สุดท้ายปลายฝัน

ตอนที่ 7 Kaikoura เมืองแห่งแมวน้ำ..
เที่ยวต่างแดน

เส้นทางเลียบทางรถไฟและมหาสมุทรแปซิฟิก..ช่วง Blenheim-Kaikoura

ในวันที่เราเดินทางมาถึงเกาะใต้ เรือเฟอรี่เสียเวลาไปหลายชั่วโมง ปกติเรือเที่ยวเช้าที่เราจองไว้จะออกจากท่าเรือที่ Wellington เวลา 08.10 น. แต่เนื่องจากพายุลมแรงเมื่อวานนี้ ทำให้กว่าเจ้าเรือยักษ์ Kaitaki จะออกได้เกือบ 10.30 น.ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมงจึงถึงท่าเรือ Picton ตอน 14.30 น. เราเห็นว่ายังพอมีเวลา จึงขับรถย้อนขึ้นเหนือไปยังเมือง Havelock เพื่อชิมหอยแมลงภู่เปลือกเขียวที่ร้าน The Mussel pot อันลือชื่อ ที่มีหม้อใส่หอยแมลงภู่เปลือกเขียวตั้งตระหง่านบนหลังคาร้านเป็นสัญลักษณ์เด่นชัดว่า...ใช่เลย ร้านนี้แน่นอน โดยมาถึงราว 15.00 น. แต่...อด เพราะร้านปิด เปิดอีกทีช่วงเย็น ตอน 17.30น. เมือง Havelock ในวันนั้นเงียบเหงาราวเมืองร้างเพราะเป็นช่วง Low Season

เราไม่รอชิมหอยแมลงภู่ ค่อยไปซื้อมานึ่งกินเองวันหลังก็ได้ แล้วเดินทางต่อโดยใช้ State Highways สาย 6 มุ่งไปเมือง Renwick แล้วเปลี่ยนเป็น State Highways สาย1 มุ่งสู่เมือง Blenheim และ Kaikoura จาก Blenheim ไป Kaikoura เส้นทางนี้ขับเลียบชายฝั่งทะเลมหาสมุทรแปซิฟิกที่มีคลื่นถาโถมซัดโขดหินและชายฝั่งอย่างบ้าคลั่ง ละอองน้ำจากเกลียวคลื่นกระทบแสงแดดยามเย็นเป็นสีรุ้งสดใส เคียงคู่ไปกับทางรถไฟสายยาว ทางรถไฟสายนี้เป็นหนึ่งในสี่สายรถไฟที่ให้บริการนักท่องเที่ยว คือสาย Coastal Pacific เป็นเส้นทางรถไฟที่วิ่งเลียบแล่นขนานไปกับทางหลวงหมายเลข 1 ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกจาก Christhchurch ไปถึงสถานี Picton เน้นวิวภูเขาและทะเล นำนักท่องเที่ยวชื่นชมความงามฝั่งตะวันออกของเกาะใต้ ผ่านหุบเขา ทุ่งหญ้า ท้องทะเล มีเทือกเขาใหญ่สูงตระหง่านสลับซับซ้อนเป็นฉากหลัง ยอดเขาสูงยังคงมีหิมะขาวโพลนที่ค้างคามาจากฤดูกาลปีก่อน สะท้อนกับแสงแดดยามเย็นสวยงามราวภาพฝัน สวยเกินคำบรรยาย ขวามือมีอุโมงค์สำหรับรถไฟลอดผ่านช่องเขาหลายแห่ง สำหรับเราแล้ว ประทับความงามของเส้นทางสาย Blenheim -Kaikoura มากที่สุดสายหนึ่งทีเดียว โดยเฉพาะบรรยากาศในยามเย็นโพล้เพล้ใกล้ค่ำเช่นนี้ แสงแดดสุดท้ายของวันที่ตกกระทบยอดเขา หลากหลายสี สายลมพัดแรง คลื่นสูง ละอองน้ำขาวสาดซ่าสูงยามเกลียวคลื่นกระแทกตัวซัดโขดหินเบื้องล่าง มีแมวน้ำและนกน้ำเกาะโขดชายฝั่งท้าคลื่นลมอย่างไม่หวั่น ล้วนเป็นองค์ประกอบที่งดงามเกินคำบรรยาย

