สุดท้ายปลายฝัน

ตอนที่ 8 เมืองใหญ่ที่ไม่คุ้นเคย...เฉียดเข้าใกล้เป็นหลง...หลงทางนะ...มิใช่หลงใหล
เที่ยวต่างแดน

อย่างที่บอกแล้วในตอนต้นว่า การขับรถเที่ยว New Zealand เราเน้นการขับรถเที่ยวเมืองเล็ก หรือเมืองชนบท ที่เราสามารถไปได้ค่อนข้างราบรื่น แต่ เข้าเมืองใหญ่ทีไร...หลงทางทุกที

Auckland : เป็นเมืองแรกที่เรามาถึงในวันแรก กว่าจะรับรถเสร็จปาเข้าไปเกือบ 20.00น. ตอนที่เราออกจากบริษัทเช่ารถ Apex ท้องฟ้าเหนือ Auckland มืดไปหมดแล้ว...งงแล้วคุณขา...ไปซ้ายหรือขวาดี ดูแผนที่แล้วตัดสินใจมุ่งแดนเหนือ แต่ก่อนอื่นเราต้องหา State Highways สาย 1 ให้ได้ก่อน แล้วเจ้าบริษัทเช่ารถ Apex มันอยู่ตรงส่วนไหนของ Auckland หนอนี่!!!?? จำได้อย่างเดียวว่าอยู่ไม่ไกลสนามบินมากนัก เราจึงเอาสนามบินเป็นตัวตั้งแล้วดูสิว่าถนนจากแถวสนามบินมันจะไปเชื่อมกับ State Highways สาย 1อย่างไร สนามบิน Auckland อยู่ห่างจาก ตัวเมืองหรือ Auckland City 21กิโลเมตร ความจริงตอนรอรถที่สนามบิน เราหยิบแผ่นพับจาก I-Site มาเยอะ แต่เรากำลังสับสนกับของจริงที่เจอ ไม่ใช่เนื้อหาในหนังสือหรือเรื่องราวที่เราอ่านมาหรือแผนที่ที่เคยดูจนเหมือนหลับตาเห็นภาพว่าจาก Auckland เราใช้ State High ways สาย 1เดินทางต่อไปแดนเหนือ เราไม่คิดว่า Auckland จะใหญ่โตสับสนอย่างนี้

เรามะงุมมะงาหราจนมาถึง Auckland City ป้ายใหญ่บอกให้รู้ว่า ต่อจากนี้เราจะเลือกไปทางใด มีทั้ง Northern Auckland, Southern Auckland, Western Auckland, Eastern Auckland เรายึดทางเหนือไว้ก่อน แผนแรกที่เราวางไว้ คือค้างที่ Auckland หนึ่งคืน เช้าเที่ยวในตัวเมือง นั่งรถ Explorer ชมเมือง ไปชม Mount Eden ปล่องภูเขาไฟที่ดับแล้ว แล้วลงใต้ไปเที่ยว Rotorua แต่ก่อนเดินทาง 1 สัปดาห์เราปรับแผนใหม่ ขึ้นเหนือเที่ยวไปจนเหนือสุดของเกาะเหนือก่อน ฉะนั้นแผนใหม่ของเราคือ ในวันแรกจะพักนอกเมือง Auckland เพื่อจะได้เดินทางต่อทันทีในตอนเช้า แต่...เราขับรถหลงอยู่ใน Auckland City กว่าชั่วโมง ที่นี่เหมือนเมืองใหญ่ทั่วไป ใครว่า New Zealand รถน้อย คนน้อย เราเถียงหัวชนฝาเลย เมือง Auckland น่าชังเหมือนเมืองใหญ่อื่นๆ รถติด ผู้คนขวักไขว่ เราขับรถวนไปวนมาอยู่ในเมือง จนถอดใจคิดจะหาที่พักในเมืองสำหรับคืนนี้ แต่หาที่พักแบบ Motel ไม่ได้ มีแต่โรงแรมและ Apartment ที่ราคาค่อนข้างสูง จอดรถไม่สะดวก จนเห็นป้าย "Whankaei" เหมือนพระเจ้ามาโปรด เพราะพรุ่งนี้เรามีแผนไป Whankaei เราจึงยึดป้าย Whankaei ไปเรื่อยๆ จนได้ที่พักคืนแรกที่เมือง Orewa

