ดั้นด้นแดนอีสานใต้ กราบไหว้พระแก้วเก้าสี

ตอนที่ 1 เหลืองใสสด พระแก้วบุษราคัม แดงแก่ก่ำ พระแก้วโกเมน
ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

ว่ากันว่าแดนดินถิ่นมณีศรีอีสานของไทยเรานี้ มีพระพุทธรูปที่แกะสลักจาก "มณีนวรัตน์" (แก้วเก้าสี) ประดิษฐานอยู่ถึงเก้าองค์ ในดิถีฤกษ์ดีปีใหม่ที่จะถึงในไม่อีกกี่วันข้างหน้านี้ คอลัมน์ศรัทธาสัญจรขออัญเชิญความงดงามล้ำค่าของพระแก้วแห่งเมืองอุบลราชธานีมาให้คุณผู้อ่านได้ร่วมปลื้มปีติเป็นสิริมงคลในการเริ่มต้นปีใหม่ชีวิตใหม่ค่ะ สำหรับพระแก้วขาวเพชรน้ำค้าง วัดสุปัฏนารามวรวิหาร คอลัมน์ศรัทธาสัญจรเคยนำเสนอไปแล้ว เป็นองค์พระแก้วสีขาวผ่อง เพชรดี หนึ่งในนวรัตน์ที่มีร้อยเรียงเป็นคำกลอนต่อมาว่า ทับทิมสี มณีแดง เขียวใสแสง มรกต เหลืองใสสด บุษราคัม แดงแก่ก่ำ โกเมนเอก สีหมอกเมฆ นิลกาฬ มุกดาหาร หมอกมัว แดงสลัว เพทาย สังวาลสาย ไพฑูรย์

ฉบับนี้เราสองคนขอพาไปวัดศรีอุบลรัตนาราม ตำบลในเมือง อำเภอเมือง อุบลราชธานีค่ะ สีเหลืองใสสด บุษราคัมของพระแก้วบุษราคัมพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองสืบกันมาแต่โบราณกาล สะท้อนแสงแวววาวเงางามยามที่พวกเราได้เข้าไปกราบนมัสการสรงน้ำสักการบูชา พระแก้วบุษราคัมอายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 22-23 หน้าตักกว้าง 3 นิ้ว สูง 4 นิ้ว ปางมารวิชัย สมัยเชียงแสน แกะสลักจากแก้วบุษราคัม ตามตำนานเล่ากันว่า พระวรราชภักดี (พระวอ) พร้อมด้วยบุตรหลานของพระตา คือเจ้าคำผง เจ้าทิดพรหมและเจ้าก่ำ บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งเมืองอุบลราชธานี ได้เชิญพระแก้วบุษราคัมมาจากกรุงศรีสัตนาคณหุต (เวียงจันทน์) ประดิษฐานอยู่ที่บ้านดอนมดแดง ต่อมาได้อัญเชิญมาประดิษฐานอยู่วัดศรีอุบลรัตนาราม ในเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี ชาวอุบลจะอัญเชิญพระแก้วบุษราคัมแห่ไปรอบเมือง เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้นมัสการกราบไหว้และสรงน้ำกันถ้วนหน้า

วัดศรีอุบลรัตนาราม อำเภอเมือง อุบลราชธานีแห่งนี้ สร้างเมื่อปีเถาะ พ.ศ.2398 ตรงกับ ร.ศ.74 เป็นปีที่ 5 แห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งราชวงศ์จักรี สถานที่ตั้งวัดเดิมเป็นสวนของท่านอุปฮาดโท (ต้นตระกูล ณ อุบล) มีศรัทธาบริจาคที่ดินประมาณ 25 ไร่ สำหรับสร้างวัดของสงฆ์ธรรมยุตินิกาย โดยระหว่างการถวายที่ดินต่อหน้าพระเถระ ยกให้เป็นสมบัติในพระพุทธศาสนาเพื่อเป็นที่ตั้งวัด ในยามราตรีของวันนั้น เกิดนิมิตประหลาดขึ้น คือมีแสงสว่างพวยพุ่งขึ้นเป็นสีเหลืองทองภายในบริเวณสวนนั้น จึงได้ถือนิมิตมงคลนี้ ตั้งชื่อวัดว่า "วัดศรีทอง"

