19 รัตนสังฆราชาแห่งสังฆมณฑลไทย

ตอนที่ 8 สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (นาค) รัตนสังฆราชาพระองค์ที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เรื่องพิเศษสดุดี 100 พระชันษาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ
ช่างภาพ: 

สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (นาค) วัดราชบูรณะ สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ แรม 4 ค่ำ เดือน 4 ปี ขาล ตรงกับวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2310 ในรัชสมัยพระเจ้าเอกทัศแห่งกรุงศรีอยุธยา เรื่องราวชีวิตของพระองค์ท่านนั้นไม่มีมาปรากฏมาแต่หนหลัง มามีให้ได้ทราบว่าในสมัยรัชกาลที่ 1นั้น ทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ "พระนิกรมุนี" แต่ก็คงน่าจะทรงได้รับโปรดเกล้าฯให้เลื่อนตำแหน่งเรื่อยมา เพียงแต่ไม่ได้มีบันทึกไว้ จนมาในสมัยรัชกาลที่ 2 จึงทรงได้รับเลื่อนสมณศักดิ์จากพระเทพโมลีขึ้นเป็นพระพรหมมุนี และมาเป็นพระธรรมอุดม กระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ 3 ในปี 2373 ทรงได้รับโปรดเกล้าฯสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏที่สมเด็จพระพนรัตนอันนับว่าเป็นรองจากสมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) อยู่เพียงพระองค์เดียว

ครั้นเมื่อ สมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) สิ้นพระชนม์ลง ในพ.ศ.2385 หลังจากมีการพระราชทานเพลิงพระศพผ่านพ้นไปแล้ว ในพ.ศ.2386 ตรงกับปีเถาะ เดือน 6 แรม 11 ค่ำ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระพนรัตน (นาค) เป็นสมเด็จพระสังฆราช ในราชทินนามว่า สมเด็จพระอริยวงษญาณ ดังมีสำเนาประกาศทรงตั้งดังนี้

"ศิริศยุภมัศดุ อดีตกาลพระพุทธศักราช ชะไมยสะหัสสังวัจฉะระ ไตรยสตาธฤก ฉะอะสีติ ปัตยุบันกาล สะสะสังวัจฉะระ วิสาขมาศกาฬปักข์เอกาทศะมีตฤตถี พุทธวาระปริเฉทกาลอุกฤษฐ

สมเด็จบรมธรรม์ฤกมหาราชาธิราชเจ้าผู้ทรงทศพิธราชธรรม อนันตคุณวิบุลอันมหาประเสริฐ ทรงพระราชศรัทธา มีพระราชโองการมาณพระบัณฑูรสุรสิงหนาท ดำรัสสั่งพระราชูทิศสถาปนา ให้เลื่อนสมเด็จพระพนรัตน ขึ้นเป็น สมเด็จพระอริยวงษญาณ ปริยัติวรา สังฆราชาธิบดี ศรีสมณุตปริณายก ติปิฎกธราจารย์ สฤษดิ์ขัติยสารสุนทร มหาคณฤศรทักษิณา สฤษดิ์สังฆะ คามวาสีอรัญวาสี เป็นประธานถานาทุกคณานิกร จตุพิธบรรพสัช สถิตในพระศรีรัตนมหาธาตุวรวิหารพระอารามหลวง...ให้จฤระถฤตฤกาลอวยผล พระชนมายุศมศิริ สวัสดิพิพัฒมงคลวิมลทฤฆายุ ในพระพุทธศาสนาเทอญ"

อันที่จริงแล้วตามธรรมเนียมเดิมที่ปฏิบัติกันมา จะต้องมีการแห่สมเด็จพระสังฆราชมาสถิต ณ วัดมหาธาตุฯ แต่เนื่องจากว่า ในพ.ศ.2387 นั้นเป็นปีที่เริ่มต้นการบูรณปฏิสังขรณ์วัดมหาธาตุฯ อย่างขนานใหญ่ โดยทำการขยายอาณาบริเวณที่เรียกว่าสังฆาวาสอันเป็นที่พำนักของเหล่าภิกษุ สามเณร ให้กว้างขวางออกไปอีกเพื่อให้สามารถรองรับภิกษุ สามเณร ได้มากถึง 1,000 รูป ตามพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) เมื่อพระอารามหลวงอันเป็นพระตำหนักที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชกำลังอยู่ในระหว่างบูรณปฏิสังขรณ์ จึงเป็นอันว่ามิได้มีการอัญเชิญแห่แหนพระองค์ท่านมายังวัดมหาธาตุฯ ตามธรรมเนียมราชประเพณี แต่พระองค์ท่านยังคงสถิตอยู่ ณ ที่พระอารามเดิม คือ วัดเลียบ หรือวัดราชบุรณราชวรวิหาร ในปัจจุบันนั่นเอง