อีกครั้งกับ Auckland ตอนกลับจากเที่ยวแดนเหนือที่เราต้องย้อนกลับมาที่ Auckland อีกครั้งเพื่อเดินทางลงใต้ไปเกาะใต้ ครั้งนี้เรามาถึงชานเมือง Auckland ช่วงเย็นประมาณห้าโมง แต่ท้องฟ้ามืดครึ้มฝนตกตลอดทาง เอาละสิ...ข้างหน้ามีทางเลือกอีกแล้ว...จะใช้เส้นทางธรรมดาที่ต้องฝ่าฟันสภาพจราจรของเมืองใหญ่ในเวลาเลิกงาน ฝนก็ตกเอาไงดี? หรือจะใช้ "Northern Gateway Toll Road" ซึ่งเป็นทางด่วนเชื่อมระหว่าง Southern Auckland และ Northern Auckland เราเคยอ่านเจอเกี่ยวกับทางหลวงสายนี้ว่าเป็นเส้นทางสายเดียวใน New Zealand ที่ต้องเสียค่าผ่านทาง มีป้ายเตือนก่อนเข้าทางด่วน ให้เตรียมเหรียญ เป็นเงินเหรียญจริงๆ เพราะเขาใช้คำว่า coin เป็นเงิน 2.20 NZd. สำหรับจ่ายค่าทาง หรือคุณจะไปจ่ายทาง Internet ภายใน 5 วันหลังจากนี้ก็ได้ เรากำเงินเหรียญ 2.20 NZd. ไว้มั่น ตาเล็งหาด่านหรือตู้หยอดเหรียญ เพราะในหนังสือคุณเพชรบอกว่าไม่มีเจ้าหน้าที่เก็บเงินเหมือนบ้านเรานะมีเพียงตู้สำหรับหยอดเหรียญ อันที่จริงเรื่องค่าผ่านทาง "Northern Gateway Toll Road" นี้ Apex ได้แจ้งในเอกสารเช่ารถ แต่เราไม่ได้อ่านรายละเอียดเอง (เก็บเอกสารใส่ซองลงกระเป๋าใหญ่ ค่อยเอาออกมาอ่านเวลามีปัญหา เก็บติดตัวไว้เฉพาะตั๋วเรือ)

เราขับรถในอัตราความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงตามป้ายจำกัดความเร็ว ไม่เห็นรถคันไหนชะลอรถเพื่อเตรียมหยอดเหรียญกันเลย ทุกคันแล่นห้อเต็มที่ เราเร่งความเร็วตาม มิฉะนั้นโดนชนท้ายแน่ ทัศนวิสัยมืดมัวไปหมด ทั้งสภาพอากาศ เมฆฝน สายฝน เราไม่เห็นจุดจ่ายเงินจนรถวิ่งออกทางโล่ง ทำใจ...โดนค่าปรับแน่...แพงเสียด้วย แต่คิดปลอบใจตัวเอง ถือว่าเป็นเงินที่จ่ายเป็นค่าลดความเครียดที่ต้องผจญสภาพการจราจรใน Auckland แล้วกัน แต่อดหวังเล็กๆว่า หรือมีด่านเก็บเงินปลายทางเหมือน Motor Way ของเรา "Northern Gateway Toll Road" นี้คุ้มค่าจริงๆนำเราข้าม Auckland ออกนอกเมือง และมีทางด่วน Motor Way เชื่อมต่อลงใต้สู่เมือง Hanmilton แต่ไม่ไหวตั้งอีก 100 กิโลเมตรกว่า เราเลยเบนรถออกจากทางด่วน Motor Way เข้าเมือง Papakura เพื่อนอนพักในคืนนี้ ที่ Monument Motor Lodge ชาวเกาหลีเจ้าของช่วยเราจ่ายเงินค่าทางด่วนทาง Internet

