การปลูกพริกไทยในภาชนะ

เกษตรพอเพียง

พริกไทย จัดได้ว่ามีความสำคัญทางเศรษฐกิจและจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันของคนไทยมาช้านาน ในการประกอบอาหารและใช้เป็นเครื่องเทศ ปรุงรสชาติอาหาร ช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ เป็นส่วนประกอบของเครื่องแกงต่างๆใช้ถนอมอาหาร และใช้ประโยชน์ในด้านเภสัชกรรมยาสมุนไพร

ทุกส่วนของพริกไทยนั้น สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายรูปแบบ เช่น เม็ดพริกไทยอ่อน เม็ดพริกไทยดำ เม็ดพริกไทยขาว พริกไทยป่น พริกไทยแช่แข็ง น้ำมันหอมระเหยพริกไทย และพริกไทยดอง เป็นต้น

ประโยชน์ของพริกไทยที่เกี่ยวข้องกับอาหาร

- ใช้ปรุงแต่งกลิ่นและรสชาติอาหาร เช่น ก๋วยเตี๋ยว ข้าวต้ม โจ๊ก ต้มจืด แกงเลียง ฯลฯ

- ใช้ในการถนอมอาหาร ทำให้อาหารที่มีพริกไทยปรุงรสเก็บไว้ได้นานกว่าปกติ เช่น เนื้อบด หมูบด ตับบด หมูยอ แฮม ไส้กรอก เพราะพริกไทยมีน้ำมันหอมระเหย (Volatile oil)

ประโยชน์ในด้านสมุนไพร

- ช่วยย่อยอาหาร เช่น ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ลดไขมันในเส้นเลือด ปัจจุบันนิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลาย ในรูปอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ

 

พริกไทย เป็นพืชสมุนไพรและเครื่องเทศ เจริญเติบโตได้ดีในประเทศเขตร้อน เช่น บราซิล หมู่เกาะอินเดียตะวันตก ไต้หวัน มาเลเซีย ส่วนในประเทศไทยนิยมปลูกมากในจังหวัดจันทบุรี

พริกไทย เป็นพืชตระกูลเดียวกับ ดีปลี ชะพลู และพลู ชอบอากาศร้อนชื้น อุณหภูมิระหว่าง 15-35องศาเซลเซียส ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำได้ดี ไม่ชอบที่ลุ่มน้ำขัง ลำต้น มีลักษณะเป็นเถาเลื้อยยืนต้น ต้องอาศัยค้างในการพยุงและยึดเกาะลำต้นเอาไว้ ผลของพริกไทยมีขนาดเล็ก สีเขียวเข้ม และจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและแดงเมื่อแก่จัด มีกลิ่นฉุน รสชาติเผ็ด เกิดจากสารแอลคาลอยด์ของไพเพอรีน ระยะเวลาตั้งแต่ออกดอกจนเก็บเป็นพริกไทยเมล็ดประมาณ 6 - 7 เดือน

พันธุ์พริกไทยที่ปลูกในประเทศ ส่วนมากเรียกตามลักษณะส่วนประกอบของต้นพริกไทย หรือเรียกตามถิ่นที่อยู่ โดยมาจากหลายสายพันธุ์ และจากการกลายพันธุ์ เช่น พันธุ์ใบหนา พันธุ์บ้านแก้ว พันธุ์โบราณ พันธุ์ควายขวิด พันธุ์ปรางดีใบหยิก พันธุ์ปรางดีธรรมดา พันธุ์บราซิล พันธุ์มาเลเซีย และพันธุ์จันทบุรี ซึ่งในที่นี้ขอแนะนำพันธุ์จันทบุรี เพราะเป็นพริกไทยเมล็ดขาว ผลกลม ออกดอกง่าย เหมาะสำหรับปลูกในภาชนะ