วัดราชบุรณะ เป็นวัดเก่าแก่เดิมชื่อ "วัดเลียบ" วัดนี้เป็นวัดหนึ่งตามธรรมเนียมประเพณีโบราณที่ว่า ในราชธานีจะต้องมีวัดสำคัญประจำราชธานีอยู่ 3 วัด คือ วัดมหาธาตุ วัดราชบุรณะ และวัดราชประดิษฐ์ วัดราชบูรณะ เมื่อครั้งที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนั้น นับว่าเป็นหนึ่งในวัดที่ใหญ่และมีความเก่าแก่มากที่สุดในพระนครศรีอยุธยา พระปรางค์องค์ประธานของวัดราชบูรณะเป็นพระปรางค์ขนาดใหญ่ ที่มีการขุดพบทรัพย์สมบัติล้ำค่าและเครื่องทองโบราณที่เป็นทรัพย์สมบัติสำคัญของชาติบรรจุอยู่เป็นจำนวนมาก ภายหลังกรมศิลปากรได้เข้ามาบูรณะขุดแต่งเพิ่มและทำการอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุสำคัญของประเทศไว้เป็นอย่างดี

สำหรับวัดราชบุรณะ ประจำกรุงรัตนโกสินทร์ พระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ พระพี่นางเธอในรัชกาลที่ 1 ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดเลียบ เสร็จแล้วพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระราชทานนามว่า "วัดราชบุรณะ"

และเนื่องจากการบูรณปฏิสังขรณ์วัดมหาธาตุฯ ในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้กระทำสืบเนื่องยาวนานต่อมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ท่านเจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราชนาคจึงไม่มีโอกาสเข้าประทับ ณ พระตำหนักสมเด็จพระสังฆราชที่วัดมหาธาตุ โดยยังคงประทับอยู่ที่วัดราชบุรณะ มาโดยตลอดตราบจนสิ้นพระชนม์ และประเพณีการแห่พระสังฆราชมาสถิต ณ วัดมหาธาตุ ก็ได้สิ้นสุดลงตามไปด้วย โดยหลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้โปรดฯให้สมเด็จพระสังฆราชทุกๆพระองค์ในลำดับถัดมาสามารถประทับอยู่ที่วัดเดิมได้ จึงเป็นอันยกเลิกธรรมเนียมการอัญเชิญแห่สมเด็จพระสังฆราช มาสถิตยังวัดมหาธาตุไปโดยปริยาย

พระกรณียกิจสำคัญในสมัยของพระองค์ คือการสืบสานการเจริญสัมพันธไมตรีของสมณทูตไทยและลังกาให้ยั่งยืนยาวนาน โดยทรงสานต่องานจากสมัยสมเด็จพระสังฆราชด่อน ที่ทางฝ่ายสงฆ์ไทยได้ส่งคณะสมณทูตไปเยือนลังกาเป็นครั้งที่ 2 ของกรุงรัตนโกสินทร์ ในปี 2485 แต่ทว่าระหว่างที่ทางคณะสมณทูตยังไม่เดินทางกลับมา สมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) ซึ่งเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ก่อนหน้าก็ได้สิ้นพระชนม์ลง จนเมื่อเข้าสู่สมัยของเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชนาค จึงเป็นเวลาเดินทางกลับถึงบ้านเมืองของคณะสงฆ์ไทยที่ตรงกับ ปี 2486โดยในการกลับมาคราวนี้ ทางคณะสงฆ์ลังกาได้ฝากหนังสือคัมภีร์สำหรับให้ยืมเป็นจำนวน40เล่มมากับคณะพระไทยด้วย เนื่องจากทางฝ่ายไทยได้ถือหนังสือสมณสาส์นขอยืมพระคัมภีร์ต่างๆ เพื่อนำกลับมาคัดลอกเก็บไว้