วันแรกที่เรามาถึง Kaikoura เป็นยามโพล้เพล้ใกล้มืดเต็มทน เรายังไม่อิ่มกับความงามของเส้นสาย Blenheim -Kaikoura เช้าวันรุ่งขึ้นเราออกจาก Sunrise BBH Lodge ขับรถย้อนกลับถ่ายภาพทางรถไฟเส้นสวย และแมวน้ำตัวอ้วนริมทะเล เราถ่ายวิดีโอภาพคลื่นทะเลที่กระแทกกับโขดหินและชายฝั่งอย่างบ้าคลั่ง เปิดเพลง Stranger On The Shore ของ Acker Bilk ใช้ประกอบภาพ...ได้อารมณ์ ทะเล้ทะเลจริงๆ...ขอบอก ทะเลเหงาในวันเหงา กับเพลงเหงาๆ...ช่างลงตัวจริงๆ

 

Cabin หนาวเหน็บ...หมู่ดาวระยิบที่เมือง Akaroa และ Cabin ในป่าสนที่ Arthur'pass

ทริปนี้ เราใช้บริการที่พักแบบ Cabin สองครั้งคือ ที่เมือง Akaroa และที่ Arthur'pass

ที่พักแบบ Cabin แห่งแรกที่เมือง Akaroa เป็นที่พักของ Duvauchelle Holiday Park ริมทะเลสาบหนาวที่เมือง Akaroa

Akaroa เป็นเมืองท่องเที่ยวขนาดเล็กที่มีชื่อเสียงเก่าแก่ที่สุดในเขต Canterbury เมืองหนึ่งโดยมีชาวฝรั่งเศสเป็นคนกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งรกราก ทำให้เมืองนี้มีกลิ่นอายของฝรั่งเศสไม่น้อย บ้านชั้นเดียวแบบน่ารัก อาคารสถานที่ในสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศส รวมทั้งชื่อสถานที่ ร้านค้า โรงแรม ที่พัก ถนนล้วนเป็นภาษาฝรั่งเศส ต่างจากเมืองอื่นที่ทางการ New Zealand จะให้เกียรติชาวเมารีที่เป็นชนเผ่าพื้นเมืองใช้ภาษาเมารีเป็นหลักในการใช้ชื่อเมืองและสถานที่ เมือง Akaroa ตั้งอยู่ในอ่าว Akaroa สภาพภูมิประเทศเป็นแหลมหรือคาบสมุทรที่มีทะเลโอบล้อม ตรงกลางมีทะเลสาบ แวดล้อมด้วยภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว อยู่ห่างจาก Christhchurch มาทางตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้ State Highways สาย 75 มุ่งสู่ Bank Peninsula ช่วงต้นเป็นทางราบขับสบาย ผ่านทุ่งหญ้าสวยงาม เมื่อผ่านเมือง Little Rock ไปแล้วทางเริ่มแคบและชัน หักข้อศอกบนยอดเขา จากนั้นเริ่มลาดชันลัดเลาะริมผาไปเรื่อยๆ จนถึงเมือง Akaroa ใช้เวลาเดินทางจาก Christhchurch ประมาณชั่วโมงเศษ

เมือง Akaroa มีทิวทัศน์สวยงาม แม้ขณะที่เราไปถึงเป็นเวลาเกือบห้าโมงเย็น แต่บรรยากาศเย็นและมืดสลัวราวหกโมงเย็น เรารีบสำรวจเมืองก่อนอื่น เริ่มจากที่พักแบบ BBH ก่อนเข้าเมืองชื่อ "Half Moon" ที่เราตั้งใจมาพักในคืนนี้ ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ บรรยากาศแบบชนบทในฝรั่งเศส บ้านพักน่ารักมาก ห้องพักด้านหน้ามีชานไม้กว้างนั่งชมทิวทัศน์ และรับลมเย็นจากทะเลสาบ ภายในห้องตกแต่งสไตล์บ้านชนบทดูอบอุ่น น่าพัก เราเอะใจแต่แรกเข้าไปแล้ว ดูเงียบชอบกล ใบไม้ร่วงเกลื่อนพื้นเหมือนขาดการดูแล ห้องพักและ Office ปิดเงียบ ตอนแรกเข้าใจว่าเจ้าของไม่อยู่ แต่เมื่อไปดูป้ายเล็กๆหน้า Office ปรากฏว่าที่นี่ปิดทำการตลอดช่วงฤดูหนาว เราขับรถต่อเข้าเมือง ทุกอย่างในเมืองขาดความคึกคักของการเป็นเมืองท่องเที่ยว