วัสดุอุปกรณ์

1. กระถาง ที่ใช้ปลูกพริกไทยควรเป็นกระถางที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 12 นิ้วขึ้นไป ผลผลิตของพริกไทยจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขนาดกระถาง หากเป็นภาชนะที่ใช้แล้วควรจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 12 นิ้วขึ้นไป เช่น ถังบรรจุสีขนาด 20 ลิตร ก็เพียงพอสำหรับปลูกพริกไทยไว้บริโภคตลอดทั้งปีได้ (แต่ต้องเจาะรูที่ก้นถังด้วยประมาณ 3 รู เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว)

2. วัสดุปลูก พริกไทยชอบดินที่ร่วนซุย มีอินทรียวัตถุมาก โดยใช้ดินดำหรือหน้าดิน 1 ส่วน ปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายแล้วหรือปุ๋ยคอกเก่า 1 ส่วน แกลบดิบ (เปลือกข้าว) เก่าที่สีเริ่มเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีเทา 2 ส่วน ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำไปปลูกลงกระถาง

3. พันธุ์พริกไทย สามารถปลูกพริกไทยได้ทุกสายพันธุ์ในกระถาง แต่พันธุ์ที่แนะนำคือพันธุ์จันทบุรีให้ผลผลิตเร็ว ออกดอกติดผลตลอดปี เม็ดโต และเป็นพริกไทยขาว เหมาะสำหรับปลูกในภาชนะ

4. ใช้เศษกระถางที่แตกรองก้นกระถางหรือภาชนะที่ใช้ปลูก เพื่อให้การระบายน้ำดี ตักดินปลูก ใส่ลงไปในกระถางหรือภาชนะประมาณหนึ่งในสามส่วน นำต้นพริกไทยที่เตรียมไว้ลงปลูกโดยเอาถุงพลาสติกออกก่อนอย่าให้ดินแตก หรือใช้มีดคัตเตอร์กรีดก้นถุงก่อน แล้วนำลงวาง จากนั้นจึงกรีดถุงตามความยาว และค่อยๆดึงถุงออก ตักดินปลูกลงกลบให้เหลือขอบกระถางประมาณ 3 นิ้ว ใช้ใบไม้แห้งกลบทับอีกชั้นหนึ่ง หากเป็นใบจามจุรีหรือใบก้ามปู จะดีที่สุด ปักไม้ผูกเชือกกันลมโยก แล้วจึงรดน้ำตาม นำไปวางไว้บนซีเมนต์บล็อค หรือบาทวิถีซีเมนต์ ในที่ที่มีแสงแดดร่มรำไร

ข้อดีของการปลูกพริกไทยในกระถาง

1. ใช้พื้นที่น้อย มีพื้นที่จำกัดหรือไม่มีพื้นที่ดินเลยก็ปลูกได้

2. เจริญเติบโตและให้ผลผลิตเร็ว

3. ยกหรือเคลื่อนย้ายไปวางไว้มุมไหนของบริเวณบ้านก็ได้

4. ใช้เป็นไม้ประดับได้

5. มีพริกไทยไว้บริโภคตลอดปี

6. ให้เป็นของกำนัลและของฝากได้

7. สร้างรายได้ โดยยกขายต้นพริกไทยทั้งกระถาง พร้อมออกดอกติดผล กระถางละ 500 บาท

คุณค่าทางอาหารของพริกไทย

คุณค่าทางโภชนาและอาหารในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม จะมีส่วนประกอบของแร่ธาตุและวิตามินต่างๆ ดังนี้

พลังงาน 94 กิโลแคลอรี

คาร์โบไฮเดรต 13.2 กรัม

โปรตีน 4.4 กรัม

ไขมัน 2.6 กรัม

แคลเซียม 15.43 มิลลิกรัม

ฟอสฟอรัส 23 มิลลิกรัม

เบต้าแคโรทีน 28 ไมโครกรัม

สรรพคุณทางยา (จากหนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย)

- ผล และเมล็ดแห้งประมาณ 0.6 - 1.5 กรัม นำไปต้มน้ำดื่ม หรือทำเป็นยาเม็ด หรือยาผงกิน