ไชโย!!! ไม่ต้องเสียค่าปรับแล้ว เราได้เงินค่าปรับที่คิดว่าต้องเสียคืนมาแล้ว ขอบคุณชาวเกาหลีผู้อารี...เอเชีย...จงเจริญ

Wellington : เป็นอีกเมืองที่เราต้องสัมผัสอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากเยี่ยมชมภูเขาไฟ Mount Taranaki หรือ Mount Egmont ที่มีลักษณะคล้ายภูเขาไฟฟูจิยาม่าของญี่ปุ่นซึ่งใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง The Last Samurai ที่อุทยานแห่งชาติ Tongariro อย่างอิ่มเอิบใจ เนื่องจากวันนี้เธอไม่เอียงอายหลบหลังเมฆหมอก อวดโฉมให้เราชมอย่างเต็มที่

เราใช้ State Highways สาย 4 ยาวไปเมือง Wanganui ตอนแรกมีแผนค้างที่ Wanganui หรือ Palmerston North แต่เมื่อไปถึงเมือง Wanganui ยังมีเวลา จึงขับรถต่อไป Palmerston North คาดว่าจะถึงไม่เกินหกโมงเย็น และเป็นความเข้าใจผิดของเราเองที่เลือกมา Palmerston North เราตั้งใจไว้ว่าทริปนี้ก่อนอำลาเกาะเหนือข้ามไปเกาะใต้ เราต้องไปพักที่ Moana Lodge ที่พักแบบ BBH ที่ชาว B.P. แนะนำ แล้วเราเข้าใจผิดเองว่า Moana Lodge อยู่ที่เมือง Palmerston North ทั้งที่ Moana Lodge อยู่ที่เมือง Plimmerton เรามาหน้าแตกสมบูรณ์แบบ ตอนเข้าไปถามทางไป Moana Lodge ที่ I-Site เมือง Palmerston North จึงทราบว่า Moana Lodge อยู่ที่เมือง Plimmerton ใกล้ Wellington ห่างไปอีกเกือบ 200 กิโลเมตร

เราตระเวนดูที่พักใน Palmerston North แต่ไม่ถูกใจ จึงเดินทางต่อไป Wellington เพราะตอนนั้น เพิ่งหกโมงกว่า เราคิดว่าจะหาที่พักในเส้นทางที่จะไป Wellington สำหรับคืนนี้ก่อน แล้วค่อยไปพักที่ Moana Lodge ในวันพรุ่งนี้ แต่...เราคาดการณ์ผิด อากาศที่ปลอดโปร่งแจ่มใสทั้งวันของวันนี้ พอตกค่ำระหว่างเส้นทางรองที่ขับรถออกจาก Palmerston North เพื่อหาทางเชื่อมกับ State Highway สาย 1 ไป Wellington เราเจอทั้งฝนและหมอกหนาทึบ เปิดไฟสูงยังแทบมองไม่เห็นทาง กระจกรถเป็นฝ้าหนา เป็นความยากลำบากที่สุดของการขับรถในทริปนี้ทีเดียว ถนนมืดมากไม่มีแสงไฟข้างทางเลย เราไม่เจอเมืองเลยในระยะหลายสิบกิโลเมตร มีเพียงชุมชนเล็กมากมีบ้านไม่กี่หลัง โชคดีที่เราเติมน้ำมันเต็มถังตอนออกจาก Palmerston North