ร้าน Four Square ปิดตั้งแต่ 18.00 น. ข้อมูลจากเอกสารแผ่นพับบอกว่า เมือง Akaroa คึกคักในช่วง Summer ของ New Zealand จะมีงานเทศกาลต่างๆ ได้แก่ งาน International Akaroa Summer Festival ระหว่างวันที่ 1-20 มกราคม 2013 งาน Akaroa Classic and Traditional Boat Regatta ระหว่างวันที่ 8-9 ธันวาคม 2012 งาน Le Gronde Swim วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2013 งาน Seaweek Akaroa วันที่ 9 มีนาคม 2013 และงาน Akaroa Harvest Festival วันที่ 20 เมษายน 2013 เป็นงานสุดท้าย จากนั้น Akaroa จะเข้าสู่ภาวะซบเซาในช่วงที่เราไปเยือน แต่เราก็ชอบ Akaroa เมืองเล็กน่ารักที่แสนเงียบสงบ แห่งนี้ และให้สัญญากับตัวเองว่า..ถ้ามีโอกาสไปเยือน New Zealand อีก เราจะใช้เวลาที่ Akaroa ให้นานกว่านี้

ถนนใน Akaroa มีไม่กี่เส้น เป็นถนนเล็กสายเลียบชายหาด สายคู่ขนาน และทางสายหลักของเมือง ที่นี่ในช่วงไฮไลท์น่าจะคึกคักมากทีเดียว ดูจากจำนวนที่พักที่มีหลายแห่งเมื่อเทียบความเล็กจิ๋วของเมือง บางแห่งอย่างหรูทีเดียว มีสถานบันเทิงรองรับนักท่องเที่ยว เช่น สนุ้กเกอร์ บาร์เบียร์ ภัตตาคาร ร้านขายของที่ระลึก เราตระเวนหาที่พักในเมือง แต่ส่วนใหญ่ปิดกิจการช่วงฤดูหนาวและราคาที่พักค่อนข้างสูงกว่าเมืองอื่นสมเป็นท่องเที่ยว ทั้งที่เป็นเมืองเล็ก เราย้อนกลับไปที่ Duvauchelle Holiday Park ริมทะเลสาบที่อยู่นอกเมือง เลี้ยวขวาจากทางสาย Christhchurch- Akaroa เข้าถนนสายรองไปไม่ไกล ที่นี่เปิดบริการตั้งแต่ 08.30-21.00 น.ในช่วง Summer และ เปิด 09.00-20.00 น. ช่วง Winter ดีที่เย็นนี้เราได้ที่พักเร็ว ที่นี่มีทั้งที่พักสำหรับรถบ้าน ให้เช่าที่สถานที่สำหรับติดตั้ง Cabin ส่วนตัว ที่เช่าสำหรับจอดเรือ และส่วนที่เป็นที่พักสำหรับนักเดินทางทั่วไปที่ไม่ได้ใช้รถบ้านรวม 3 แบบ คือ แบบ Cabin, Power Site และTent

เราเลือกที่พักแบบ Cabin ราคาคืนละ 50 NZd. เป็นบ้านทรงสี่เหลี่ยมหลังเล็ก มีช่องหน้าต่างกรุกระจกด้านหน้า 2 บาน ด้านในมีเตียงนอนคู่ และเตียงนอน 2 ชั้น มีที่นอนและหมอนให้ แต่ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่มต้องเช่าอีก 3 Nzd. มีห้องสุขาและอ่างล้างหน้า ตู้เย็น โต๊ะกินข้าว ฮีทเตอร์ให้ ส่วนห้องอาบน้ำไม่มี ต้องไปหยอดเหรียญที่ห้องน้ำรวมคนละ 50 เซนต์/ครั้ง มีห้องครัวรวมให้ใช้ฟรี ส่วนห้องพักแบบ Power Site ลักษณะคล้ายกันไม่มีห้องสุขาให้แต่มีทีวี หลังทำอาหารที่ครัวรวมและกินข้าวเย็น เราออกมานั่งเล่นหน้าห้องพัก