ครั้นถึงปี 2387 ฝ่ายคณะสงฆ์ลังกาได้หนังสือเข้ามาเตือนถึงคัมภีร์พระไตรปิฎกที่ทางไทยขอยืมมา ในคราวก่อน 40 เล่ม ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯให้ พระวชิรญาณภิกขุ หรือภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎผู้พระอนุชา จัดคณะพระสมณทูตขึ้นมาอีก 1 ชุด ที่ถือเป็นคณะที่ 2 ในรัชกาลของพระองค์ โดยจัดเป็นคณะพระธรรมทูตสายธรรมยุตเช่นเดียวกับคณะก่อนหน้า ประกอบด้วย ภิกษุ 6 รูป และสามเณรเปรียญอีก 1 รูป รวมทั้งหมดจำนวน 7 รูปด้วยกัน คือ 1. พระอมระหรือพระอมราภิรักขิต (เกิด) ผู้ซึ่งในภายหลังได้เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 2 ของวัดบรมนิวาส อันเป็นวัดที่เป็นเสมือนวัดอรัญวาสีของคณะธรรมยุต ซึ่งท่านได้เคยร่วมไปในคณะสมณทูตชุดก่อนด้วย 2. พระสมุทรมุนี (สังข์) ซึ่งก็เคยร่วมเดินทางไปกับคณะสมณทูตชุดก่อนเช่นเดียวกัน 3. พระสังฆรักขิต 4. พระปิลันทวัจฉะ หรือพระปิลินทวัชชะ 5. พระยัญญทัตตะ 6. พระอาสภ 7. สามเณรปันขาระ หรือบ้างก็เรียกสามเณรแก่น สำหรับสามเณรรูปนี้ นับว่าท่านเป็นสามเณรที่มีความรู้สติปัญญาดีมาก โดยสอบได้เปรียญ และมาภายหลังเมื่อลาสิกขาแล้ว ยังมาเข้ารับราชการจนกระทั่งได้รับเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระยาโอวาทวรกิจ ที่ต่อมาท่านได้เป็นครูบาอาจารย์คนสำคัญของบ้านเมืองที่เปิดเป็นสำนักเรียนขึ้น และมีลูกศิษย์ลูกหาอยู่มากมาย

นอกจากนี้แล้วในคณะที่เดินทางรอนแรมโดยสารไปกับเรือหลวงอุดมเดช ในปี 2387 นั้นยังรวมถึงไวยาวัจกร และภิกษุชาวลังกาอีกจำนวนหนึ่ง โดยใช้เวลารอนแรมฝ่าคลื่นลมกลางท้องทะเลไปกลับ และรวมเวลาที่ปฏิบัติกิจของพระสมณทูตอยู่ในแผ่นดินลังกา รวมทั้งสิ้นราวสี่เดือนเศษเท่านั้น ซึ่งนับว่าการเดินทางไปยังลังกาของคณะพระธรรมทูตในชุดหลังๆ ใช้เวลาสั้นลงกว่าการเดินทางในคราวแรกเป็นอันมาก เพราะกินเวลานับเป็นแรมปี เนื่องมาจากในคราวแรกๆนั้น คณะพระสมณทูตท่านต้องใช้เวลาไปกับการสำรวจเส้นทาง ลองผิดลองถูกกับการเดินทาง ซึ่งการไปในบางที่บางแห่งยังถูกจี้ปล้นหรือถูกหลอกลวงเอาทรัพย์สินของมีค่าไปในระหว่างทางก็มี นับว่าลำบากลำบนกันพอดู แต่ก็เพื่อบุกเบิกฝ่าฟันกรุยทางเอาไว้ให้คณะพระธรรมทูตที่ทำงานสืบเนื่องในภายหลังได้ทำงานกันอย่างคล่องตัวและราบรื่นยิ่งขึ้น