ในที่สุดเราคลำทางมาจนถึง State Highway สาย 1 ขับผ่านเมือง Foxton , Levin , Upper Hut เราฝ่าความมืดและอากาศที่หนาวเย็นเยียบลงทุกขณะไปจนถึง Moana Lodge ราวสี่ทุ่ม ที่นั่นปิดไฟเงียบ เราทั้งเหนื่อยและหิว จึงขับรถย้อนกลับมาที่ State Highway สาย 1 อีกครั้ง คืนนี้เราต้องหาที่พักให้ได้ก่อน เราผ่านเมือง Porirua ,Tawa ก่อนเข้า Wellington ที่ยังคงมีแสงไฟสว่างไสว แต่เรากลัวเมืองใหญ่ ตามเส้นทางที่ผ่าน Motel ขึ้นป้าย No Vacancy ไม่ก็ปิดไฟเงียบ เลยเวลาทำการมาแล้ว Motel ที่นี่ส่วนใหญ่เปิดถึง 21.30 น. เท่านั้น เราขับรถหลงบริเวณชานเมืองใหญ่ Wellington จนมีสาวเมารีอนุเคราะห์ขับนำเรามาส่งที่ State Highway สาย 1 เราจึงย้อนมาหาที่พักที่เราเห็นคำว่า Vacancy ที่เมืองPaekarki ใกล้เมือง Plimmerton ท่ามกลางความหนาวเหน็บของเวลาเกือบเที่ยงคืน หลังจากนั้นอีกสองวัน เราไปที่ Wellington อีกครั้งเพื่อลงเรือเฟอร์รี่ ประสบการณ์ของเราสำหรับ Wellington จึงมีเพียงแค่นี้

Dunedine : เป็นใหญ่อีกเมืองของเกาะใต้ที่เราบรรจุไว้ในโปรแกรม เราอยากเห็นเมืองที่ได้ฉายาว่าเป็น "Edinburgแห่งแดนใต้" อยากเห็นอาคารเก่าแบบ Victorian & Edwardian Building ไม่ว่าอาคารสถานีรถไฟ มหาวิทยาลัยแห่ง Otago มหาวิหาร St. Pual อยากไปพิสูจน์ความชันของถนนที่ได้ชื่อว่าชันที่สุดในโลกที่ถนน Balwin แต่พอเลี้ยวรถเข้าเขตเมือง เอาละสิ...ทำไมวุ่นวายหนอ!! รถราเยอะ ที่จอดรถหายาก แค่หาที่จอดรถดูแผนที่ยังไม่มีเลย ต้องหาที่จอดรถแบบหยอดเหรียญ เราขับรถวนไปมาสองรอบเพื่อหาทางไปชมปราสาท Lanach เห็นแล้ว ไม่ไหว ก่อนจะเครียดกว่านี้ บายดีกว่า เราอำลา Dunedine ไปในยามบ่าย ทั้งที่เรามีเวลาที่นี่อีกหลายชั่วโมงก่อนค่ำ และเดิมเรามีแผนค้างที่นี่ด้วย ลาก่อน...Dunedine

Queenstown : เมืองที่ไม่มาไม่ได้อีกเมืองหนึ่งของเกาะใต้และของ New Zealand เมือง Queenstown ได้รับฉายาว่า "เมืองหลวงแห่งการผจญภัยของโลก" อยู่ริมฝั่งตะวันออกของทะเลสาบ Wakatipu มีกิจกรรมโลดโผนต่างๆ ทั้ง การเที่ยวสวนสนุก การนั่งเรือกลไฟโบราณย้อนยุค ความเสียวสนุกกับการนั่งเรือJet Boat ขึ้นกระเช้า Gondola เล่นรถ Luge โดด Bungy Jump