อากาศที่ Akaroa คืนนี้หนาวเย็นเยียบ ดาวเต็มท้องฟ้า ณ แดนใต้คืนไหนฟ้าโปร่ง เราสังเกตเห็นว่าท้องฟ้าที่นี่ดาวเยอะมาก ระยิบระยับเต็มท้องฟ้าไปหมด บางดวงเห็นชัดเจนราวเอื้อมมือคว้าได้ทีเดียว เราเห็นดาวมีประกายสุกใสคล้ายกัน 2 ดวงจนคุยกันเล่นๆว่า หรือแดนใต้เขามีดาวศุกร์ 2 ดวงกระมัง? เราพยายามมองหาทางช้างเผือกที่ชาวB.P. เล่าขานกันว่าโชคดีอาจเห็นได้ไม่ยาก แต่...คืนนั้น...เราไม่มีโชค

บรรยากาศยามเช้าที่ใน Akaroa สวยงามยิ่ง มีทะเลสาบสงบนิ่งไร้คลื่นเป็นฉากหน้า มีภูเขาที่ยอดเขายังมีไอหมอกปกคลุมเป็นฉากหลัง เช้านี้หมอกลงหนาทำให้บรรยากาศรอบแคมป์เหมือนภาพฝันย้อนยุค ภาพ Cabin ส่วนตัวบางหลังรูปร่างคล้ายเกวียนในกองคาราวานยุคภาพยนต์คาวบอยเฟื่องฟู เราอำลา Duvauchelle Holiday Park ตอนสายๆ มุ่งหน้าตามเส้นทางเดิมย้อนกลับไป Christhchurch ขากลับขับรถโหดกว่าขามาหลายเท่า อากาศปิดมีแต่หมอกขาวเต็มไปหมด แถมด้วยสายฝนโปรยปรายปนสายหมอก การขับรถต้องใช้สมาธิขั้นสุดยอด พลาดนิดเดียวก็ไม่ได้ เพราะมองไม่เห็นไหล่ทางเลย รับรู้ตอนขามาเมื่อวานว่าสองข้างทางเป็บหุบเหวสูง ตอนที่ทัศนวิสัยดี ทำไมดูสวยงาม...ไม่น่ากลัวอย่างนี้ แต่...เราก็ประทับใจ Akaroa เมืองเล็ก...ติ่งของ Christhchurch

สำหรับที่พักแบบ Cabin อีกแห่งที่เราพัก อยู่ที่ Arthur'pass มีลักษณะแตกต่างกับ Cabin ที่ Akaroa โดยสิ้นเชิง ในวันท้ายๆของการเดินทาง เราเดินทางกลับจาก Pancake Rock ที่เมือง Punakaki เย็นมากแล้ว เราย้อนมาที่เมือง Greymouth ใช้ State Highways สาย73 มุ่งสู่ Arthur'pass เส้นทางนี้ค่อนข้างโหดทีเดียว ทั้งแคบทั้งชัน เป็นทางขึ้นเขา ฝนตก หมอกลงจัด โอ้โฮ!! เป็นองค์ประกอบที่ลงตัวจริงๆ เราขับรถในสภาพที่เรียกว่า "คลาน" ผ่าน Otira Viaduct สะพานข้ามช่องเขายาว 440 เมตรที่แคบและยาว ซึ่งตั้งอยู่ในจุดอันตรายที่สุดของช่องเขาที่เสี่ยงทั้งแรงลมและพายุหิมะ ที่เราเห็นอย่างเลือนรางในความมืด พร้อมตั้งจิตว่า พรุ่งนี้เราจะย้อนกลับมาที่นี่อีกครั้ง จนเห็นป้ายคำว่า "Arthur'pass" แต่มันมืดมากจนไม่เห็นภาพข้างทางเลย เราแทบไม่เห็นแสงไฟในเขต "Arthur'pass" เราคิดว่ายังไม่ถึงเขตชุมชน จึงขับรถต่อไป อ้าว!!! ป้ายข้างหน้าบอกว่า อีกเกือบ 100 กิโลเมตรกว่าจะถึงเมือง Springfield แล้ว ออกจาก "Arthur'pass" ตอนไหนหว่า?

