10 วิธีทำร้ายคอมพิวเตอร์

หญิงไทยไอที

ตอนที่ 2...จากฉบับที่แล้วที่ผมแนะนำคุณผู้อ่านเรื่อง "วิธีทำร้ายคอมพิวเตอร์" ตอนแรกไป ไม่ทราบว่ามีคุณผู้อ่านท่านใดได้ลองทำตามหรือเปล่าครับ

ถ้าใครทำแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ต้องแปลกใจนะครับ เพราะวิธีการที่ผ่านมาเป็นการทำร้ายคอมพิวเตอร์แบบผ่อนส่ง เหมือนคนสูบบุหรี่ที่รอวันป่วยหรือคนดื่มเหล้าที่รอวันให้ตับหมดสภาพอะไรประมาณนั้น แต่สูบบุหรี่นี่ทำร้ายคนข้างๆ แบบอ้อมๆ ไม่เหมือนวิธีการ 5 ข้อแบบคราวก่อนที่ถึงจะทำร้ายทางอ้อมแต่ก็ทำร้ายคอมพิวเตอร์กับประเป๋าสตางค์นะครับ ไม่ใช่ตัวเรา (จะดีไหมนั่น)

คราวนี้เรามาต่อกันด้วย 5 ข้อที่เหลือ ซึ่งเป็นการทำร้ายแบบรุนแรงและเห็นผลได้ไวกว่ากันมาก

ต่อกันเลยนะครับ

6. ไม่ใช้ UPS หรือชอบถอดแบตฯ โน้ตบุ๊ค UPS อุปกรณ์สำหรับเครื่องพีซีที่อยู่เป็นกล่องหนักๆ ข้างในใส่แบตเตอรี่สำหรับสำรองไฟในเวลาที่ไฟดับ ส่วนโน้ตบุ๊คนั้นจะมีแบตเตอรี่ติดอยู่ในตัวเครื่องอยู่แล้ว คุณผู้อ่านทราบไหมครับว่านอกจากจะใช้สำรองพลังงานเวลาไฟดับแล้ว UPS กับแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คนี่ยังสามารถปกป้องระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ ถ้าเกิดอาการไฟกระชากไฟตกได้อีกด้วย ดังนั้น ใครที่คิดว่า UPS ไม่จำเป็นเพราะที่บ้านฉันนี่ไฟฟ้านานๆ ดับที หรือเวลาไฟจะดับเขาก็จะมีแจ้งเตือนล่วงหน้าทุกครั้ง ก็ต้องขอบอกว่าเรื่องนี้ประมาทไม่ได้เด็ดขาด ขึ้นชื่อว่าเมืองไทย ไฟฟ้าดับเกิดขึ้นได้เสมอ แม้ว่าจะนานๆเกิดทีก็เถอะ แต่ถ้าเกิดตอนกำลังบันทึกไฟล์เมื่อไหร่ รับรองได้ความเสียใจจะมาเยือนอย่างแน่นอน ดังนั้น ใครใช้พีซีก็หา UPS มาใช้งานด้วยนะครับ

อ้อ! สำหรับคุณผู้อ่านที่ใช้โน้ตบุ๊คแล้ว "เชื่อ" ว่าเวลาใช้งานอยู่กับบ้านไม่ต้องใส่แบตฯ ให้เสียบปลั๊กใช้งานผ่านไฟบ้านตรงๆ เพราะคิดว่าช่วยยืดอายุแบตเตอรี่แล้วล่ะก็ ต้องเรียนให้ทราบว่าเป็นความเชื่อที่ผิดนะครับ เพราะที่ถูกแล้วควรเสียบแบ๊ตฯ ติดไว้กับเครื่องตลอดเวลา แล้วเสียบปลั๊กไฟเอาไว้ตลอดเวลาที่ใช้งาน ไม่ต้องกลัวว่าแบตฯ จะเสื่อมเพราะชาร์จไม่หยุด ทั้งนี้เพราะโน้ตบุ๊คสมัยใหม่ฉลาดครับ พอชาร์จพลังงานเต็มก็จะหยุดชาร์จเอง แล้วพอพลังงานลดลงมาถึงจุดที่เหมาะสมก็จะเริ่มชาร์จเอง ดังนั้น สบายใจได้ครับ