ฝ่ายคณะสงฆ์มีท่านเทวธัมมี (ม้าว) ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก เริ่มก่อสร้างกุฏิ วิหาร ศาลาการเปรียญ เมื่อ พ.ศ.2398 ตามประวัติ ท่านเทวธัมมี ได้ไปรับการศึกษาพระปริยัติธรรมที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่เป็นสามเณร และได้เป็นสัทธิวิหาริก (ผู้อาศัยอยู่ด้วยกัน) ของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งผนวช จึงได้ถือลัทธิธรรมยุตินิกายสืบสายมาตั้งคณะธรรมยุตินิกายที่วัดสุปัฏนารามวรวิหาร (วัดธรรมยุตินิกายแห่งแรกในภาคอีสาน) โดยมี ท่านพันธุโล (ดี) เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก ดังนั้น ท่านเทวธัมมี จึงถือว่าเป็นพระเถระที่มีศักดิ์ใหญ่ เป็นที่เคารพยำเกรงของบรรดาเหล่าพระภิกษุ สามเณร ข้าราชการ ตลอดจนประชาชนทั้งหลายในสมัยนั้น วัดนี้เคยเป็นที่บรรพชาอุปสมบทของพระเถระผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายคันถธุระและวิปัสสนาธุระหลายรูป มีพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ สิริจันทเถระ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสสฺมหาเถระ) พระอาจารย์ทา โชติปาลเถระ พระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นต้น

ต่อมา ในปี 2511 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯมาทรงประกอบพิธีฉลองสมโภชฝังลูกนิมิต และยกช่อฟ้าพระอุโบสถวัดศรีอุบลรัตนาราม จึงได้ทูลเกล้าฯถวายพระอุโบสถหลังนี้ ให้อยู่ในพระอุปถัมภ์ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และทรงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เปลี่ยนชื่อจากวัดศรีทอง เป็น "วัดศรีอุบลรัตนาราม" ตามนามขององค์อุปถัมภ์ ด้านข้างของพระอุโบสถวัดศรีอุบลรัตนาราม มีพิพิธภัณฑ์ศรีอุบลรัตนาราม ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จไปทรงเปิด เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2549 เป็นอาคารไม้เนื้อแข็ง 2 ชั้นขนาดใหญ่ ชั้นบนของอาคารเป็นที่ประดิษฐานพระประธานในหอแจก (ศาลาการเปรียญ) ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยพระเทวธัมมี (ม้าว) เป็นเจ้าอาวาส เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย นั่งขัดสมาธิเพชร แกะสลักจากไม้กันเกรา ลงรัก ทาชาดสีแดงปิดทองคำเปลวทั้งองค์ ประดิษฐานอยู่ภายในบุษบกไม้ทั้งหลัง ที่สร้างขึ้นพร้อมกันกับพระพุทธรูปไม้แกะสลักองค์นี้ และมีบุษบกไม้ชนิดเดียวกันมีขนาดลดหลั่นกันลงมา กระหนาบอยู่ทั้งสองข้าง และภายในบุษบกประดิษฐานพระพุทธรูปทั้งสองบุษบก

นอกจากนี้มีการจัดแสดงวัตถุโบราณอายุนับร้อยปี ที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา เช่น พระพุทธรูปขนาดเล็กหลายองค์ที่ส่วนใหญ่มีพุทธลักษณะแบบล้านช้าง พบภายใต้ฐานพระพุทธรูปคราวเคลื่อนย้ายซ่อมแซมหอแจก ตู้ลายรดน้ำปิดทองใช้ในการเก็บพระไตรปิฎก ที่ได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ 6 รวมถึงตู้หนังสือซึ่งเป็นฝีมือของช่างท้องถิ่นทั้งเทคนิคแกะสลักลายรดน้ำ และลายกระแหนะรักปั้น ลงรักปิดทอง ที่สะท้อนศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โหง่ (ช่อฟ้า) แกะสลักรูปหัวพญานาค มีหงอนสะบัดพลิ้วงดงาม เรียงซ้อนกันสวยงามเก่าแก่ ทำจากไม้ตะเคียน เดิมลงรักปิดทอง ประดับกระจก รวยระกาคือไม้แผ่นหนา ลักษณะคล้ายลำตัวนาค ทอดยาวตามแนวหลังคาศิลปะท้องถิ่นอุบลราชธานีโดยแท้ งดงามหาชมได้ยากในปัจจุบัน "หนังสือผูก" ที่วัดศรีอุบลรัตนาราม ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมพระไตรปิฎก วรรณคดี และหนังสืออื่น ๆ ที่มีคุณค่าหาได้ยาก เช่น มูลกระจาย ที่มีเหลืออยู่ไม่กี่ฉบับในประเทศไทย