เราใช้เวลาเดินทางจาก Milford Sound มาถึง Queenstown ตอนย่ำค่ำ แสงไฟบนยอด Bob's Peak สว่างไสว เราใช้ถนนเลียบทะเลสาบ Wakatipu เพื่อหาที่พักในคืนนี้ แวะถามราคา 2-3 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นที่พักบนไหล่ถนนที่สูงชัน เราขับไปจนถึงกลางเมืองในจุดที่เป็น City Center เมือง Queenstown เป็นท่องเที่ยวก็จริง แต่สภาพยังเป็นเมืองเล็กในสายตาของเรา กลางเมืองมีวงเวียนหลายแห่งทำเป็นวงกลมซีเมนต์ขนาดเส้นผ่าศูนย์ไม่น่าถึง 1 เมตร ให้รถวิ่งวนรอบวงเวียน คนไม่คุ้นเส้นทางอาจวิ่งทับไปบนวงเวียนสักวันเป็นแน่ เราคิด ถนนในเมืองเป็นช่วงสั้นๆ Shopping Mall ไม่ใหญ่ มีนักท่องเที่ยวประปราย ที่พักมีทั้ง Hotel , Motel , Apartment , Lodge , BBH ,YHA ตั้งเรียงรายบนไหล่เขา และริมฝั่งทะเลสาบ Wakatipu เราเลือกที่พักตั้งบนเนินเขาริมถนนสายหลัก คือถนน Frankton ชื่อ Colonial Village Motel เจ้าของเป็นคนเกาหลี Motel มีสภาพค่อนข้างเก่า เป็นเรือนไม้เรียงรายบนเนินเขา ราคาคืนละ 90 NZd. แต่ราคาช่วง High Season จะพุ่งสูงขึ้นถึงคืนละ 140 NZd.

ตอนแรกเราวางแผนจะใช้เวลาที่ Queenstown ไว้ 2 วัน 2คืน นานกว่าที่อื่น เพราะมีกิจกรรมหลายอย่างที่เราอยากสัมผัส วันรุ่งขึ้นเราไปขึ้นกระเช้า Gondola เล่นรถ Luge เดินเล่นริมทะเลสาบ Wakatipu เพื่อหาที่พักในคืนที่ 2 ใน Queenstown และได้เดินทางไปเที่ยวเมือง Glenorchy เมืองสวยอีกเมืองสุดเขตทะเลสาบ Wakatipu แล้วเราไปหลงเสน่ห์เมืองGlenorchy จนลืม Queenstown

Christchurch : เป็นเมืองที่เราผ่านเข้าสองครั้ง และหลงทั้งสองครั้งสิน่า...หลงทางนะมิใช่หลงใหล ครั้งแรก...ในวันที่ 2 ของการเดินทางมาเกาะใต้ เราเดินทางเข้า Christchurch โดยใช้ทางสาย 1 จาก Kaikoura เราพยายามหลีกเลี่ยงที่จะใช้เส้นทาง Christchurch City Center วันนี้เรามีแผนไปค้างที่เมือง Akaroa ที่ตั้งอยู่ในอ่าว Akaroa ห่างจาก Christchurch มาทางตะวันออกเฉียงใต้ จาก Christchurch เราต้องหาทางเข้าสู่ State Highways สาย 75 ให้ได้ก่อน แต่เราหลงเข้าไปใน State Highways สาย 74 ได้อย่างไรไม่รู้ เราคลำแผนที่จนหาทางไปสู่ State Highways สาย 73จนได้ แล้วใช้ถนน Halswell เข้าสู่ State Highways สาย 75 ในที่สุดเพื่อเดินทางต่อไปเมือง Akaroa ครั้งที่ 2 สองวันสุดท้ายก่อนจบทริปนี้ ตอนแรกเรามีแผนค้างที่เมือง Methven คืนก่อนคืนสุดท้าย แต่ตระเวนรอบเมืองแล้วไม่ถูกใจที่พัก เลยตัดสินใจเข้า Christchurch

