกว่า เศวตรคชลักษณ์ มีสีดุจใบตองอ่อนตากแห้ง เป็นช้างมงคล

หากมีการพบช้างสำคัญ ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันมาแต่โบราณ ที่จะไม่กล่าวว่าช้างนั้นเป็นช้างเผือกและเป็นชั้นเอก โท หรือตรี แก่ผู้ใดจนกว่าจะได้กราบบังคมทูลให้ทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทเสียก่อน และจะเรียกว่า ช้างสำคัญ ไปจนกว่าจะได้รับการขึ้นระวางและรับพระราชทานอ้อยแดง จารึกนามแล้ว จึงเรียกว่า "ช้างเผือก"

นอกจากนี้ชื่อพระยาช้างจะมีชื่อเป็นพระ พระยา เจ้าพระยา เหมือนข้าราชการในสมัยก่อน เช่น พระวิสูตรรัตนกิริณี พระยาเศวตไอยรา เจ้าพระยาปราบไตรจักร เป็นต้น ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกำหนดให้ใช้คำว่า "พระเศวต" นำชื่อช้าง และลงท้ายด้วยคำว่า "เลิศฟ้า"

ช้างเผือกซึ่งเป็นราชพาหนะคู่บารมีพระมหากษัตริย์นั้นมีฐานะเทียบเท่าเจ้านายชั้นเจ้าฟ้าดังจะเห็นได้จากพระกรรภิรมย์ ซึ่งเป็นฉัตร ๕ ชั้น ใช้กางในขบวนแห่ช้างนำเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระราชพิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นต้น นอกจากนี้จะเห็นได้จากที่มีฉันท์ดุษฎีสังเวยและขับไม้สมโภชนั้นถือว่าเป็นของสูง จะมีได้เฉพาะงานพระราชพิธีสำคัญๆเพียง ๓ งานเท่านั้น

จากความสำคัญและความสัมพันธ์ของช้างที่มีต่อประชาชนชาวไทยและแผ่นดินเป็นเวลานาน เมื่อ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๔ คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบการกำหนดสัญลักษณ์ประจำชาติไทย ๓ อย่าง คือ ช้างไทย ศาลาไทย และดอกราชพฤกษ์ สำหรับภาพสัญลักษณ์สัตว์ประจำชาติ "ช้างไทย" ทางกรมศิลปากรได้เป็นผู้ออกแบบ โดยมีข้อกำหนดว่า เป็นช้างเผือก ขาก้าวเดินมองดูสง่า มีงาใหญ่แข็งแรง มีลักษณะอวัยวะที่เป็นมงคล ๗ ประการ คือ ๑. ตาสีขาว ๒. เพดานในปากขาว ๓. เล็บสีขาว ๔. ขนสีขาว ๕. พื้นหนังสีขาว หรือสีชมพูแดงคล้ายสีหม้อใหม่ ๖. ขนหางยาว ๗. อัณฑโกศขาว หรือสีคล้ายหม้อใหม่ ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบภาพเอกลักษณ์ประจำชาติไทย  เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๗ (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๘ ตอนที่ ๙๙ง ลงวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๔๔)

ช้างนับเป็นสัตว์ที่สำคัญและคู่บ้านคู่เมือง มีความผูกพันเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ประเพณีไทย และคู่บุญบารมีของพระมหากษัตริย์มายาวนาน อีกทั้งช้างไทยเป็นที่รู้จักแพร่หลายในสังคมโลก ดังนั้น เพื่อกระตุ้นสังคมไทยให้ระลึกถึงช้าง จึงได้กำหนดให้วันที่ ๑๓ มีนาคม ของทุกปีเป็นวันช้างไทย เราจึงควรตระหนักและดูแลช้างมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ช้างถูกจับ และถูกล่าเพื่อนำมาใช้เป็นการพาณิชย์เป็นจำนวนมากจนแทบจะหมดไป ควรที่พวกเราทุกคนได้ปรับทัศนคติให้หวงแหนช้างมากยิ่งขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานราชการที่มีหน้าที่ในการดูแลช้าง เช่น กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควรจะเข้ามากำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ช้างดำรงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป

อ้างอิง

๑. ช้างไทย, สุทธิลักษณ์ อำพันวงศ์. สำนักพิมพ์มติชน ; กันยายน ๒๕๓๗

๒. http://www.lib.ru.ac.th/journal/elephant-thaihistory.html ; มิถุนายน ๒๕๕๕

๓. http://www.livetogether.org/ ช้างกับประเทศไทย.html ;  มิถุนายน ๒๕๕๕

๔. http://www.reurnthai.com/index.php?topic=2662.0

๕. http://chor-chang.exteen.com