ยลนครหัตถศิลป์ เยือนถิ่นลิกอร์

บันทึกการเดินทาง

3...ตะวันเริ่มเบนทิศไปทางตะวันตก กับการเดินทางที่ไม่หยุดหย่อน ฝ่าบรรยากาศความร้อนในยามบ่าย จนกระทั่งมาถึงบ้านคีรีวง หมู่บ้านกินรีทองคำ จากรางวัลยอดเยี่ยมประเภทเมืองและชุมชนปี 2541 ในโครงการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

หากเดินทางจากตัวเมืองนคร รวมระยะทางราว 30 กิโลเมตร อาศัยทางหลวงหมายเลข 4016 มาถึงสามแยกบ้านตาล ให้เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 4015 กับระยะทางประมาณ 9 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาตรงสามแยกศาลาสังกะสี ในระยะทางอีก 9 กิโลเมตร โดยมีปลายทางอยู่แถวบ้านคีรีวง ซึ่งตลอดสองฝั่งข้างทางนั้น ได้ร่มครึ้มด้วยสวนสมรม ที่มีผลิตผลนานาชนิด ได้แก่ มังคุด เงาะ ทุเรียน สะตอ ให้หมุนเวียนเก็บได้ตลอดปี

ด้วยมีภูเขาอยู่ด้านหลังเป็นที่ตั้ง แล้วยังมีด้านหน้าเป็นลำคลอง ทำให้ชุมชนคีรีวงอุดดมด้วยธรรมชาติ กว่า 200 ปี ที่ยังคงวิถีเครือญาติ ซึ่งสัมผัสได้จากการทักทายกัน อย่างที่ผมกำลังมาเมียงมองแถวๆ "กลุ่มใบไม้บ้านคีรีวง" ก็มีสาวเข้ามาปราศรัยอย่างกันเอง พร้อมแลกเปลี่ยนสาระต่างๆว่า กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติบ้านคีรีวง ก่อตั้งมาเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2539 โดยได้รับการสนับสนุนจาก โครงการพัฒนาอาชีพเสริม เพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (พ.อ.อ.) เพื่อสร้างอาชีพเสริมแก่สตรีในชุมชน และใช้วัสดุท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์

หญิงสาวผู้นี้มีนามว่า อุไร ด้วงเงิน เกริ่นถึงผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ อันเป็นสินค้าในชุมชนที่โดดเด่น แล้วยังถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนใต้ เพราะคนทั่วไปยังไม่ค่อยทราบว่า ภาคใต้ก็มีใบไม้ทำสีย้อมผ้าได้ เธอต้องทำการประชาสัมพันธ์ บอกเล่าเรื่องราวและทำความเข้าใจ อย่างมังคุดก็จะรู้จักแค่ทานผล แต่ความจริงนำมาทำสีย้อมผ้า ซึ่งผ่านการทดลองเป็นปีๆแล้ว พอสำเร็จเสร็จแล้วออกไปจำหน่าย ยังแข่งขันด้านคุณภาพและรูปแบบ

"เราเริ่มมาตั้งแต่ปี 2539 ต้องปลุกแนวความคิด ให้ชาวบ้านมาสนใจสิ่งเหล่านี้ ทั้งให้ทางจังหวัดรับทราบว่า ผ้ามัดย้อมด้วยสีธรรมชาติ ช่วยลดโลกร้อน-ช่วยมลพิษอย่างไร เราพยายามบอกว่า ทำไม...ผ้ามัดย้อมของเรา สีสันทำไมมันตก หรือสีทำไมมันซีดไปหน่อย ก็เพราะมันเป็นไปตามธรรมชาติ ที่มีการเกิดแก่เจ็บตายไป การช่วยอุดหนุนซื้อสินค้าไปนั้น เราถือว่าช่วยๆกันทำบุญนะ เพราะไม่ได้แค่ลดการนำเข้าสี หรือช่วยรณรงค์สิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างรายได้แก่ชาวบ้าน เพื่อเป็นแรงใจในการทำงานต่อไป" สาวมากอุดมการณ์ย้ำ

สำหรับกระบวนการย้อมผ้า พี่อุไรได้ชี้แจงให้ฟังอีกว่า เริ่มสับเปลือกไม้หรือใบไม้ ต้มกับน้ำทิ้งไว้ 1 คืน กรองน้ำสีออกมา ตัดผ้าตามขนาดต้องการ แล้วนำผ้าไปต้มในน้ำร้อนก่อน เพื่อทำการขจัดไขมันในเนื้อผ้า มัดลายบนผืนผ้าตามจินตนาการ เสร็จแล้วนำไปต้มน้ำสีที่เตรียมไว้ หมั่นดูแลให้ผ้าจมอยู่ในน้ำสี นำมาแกะลายในน้ำและล้างสะอาด จากนั้นนำตากในที่ร่ม แหม!!! ฟังๆก็ไม่ซับซ้อนนัก แต่หากนำไปปฏิบัติเอง มีหวังผ้าเสียหายหมด

