คางสองชั้น เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ของหนุ่มสาวเจ้าเนื้อ ที่ทำให้กรอบหน้าหายไป ใบหน้าดูใหญ่ ไม่ได้รูป วิธีแก้ปัญหาที่ได้ผลดี และเห็นผลหลังทำเพียงครั้งเดียว คือการดูดไขมัน โดยใช้เทคโนโลยีแบบใหม่ ที่เรียก Face Tite พูดถึงการดูดไขมัน หลายคนอาจคิดว่าน่ากลัว เจ็บ และมีแผลขนาดใหญ่ แต่การแพทย์สมัยใหม่ ได้พัฒนาให้การดูดไขมันไม่น่ากลัวอีกต่อไป แผลมีขนาดเล็กมาก เล็กกว่าปากกา จึงทำให้มีผลข้างเคียงน้อย และแทบไม่ต้องพักฟื้นเลย

หลักการทำงาน ของเครื่อง FaceTite หรือ RF assisted liposuction

Face Tite พัฒนามาจากเทคนิคการดูดไขมัน พร้อมยกกระชับ แบบ Body Tite ซึ่งเป็นเทคโนโลยีคลื่นความถี่วิทยุ (Radio Frequency : RF) มาผนวกร่วมขณะดูดไขมัน ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เพียงแต่เพิ่มประสิทธิภาพการดูดไขมัน แต่ยังช่วยทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นเรียบตึงกระชับ ที่เป็นเช่นนี้เพราะ Face Tite ใช้พลังงาน RF ความถี่สูงแบบเดียวกับเทอร์มาจที่เราใช้ในการยกกระชับหน้า Face Tite สามารถยกกระชับผิวหนังในส่วนของใต้ตา ใบหน้า ลำคอ ในบริเวณชั้นไขมันส่วนที่บางและอยู่ในชั้นตื้นๆ การผนวกร่วมกับพลังงาน RF นี้ จะทำให้เกิดความร้อนไปช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวหนัง ทำให้ผิวหน้าตึงกระชับ มีความยืดหยุ่นยืด ลดริ้วรอยเหี่ยวย่นในบริเวณต่างๆ ทั้งริ้วรอยที่ลึกและที่ตื้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริเวณที่มักทำการรักษา ได้แก่ Lower eyelid (ถุงใต้ตา) Cheeks (แก้ม) Nasolabial folds (ร่องแก้ม) Upper lip (ริมฝีปากบน) Jaw line (ขากรรไกร) Forehead (หน้าผาก) ในรายที่คอมีไขมัน หรือคางสองชั้น ก็สามารถทำการรักษาบริเวณนั้นได้ หรือบริเวณส่วนของร่างกายที่เป็นพื้นที่เล็กๆ ที่มีการหย่อนคล้อยที่ต้องการยกกระชับ ก็สามารถทำได้เช่นกัน อาทิ บริเวณเหนือสะดือ ต้นขาด้านใน ท้องแขน เป็นต้น

การรักษาด้วย Face Tite ผู้รับการรักษาสามารถเห็นผลการรักษาได้ชัดเจน ไม่ต้องทำการผ่าตัด ไม่มีบาดแผลขนาดใหญ่ เป็นเครื่องมือเดียวในการดูดไขมันที่สามารถฟื้นฟูคอลลาเจน ทำให้ผิวมีโครงสร้างที่แข็งแรงขึ้น อีกทั้งยังลดโอกาสที่ไขมันจะกลับมาสะสมใหม่ได้ดีกว่าการดูดไขมันแบบที่ผ่านมา

วิธีการ จำนวนครั้งในการรักษา ใช้เวลาในการทำประมาณ 1 ชั่วโมง สามารถเห็นผลได้ชัดเจนหลังการรักษาทันทีตั้งแต่ครั้งแรก และไม่ต้องมาทำซ้ำอีก