7. ใช้รางไฟไม่มีคุณภาพ อุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่ใครๆ ชอบประหยัดกันคือรางไฟครับ โดยรางไฟเป็นอุปกรณ์ที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า "ปลั๊กต่อ" หรือ "ปลั๊กเคลื่อนที่" ทั้งนี้เพราะเป็นปลั๊กไฟที่ใช้เสียบจากเต้ารับข้างผนังแล้วลากสายไปยังบริเวณอื่นเพื่อจะนำปลั๊กของคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊คมาเสียบเพื่อดึงพลังงานไปใช้

คราวนี้บางท่านอยากประหยัด ก็เลยซื้อแบบที่เป็นสายไฟบางๆ สีเทาๆ หรือแบบที่ม้วนเก็บสายได้อะไรแบบนั้น ทราบไหมครับว่าอุปกรณ์พวกนี้ไม่เหมาะกับคอมพิวเตอร์อย่างแรง เพราะนอกจากอาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรเพราะความทนทานของสายไฟมีน้อยกว่าแล้ว ยังอาจทำให้เกิดไฟกระตุกได้ เพราะปลั๊กไฟแบบนี้ไม่ค่อยแน่นครับ คือสังเกตได้ว่าเวลาเราเสียบปลั๊กเข้าไป แล้วสามารถดึงให้ปลั๊กหลุดได้อย่างไม่ยากเย็น ทีนี้ลองคิดดูนะครับว่าถ้าเราหรือคนในบ้านเผลอไปเตะปลั๊กหลุดโดยที่เรายังไม่ได้ทำการบันทึกข้อมูลแถมไม่มี UPS จะเกิดอะไรขึ้น

8. ดึงปลั๊กแบบหฤโหด วิธีการดึงปลั๊กแบบหฤโหดผมก็ชอบทำตอนสมัยเด็กๆครับ คือแทนที่จะจับตัวปลั๊กแล้วค่อยดึงออกก็ไม่ทำ แต่ใช้การจับที่สายไฟแล้วกระชากออกมาแทน (แบบนี้ผมถึงเรียกว่าหฤโหดไง) รู้ไหมครับว่าการทำแบบนี้มีความเสี่ยงสูงมากเพราะนอกจากจะทำให้สายไฟขาดในได้แล้ว บางทีสายไฟที่ขาดในนี่เองก็เกิดการลัดวงจรขึ้น พอเราเสียบปลั๊กครั้งต่อไป อาจทำให้สายไฟไหม้ ไฟดูดเรา เพราะเราอาจไม่เห็นว่าสายไฟที่ขาดในนั้นดันมีแอบทะลุผ่านฉนวนมาด้านนอกตรงที่มือเราจับปลั๊กอยู่พอดี

ที่ร้ายมากๆ คือตอนเสียบปลั๊กใช้งานแรกๆ ไม่มีปัญหาอะไร ปัญหามาเกิดเอาระหว่างที่เรากำลังใช้งานคอมพิวเตอร์อยู่แล้วถ้ามีการขยับปลั๊ก ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่สายไฟขาดในอยู่ก่อนแล้ว คงนึกออกนะครับว่าอะไรจะเกิดขึ้น คือถ้าไฟล์ไม่หายก็ได้กลิ่นไหม้อย่างแน่นอน (ผมเคยโดนมากับตัวแล้ว)

9. พ่วงอุปกรณ์เยอะเกิน เรื่องนี้แทบไม่มีโอกาสเกิดกับโน้ตบุ๊คเลยครับ แต่ถ้าเป็นพีซีแล้วล่ะก็มีโอกาสเกิดได้เยอะมาก เพราะบางท่านอาจใช้คอมพิวเตอร์มาหลายรุ่นแล้ว ทีนี้เวลาจะเปลี่ยนเครื่องก็แสนเสียดายชิ้นส่วนเก่าๆ ไม่ว่าจะเป็นการ์ดอุปกรณ์เสริม เช่น Sound Card (การ์ดเสียง) หรือไม่ก็ฮาร์ดดิสก์ หลังๆก็เลยจับอุปกรณ์เดิมที่ไม่เสียมาใช้งานในเครื่องใหม่จนกลายเป็นว่าเครื่องพีซีเรามีฮาร์ดดิสก์ 4 ลูก แถมด้วยการ์ดอีกสารพัดการ์ดจากเครื่องเก่าเรียกว่าใส่จนเต็มทุกช่อง (ภาษาคอมพิวเตอร์เรียกช่องพวกนี้ว่า Slot) โดยไม่ได้สนใจเลยว่าจะได้ใช้งานหรือเปล่า เพียงแต่อยากเผื่อเอาไว้ด้วยคิดว่าอาจได้ใช้งานในอนาคต