พี่เค้ายังพูดถึงสีสัน ว่า ที่นำมาใช้เป็นสีธรรมชาติ อย่างสีชมพู...มาจากเปลือกมังคุด สีเขียว...มาจากใบเพกา สีเทา...มาจากฝักสะตอและลูกเนียง สีเหลือง...มาจากใบหูกวาง สีฟ้า...มาจากใบครามทางใต้ โทนสีทั้งหมดเหมาะกับผิวคนภาคใต้

การย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ ต้องอาศัยเทคนิคที่มาจากประสบการณ์ การเข้าใจลึกซึ้งในธรรมชาติ รู้ถึงจังหวะของสีสัน "พี่ว่า...ผ้าฝ้ายเหมาะกับอากาศเมืองไทยนะ เมื่อมีการนำมาย้อมสีธรรมชาติ ทำให้เกิดคุณค่าเพิ่มยิ่งขึ้น" พี่เค้ากล่าวสรุป

กำลังสนทนากันอย่างออกรส แต่ต้องปลีกตัวเดินทางกันต่อ จุดหมายช่วงโพล้เพล้วันนี้ เป็นมื้ออร่อยปลอดสารเคมีทั้งปวง ทางร้านอาหารเค้าการันตีอย่างดี เมื่อนำเสิร์ฟพร้อมกับความช่ำชื้นจากสายฝน จึงทวีความอร่อยกันอย่างทั่วหน้า

ร้านอาหารที่เขาเหมนรีสอร์ท เป็นจุดชมทิวทัศน์ได้อย่างเต็มตา นอกจากชื่นมื่นกับ เขาเหมน หรือ เขาพระสุเมรุ ยังเห็นสวนผลไม้ในมุมสูง

หลับนอนได้อย่างเต็มอิ่ม ก็เริ่มหามื้อเช้าใส่ท้อง พอดีพี่น้องมารับไป ร้านโกปิ๊ แล้วสั่งอาหารเต็มโต๊ะให้ทาน ซึ่งประทับใจรสชาติทุกจานเลย

นครศรีธรรมราช...เป็นเมืองที่เก่าแก่ มีอายุความเป็นชุมชนขนาดใหญ่ในคาบสมุทรไทย มาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1,500 ปี ซึ่งชื่อปรากฏในเอกสารและจดหมายเหตุต่างชาติ มีมาตั้งแต่ครั้งพุทธศตวรรษที่ 6-7 ในชื่อต่างๆอย่าง ตามพรลิงค์ ตั้งหม่าหลิ่ง โลแค็ก ศรีธรรมราช ศิริธรรมนคร นครดอนพระ และ ลิกอร์ โดยมีวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง ชาวบ้านก็ยังเรียกต่างๆกันหลายชื่อ คือ วัดพระธาตุ วัดพระมหาธาตุ และ วัดพระบรมธาตุ

โดยโปรแกรมวันสุดท้ายตอนเช้าๆ เราจะเคลื่อนตัวไปเยี่ยมเยือน พระอารามหลวงชั้นเอก ชั้นวรมหาวิหาร ตั้งอยู่แถวถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีชื่อเป็นทางการในปัจจุบัน ว่า วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร

ความเป็นมาแรกเริ่มของวัด ไม่มีหลักฐานปรากฏที่แน่ชัด มีแต่เพียงตำนานที่กล่าวไว้ว่า เจ้าชายธนกุมารและพระนางเหมชาลา เป็นผู้นำเสด็จพระบรมธาตุ มาประดิษฐาน ณ หาดทรายแก้ว แล้วสร้างเจดีย์องค์เล็กๆเป็นที่หมาย ต่อมาในปีมหาศักราช 1098 (พ.ศ.1719) พระเจ้าศรีธรรมโศกราช ทรงสร้างเมืองนครศรีธรรมราชขึ้น พร้อมกับการก่อสร้างเจดีย์ขึ้นใหม่ โดยมีรูปแบบศิลปกรรมเป็นเจดีย์ทรงลังกา ความสูงราว 55.78 เมตร จากฐานบัวคว่ำถึงปลียอด ความสูงราว 6.80 เมตร ใช้ทองคำเนื้อสิบหุ้มไว้เอาโดยรอบ

วันนี้วัดพระมหาธาตุดูสงบนิ่ง ด้วยมิใช่ช่วงเทศกาลงานบุญต่างๆ อย่างประเพณีมาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุ ที่คับคั่งไปด้วยความศรัทธาและผู้คน

