มาลัยโย้เย้

สายลม...แสงแดด

นางเอกที่สมบูรณ์แบบในนวนิยายไทยต่อให้ไม่ได้เรื่องแค่ไหนในตอนแรกเริ่ม แต่อย่างน้อยก็ต้องรู้จักมีพัฒนาการบ้าง ส่วนใหญ่แล้วพอถึงตอนกลางๆ เรื่องจะเริ่มนั่งร้อยมาลัยเพื่อเอาใจว่าที่สามีในอนาคตแล้ว (และมักจะร้อยได้สวยเสียด้วยหลังจากฝึกไปไม่กี่หน้า) พอตอนจบก็เสร็จเป็นพวงหนาใหญ่ลวดลายสวยงามพอดี (ต้องพวงหนาใหญ่ลวดลายสวยงามด้วย จะพวงเล็กดูมีมูลค่าแค่ 10 บาท 20 บาทอย่างมาลัยมะลิถูกสุดที่ขายในตลาดสดจะผิดระเบียบ) ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องไม่ดี แต่บางทีสำหรับมนุษย์ตัวเป็นๆ ที่นั่งก๋าอยู่นอกหนังสือก็เป็นเรื่องลำบากใจเหมือนกัน

สมัยประถม วิชาที่เป็นฝันร้ายของผู้เขียนไม่ยักใช่พละหรือลูกเสืออย่างที่เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันหลายๆ คนเดือดเนื้อร้อนใจ โดยแท้จริงแล้วกลับมีความเห็นว่าไอ้เจ้าวิชาพวกนั้นทำร้ายได้ก็เพียงแต่ร้อนกาย วิชาที่เป็นฝันร้ายอย่างแท้จริงในเวลานั้นคือ กพอ. ที่ย่อมาจาก วิชาการงานพื้นฐานอาชีพ ต่างหาก!

ความจริงในโลกที่กระทรวงศึกษาธิการแห่งประเทศไทยเห็นจะไม่ยอมรับมีอยู่ว่า คนบางคนก็ไม่ได้เกิดมาเพื่อเย็บปักถักผ้าหรือร้อยมาลัยจัดดอกไม้ และหนึ่งในนั้นก็คือผู้เขียนเอง

ขนาดแค่แกะสบู่ก็ยังไม่รอดแล้วเลย นอกซะจากว่าคำสั่ง คือต้องการให้นักเรียนแปรรูปสบู่เป็นเศษสบู่มาส่ง แบบนั้นละอาจจะพอมีหวังได้สัก 9 ครึ่งเต็ม 10 เชียวนะเอ้อ

ความจริงในสมัยนั้นที่ยังหลงผิดก็อยากจะทึกทักตัวเองเป็นนางเอกอยู่กะเขาบ้าง ดังนั้น ก็ตั้งหน้าตั้งตาตั้งใจทำงาน และถ้าจะหน้าด้านไม่ยอมโทษตัวเองก็คงต้องโทษว่าครูเจ๋งไม่เท่าครูในนวนิยาย เพราะครูสอนมาทั้งเทอม นักเรียนบางคนแถวๆนี้ก็ยังร้อยมาลัยกลมออกมาได้เป็นมาลัยโย้เย้อยู่นั่นเอง เสียดายกลีบกุหลาบสวยๆที่อุตส่าห์เดินทางมาจากตลาดสดยามเช้าเป็นกำลัง ต้องมากลายสภาพเป็นอะไรก็ไม่รู้อยู่ในถังขยะหลังจากโดนครูปฏิเสธที่จะให้คะแนน และให้ไปทำมาใหม่

ทำใหม่งั้นเหรอ! ผู้เขียนในเวลานั้นทวนคำอยู่ในใจด้วยความตระหนก ไม่มีทางเลยที่จะทำได้ทันเพราะนี่คือท้ายชั่วโมงแล้ว ถ้ากลับไปทำใหม่ก็หมายความว่าต้องทำเป็นการบ้าน แล้วจะไปหากุหลาบที่ไหน เข็มร้อยมาลัยที่ไหน ที่บ้านใครจะช่วยได้ ผู้เขียนทุรนทุรายอยู่ภายในขณะที่ภายนอกนิ่งสงบ พยักหน้ารับคำครูอย่างเด็กนักเรียนว่าง่าย (จริงๆ สิ้นหวัง) แล้วลัดเลาะผ่านซากกลีบดอกไม้ที่เกลื่อนพื้นกลับไปนั่งแหมะกับที่

ความหดหู่สุมตัวสูงขึ้นเมื่อเพื่อนๆที่นั่งร่วมทำงานอยู่ด้วยกันกลับมาพร้อมรอยยิ้มแสดงว่างานได้รับการรับรองว่าผ่านการรับรองมาตรฐานโดยครูผู้สอน หลายคนบอกว่าจะเอากลับไปให้แม่ หลายคนโยนทิ้ง ในชั่วขณะนั้นเกิดเมตตาจิตคล้ายๆว่าจะบรรลุถึงความเข้าใจหัวอกหมาจรจัดที่คุ้ยถังขยะหาอาหารขึ้นมาวูบหนึ่ง เสียงทักถามว่า "อ้าว ส่งแล้วเหรอ งานไม่ผ่านเหรอ" ยิ่งทำให้แค้นใจเป็นกำลัง

ในที่สุดเมื่อความกดดันประดังขึ้นมาจนถึงขีด มือก็คว้ากรรไกรหมับ!