ในพิพิธภัณฑ์ศรีอุบลรัตนารามยังมีคัมภีร์ใบลานซึ่งจารคำสอนทางพุทธศาสนา และสรรพวิชาทั้งหลายไว้ ด้วยความเชื่อว่าการสร้างหนังสือ (คัมภีร์ใบลาน) ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาจะได้อานิสงส์อันยิ่งใหญ่ พุทธศาสนิกชนชาวอีสานจึงขวนขวายสร้างคัมภีร์ใบลานถวายวัด และเผื่อให้มีการเก็บรักษาคัมภีร์ไว้อย่างดี จึงทำให้เกิดงานศิลปหัตถกรรมขึ้นอย่างหนึ่งคือการทอผ้าห่อคัมภีร์เพื่อห่อเก็บคัมภีร์ใบลาน โดยฝีมือการทอของหญิงสาวและแม่บ้านในชุมชนนั้น ถือว่าหญิงผู้ใดได้ทอผ้าห่อคัมภีร์ ย่อมได้รับอานิสงส์อย่างสูง เนื่องจากในวัฒนธรรมไทย ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์ในการจารพระธรรมลงบนใบลาน ผ้าห่อคัมภีร์มีทั้งฝ้ายและไหม ขนาดกว้างยาวพอดีกับ "ลานยาว" (ความยาวของใบลาน) มีลวดลายประณีต สีสันงดงามตามจินตนาการสร้างสรรค์ของผู้ทอ สำหรับผู้สนใจศึกษาผ้าโบราณพื้นเมืองอีสาน ซิ่นสตรีที่มีครบทั้งส่วนหัวซิ่น ตัวซิ่น และตีนซิ่น แม้บางผืนขาดวิ่นไปตามกาลเวลา ก็นับว่าเป็นแหล่งข้อมูลอันทรงคุณค่ายิ่งนัก พิพิธภัณฑ์จะเปิดให้เข้าชม ในวันพุธ-วันอาทิตย์ ระหว่างเวลา 09.00 -16.00 น. โดยไม่คิดค่าบริการค่ะ

จากนั้นเราเดินทางไปกราบ "พระแก้วโกเมน" ยังวัดมณีวนาราม องค์พระแกะสลักจากแก้วโกเมนสีแดงแก่ดังคำกลอนว่า "แดงแก่ก่ำ โกเมนเอก" จากการบอกเล่าสืบต่อกันมาฟังได้ว่า พระแก้วโกเมน ปางมารวิชัยขนาดหน้าตัก กว้าง 4 นิ้ว สูงประมาณ 5 นิ้ว สร้างขึ้นพร้อมพระแก้วบุษราคัม วัดศรีอุบลรัตนาราม เมื่อคราวไทยมีสงครามกับเวียงจันทน์ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ผู้รักษาการบ้านเมืองและทายกทายิกาได้พากันนำพระแก้วโกเมนไปรักษาไว้อย่างดีที่วัดบ้านกุดละงุม อำเภอวารินชำราบ แล้วนำท่อนไม้จันท์มาทำเป็นผอบใหญ่ คว่ำองค์พระพุทธรูปไว้ ด้วยเกรงว่าข้าศึกจะแย่งชิงไป ครั้งเมื่อศึกสงบลงจึงได้นำพระแก้วโกเมนมาประดิษฐานไว้ ณ วัดมณีวนาราม ซึ่งเจ้าอาวาสและคณะกรรมการวัดเก็บรักษาไว้เป็นความลับสืบต่อกันมา เนื่องด้วยพระแก้วโกเมนเป็นพระพุทธรูปที่มีค่าหาได้ยากยิ่ง เกรงจะสูญหาย จึงหวงแหนด้วยความห่วงใย พระเดชพระคุณเจ้าอาวาสวัดมณีวนาราม ที่ผ่านมาทุกรูป จึงเก็บรักษาพระแก้วโกเมนไว้ในตู้นิรภัย ครั้งเมื่อสิ้นสมัยหลวงปู่พระธรรมเสนานี (กิ่ง มหับผโล) คณะกรรมการวัดจึงขออนุญาตนำพระแก้วโกเมนลงมาประดิษฐานให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้บูชา และสรงน้ำในเทศกาลวันวิสาขบูชา เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนและครอบครัว และได้ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับวัดมณีวนาราม (วัดป่าน้อย) แห่งนี้ สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ.2332 ที่ชายดงอู่ผึ้ง ผู้สร้างคือ อุปฮาดก่ำ โอรสพระประทุมวรราชสุริยวงษ์ (เจ้าคำผง) ผู้ก่อตั้งสร้างเมืองอุบลฯเจ้าเมืองคนแรก ปัจจุบันตั้งอยู่ถนนหลวง ระหว่างวัดทุ่งศรีเมืองกับวัดมหาวนาราม (วัดป่าใหญ่) สิมวัดมณีวนารามหรือวัดป่าน้อย เป็นสถาปัตยกรรมอีสานผสมช่างเมืองหลวง คล้ายคลึงกับหอไตรวัดทุ่งศรีเมือง คือส่วนล่างเป็นแบบพื้นบ้าน ส่วนบนเป็นแบบเมืองหลวง