ในเนื้อที่จำนวน 25 ไร่ 2 งาน เราเริ่มสัมผัสที่ พระด้าน เป็นวิหารรอบพระบรมธาตุ หักมุมรูปสี่เหลี่ยมเรียกว่า วิหารคด มีพระพุทธรูปปูนปั้นนั่ง ฝีมือช่างสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ เป็นแถวยาวทุกด้านจำนวน 173 องค์ จึงเรียกอีกชื่อว่า พระระเบียง พอเบี่ยงไปทางซ้ายมือ เป็นพระระเบียงรอบองค์พระมหาธาตุ คือ วิหารทับเกษตร ความยาวเท่ากัน 4 ด้าน ประดิษฐานพระพุทธปูนปั้นและสัมฤทธิ์ ทั้งพระพุทธรูปยืนและนั่ง 92 องค์

จากนั้นพี่จำเนียร...ชวนไปที่ วิหารพระม้า อันเป็นวิหารทางขึ้นพระบรมธาตุ โดยทั้งสองข้างมีรูปปูนปั้นเทพยดา ท้าวจตุคาม ท้าวรามเทพ คอยปกปักรักษาพระบรมธาตุ และด้วยแรงศรัทธาอันแรงกล้า พุทธศาสนิกชนต่างมากราบไว้ขอพร โดยเริ่มต้นจากการกล่าวนะโม 3 จบ ตามด้วยคำบูชาพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ว่า "อะหังวันทามิ ทูระโต อะหังวันทามิ ธาตุโย อะหังวันทามิ สัพพะโส อิติปิโส วิเส เสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธะ ตัง โสอิ อิ โสตัง พุทธะปิติอิฯ"...สาธุ สาธุ สาธุ แล้วก็เห็นหลายคนเบิกบานใจ

มาต่อกันที่ พระวิหารเขียน จัดเป็นพิพิธภัณฑสถาน เก็บรักษาเครื่องพุทธบูชาต่างๆ ขณะที่ วิหารโพธิ์ลังกา นอกจากประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ ยังเป็นที่เก็บของมีค่า ที่ชาวบ้านนำมาถวายพระ อาทิ ต้นหมาก เถาว์พลู ต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง

เสร็จแล้วก็มานั่งสงบกันที่ พระวิหารหลวง อยู่ทางด้านใต้พระมหาธาตุเจดีย์ ตรงบริเวณกึ่งกลางวิหารมีพระประธานชื่อ "พระศรีศากยะมุนีศรีธรรมราช" พระพุทธรูปขนาดใหญ่ ปางมารวิชัยสมัยอยุธยาตอนต้น ประทับแย้มพระโอษฐ์ พร้อมพระเนตรมองลงมาอย่างเมตตา แต่เมื่อผมเพ่งพินิจได้เพียงครู่ ก็เผยยิ้มออกมาได้อย่างไม่รู้ตัว

ก่อนก้าวออกจาก "วรมหาวิหาร" ยังไปนมัสการ พระพุทธบาทจำลอง อยู่ทางทิศเหนือของพระมหาเจดีย์ แต่อยู่นอกวิหารคดออกไป โดยสร้างเป็นมณฑปบนเนินสูง ภายในมีศิลาสลักพระพุทธบาทจำลอง ความยาว 74 นิ้ว และกว้าง 4.4 นิ้ว

เชื่อกันว่า พระพุทธบาทจำลอง มีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างยิ่ง ในการให้บุตรตามที่วิงวอนขอ แต่!!! สำหรับตัวผมแล้ว ยังไม่ขอรับอานิสงส์ครั้งนี้

ผมจึงแอบแยกตัวไปที่ วิหารพระกัจจายนะ หรือ วิหารพระแอด โดยมีการผูกเรื่องพระมหากัจจายนะ ว่า ท่านเป็นผู้มีความปรารถนา ส่งเสริมให้มหาชนศรัทธาเข้าถึงธรรม เมื่อรู้ว่าผู้คนพากันหลงรูปท่าน กระทั่งหลงลืมใส่ใจในธรรมที่แสดง จนร่างกายได้เกิดอวบอ้วนขึ้น แล้วในที่สุดกลายเป็นพระ (ออด) แอด และต้องสร้างไม้เข็ดหลัง

แล้วก็มีความเชื่อว่า บารมีแห่งพระมหากัจจายนะ ช่วยบำบัดโรคภัยให้หายสิ้น โดยเฉพาะโรคปวดหลังปวดเอว ซึ่งก็ใช่เลย!!! ผมปรารถนาเป็นที่สุด

ครั้นจะไป วิหารธรรมศาลา เวลาหมดซะงั้น!!!