ผลลัพธ์ที่ได้ สามารถจัดการกับปัญหาไขมันสะสมที่คาง ที่ทำให้เกิดคางสองชั้น แก้ปัญหาความหย่อนคล้อยของใบหน้า ใต้ตา และในทุกส่วนของร่างกายที่เมื่อดูดไขมันแล้วเกิดอาการห้อยย้อยของผิว เช่น บริเวณหน้าท้อง บริเวณใต้ท้องแขน ขาด้านใน ซึ่งในอดีตไม่มีวิธีกำจัดไขมันและทำให้ผิวกลับมากระชับได้ในครั้งเดียว ขณะที่กำลังสลายไขมันก็จะได้ผลของการกระชับผิวหนังไปพร้อมๆกัน รวมถึงขจัด Cellulite ออกไปด้วย นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือเดียวในการดูดไขมัน ที่สามารถฟื้นฟูคอลลาเจน ทำให้ผิวมีโครงสร้างที่แข็งแรงขึ้น ทำให้โอกาสที่ไขมันจะกลับมาสะสมใหม่ยากกว่าการดูดไขมันแบบเดิม แก้ปัญหาคนที่มีไขมันส่วนเกินบริเวณคาง และบริเวณต่างๆได้เป็นอย่างดี

ข้อดี - ข้อเสีย

เทคโนโลยีนี้เป็นนวัตกรรมที่คิดค้นพัฒนามาจากการดูดไขมันแบบเก่า แก้ปัญหา และข้อบกพร่องที่เกิดจากการดูดไขมันแบบเดิมที่เสียเลือดมาก ใช้ระยะเวลานาน มีแผลเปิดใหญ่ ทำให้เกิดความบอบช้ำ และความเสี่ยงต่างๆ อีกทั้งเกิดความหย่อนคล้อยในบริเวณที่ดูดไขมัน การพัฒนาแบบใหม่นี้จะเห็นผลชัดเจน โดยเฉพาะ หลักการในการใช้ พลังงาน RF Assisted Liposuction ทำให้หลังจากกำจัดไขมันออกไป ผิวจะกระชับ เรียบตึงไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่ชัดเจน นอกจากนี้ยังสามารถฟื้นฟูคอลลาเจน ทำให้ผิวมีโครงสร้างที่แข็งแรงขึ้น โอกาสที่ไขมันจะกลับมาสะสมใหม่ยากกว่าการดูดไขมันแบบเดิม ส่วนข้อเสียคือมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงในการทำ (ราคาขึ้นอยู่กับพื้นที่บริเวณที่ทำ) แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการดูดไขมันแบบเดิมหนึ่งครั้ง บวกกับการกระชับผิวอีกหนึ่งครั้ง ราคาการทำ Face Tite ถูกกว่า และเสียเวลาน้อยกว่า

Expert Says : พญ.นันทภัทร์ สุภาพรรณชาติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเลเซอร์ผิวหนังและศัลยศาสตร์ผิวพรรณจากสหรัฐอเมริกา ผู้ก่อตั้ง Apex Profound Beauty

Face Tite เป็นเทคโนโลยีการดูดไขมัน ที่เปลี่ยนความรู้สึกเดิมๆของการดูดไขมันไปอย่างสิ้นเชิง ก็คือ เจ็บน้อย ไม่ช้ำ ใช้เวลาในการทำเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น ขณะที่กำลังสลายไขมันก็จะได้ผลของการกระชับผิวหนังไปพร้อมๆกัน ช่วยแก้ปัญหาได้ดีสำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมบริเวณคาง ความหย่อนคล้อยของใบหน้า รวมถึงขจัด Cellulite ออกไปด้วย นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือเดียวในการดูดไขมันที่สามารถฟื้นฟูคอลลาเจน ทำให้ผิวมีโครงสร้างที่แข็งแรงขึ้น ทำให้โอกาสที่ไขมันจะกลับมาสะสมใหม่ยากกว่าการดูดไขมันแบบเดิม สามารถปรับความลึกตื้นและรักษาระนาบในการสลายไขมันได้หลายระดับแล้วแต่ความหนาของชั้นไขมันและ Cellulite ในแต่ละบุคคล ทำให้แพทย์สามารถคาดเดาผลที่จะเกิดดีขึ้นกว่าการดูดไขมันแบบเดิมๆมาก ยิ่งถ้าได้แพทย์ที่มีประสบการณ์และความชำนาญเข้าใจโครงสร้างของชั้นผิวหนังเป็นอย่างดี จะทำให้ผลลัพธ์ที่ได้น่าพึงพอใจมากยิ่งขึ้นอีก