เมื่อคณะพระสมณทูตไทยชุดที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ อันประกอบด้วยคณะพระสายธรรมยุตล้วนเดินทางไปถึงลังกา แต่ก็ไม่พบว่ามีหลักฐานที่ระบุถึงหนังสือที่ทางลังกาให้ไทยยืมมาว่ามีจำนวนกี่เล่ม ทราบกันแต่เพียงว่ามีสมณสันเทศ หรือสมณสาสน์มาถวายเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งในเวลานั้นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ก็คือพระวชิรญาณภิกขุ หรือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) โดยในกาลต่อมาพระองค์ได้ทรงฟื้นฟูวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ไทยให้เข้มงวดเข้ารูปเข้ารอยตามพระธรรมวินัยให้มากขึ้นและทรงสถาปนาขึ้นเป็นคณะสงฆ์คณะใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคณะ ดังที่เรียกกันว่าคณะธรรมยุต ซึ่งก็เป็นที่นิยมยอมรับของผู้คนทั่วไปนับแต่กาลสมัยครั้งนั้นมา

สำหรับคัมภีร์บางส่วนที่คณะพระธรรมทูตชุดก่อนนำกลับเข้ามาด้วยจากลังกานั้น แบ่งออกเป็นส่วนที่ทางลังกามอบให้แก่คณะสงฆ์ไทยจำนวน 3 เล่ม คือ เรื่องทันตธาตุ ชินจริต และเภสัชมัญชุสา ส่วนหนังสือที่ยืมมาในครั้งแรก และก็ได้นำกลับคืนไป และยังได้รับอีกหนังสือคัมภีร์ที่ทางลังกาให้ยืมกลับมาใหม่อีกจำนวน30เล่ม สำหรับนำมาคัดลอกขึ้นเผยแผ่กันไปในแผ่นดิน จากนั้นจึงค่อยนำกลับไปคืนอีกครั้ง หนังสือคัมภีร์ที่ได้ยืมมาเพิ่มเติมอีกก็เช่น บุราณฎีกาอังคุตร นามรูปปริเฉท นวฎีกามูลสิกขา มหานยสารทีปนี เอกักขรโกสฎีกา วินยวินิจฉยฎีกา วัจจวาจฎีกา สันทัตถรชาลินีฎีกา ฎีกามหาวงศ์ บุราณฎีกาบาลีมุต ฯลฯ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีภิกษุ สามเณร และคฤหัสถ์ชาวลังกาติดตามคณะกลับมาด้วยถึง 40 กว่าคนเลยทีเดียว

กาลสมัยของเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชนาค นับได้ว่ามีความสัมพันธ์กระชับแน่นทางด้านศาสนไมตรีระหว่างสองประเทศ คือไทยกับลังกาที่ทำให้เกิดความผูกพันแนบชิดทางศาสนกิจระหว่างประเทศทั้งสองมายั่งยืนยาวนานตราบจนเท่าทุกวันนี้ ในช่วงที่คณะสงฆ์ไทย และคณะสงฆ์ลังกามีการเดินทางเพื่อไปมาหาสู่เพื่อแลกเปลี่ยนศาสนกิจกันอย่างใกล้ชิดนี้ ทางวัดบวรนิเวศก็ได้มีการจัดหมู่กุฏิไว้รับรองพระสงฆ์ลังกาเอาไว้เป็นการเฉพาะ เกี่ยวกับเรื่องนี้นั้นมีบันทึกอยู่ในตำนานวัดบวรนิเวศวิหารว่า "ครั้งนั้น พระเปรียญ (วัดบวรนิเวศวิหาร) พูดมคธได้คล่อง มีพระลังกาเข้ามา (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) จึงต้องทรงมีหน้าที่เป็นผู้รับรองในราชการ และมีคณะไว้สำหรับพระลังกาที่วัด (บวรนิเวศวิหาร) ตั้งอยู่ที่เป็นพระวิหารพระศาสดาในทุกวันนี้ ทรงสื่อสารกับคณะสงฆ์ที่ลังกา บางคราวก็ทรงแต่งสมณทูตส่งไปลังกาโดยราชการก็มี" สำหรับบริเวณที่เรียกกันว่าคณะลังกา ในแต่ก่อนนั้นก็คือบริเวณที่เรียกว่าพระวิหารพระศาสดาในปัจจุบันนั่นเอง ทั้งนี้พระเปรียญวัดบวรนิเวศวิหารในครั้งกระโน้นท่านไม่เพียงแต่พูดภาษามคธได้คล่องแคล่วเท่านั้น แต่บางท่านยังสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีอีกด้วย เช่น พระอมระ หรือพระอมราภิรักขิต (อมโร เกิด) ซึ่งเป็นพระเถระในคณะธรรมยุต ซึ่งนับเข้าในหมู่พระศิษย์หลวงเดิมใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงพระผนวชอยู่ ท่านเป็นผู้คงแก่เรียน เป็นเปรียญ 9 ประโยค และมีความรู้แตกฉานในพระไตรปิฎกอย่างลึกซึ้ง และท่านเองเคยร่วมเดินทางไปกับคณะพระสมณทูตไทยเดินทางไปเยือนแผ่นดินลังกาถึงสองครั้งสองครา นั่นก็คือ ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2385 กลับถึงกรุงเทพฯ ในปี 2386 ยืมหนังสือพระไตรปิฎกมาได้ 40 คัมภีร์ ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2387นำพระไตรปิฎกที่ยืมมาครั้งก่อนกลับไปส่ง กลับมาถึงกรุงเทพฯ ในปีเดียวกันนั้น ยืมหนังสือมาได้อีก 30 คัมภีร์