คุณผู้อ่านทราบไหมครับว่าการทำแบบนี้ สิ่งที่ต้องรับภาระอย่างหนักคือส่วนจ่ายพลังงานที่เรียกว่า Power Supply และระบบปฏิบัติการครับ ทั้งนี้เพราะอุปกรณ์ทุกชิ้นที่เราใส่เข้าไปในเครื่องไม่ว่าจะได้ใช้งานหรือไม่ก็ตาม คอมพิวเตอร์ต้องจ่ายพลังงานให้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (คอมพิวเตอร์เขาออกแบบมาอย่างนี้) ดังนั้น Power Supply จึงต้องทำงานหนักในการจ่ายพลังงานงานโดยไม่จำเป็น สุดท้ายอาจทำให้เกิดอาการเครื่องดับไปเฉยๆ โดยไม่มีการบอกล่วงหน้า (ผมก็ก็เห็นเครื่องดับทีไร ไม่เคยบอกล่วงหน้าซักที)

10. ชอบเปิดฝาเคสทิ้งเอาไว้ บางท่านอาจเคยได้ยินว่าถ้าจะให้คอมพิวเตอร์ใช้งานได้นานๆ ต้องใช้งานอยู่ในห้องแอร์หรือไม่ก็เปิดฝาเครื่องเอาไว้เพื่อให้ระบายความร้อนได้ดีๆ เครื่องจะได้อยู่กับเรานานๆ สามารถใช้งานได้โดยไม่หยุดทำงานไปดื้อๆ ซะก่อน

เรื่องนี้ต้องขอเรียนคุณผู้อ่านว่าเป็นความเข้าใจผิดอย่างแรงครับ ทั้งนี้เพราะตัวเคสของพีซีนั้นมีหน้าที่ป้องกันฝุ่นและสิ่งแปลกปลอมทั้งหลายไม่ให้เข้าไปรบกวนระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ การที่เราเปิดฝาเคสทิ้งเอาไว้ด้วยหวังว่าจะได้ระบายความร้อนนั้น อย่างเบาะๆ ก็มีฝุ่นเข้าไปจับตามชื้นส่วนต่างๆ ข้างใน อย่างร้ายๆ ก็อาจมีแมลง (เช่น มดมีปีก หรือไม่ก็ปลวกบิน) เข้าไปตายในเครื่องได้ คงไม่ต้องบอกนะครับว่าอาจจะเกิดอะไรขึ้นได้ เพราะทั้งสกปรก ทั้งอาจเกิดไฟช็อตจนระบบต่างๆ หยุดทำงานก็เป็นได้

อีกอย่าง เครื่องสมัยใหม่นี่ไม่ค่อยน่าห่วงเรื่องความร้อนซักเท่าไหร่ เพราะถ้าอากาศไม่ร้อนจนเราทนอยู่ไม่ได้แล้วล่ะก็ คอมพิวเตอร์ก็อยู่ได้แบบเดียวกับเราครับ หรือถ้าใครห่วงมากๆ เรื่องความร้อน ก็สามารถติดตั้งระบบระบายความร้อนแบบน้ำได้ (แต่เวลาใช้งานก็ระวังน้ำแห้งด้วยนะครับ)

เอาล่ะจบได้ซักทีกับวิธีการทำลายคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้มุ่งหวังให้คุณผู้อ่านเอาไปใช้เป็นเยี่ยง แต่อยากจะเรียนคุณผู้อ่านเท่านั้นเองว่าอย่าได้ทำตามอย่างที่แนะนำไปทั้ง 10 ข้อ ถ้าไม่คิดจะเปลี่ยนเครื่องที่ใช้งานอยู่ สำหรับฉบับนี้ก็สวัสดีครับ ^_^