แต่สภาพของเราตอนนั้นอย่างไรคงเดินทางต่อไปไม่ไหว จึงขับรถย้อนกลับไปทางเดิม ขากลับเราจึงเห็นป้าย คำว่า motel และป้ายชื่อ Arthur'pass Alpine Motel ที่จริงตอนแรกเราเห็นป้ายนี้เหมือนกันแต่เผอิญมีว่า "For Sale" ตัวเบ้อเริ่มกำกับอยู่ เราเลยไม่แวะ เที่ยวนี้เข้าตาจนแล้วเห็นมีแสงไฟที่ Office ยังเปิดอยู่ เข้าไปเจอสาวญี่ปุ่นมาต้อนรับ ที่นี่เป็นที่พักแบบ Cabins with Fire เป็นบ้านหลังๆ มีเครื่องนอน เครื่องครัวพร้อม บางหลังมีเตาผิงด้วย เราเพิ่งมาเห็นตอนเช้า เมื่อคืนตอนมาถึง ขอแค่ห้องพักราคาถูกที่สุด เพราะไปถึงเกือบสามทุ่ม พรุ่งนี้เช้าจะต้องเดินทางต่อไป จึงเลือกห้องพักราคา 90 Nzd. ที่เป็นห้องพักธรรมดา พอเช้าจึงประจักษ์แจ้งว่า...ที่พักแห่งนี้สวยจุงเบย เมื่อคืนตอนมาถึงเรามองไม่เห็นอะไร ฝนตก หมอกลง มืดครึ้มไปหมด เช้าวันนี้หนาวและสายหมอกยังลอยอ้อยอิ่งอยู่ บริเวณรอบที่พักทั้งด้านหน้าที่พักและด้านหลังเป็นป่าสนและภูเขา สมชื่อ Arthur'pass Alpine Motel ที่พักตั้งอยู่ริมถนนที่ตัดผ่านช่องเขา เมื่อคืนเราได้ยินเสียงรถบรรทุกหนักแล่นขึ้นเนินเขาและเสียงรถไฟแล่นผ่านตลอดคืน ลักษณะที่พักเป็นเคบินอย่างเห็นในหนังฝรั่ง บางหลังมีเตาผิง เห็นมีควันสีขาวลอยจากปล่องไฟ หลังจากเข้าไปดูบ้านพักด้านหน้าที่เป็น Cabins with Fire เราหมายมั่นในใจว่า คราวหน้า...เราต้องพักที่พักแนวนี้สักครั้ง

 

Buscot Station...ที่เมือง Omarama

ที่พักแบบ Farmstay เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของที่พักที่เราอยากลอง เมือง Omarama เป็นเมืองขนาดเล็กตั้งอยู่ระหว่าง Lake Tekapo กับเมืองCromwell ได้ฉายา ว่า "The Place Of Light" เราสังเกตเห็นเมืองเล็กๆหลายเมืองใน New Zealand มักจะมีฉายาหรือสมญาของเมือง...เช่น เราเคยผ่านเมืองเล็กช่วงขับรถจาก Dunedine ไป TE Anau เขาเรียกเมืองของเขาว่า "City Of Country Music" อีกแห่ง "City Of Oppitunity" ส่วนเมือง Fox Glacier คือ "Glacier Country"

เมือง Omarama ตั้งอยู่ตรงทางแยกระหว่าง State Highways สาย8 และสาย 83 อยู่เกือบกึ่งกลางระหว่าง Christchurch และ Queenstown หลังจากชมความงามของ Lake Tekapo ซึ่งหากเปรียบเทียบกับผู้หญิง Lake Tekapo คือผู้หญิงที่สวยจัด และเป็นความสวยอย่างธรรมชาติไม่ได้ปรุงแต่ง

เราขับรถมาตามทางสาย 8 ผ่าน Lake Pukaki และเมือง Twizle ตอนแรกยังลังเลว่าคืนนี้เราจะไปหาที่พักแถว Mount Cook หรือจะขับรถยาวไปเมือง Oamaru เพราะเวลาเพิ่งสี่โมงเย็น ยังมีเวลาอีกชั่วโมงเศษกว่าจะมืด แต่บังเอิญเราเห็นป้าย Buscot Station ด้านซ้ายมือ บอกระยะทางไม่ไกลและมีคำว่า "vacancy" เราเลี้ยวซ้ายเข้าไป เพราะที่พักแห่งนี้อยู่ใน List ที่พักแห่งหนึ่งที่เราอยากพัก แต่เพื่อนชาว B.P.เตือนไว้ว่า ที่นี่มักจะเต็มต้องจองล่วงหน้า จึงไม่คาดหวังว่าจะได้พักที่นี่

