บอกรักไกล ไปถึง "ปากเซ"

คาราวานนิสสัน อีโคคาร์ พาเที่ยวไทย ด้วยใจอนุรักษ์ ปีที่ 3เส้นทาง อุบลราชธานี - สปป. ลาว แขวงจำปาสัก
ที่นี่...รายการตะวันหรรษา

ไทยและลาว เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความใกล้ชิด มีวัฒนธรรมและเส้นทางท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงเข้าด้วยกันแล้วเป็นอันมาก ที่เห็นได้ชัดเจนคือ "สะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว" ปัจจุบันมีไม่น้อยกว่า 5 แห่ง สร้างขึ้นเพื่อข้ามแม่น้ำโขงพรมแดนระหว่างสองประเทศ เดินทางข้ามไปมาหาสู่กันได้อย่างสม่ำเสมอ

นิสสัน มอเตอร์(ประเทศไทย) ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรม "นิสสัน อีโคคาร์ พาท่องเที่ยวไทยด้วยใจอนุรักษ์" ต่อเนื่อง เพื่อชักชวนผู้ใช้รถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Eco Car) อย่าง นิสสันมาร์ช และนิสสันอัลเมร่า ออกเดินทางเพิ่มประสบการณ์ทั่วไทยภายใต้แนวคิด "ท่องเที่ยวสดใส ใส่ใจสิ่งแวดล้อม" (7 Greens Concept)

ดิฉันได้รับเชิญจาก Happiness Group ออร์แกไนซ์ผู้ชำนาญการ ให้เดินทางไปกับคาราวานนิสสันอีโคคาร์ฯ ทริปที่ 3 บอกรักไกลไปถึงปากเซ เส้นทางอุบลราชธานี-สปป.ลาว (ปากเซ) แขวงจำปาสัก ขับรถท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านโดยกลุ่มสื่อมวลชนเดินทางจากสนามบินดอนเมืองบินตรงไปยังท่าอากาศยานจังหวัดอุบลราชธานี สายการบินแอร์เอเชีย เที่ยวบินที่ FD3373 อิ่มอร่อยมื้อค่ำกับข้าวต้มเครื่องร้านดังของจังหวัด เข้าพักที่โรงแรมสุนีย์แกรนด์ เพื่อเตรียมเข้าร่วมโปรแกรมฯ ในเช้าวันรุ่งขึ้นค่ะ

กิจกรรม บอกรักไกลไปถึงปากเซ เริ่มพิธีเปิดงานและปล่อยขบวนคาราวานจำนวน 44 คัน ที่โชว์รูมสยามนิสสัน อุบลราชธานี โดย ภัทริศ เสริมเลขาวิลาศ ผจก.ทั่วไปฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) และ โกวิท ประสิทธิ์ดำรง กรรมการบริหาร สยามนิสสัน อุบลราชธานี พร้อมด้วย วิชุกร กุหลาบศรี ผู้อำนวยการ ททท.อุบลราชธานี ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคักและอบอุ่นใจ

เติมน้ำมันเต็มถังแล้วมุ่งหน้าสู่อำเภอสิรินธร มอบอุปกรณ์การเรียนการสอนพร้อมหนังสือให้กับโรงเรียนบ้านหนองชาด โดยนำเงินค่าสมัครทั้งหมดของผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมมาจัดซื้อ ภายใต้ โครงการ "นิสสัน ปันความรู้ อยู่คู่ธรรมชาติ" เพิ่มพูนความรู้ในการดูแลรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เด็กนักเรียนจัดการแสดงพื้นบ้านร่ายรำวัฒนธรรมอีสานใต้ให้ได้ชม ม่วนซื่นประทับใจค่ะ

ใกล้ๆกันเป็นที่ตั้งของ ชมรมอนุรักษ์พันธุ์ม้าพื้นบ้านสิรินธร (อุบลราชธานี) แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่รวบรวมม้าสายพันธุ์พื้นบ้านไทย เท่ อึด ถึก ทน ฝึกฝนได้ไม่ยาก หากทำตามวิถีที่ผู้เฒ่าผู้แก่สั่งสมมา

