ถกเขมร

หนังสือคือแสงจันทร์

ถกเขมร ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช : เขียน

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนหนังสือได้อย่างวิเศษเสมอ ชนิดวางไม่ลงหากได้อ่าน ถกเขมรก็เฉกเช่นเล่มอื่นอันโด่งดัง เกิดขึ้นจากการเดินทางท่องเที่ยวเขมรของผู้ประพันธ์เมื่อครั้งทำหนังสือพิมพ์ สยามรัฐ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์กับชาวคณะหนังสือนักเขียนนักวาดฝีมือฉกาจ 3 ท่าน คือ ประยูร จรรยาวงศ์ อบ ไชยวสุ และ ประหยัด ศ. นาคะนาท จึงมีส่วนเป็นอย่างยิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้อ่านเพลินได้รส โดยเฉพาะภาพวาดประกอบสวยน่ารักมีชีวิตชีวาวาดโดย ประยูร จรรยาวงศ์

ถกเขมร เขียนไว้เมื่อ พ.ศ.2496 หกสิบปีมาแล้ว ยังอ่านสนุก ให้ความรู้ และมีมุมสะเทือนใจหากคิดนำมาเปรียบกับสภาพบ้านเมือง ณ เวลาปัจจุบัน(ปลายปีพุทธศักราช 2556) เวลาที่ความดีความเชื่อถูกบิดเบือน แผ่นดินเคยจรุงกลิ่นหอม เราควรต้องถนอมรักษา เพราะคงไม่มีที่แห่งใดอบอุ่นเหมือนบ้านเกิดเมืองนอนอีกแล้ว

"เมื่อเครื่องบินลดตัวลงต่ำเหนือกรุงเทพพระมหานครก่อนถึงดอนเมือง เราก็ได้เห็นบ้านเมืองถนนหนทางตึกรามและวัดวาอารามที่เป็นของเราแท้ๆ ไม่มีใครมาช่วยทำให้ เราก็เหลียวดูหน้ากันและต่างคนต่างก็รู้ว่า ความรู้สึกบางอย่างซึ่งเคยหย่อนยานไปในตัวเรานั้นกลับขึงตึงขึ้นมาใหม่ และมั่นคงพร้อมจะใช้การไปได้อีกนาน"

ฉันซื้อหนังสือ ถกเขมร เมื่อครั้งเยือนจังหวัดฉะเชิงเทราในอดีต ร้านขายหนังสือใกล้ตลาดสดลดราคาหนังสือปกแข็งของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หลายเล่ม เช่น ไผ่แดง ฮวนนั้ง ห้วงมหรรณพ ถกเขมร เป็นต้น เล่มละ 20 บาทเท่านั้น กระไรเลยจะไม่หยิบจับเป็นเจ้าของหนังสือดี เวลาจะผันผ่านหารเมืองจะผันผวน หนังสือเหล่านี้ยังคงคุณค่ามิเปลี่ยนแปลง

ถกเขมร ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4 ก้าวหน้าการพิมพ์ พ.ศ.2513 สมบูรณ์ทั้งเรื่องราวและภาพประกอบเรื่อง คนเขียนหนังสือก็มีไม่น้อย แต่คนที่เขียนแล้วสนุกชวนอ่านได้ทั้งความรู้และยิ้มละไมไปด้วยนั้น ต้องเป็นผู้มีความสามารถปรุงรสชาติการเขียนได้กลมกล่อม ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ คือปราชญ์ ท่านมีความสามารถหลายด้าน เป็นนักประพันธ์ นักการเมือง นักการปกครอง เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ ทั้งยังได้ก่อตั้งพรรคการเมืองชื่อ พรรคก้าวหน้า พรรคการเมืองพรรคแรกของประเทศไทย

หนังสือสารคดีท่องเที่ยวเขมรเล่มนี้ มีทั้งหมด 10 ตอน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เขียนบทเกริ่นไว้บทแรกว่าที่ชักชวนเพื่อนเกลอเที่ยวเขมรก็เพราะเหตุอยาก "หนี" จากความจำเจต่างๆนานา บอกผู้อ่านไว้ตอนหนึ่งว่า