เที่ยงวันเป็นเวลาที่แอบรอคอย นอกจากจะได้หาของโอชาทานกัน แต่หากเป็นบริเวณแถวๆวัดแห่งนี้ ก็มีทั้งหลากสิ่งของ ขนมหวาน หรือของทานเล่นให้เลือกซื้อ ถ้าจะต้องยกให้เป็นพระเอกในก๊วนขนม ก็ต้องเป็น "ขนมลา"...ขนมพื้นบ้านที่เลื่องลือ มีให้เห็นกระบวนการทำอย่างชัดเจน และมีการแปรรูปลักษณ์ต่างๆ ซึ่งความอร่อยก็เหมาะสมกับราคา รวมถึงมะม่วงหิมพานต์ มังคุดคัด ขนมขาว และขนมจีน...ร่อยๆทั้งนั้นครับ

นอกจากนั้นแถวๆถนนท่าช้าง ตำบลครัง ยังมีศูนย์รวมจำหน่ายเครื่องเงิน เครื่องถม หรือเครื่องย่านลิเภา ไม่ว่าเป็นของใช้สอย ของตกแต่ง หรือเครื่องประดับ มีให้เลือกซื้อกันอย่างละลานตา เช่นเดียวกับผ้ายกนคร ทางจังหวัดนครศรีธรรมราช เชิดชูในเอกลักษณ์อันทรงคุณค่า หากเยือนถิ่นลิกอร์เมื่อใด ต้องนำผ้าลายดอกพิกุลกลับด้วย

และปิด "บันทึกการเดินทาง" ด้วยการขอพร ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช โดยตั้งนะโม 3 จบ แล้วกล่าวคำบูชาพระหลักเมือง ว่า "ศรีโรเมเทพ เทวานัง พระหลักเมือง เทวานัง ทีปธูปะจะบุปผัง สักการะวันทะนัง สูปะพญัชนะ สัมปันนังโพธ นานัง สารีนัง อุททะกัง วะรัง เตปิตุมเห อนุรักษ์ขันตุ อาโรขเยนะ สุเมนะจะ" สาธุ 3 ครั้ง

หลักเมืองนครศรีธรรมราช สร้างขึ้นตามแนวคิดเรื่องศิลปะศรีวิชัย องค์เสาหลักเมืองทำด้วยไม้ตะเคียนทอง จากภูเขายอดเหลือง ภูเขาหนึ่งในเทือกเขานครศรีธรรมราช ตำบลกะหรอ อำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช องค์เสาหลักเมืองมีความสูง 294 เซนติเมตร เส้นรอบวงกว้าง 94 เซนติเมตร สลักลวดลายบรรณนาโลกธรรม ตามคติความเชื่อพุทธศาสนามหายาน ซึ่งว่าด้วยกฎแห่งกรรม ปลายเสาหลักเป็นรูปเค้า พระพักตร์จันทรภาณุ (องค์ราชันจตุคามรามเทพ) กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรตามพรลิงค์ มีรูปพรหมสี่หน้าเป็นสัญลักษณ์ของเทวดา ผู้ที่พิทักษ์รักษาบ้านเมือง และปลายสุดเป็นยอดชัยหลักเมือง

ส่วนศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช สร้างขึ้นตามแนวคิดเรื่องพุทธเจดีย์ มีศาลบริวารทั้งสี่ทิศ อันประกอบไปด้วย ศาลพระเสื้อเมือง ศาลพระทรงเมือง ศาลพระบันดาลเมือง และศาลพระพรหมเมือง หรือที่เรียกกันอีกนัยหนึ่งว่า ศาลจตุโลกธาตุ อันหมายถึงดิน น้ำ ลม และไฟ มีหน้าที่ป้องกันองค์ศาลหลักเมือง ให้คงอยู่ยั่งยืนยาวนาน

ศาลหลักเมืองแห่งนี้ เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ.2534 แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.2542 จากความร่วมมือของพสกนิกรชาวนครศรีธรรมราช โดยช่วงที่สร้างเสร็จแล้วนั้น เป็นปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ตามพรลิงค์ ตั้งหม่าหลิ่ง โลแค็ก ศรีธรรมราช ศิริธรรมนคร นครดอนพระ ลิกอร์ หรือ นครศรีธรรมราช...ศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนา ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณี ได้ส่งเสริมอย่างต่อเนื่องและยิ่งใหญ่ เฉกเช่นประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ก็เพื่อส่งเสริมความเลื่อมใสศรัทธา แก่ชนชาวไทยและนานาชาติ

แหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ ก็อุดมสมบูรณ์ด้วยเทือกเขาและพรรณพฤกษ์ แห่งเมืองนครศรีธรรมราช ที่ยังเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของผู้คน

สำหรับเรื่องราวทั้งหมดทั้งมวล ที่ผมได้สัมผัสเพียงสองสามวันนั้น คงพอจะเป็นเครื่องยืนยันอย่างเต็มภาคภูมิว่า นครศรีธรรมราช...สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็น "เมืองพระ" เมืองอันงามสง่าแห่งพระราชาผู้ทรงธรรม ณ ดินแดนเอเชียอาคเนย์