ชูชาติ วารปรีดี ประธานชมรมฯ กล่าวว่าเป็นม้าพันธุ์เล็ก ขนาดตัว 130-150 เซนติเมตร เลี้ยงง่าย มีความอดทนสูง สันนิษฐานว่าสืบเชื้อสายมาจากม้ามองโกเลีย ซึ่งพ่อค้าวาณิชนิยมใช้เป็นพาหนะและขนสินค้า ที่นี่ครอบครัวนิสสันได้เรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์ ป้อนอาหาร ตัดผมให้ม้า และขี่ม้า คนก็สนุกม้าก็สุขใจ

มื้อกลางวันอิ่มอร่อย เมนูปลาน้ำโขง ที่ ร้านแพอารยา อำเภอโขงเจียม ช่วงบ่าย ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง ด่านพรมแดนช่องเม็ก จุดผ่านแดนไทย-ลาว สิ้นสุดทางหลวงหมายเลข 217 จากอุบลราชธานี เป็นจุดผ่านแดนจุดเดียวในภาคอีสานที่สามารถเดินทางโดยพื้นดินเข้าสู่เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือ ลาวใต้ ในขณะที่จุดอื่นต้องข้ามแม่น้ำโขงค่ะ

แขวงจำปาสัก อยู่ทางตอนใต้สุดของ สปป.ลาว มี 10 เมือง คือ ปากเซ ซะนะสมบูน บาเจียงจะเลินสุก ปากซอง ปะทุมพอน โพนทอง จำปาสัก สุขุมา มูนละปะโมก และเมืองโขง

มีชายแดนติดกับไทยและกัมพูชา มี เมืองปากเซ เป็นเมืองหลวงของแขวง ใหญ่เป็นอันดับ 3 รองจากเวียงจันทน์และเมืองไกสอนพรหมวิหาน เป็นศูนย์กลางการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของลาวใต้ มีความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากมีแม่น้ำโขงไหลผ่านกลาง เกิดเป็นเกาะแก่งจำนวนมาก จนได้ชื่อว่า "ดินแดนสี่พันดอน"

มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มาตั้งแต่สมัยโบราณ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรขอมโบราณ และเป็นที่ตั้งของอาณาจักรจำปาสัก อันเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านช้างในกาลเวลาต่อมา แขวงจำปาสักจึงมีมรดกทางวัฒนธรรมหลงเหลือให้พบเห็นอยู่มากมาย ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญทางด้านโบราณสถาน และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงอีกจำนวนมาก เช่น น้ำตกคอนพะเพ็ง น้ำตกหลี่ผี น้ำตกผาส้วม

การขับรถใน สปป.ลาว ต้องปรับความเคยชินจากการขับแบบ วิ่งซ้าย-แซงขวา มาเป็น วิ่งขวา-แซงซ้าย การเดินทางแบบคาราวานเราจะขับตามกัน มีรถนำขบวนและรถตำรวจทางหลวงของแขวงจำปาสักมานำทาง ดูแลนำขบวนให้อุ่นใจและไม่หลงทาง มุ่งตรงสู่ ปราสาทวัดภู ห่างจากชายแดน 76 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง (ขับแบบคาราวานและจำกัดความเร็ว) ขับเคลื่อนลัดเลาะเลียบไปตามแม่น้ำโขง ท่ามกลางสายฝนและกลุ่มเมฆสีดำตลอดทาง

ทีมงานล่วงหน้าส่งเสียงผ่านวิทยุสื่อสารให้ได้ยินว่า "ฝนตกหนักเลยพี่ จะทำอย่างไร..." ในที่สุดขบวนก็มาถึงบริเวณทางเข้าปราสาท เกิดปรากฏสิ่งมหัศจรรย์ สายฝนที่กระหน่ำตกลงมาหยุดลงทันที ฟ้าเปิดสว่างกระจ่างจ้า แสงแดดตามธรรมชาติค่อยๆสาดมา ทำให้ดิฉันเชื่อว่า ต้องถ่ายภาพได้งดงามแน่