การครั้งหลังนี้มีหนังสือของอุบาสกชาวลังกากราบทูลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความตอนหนึ่งว่า "ด้วยข้าพเจ้าได้พบพระสงฆ์ไทยผู้มีชื่อว่า อมร ซึ่งพูดภาษาอังกฤษได้ดี ที่ไปกับ พระสุภูติ ผู้เป็นใหญ่นั้น 1 ข้าพเจ้ามีความชอบใจ ด้วยพระอมรนั้นพูดได้เหมือนอังกฤษทีเดียว ถ้าแม้นพระอมรนั้นมิได้ไปกับ พระสุภูติ ผู้เป็นใหญ่นั้นแล้ว ข้าพเจ้าเห็นว่าการงานทั้งปวงก็จะขัดขวางอยู่โดยมาก" คือชาวลังกาถึงกับเอ่ยชมท่านว่า "พูดได้เหมือนอังกฤษทีเดียว" รวมทั้งยังเสริมด้วยว่า "แล้วข้าพเจ้าดูอาการพระอมรองค์นี้พูดจากล้าหาญดีเปรียบเหมือนทหารที่แกล้วกล้า" แสดงว่าหัวหน้าคณะสมณทูตในสมัยของสมเด็จพระสังฆราชนาคมีความเก่งกาจมีความสามารถรอบตัว และมีบุคลิกส่วนตัวที่แกล้วกล้าโดดเด่นทีเดียว ทำให้งานสำคัญๆของพระศาสนาในกาลสมัยของสมเด็จพระสังฆราชนาคสำเร็จลุล่วงด้วยประการทั้งปวง และได้รับเสียงชื่นชมตอบกลับถึงความสามารถของคณะพระธรรมทูต อันเป็นตัวแทนของคณะสงฆ์ไทยที่เดินทางไปยังลังกาได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ก็มี สมเด็จพระพุฒาจารย์ (ศรี) ซึ่งเป็นพระสมณทูตไปลังกาตั้งแต่ครั้งยังเป็นพระราชาคณะที่พระอโนมศิริมุนี ในรัชกาลที่ 4 ก็สามารถเทศนาเป็นภาษามคธให้ชาวลังกาฟังได้ นับว่าการศึกษาภาษาบาลีของพระสงฆ์ไทยในช่วงยุคสมัยนั้นมีความเจริญก้าวหน้าเป็นอันมาก อีกทั้งยังเป็นช่วงที่มีความตื่นตัวในเรื่องการศึกษาภาษาของชาติตะวันตก เช่น ภาษาอังกฤษ เป็นอย่างมากอีกด้วย

กาลสมัยของเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชนาค กิจการพระศาสนาดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยและก้าวหน้าไปด้วยดี วัดบวรนิเวศ อันเป็นวัดสายธรรมยุตที่เพิ่งถือกำเนิดมาได้ไม่นาน ก็จัดว่ากำลังเริ่มรุ่งเรืองขึ้นมาในสมัยนี้ด้วยเช่นกัน สมเด็จพระสังฆราชนาค สิ้นพระชนม์ลงในปีระกา ตรงกับ พ.ศ.2392 เมื่อมีพระชนม์ได้ 86 พรรษา ทรงดำรงอยู่ในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช เป็นเวลา 6 ปี นับว่าทรงสร้างคุณูปการอย่างใหญ่หลวงยิ่งนักแก่พระศาสนาและสังคมไทยสืบต่อมา