Buscot Station เป็นบ้านพักแบบ Farmstay ในเครือ BBH ที่มีเรตติ้งค่อนข้างสูง เป็นบ้านพัก 2 ชั้นหลังปานกลาง ชั้นบนมีห้องพัก 2-3 ห้อง ชั้นล่างน่าจะมี 3-4 ห้องไม่แน่ใจ ไม่ได้สำรวจ ด้านหลังเป็นที่พักแบบ Dormitory ห้องพักรวมราคาถูก ที่นักท่องเที่ยวรุ่นเยาว์นิยมพักกัน เราเห็นมีหนุ่มสาวพักที่นั่นหลายคน เมื่อถึง Buscot Station เราเจอสาวน้อยชาวเยอรมัน เธอมารับจ้างคุณ Tony เจ้าของ Buscot Station ทำงานเพื่อใช้เป็นทุนการเดินทางท่องเที่ยว โดยจะทำงานอยู่ที่นี่ประมาณ 3 สัปดาห์แล้วเดินทางท่องเที่ยวต่อ เงินหมดค่อยหางานทำใหม่ สาว Issabel คล่องแคล่วมาก พาเราชมห้องพักแบบต่างๆ โชคดีวันนั้นชั้นบนไม่มีแขกสักห้อง เราเลือกห้องที่ใหญ่และสวยที่สุดตกแต่งเหมือนห้องเจ้าหญิงน้อยในสไตล์วินเทจ มีของใช้สำหรับผู้ที่เคยครอบครองห้องนี้มาก่อนที่จะทำเป็น Farmstay ซึ่งอาจเป็นภรรยาหรือลูกสาวของคุณ Tony เก็บไว้ในลิ้นชัก คุณ Tony ลดราคาให้ จากคืนละ 65 NZd. เหลือ 55 NZd.

ห้องที่เราพัก เป็นห้องหมายเลข 3 ตกแต่งน่ารักสไตล์บ้านชนบทสมเป็นที่พักแบบ Farmstay สาว Issabel บอกว่าเนื่องจากไม่มีแขกอื่นเราจึงสามารถครอบครองใช้ห้องน้ำชั้นบนแต่ผู้เดียว เรารีบชิงโอกาสทองเช็คอินเรียบร้อยเกือบห้าโมงเย็น ครัวยังว่าง ครัวของที่นี่ค่อนข้างเล็ก หากมีคนมาทำครัวพร้อมกัน 2-3 คน ก็แทบยืนชนกันแล้ว ค่ำกว่านี้คงชุลมุนพอสมควร วันนี้เราซื้อเสบียงจากในเมืองมาเยอะ มีทั้งเนื้อวัว ปลาแซลมอน หอยแมลงภู่ เราจัดการพวกเนื้อบดและเนื้อสันก่อนอื่น ทำเป็นเนื้อทอดสำหรับเป็นเสบียงวันพรุ่งนี้ เนื้อบดทำเนื้อผัดกระเพราและรวนเก็บไว้ปรุงอาหารมื้อต่อไป ทอดปลาแซลมอน และนึ่งหอยแมลงภู่สำหรับเป็นอาหารเย็นวันนี้ ครู่เดียวก่อนทำอาหารเสร็จเล็กน้อย หนุ่มสาวที่พักที่นี่ ส่วนใหญ่พักที่ Dormitory เริ่มทยอยลงมาเข้าครัว ชาว BBH ที่นี่ส่วนใหญ่เป็นชาวเยอรมัน อายุไม่เกิน 30 ปี มีอัธยาศัยดี เรียบร้อย น่ารัก

ตอนเช้าที่ Buscot Station เราถูกปลุกด้วยเสียงสารพัดสัตว์ที่บ่งบอกบรรยากาศแบบ Farmstay ไม่ว่า...เสียงเป็ด...แกะ...วัว...นก คละเคล้ากันไปหมด ทำให้เราต้องตัดใจลุกจากที่นอนที่แสนอบอุ่นลงไปสัมผัสอากาศบ้านทุ่ง สวนกุหลาบสวย คอกเลี้ยงเป็ดติดบ้าน และวัวฝูงใหญ่แสนเชื่องที่มาเมียงมองเราอย่างคุ้นเคย เราอำลา Buscot Station ด้วยความสุขที่ได้รับอย่างเต็มเปี่ยม