"หนังสือเล่มนี้ที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ ขอให้เข้าใจเสียแต่ในเบื้องแรกว่าเขียนขึ้นด้วยความสนุก ปราศจากวัตถุประสงค์อื่นใด โดยเฉพาะหนังสือเล่มนี้ไม่มีวัตถุประสงค์ในทางการเมืองเลยแม้แต่น้อย และผมก็รู้สึกภูมิใจที่จะให้หนังสือเล่มนี้อยู่ในลักษณะเช่นนั้น แต่ถึงได้พูดไว้แล้วเช่นนี้ก็ตาม ข้อความบางตอนในหนังสือเล่มนี้ก็อาจพาดพิงเข้าไปถึงเรื่องกิจการบ้านเมืองบ้าง และผมเองก็ขอยอมรับว่าผมอาจมีอคติในทางการเมืองอยู่บ้างไม่มากก็น้อย แต่เมื่อรู้ตัวเสียแล้วว่าความคิดเห็นในทางการเมืองอย่างใดเป็นอคติ ผมก็ไม่ถือว่าความคิดเห็นนั้นๆเป็นของสำคัญ ปล่อยให้ความคิดเห็นอันเป็นอคตินั้นเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆ จากอคติหนึ่งไปสู่อีกอคติหนึ่ง และตราบใดที่ผมยังเห็นว่าความคิดเห็นนั้นๆเป็นอคติ ผมก็ถือว่าความคิดนั้นๆเป็นอคติ ผมก็ถือว่าความคิดนั้นๆ โดยเฉพาะความคิดเห็นทางการเมืองเป็นความคิดเห็นที่ชั่วหยาบ ไม่สมควรที่ผมจะแก้ตัวหรือพยายามพลิกแพลงแก้ไขให้คนอื่นเห็นไปว่า ความคิดเห็นนั้นๆถึงแม้จะเป็นอคติ ก็เกิดจากเจตนาอันบริสุทธิ์ของผมที่มีต่อสังคมมนุษย์"

ฉันหยิบความเห็นด้านบนมาครบถ้วน ไม่อยากให้ขาดจากความเดิม แม้จะหลายบรรทัดไปสักนิดเพราะการเมืองจะเนื่องมาถึงการบ้านอยู่เสมอ เหมือนคลื่นกระแทกสะเทือนถึงกันเป็นระลอกระลอก ส่วนในบทต่อมาเล่าเรื่องสัพเพเหระก่อนเดินทาง การติดต่อทำหนังสือเดินทาง วีซ่าซึ่งยังไม่สะดวกเหมือนทุกวันนี้

แผ่นดินเขมรเคยรุ่งเรืองในนามชนชาติขอม นครวัดนครธมคือสิ่งมหัศจรรย์อันตระการตาและใจของชาวโลก ขอมกับเขมรนั้นคนละเรื่องกัน การเดินทางทอดน่องท่องเที่ยวในเขมรเมื่อห้าสิบปีก่อน ถ้านึกภาพเปรียบในด้านความเจริญกับไทยนั้นต่างกันมากทีเดียว

สถานที่แรกไปเยี่ยมชมคือนครวัดและนครธม ปราสาทแห่งความใฝ่ฝัน ความศรัทธาและอำนาจของวันวาน สิ่งมหัศจรรย์ที่มนุษย์สร้าง สามารถยืนยันถึงกำลังของคนตัวเล็กๆช่วยก่อเกิดสิ่งยิ่งใหญ่ยืนยง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เขียนเล่าว่า

"เพราะใครที่ได้เห็นนครวัดหรือนครธมแล้ว ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในใจก็คือ สิ่งก่อสร้างอันประกอบด้วยศิลาทั้งสูงและกว้างใหญ่เทียมขุนเขาเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เกินปัญญาเกินกำลัง และเกินศรัทธาของมนุษย์ที่จะสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ คำตอบของชาวเขมรที่ว่าพระอินทร์เป็นผู้สร้างหรืองอกขึ้นมาเองนั้น จึงตรงกับความรู้สึกของผู้ที่ได้เห็นปราสาทหินเหล่านี้เป็นครั้งแรกมากกว่าคำตอบอื่นๆ"