ขาพาตัวย่างสามขุมตรงไปที่ถังขยะสีดำถังใหญ่ที่เต็มไปด้วยเศษใบไม้ กิ่งไม้ กลีบดอกไม้ ถุงพลาสติก และด้าย กระทั่งซากมาลัยของคนอื่นๆ จากนั้นมือก็เริ่มทำงานด้วยการตัดๆๆๆๆ มาลัยโย้เย้ของตัวเองที่ครูแจ้งว่าน่าเกลียดเกินผ่านการตรวจเมื่อสักครู่นี้ ให้กลายเป็นมาลัยกลม

เทียบกับการนั่งร้อยมาลัยทั้งชั่วโมง ขั้นตอนนี้ใช้เวลาราวๆ สักไม่ถึงห้านาที มาลัยก็กลมน่ารักสมชื่อ

แล้วเอาไปส่งครู

ไม่รู้ว่าครูรีบกลับบ้านเหมือนกัน หรือเห็นใจ หรือจำหน้าไม่ได้...แต่ครูให้ผ่านก็แล้วกัน! ถ้าไม่ได้กรรไกรกู้ชีวิตคู่นั้น การบ้านงานร้อยมาลัยที่คงต้องแบกกลับบ้านคงหนักเหมือนก้อนหินถ่วงกระเป๋า

รอดตัวไปได้ จนกว่าจะงานถัดไป

ถ้าเป็นนางเอกในนวนิยาย เวลาล่วงเลยผ่านมาจนป่านนี้ก็คงจะร้อยได้ประณีตงดงามและสำเร็จไปหลายพวงแล้ว น่าเสียดายที่โลกความเป็นจริงไม่สวยงามเหมือนมาลัยในหนังสือ ที่จริงแล้วโลกความเป็นจริงออกจะเหมือนมาลัยโย้เย้ในงาน กพอ. ครั้งนั้นไม่มากก็น้อย

นั่นก็คือไม่สมบูรณ์แบบ

เคยมีคนกล่าวเอาไว้ในทำนองว่า เราต่างก็มะงุมมะงาหราอยู่ในโลกใบนี้ มีเพียงบางคนเท่านั้นที่รู้จักวิธีเดินดีกว่าคนอื่น

บางครั้งชีวิตเราก็โย้เย้เหมือนมาลัยที่ปักด้วยมือที่ไม่ชำนาญของเด็กประถมนั่นแหละ จัดเรียงไม่ดี ไร้ระเบียบ น่าเกลียด สับสน จนกว่าเราจะร้อยเป็นและออกมาเป็นพวงหนาใหญ่ลวดลายสวยงาม เข็มก็คงตำมือได้เลือด นิ้วระบมไปหลายหน เว้นแต่จะเป็นอัจฉริยะมาแต่กำเนิด เกิดมาพร้อมเข็มร้อยมาลัยเสียเลยในลักษณะเดียวกับโสนน้อยเรือนงามที่ส่อแววเด็กสถาปัตย์มาตั้งแต่คลอดจากท้องแม่ นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เพราะพวกเราส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่โสนน้อยเรือนงามหรือนางอะไรๆ ในวรรณคดีที่เกิดมาพร้อมทักษะการร้อยมาลัย ก็ล้วนแล้วแต่เริ่มต้นจากศูนย์กันทั้งนั้น สำหรับทักษะการใช้ชีวิต

ระหว่างเส้นทางการเรียนรู้ มาลัยก็อาจจะโย้เย้ไปบ้าง ข่าวร้ายก็คือชีวิตไม่เหมือนมาลัยที่ร้อยใหม่ได้จนกว่าจะสวย ชีวิตก็เหมือนกับสายน้ำและวันเวลาที่เดินหน้าอย่างเดียวเท่านั้นไม่รู้จักกับการก้าวถอยหลังกลับไปแก้ไขหรือเริ่มต้นใหม่ และเมื่อมันโย้เย้มาแต่ต้น ก็มีทีท่าว่าจะโย้เย้ต่อไปจนร้อยเสร็จนั่นแหละ

แต่ข่าวดีก็คือ ถ้ายังไม่ถอดใจโยนมาลัยโย้เย้ทิ้งลงถังขยะ ใครจะไปรู้ว่าเราจะใช้กรรไกรทำอะไรกับมันได้บ้าง