 

Arrow Town...วันที่ไม้เปลี่ยนสี

เมือง Arrow Town เป็นเมืองเล็กที่มีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้เมืองใหญ่หลายเมืองของ New Zealand เป็นเมืองที่ทุกคนที่มาเกาะใต้มาแล้วต้องไป สาเหตุ??..เป็นเมืองที่ถ่ายรูปสวยที่สุดเมืองหนึ่ง ด้วยสีสันของใบไม้เปลี่ยนสีที่แข่งกันเปลี่ยนสีในช่วง Autumn Festival ประมาณเดือนเมษายน-พฤษภาคม ของทุกปี นักท่องเที่ยวจะแห่กันมาชมความงามของใบไม้เปลี่ยนสี...ที่นี่ รวมทั้งเราก็เป็นหนึ่งในนั้น เมือง Arrow Town อยู่ห่างจาก Queenstown ประมาณ 20 กิโลเมตร ใช้เวลา 15 นาที ที่นี่บอกได้คำเดียวว่า...สวย

 

The Chasm ความงาม...ที่สวรรค์ประทาน

หลังจากกลับจากล่องเรือที่ Milford Sound เราแวะเข้าไปเที่ยวสถานที่ที่ป้ายบ่งระบุว่าเป็น "The Chasm" ด้านหน้ามีเจ้านกเคีย (Kea) ซึ่งอยู่ในตระกูลสายพันธุ์นกแก้วที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างยอดเยี่ยม ที่จริงแล้วมันมาขออาหาร แต่ป้ายบอกว่าห้ามให้อาหารกับมัน เราเลยต้องใจแข็งแค่หลอกล่อมันมาถ่ายรูป ตอนหลังมันคงเห็นว่าโดนหลอกเลยงอนเดินหนีไปเลย เราจึงเดินเข้าไปเที่ยวใน "The Chasm" ที่ป้ายบอกว่าใช้เวลาเดินไปกลับแค่ 20 นาที แต่เราใช้เวลานานกว่านั้น เพราะเดินไป ถ่ายรูปไปตลอดทาง เป็นสถานที่สวยงาม น่าประทับใจสำหรับเรามากแห่งหนึ่งในทริปนี้ทีเดียว มีลักษณะภูมิประเทศผสมผสานกันระหว่างยอดดอยอินทนนท์กับออบหลวงที่เชียงใหม่ เป็นทางเดินลัดเลาะไปในป่าใหญ่ร่มรื่น ครึ้มด้วยพันธุ์ไม้ขนาดใหญ่ มีที่ทั้งมอส เฟิร์น ตะไคร่เกาะตามไม้ใหญ่และก้อนหิน จนเขียวครึ้มชื้นไปทั่ว บ่งบอกถึงความเป็นป่าชื้น มีสะพานไม้เชื่อมพาดผ่านช่วงมีธารน้ำ ช่วงไฮไลท์คือช่วงที่มีน้ำไหลแรงผ่านช่องเขา เหมือนออบหลวงแต่เราสามารถเข้าไปชมได้ใกล้ชิดกว่าออบหลวง เพราะอยู่ไม่ต่ำกว่าระดับที่เรายืนชมมาก เสียงน้ำดังลั่นก้องป่า จากนั้นเป็นเส้นทางกลับโดยไม่ต้องย้อนกลับทางเดิม

 