"เราเดินดูปราสาทนครวัดอยู่หลายตลบ ปล่อยให้บรรยากาศและชีวิตความเคลื่อนไหวแห่งโบราณกาลนั้นแทรกซึมเข้าไปในตัวเราทีละน้อย เรายิ่งดูไปก็ยิ่งเห็นอัศจรรย์ในการก่อสร้างอันมหึมาที่ปราศจากเครื่องมือใดๆนอกจากแรงคน หินแต่ละก้อนที่เอามาสร้างปราสาทนั้นมิใช่เล็กๆ ในสมัยปัจจุบันจะไม่มีใครนึกฝันที่จะใช้แรงคนยกและแบกหาม ลายสลักและภาพต่างๆนั้น ละเอียดลออเป็นที่สุดแล้ว"

"ก้อนหินใหญ่ๆ ที่นำมาประกอบกันขึ้นเป็นปราสาทนครวัดสูงเยี่ยมเทียมเมฆนั้นได้รับการแกะสลักอย่างวิจิตรพิสดาร ลวดลายต่างๆที่มีอยู่ทุกเสาทุกกรอบประตูหน้าต่างนั้นสลักด้วยช่างฝีมือชั้นสูง เป็นลายกนกประกอบด้วย รูปคน รูปสัตว์ รูปยักษ์ และเทวดา และวิธีสลักหินนั้นก็ใช่สลักแต่ตื้นๆ แต่สลักสองชั้นสามชั้นจนกนกและรูปสัตว์ต่างๆนั้นลอยเด่น"

ปราสาทที่นครวัดนั้นสร้างสำหรับไว้พระบรมศพเริ่มสร้างตั้งแต่ต้นรัชกาล ส่วนปราสาทบายนที่นครธมคือเทวสถาน ผู้ประพันธ์เล่าว่าเมื่อชมนครวัดนั้นสัมผัสได้ถึงลมหายใจของความตาย สำหรับนครธมนั้นแม้จะเป็นเมืองร้าง หากให้ความรู้สึกว่าเหมือนมีคนเป็นอาศัยอยู่ นครวัดมีภาพจำหลักขึ้นชื่อคือบรรดาเหล่านางอัปสรราวกับมีชีวิตกับกองทัพชาวเสียมหรือสยาม ซึ่งประยูร จรรยาวงศ์ วาดภาพประกอบได้น่ารักที่สุด

"วิหารหรือปราสาทบายนนั้นตั้งอยู่ใจกลางเมืองและเป็นหัวใจของเมืองนครธมจริงๆ เพราะเป็นสิ่งก่อสร้างโออ่าที่สุด สูงใหญ่บดบังสิ่งก่อสร้างอื่นๆในเมืองนครธมเสียสิ้น ผู้ที่ได้เห็น 'บายน' เป็นครั้งแรกจะต้องหยุดชะงักครู่หนึ่งด้วยความสะเทือนใจแทบทุกคน เพราะบายนนั้นทั้งสูงและใหญ่กว้าง แต่สัดส่วนที่สร้างขึ้นไว้นั้นทำให้แลเห็นกะทัดรัด ยอดปรางค์มิรู้กี่สิบยอดพุ่งขึ้นไปในอากาศ แต่ละยอดมีพรหมพักตร์"

ใครจะยิ่งใหญ่มีอำนาจเพียงไหน ย่อมมีวันสิ้นสุด การสิ้นสุดของอำนาจจะสวยงามหรือป่นเป็นผงก็อยู่ที่ผู้ใช้อำนาจนั้นจะเลือกใช้อย่างไร อำนาจหอมหวานและเป็นความหอมหวานของปีศาจร้าย นครวัดนครธมก็เช่นกัน "ในที่สุดห้าร้อยปีแห่งความรุ่งโรจน์ก็สิ้นสุดลงโดยกะทันหัน วันหนึ่งกองทัพปลดแอกจากเมืองไทยก็เข้าไปถึงนครธม ฝ่ายชาวเขมรที่ถูกพวกเจ้านายกดขี่มานาน ก็ลุกฮือขึ้นฆ่าฟันผู้ที่กดขี่ตนมา กองทัพไทยก็ได้นครธมโดยง่าย"

นี่คือเบื้องหลังของความยิ่งใหญ่แบบกดขี่ ความเจ็บปวดของผู้คนวันหนึ่งจะกลายเป็นกำลังแรงกล้าได้ชื่นชมและเรียนรู้จากนครวัดนครธมแล้ว ถกเขมรยังมีชีวิตชีวาจากภาพจริงของบ้านเรือนและวิถีชีวิต