ปราสาทวัดภูได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก เมื่อ พ.ศ.2545 ตั้งอยู่ในแขวงจำปาสัก ขับรถลงมาทางใต้ตามถนนหมายเลข 13 เส้นทางแม่น้ำโขง 40 กิโลเมตร ด้านหน้าเป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงหินศิลาแลงสลักจากปราสาทหินที่นำมาเก็บรักษาไว้ เช่น ทับหลัง รูปพระศิวะ รูปเศียรพญานาคที่ประดับตามมุขหลังคา งานแกะสลักอื่นๆ มีบันทึกเขียนเป็นภาษาสันสฤตและจีนว่า ปราสาทวัดภูสร้างในราวศตวรรษที่ 10 เป็นช่วงใกล้เคียงกับการสร้าง นครวัด-นครธม ที่เมืองพระนคร (เสียมเรียบ)

อาณาเขตของปราสาทวัดภู เริ่มจากริมฝั่งแม่น้ำ มีบันไดทางขึ้นลดหลั่นกันขึ้นมา 3 ชั้น มีปราสาทประธานอยู่ชั้นบนสุด นอกเขตมีบาราย (บ่อน้ำ) ขนาดใหญ่ เคยใช้เป็นที่แข่งขันเรือและที่สรงน้ำสำหรับพิธีกรรมในสมัยโบราณ ผู้มาเยือนจะสะดุดตากับภูเขาด้านหลังที่มองเห็นมาแต่ไกล รูปร่างคล้ายคนเกล้าผมมวย จึงเป็นที่มาของชื่อภูผาแห่งนี้ว่า ภูเกล้า

เดินต่อมาจะพบ เสานางเรียงมากมาย และสิ่งปลูกสร้างที่มีสภาพปรักหักพัง ผ่าน บันไดที่รูปร่างคล้ายเกล็ดนาค มี บันไดสูงชัน ทอดตัวขึ้นสู่ชาลา (ทางเดิน) สองข้างทางเรียงรายด้วยต้นจำปา ดอกไม้ประจำชาติลาว มาสะดุดที่โคปุระชั้นกลางมี ยักษ์ถือกระบอง

ผู้รู้เล่าว่าคือ พระยากมมะทา อดีตเจ้าเมืองจำปาสักผู้มีคาถาอาคมแกร่งกล้า ฝ่ายลาวนำมาตั้งไว้เพื่อข่มอาคมของเขมร ชาวบ้านนำผ้าสีเหลืองมาห่ม กางฉัตร บูชาด้วยดอกไม้สดและธูปเทียน นักท่องเที่ยวหรือผู้มาเยือนควรให้ความเคารพก่อนเดินทางขึ้นสู่ชั้นที่สูงกว่า

มาถึง ปรางค์ประธาน หรือ หอไหว้ ชาวบ้านนิยมนำดอกไม้มาบูชา ในอดีตเคยมีการต่อรางรับน้ำที่ไหลออกมาจากหินย้อยในหลืบถ้ำ เพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรม บ่งบอกให้ได้รู้ว่า ปราสาทวัดภูเคยเป็นเทวาลัย ปัจจุบันศิวลึงค์ถูกนำออกไปแล้วเปลี่ยนมาเป็นพระพุทธรูป พร้อมโต๊ะหมู่บูชาวางไว้เบื้องหน้า

ด้านนอกมีแผ่นหินขนาดใหญ่ แกะสลัก รูปตรีมูรติ พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม ขอพรให้สมหวังในความรัก ห่างมาประมาณ 10 เมตร พบก้อนหินสองก้อนแกะสลักเป็นรูปจระเข้และบันไดนาค ตั้งอยู่ตรงข้ามกัน เชื่อว่าอาจเป็นฝีมือของชาวเจนละสลักไว้ เพื่อใช้ในพิธีบูชายัญในสมัยขอมเรืองอำนาจ

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า