- ใช้สำหรับภายนอก โดยการบดเป็นผง ใช้ผสมหรือทำเป็นครีมทาหรือพอก

- ผลและเม็ดนั้นจะมีรสร้อนและฉุน ใช้เป็นยารักษาอาการปวดกระเพาะอาหาร โดยใช้ลูกพุทราจีนเอาเมล็ดออก แล้วใส่พริกไทยล่อน นำไปนึ่งด้วยไอน้ำประมาณ 7 ครั้ง แล้วบดให้เป็นผง ปั้นให้เป็นเมล็ดดเท่าเมล็ดถั่วเขียว ใช้กินกับน้ำอุ่น ครั้งละ 7 เม็ด หลังจากที่กินยานี้แล้ว อาการปวดจะลดลงแต่กระเพาะอาหารจะร้อนและรู้สึกหิว รักษาโดยการกินข้าว หรือข้าวต้ม หลังจากที่กินยานี้

- รักษาอาการปวดตามบริเวณหัวใจ ปวดท้อง และอาเจียนเป็นน้ำ โดยใช้พริกใช้พริกไทยดำดองกับเหล้า หรือจะต้มเป็นน้ำแกงกิน มีลมในกระเพาะอาหาร มีอาการอาเจียนและเรอ อาจเป็นติดต่อกันหลายวัน ให้ใช้ผงพริกไทยล่อนประมาณ 1 กรัม ขิงสดประมาณ 30 กรัม นำไฟปิ้งไฟอ่อนๆพอหอม นำไปต้มเอากากออก แล้วอุ่นกินวันละ 3 เวลา

- ท้องเสีย และอหิวาตกโรคในฤดูร้อน ใช้พริกไทยบดให้เป็นผง แล้วปั้นเป็นเมล็ดด เท่าเมล็ดถั่วเขียว กินครั้งละ 40 เม็ด หลังอาหาร

- ตะขาบกัด ใช้พริกไทยบดให้เป็นผงทา

- กระเพาะอาหารผิดปกติ มีอาการคลื่นไส้เบื่ออาหาร ใช้พริกไทยและปั้วแห่ ล้างให้สะอาด ใช้อย่างละเท่าๆกัน บดเป็นผงผสมน้ำขิง ปั้นให้เป็นเม็ดใช้กินกับน้ำขิง

- ชัก เนื่องจากร่างกายขาดแคลเซียม ใช้พริกไทยล่อนและเปลือกไข่ไก่ นำไปผิงไฟให้เหลือง แล้วบดเป็นผง ผสมน้ำสุกกิน

- ปวดฟัน ใช้พริกไทย พริกหาง บดเป็นผง แล้วผสมเป็นยาขี้ผึ้ง ปั้นเป็นก้อนเล็กๆ แล้วใช้อุดรูฟันที่ปวดอาการปวดจะลดลง

- ท้องอืด อาหารไม่ย่อย แช่พริกไทยในน้ำส้มสายชูให้ดูดซับน้ำส้มมากที่สุด นำไปตากให้แห้ง แล้วบดเป็นผง ผสมกับน้ำส้มสายชูที่แช่นั้น ปั้นเป็นเม็ด ใช้กินกับน้ำส้มสายชูที่เจือจาง

- รักษาอาการเมื่อยขบ เป็นเหน็บชาง่ายในฤดูหนาวหรือฤดูฝน ใช้ไข่ไก่กะเทาะด้านหนึ่งเทเนื้อในออก แล้วใช้เปลือกไข่ตวงพริกไทยให้เต็ม ผสมกับกะทิ เนื้อในไข่พริกไทย รวมกันบดให้ละเอียด อุ่นพอไข่สุกแล้วกินให้หมด

- ขับลมและรักษาหวัด ใช้พริกไทยดำ หรือพริกไทยล่อนใส่ต้มจืดกินตอนร้อนๆ

**********************

(ขอขอบคุณ : อาจารย์พิชัย สมบูรณ์วงศ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เชียงใหม่ ผู้ให้ข้อมูล)