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์เขียนถึงเมืองเสียมราบ การเดินทางและวิถีชีวิตคนเขมรเวลานั้น ทำให้เห็นภาพติดตาอยู่ในใจของเมืองเสียมเรียบและพนมเปญที่ท่านและชาวคณะไปยลเยือน โดยเฉพาะเมืองเสียบเรียบนั้นดูจะมีบุคลิกคล้ายกับชาวไทยที่แช่มช้าน่ารัก

"เมืองเสียมเรียบนั้นตั้งอยู่ริมแม่น้ำเล็กๆ ซึ่งเล็กจนคล้ายกับว่ามีคนขุดไว้เล่น มีน้ำใสไหลเอื่อยๆผ่านไปอย่างไม่มีกิจธุระรีบร้อน...

"...เพราะน้ำในแม่น้ำนี้ไหลเรื่อยๆอย่างสบายอารมณ์ ไม่มีที่ที่จะรีบไป ไม่มีกิจธุระจะรีบทำ น้ำในแม่น้ำนี้จึงแวะนอนเสียตามโขดทรายที่ผุดขึ้นมากลางแม่น้ำนั้นเสียงีบหนึ่ง พอมีแรงก็ไหลช้าๆต่อไป แต่ไม่ลืมแวะคุยกระซิบกระซาบกับพงอ้อที่ขึ้นอยู่ริมน้ำ ด้วยเรื่องที่ได้ผ่านมาได้เห็นมา ทำให้ต้นอ้อผงกหัวรับอย่างเข้าใจซึมซาบแต่ช้าๆ"

"ลีลาแห่งชีวิตเมืองเสียมเรียบ ก็เหมือนกับกิริยาของแม่น้ำที่ผ่านกลางเมืองเพราะทุกคนในเสียมเรียบนั้นประกอบกิจธุระต่างๆอย่างสบายไม่รีบร้อน และจับกลุ่มคุยกันเบาๆไม่มีอาการแสดงว่าตื่นเต้นต่อสิ่งใดในชีวิตจนเกินไปนัก"

"ร้านที่ขายของกินที่กินได้ทันทีโดยรอบตลาดนี้ถ้าหากดูแต่ไกลๆก็อาจนึกว่าเป็นร้านขายขนมจีน เพราะมีขนมจีนใส่กระจาดไว้และมีหม้อดินใหญ่ตั้งอยู่บนเตา พอจะสังเคราะห์ได้ว่าเป็นหม้อน้ำจีนขนมยาแน่ แต่น้ำอะไรที่ตักขึ้นมาราดขนมจีนนั้นมีลักษณะสีเขียวๆขุ่นๆ มีอะไรเขละๆผสมอยู่ เหมือนกับว่าแมวคายทิ้งไว้ตอนกลางคืน"

ที่เมืองเสียมเรียบในเวลานั้นผู้หญิงยังสวมโจงกระเบนแบบไทย ใส่เสื้อสั้นหรือเสื้อแบบญวนที่มีชายยาวมาถึงข้อเท้า ผู้ชายนุ่งโสร่ง ถอดเสื้อ มีผ้าขาวม้าพาดพันไว้ตรงส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย และทั้งชายหญิงนิยมใส่สีดำทั้งสิ้น และโกนผมด้วยหรือไม่ก็ไว้ผมสั้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์สังเกตไว้น่าคิดว่า "คงจะเป็นผลสะท้อนมาจากความในใจของคนทั้งปวง"

การเดินทางจากเสียมเรียบไปเมืองหลวงพนมเปญ ผู้ประพันธ์กับชาวคณะเลือกเดินทางรถโดยสาร เพื่อจะได้เห็นบ้านเมืองเขมรแบบใกล้ชิด ระยะทางจากเสียมเรียบไปพนมเปญ 300 กิโลเมตร ผ่านค่ายทหารที่ตั้งอยู่บนทางหลวงหลายๆค่าย และบ้านเรือนผู้คนอยู่ในละแวกเดียวกันเพราะต้องการหลบภัยจากเขมรอิสระ พนมเปญคือกรุงเทพฯเล็กๆ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ใหญ่กว่านั่นคือปลา