เจ้าอาวาสองค์แรกของวัดมณีวนาราม คือพระอริยวงศาจารย์ญาณวิมลอุบลคณาภิบาลสังฆปาโมกข์ (สุ้ย) เกิดในสมัยเริ่มสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ที่บ้านกวางคำ (บางท่านว่าบ้านแขม) อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ได้รับการยกย่องเป็น "พระสงฆ์สำคัญของแผ่นดิน" พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง เป็นพระราชาคณะตำแหน่ง "หลักคำ" ท่านเจ้าคุณพระอริยวงศาจารย์ฯ เชี่ยวชาญทางคันถธุระ และศิลปหัตถกรรม นำเอาระเบียบประเพณี ตลอดทั้งศิลปหัตถกรรมจากกรุงเทพฯมาเผยแพร่ไว้เมืองอุบลฯเป็นครั้งแรก ผลงานด้านศิลปะที่สำคัญ คือ หอไตรกลางน้ำ วัดทุ่งศรีเมืองที่รวมเอาศิลปะ 3 สกุลช่างไว้ด้วยกัน ผสานผสมกลมกลืนอย่างลงตัว ท่านเจ้าคุณพระอริยวงศาจารย์ฯถึงแก่มรณภาพ เมื่อประมาณ พ.ศ.2380 ณ ห้องใหญ่ กุฏิแดง เก็บศพไว้หลายปี จึงได้ทำรูปนกหัสดีลิงค์ ประกอบหอแก้วบนหลังนก บำเพ็ญกุศลตามประเพณีเสร็จแล้วเชิญหีบศพรูปนกสูญขึ้นประดิษฐานบนหอแก้ว แล้วชักลากไปสู่ทุ่งศรีเมืองเยื้องไปด้านพายัพ พระราชทานเพลิง ณ ที่นั้น ปัจจุบัน "พระศรีวรเวที" นามเดิม พระมหาศรีพร วรวิญฺญู (ราชิวงศ์) เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี เป็นเจ้าอาวาสรูปที่ 9ของ วัดมณีวนาราม การศึกษาเปรียญธรรม 9 ประโยค วัดมหาธาตุ ยุวราชรังสฤษฎดิ์ กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2532 M A. (Pali & Sanskrit) [First Class] (ปริญญาโท สาขาภาษาบาลีและสันสกฤต เกียรตินิยม พ.ศ.2536 และ Ph.D. (Pali) (ปริญญาเอก สาขาภาษาบาลี) พ.ศ.2539

ฉบับหน้าเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ด้วยการไปกราบไหว้ขอพร พระแก้วมรกต วัดเลียบ พระแก้วไพฑูรย์ วัดหลวง เพื่อเป็นธงชัยนำจิตใจสู่ศีล สมาธิ ปัญญาค่ะ