Glenorchy ...Gateway of Lake Wakatipu...and...Gateway to Paradise

เมือง Glenorchy เป็นเมืองเล็กที่เงียบสงบมาก ตั้งอยู่สุดปลายของ Lake Wakatipu ที่ได้ชื่อว่าเป็นทะเลสาบที่มีรูปร่างยาวที่สุดของ New Zealand เราขับรถเลียบ Lake Wakatipu จาก Queenstown ไปประมาณ 48 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง เป็นเส้นทางคดเคี้ยวเลียบไหล่เขาและ Lake Wakatipu ที่ยังคงมีสายหมอกอ้อยอิ่งคลอเคลียเหนือทะเลสาบแม้เป็นเวลายามบ่าย เป็นเส้นทางที่งดงามสมคำร่ำลืออีกสายหนึ่งของเกาะใต้ Glenorchy เป็นเมืองเล็กที่เงียบสงบ ออกจะเหงาด้วยซ้ำ แทบไม่เห็นผู้คนในเมือง ไม่เห็นนักท่องเที่ยว มีโรงแรมแห่งเดียวชื่อ Glenorchy Hotel มีที่พักแบบ Lodge หนึ่งแห่ง ที่พักแบบ Holiday Park หนึ่งแห่ง แต่บรรยากาศเงียบๆร้างๆชอบกล คงเป็นเพราะฤดูกาลนี้ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยว

เมืองนี้น่าจะคึกคักช่วงฤดูหนาวที่มีนักท่องเที่ยวมาเล่นสกีบนยอดเขาที่ยังเห็นหิมะค้างคาอยู่รวมทั้งทางที่เป็น Glacier Way หลายแห่งนอกเมือง และกีฬาแล่นเรือในฤดูร้อนที่เราเห็นโรงเก็บเรือให้เช่าแถวบริเวณชายหาด เมืองนี้ มีถนนสายหลักไม่กี่สาย เราขับรถเที่ยวทุกถนนในเมือง ทั้งเมืองมีร้านค้าขายของเบ็ดเตล็ดเหมือนร้านขายของชำหนึ่งร้าน แต่ไม่มีเหล้า เบียร์ขาย มีเพียงเครื่องดื่มคล้ายไวน์คูลเลอร์ ที่นี่กาแฟร้อนถูกกว่าเมืองอื่น ขายถ้วยละ3 NZd. ร้านอยู่ด้านหน้า Holiday Park ทั้งเมืองไม่มีปั๊มน้ำมัน มีโรงเรียนขนาดเล็กหนึ่งแห่ง

ทิวทัศน์ของเมืองนี้สวยงาม สมกับที่เราดั้นด้นมา แทนที่จะใช้เวลาใน Queenstown เมืองมี Lake Wakatipu เป็นฉากหน้า มีเทือกเขาสูงใหญ่น้อย รวมทั้ง Mount Earnslaw ที่ยังคงมีหิมะค้างคาขาวโพลนบนยอดเขา เป็นฉากหลังและฉากข้าง โอย!!สวยงามจริง สมนาม Glenorchy...Gateway of Lake Wakatipu...and...Gateway to Paradise ที่นี่มี Motel หนึ่งเดียว คือ Mount Earnslaw View Motel

เราตัดสินใจพักที่นี่เพราะหลงรัก Glenorchy เข้าแล้วละสิ...ทั้งที่ก่อนออกจาก Queenstown เราไปดูที่พักริม Lake Wakatipu สำหรับพักคืนนี้เอาไว้แล้ว Mount Earnslaw View Motel อยู่บนถนน...มองเห็นภาพ Mount Earnslaw เป็นฉากหน้าโรงแรมสวยงาม โรแมนติ8แม้ในยามบ่าย Motel ยังใหม่ มี 7 ห้อง ราคา 100 NZd. เป็นห้องสำหรับพัก 3 คน คือเตียงใหญ่ 1 เตียง เตียงเล็ก 1 เตียง มีเก้าอี้แบบ Lazy Boy เก้าอี้พับติดผนังสำหรับนั่งอาบน้ำ ครัวอุปกรณ์ครบครัน สะอาด มีฮีทเตอร์ ผ้าห่มไฟฟ้าครบครัน ไม่น่าเชื่อว่า Motel เล็กในเมืองเล็กจะหรูหราได้ขนาดนี้ เราทำอาหารกลางวันไปกินที่ Park ริมทะเลสาบ เจอรถบ้านและรถนักท่องเที่ยวจอดอยู่ก่อน 2 คัน

ขอคอนเฟิร์มอีกครั้ง...ที่นี่..Glenorchy เป็นเมืองสวยที่อยู่นอกตำนานการขับรถเที่ยวของคนไทยอีกเมืองที่น่าสนใจ และตั้งใจว่า...คราวหน้าถ้ามีโอกาสมา New Zealand อีก จะปักหลักพักที่เมืองนี้สัก 3 คืนเป็นอย่างน้อย

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า