"ของอย่างหนึ่งในพนมเปญที่ใหญ่กว่ากรุงเทพฯคือปลาต่างๆ พวกเราเที่ยวตลาดพนมเปญในตอนเช้า เห็นปลาที่วางขายแล้วร้องอู้ด้วยความตกใจทุกคนไป ปลาช่อน ปลาชะโด ปลาเทโพนั้นนอนตัวโตๆราวกับปลาวาฬ น่ากลัวมากกว่าน่ากิน ปลาตะเพียนที่หั่นตัวเท่าๆหมู แล้วเขาก็วางขายอย่างหมู คือตัดหัววางไว้ทางหนึ่ง ใครจะซื้อหัวปลาตะเพียนไปแก้บนก็ได้ ส่วนตัวปลานั้นเขาก็แล่ออกเหมือนแล่หมู แล้วก็เฉือนเนื้อปลาขายเป็นกิโลๆเช่นเดียวกับขายหมู"

ถกหมายถึงดึงรั้งให้สูงขึ้นอย่างถกผ้าถุง ทำให้พบเห็นสิ่งที่ไม่เคยจะได้เห็น อ่านถกเขมรจึงเห็นมุมต่างๆลึกลงไป รวมทั้งความรู้และการวิเคราะห์ของผู้ประพันธ์ ทั้งสามประการนี้สอดสายทอ เหมือนการถักทอผ้าผืนงาม ผู้อ่านยังจะได้รับอมยิ้มฟรีคนละสองสามแท่งด้วย จากตัวอักษรที่ขีดเขียนบอกเล่าเรื่องในหนังสือถกเขมร

"คนใหญ่คนโตในเมืองไทยปัจจุบันอีกหลายคนก็คงจะดีใจไม่น้อย ถ้าหากว่าหายไปจากบ้านคืนหนึ่งหรือหลายคืนแล้วกลับมาบ้านบอกเมียว่าไปสมสู่กับนางนาคมิใช่นางมนุษย์ และเมียก็เชื่อ"

"สะพานข้ามคูและประตูชัยนี่แหละหนอ ที่ครั้งหนึ่งกองคุมส่วยน้ำจากพระร่วงเมืองสุโขทัยคงได้เคยผ่านและเดินเข้าไปอย่างเหนื่อยล้า เพราะระยะทางที่ต้องเดินน้ำมาส่งนั้นไกลแสนไกล นักท่องเที่ยวที่เป็นคนไทยนั้นอาจนึกออกอีกด้วยว่าทางด้านประตูชัยนี้เอง กองทัพไทยของพระเจ้าสามพระยาคงจะได้ผ่านมาแล้วด้วยความผยองในชัยชนะ ด้วยความร่าเริงของทหารผู้มีชัยตีได้พระนครหลวง ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นประดุจเขาพระสุเมรุเป็นหลักของโลก"

"ฐานสี่เหลี่ยมนั้นหาใช่เป็นที่ตั้งเทวรูปไม่ แต่เป็นที่ตั้งโกศใส่พระบรมศพ รูที่เห็นอยู่บนฐานนั้น ก็มิใช่เอาไว้เสียบแกน แต่เป็นทางเดินของพระบุพโพหรือน้ำเหลืองจากศพ และทรายละเอียดที่ใส่ไว้ในปล่องหินลึกจนเต็มนั้น ก็มิใช่อื่นไกลเลยเป็นที่รองรับพระบุพโพให้ซึมลงไปนั้นเอง"

มีหนังสืออยู่จำนวนหนึ่งไม่มากนัก สามารถพาเราเดินทางไปในอดีตอันมีชีวิตชีวานั้น เสพรับเรื่องราวสนุกที่ผู้ประพันธ์สร้างสรรค์ด้วยปลายปากกาวิเศษ และขณะกลับสู่เวลาปัจจุบันความสุขนั้นยังตามติดมา หนังสือเล่มนั้นคือ ถกเขมร หนังสืออ่านอิ่มพอดี และอรรถรสจากในเล่มหาไม่ได้จางไปกับกาลเวลา

นั่นเพราะ "ความสุขจากการอ่าน" ไม่เคยล้าสมัย