โดยคืนแรกจะหาที่พักแถวชานเมืองพักคืนหนึ่งก่อน คืนสุดท้ายค่อยไปหาที่พักแถวสนามบิน แต่ Motel สองข้างทางก่อนเข้า Christchurch ล้วนขึ้นป้าย No Vacancy ทุกแห่ง เราจึงต้องตกกระไดพลอยโจน ตรงเข้า Christchurch...เหมือนเดิม พยายามเลี่ยงเส้นทาง Christchurch City Center ที่เราเคยมีประสบการณ์ตอนเข้า Christchurch ครั้งแรกแล้วว่าทั้งรถเยอะ รถติด ไฟแดงเยอะ ขับยาก และมองหาเส้นทางไปสนามบินแทน เพราะเมื่อต้องค้างใน Christchurch แล้ว เราหา Motel ใกล้สนามบินดีกว่า วันกลับเราไปเที่ยวบินเช้า ต้องไปถึงสนามบินตั้งแต่เช้ามืด และไม่ได้เตรียมข้อมูลที่พักใน Christchurch ไว้เลย เนื่องจากเราจะวางแผนเรื่องที่พักวันต่อวัน และคิดว่าจะหาข้อมูลที่พักใน Christchurch ในคืนที่คิดไว้ว่าจะพักที่เมือง Methven โชคดีที่คืนก่อนโน้นตอนพักที่ Arthur'sPass เราจดชื่อ Motel ใกล้สนามบินและมีบริการรถส่งที่สนามบินไว้ 3-4 แห่ง แต่พอเข้ามาที่ Christchurch เราหาถนนที่ตั้ง Motel พวกนี้ไม่เจอ เพราะมืดแล้ว แต่ผลที่สุดก็หาทางไปสนามบิน Christchurch ได้ และได้ที่พักในสองค่ำคืนสุดท้ายใน Christchurch คือ Airways Motel ห่างสนามบินแค่ 5 นาที มีบริการส่งสนามบินฟรี เป็นของคนจีน เป็น Motel ที่ราคาสูงที่สุดที่เราพักในทริปนี้ คือ 149 NZd. ต่อคืนทั้งที่เป็น Motel ธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษเลย

เช้าวันรุ่งขึ้น ไหนๆเราต้องอยู่ใน Christchurch หนึ่งวันเต็มๆ เราจึงไปเที่ยวซื้อของและเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้า Pack & Save และห้าง Count Down ทำให้รู้ว่าสินค้าที่ Pack & Save จะราคาถูกกว่าที่ห้าง Count Down เล็กน้อย จากนั้นเราขับเข้าเมืองเพื่อจะไปเที่ยวที่ Hagley Garden และ Botanic Garden แต่หาไม่เจอ ประกอบกับฝนตกตลอด จนเราถอดใจกลับไปนอนพักเอาแรงดีกว่า พรุ่งนี้ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ ด้วยเวลาน้อยเช่นนี้มีหลายสิ่งที่เราพลาดใน Christchurch อาทิ ล่องเรือชมแม่น้ำ Avon, Christchurch Tramway , มหานคร Christchurch เป็นต้น

เราจึงขับรถกลับที่พักและวนไปที่สนามบิน Christchurch และบริษัท Apex สาขาสนามบิน สอบถามเรื่องการคืนรถในช่วงเย็น เรายังไม่คืนรถในตอนนั้นเผื่อช่วงบ่ายฝนหยุดตก เราอาจเข้าเมืองอีกครั้ง แต่ปรากฏว่าบ่ายวันนั้นฝนตกตลอด เราจึงจัดของและพักผ่อนอยู่ที่ห้องพักจนใกล้เวลาห้าโมงเย็นจึงขับรถไปส่งคืนที่ Apex มีเจ้าหน้าที่ขับรถมาส่งที่ Motel หากเราคืนรถหลังเวลา 17.00 น. จะไม่มีเจ้าหน้าที่มาส่ง เราต้องหาทางกลับเอง เช้าวันเดินทางกลับเราออกจากที่พักแต่เช้ามืด และนั่น...เป็นวันสุดท้ายของเราที่ Christchurch และ New Zealand

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า