สุดท้ายปลายฝัน

กว่า 6,000 กิโลเมตรในบรรยากาศ Autumn Leaves ณ ขอบโลกใต้
เที่ยวต่างแดน

รหัส TiewTangDan_NewZeaLand916p6
 
เที่ยวต่างแดน / by PIM
สุดท้ายปลายฝัน
กว่า 6,000 กิโลเมตรในบรรยากาศ Autumn Leaves ณ ขอบโลกใต้
ตอนที่ 6 เมืองเล็กสุดแสนประทับใจ
Cape Reinga เหนือสุดของเกาะเหนือ...จุดส่งวิญญานเมารีสู่สรวงสวรรค์
Cape Reinga หรือ Te Reinga Wairua ในภาษาเมารี แปลว่าสถานที่ในการส่งวิญญาณ โดยมีความเชื่อว่า เมื่อชาวเมารีตาย วิญญาณของคนตายจะล่องลอยมายัง Cape Reinga จากนั้นจะลอยตัวจากแผ่นดินวนเวียนอยู่แถว Spirit Bay เพื่อมุ่งสู่ปรโลก
Cape Reinga คือส่วนเหนือที่สุดของ New ZeaLand ที่เป็นแหลมยื่นออกไปในทะเล ตั้งอยู่บนคาบสมุทร Aupouri Peninsula มีประชากรน้อยมาก สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่เป็นแกะและวัว โดยมีเมือง Te Kao เป็นจุดท้ายที่มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 1,000คน เราเพิ่ม Cape Reinga เข้าไว้ในโปรแกรมเยือนเกาะเหนือในสัปดาห์สุดท้ายก่อนเดินทาง โดยได้แรงบันดาลใจจากหนังสือเที่ยวนิวซีแลนด์ของคุณเพชร รวมทั้งอ่านรีวิวบางรีวิว เห็นรูปประภาคารที่โดดเด่นระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลทาสมานอันยิ่งใหญ่ แล้วเกิดความรู้สึกว่า...ไม่ไปไม่ได้...ขึ้นมาทันที พอเราเลือกไป Cape Reinga เราต้องตัดบางเมืองในเกาะเหนือออก เพราะต้องเผื่อเวลาการเดินทางขึ้นดินแดนเหนือสุด รวมระยะทางไป-กลับกว่า 800 กม. นอกจากนี้ระหว่างเดินทางขึ้นสู่ดินแดนเหนือสุดของเกาะเหนือ มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจแวะเที่ยวระหว่างทาง เช่น 90 Miles Beach Henderson Bay หาดทรายสีชมพู Rarawa Beach หาดทรายสีขาว Te Paki Sand Dun เนินทรายยักษ์เทพากิ เป็นต้น
วันแรก ที่มาถึง Auckland เราเดินทางต่อขึ้นดินแดนเหนือเลย โดยมุ่งหา State Highways สาย 1จนเจอ แล้วเดินทางตามแผนที่ โดยอาศัยแสงสว่างจากไฟในรถอ่านแผนที่ไปเรื่อยๆ มุ่งสู่เมือง Orewa เพื่อหา Motel ที่พักสำหรับค่ำคืนแรกใน New ZeaLand คืนแรกเราเกือบต้องนอนข้างถนน เพราะ Motel ที่ผ่านแทบทุกแห่งปิดเวลา 21.30 น. แต่เราเดินทางมาถึง Orewa เกือบ 22.00น. โชคดีที่ได้ที่พักแบบโชคช่วย ขณะที่เรากำลังยืนเซ็งหน้าป้าย Motel แห่งที่ 3 ว่าปิดไปแล้ว เห็นหนุ่มสาวคู่หนึ่งขับรถเข้าไปด้านใน เราจึงขับตามเข้าไปบ้าง เห็นเขาไปกดกริ่งหน้า office สักพักมีชายชาวจีนลงมาเปิดประตู เราเลยได้ที่พักคืนแรกด้วยประการฉะนี้ ที่ผ่านมาเราเห็นป้ายบอกเวลาปิดทำการในเวลา 21.30 น.และ Office ปิดไปแล้ว 2-3 แห่งแต่เราไม่กล้าเรียก ครั้งนี้เราเลยได้บทเรียนว่า Motel บางแห่งเรียกได้ ถ้าเจ้าของติดเบอร์โทรศัพท์ไว้ หรือแขวนโทรศัพท์ไว้ด้านนอก Office
ตอนเช้าเราออกจาก Orewa แต่เช้า เดินทางไปตาม State Highways สาย 1 ขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ ผ่านเมือง Warkworth Whangarei Kawakawa Okaihau วิ่งยาวไปจนถึงเมือง Kaitaia เป็นระยะทางกว่า 289 กม.
เราพักค้างคืนที่สอง ที่เมือง Kaitaia รอเวลาขึ้นดินแดนเหนือสุดของเกาะเหนือในวันพรุ่งนี้ ที่จริงวันนี้เราทำเวลาได้ดีมากทั้งที่เจอฝนตลอดทาง ถึง Kaitaia ราวสี่โมงกว่า แต่เราไม่อยากเสี่ยงอย่างเมื่อคืนที่ผ่านมา เพราะเมืองถัดไปเป็นเมืองเล็ก Kaitaia เป็นเมืองใหญ่ มี ที่พัก ทั้ง Motel โรงแรม Backpacker หลายแห่งให้เลือก มีห้างสรรพสินค้า Pack & Save ให้ซื้อหาเสบียงด้วย
 
เช้าวันที่สาม ของการเดินทาง เราออกจาก Kaitaia แต่เช้า ยังคงใช้ State Highways สาย 1 ขึ้นไปที่เมือง Te Kao ที่อยู่ห่างจากเมือง Kaitaia ประมาณ 35 กิโลเมตร เราผ่าน 90 Miles Beach แต่...ช้าก่อน ยังไม่แวะ เราต้องไปชมไฮไลท์ของวันนี้ คือ Cape Reinga ก่อน สถานที่ท่องเที่ยวอื่นค่อยแวะตอนขากลับ เพราะต้องกลับทางเดิมอยู่แล้ว แต่ก็หมายตาไว้ว่าที่ใดอยู่แถวไหนบ้าง
เมื่อถึงเมือง Awanui เราเติมน้ำมันเต็มถังตามคำแนะนำของคุณเพชรที่บอกว่าเป็นปั๊มสุดท้ายของเกาะเหนือ เพราะปั๊มสุดท้ายจริงๆที่เมือง Te Kao ไฟไหม้เสียหาย (ข้อมูลเมื่อปี 2552) แต่พอไปถึงเมือง Te Kao ขอแจ้งเพิ่มเติมว่า มีปั๊มน้ำมันเล็กๆ ทางซ้าย ก่อนถึง Cape Reinga ประมาณ 10 กิโลเมตร และน่าจะเป็นปั๊มน้ำมันสุดท้ายของแดนเหนืออย่างแท้จริง มีห้องน้ำสาธารณะอยู่ขวามือ สภาพสะอาดดีพอสมควร แต่สุขภัณฑ์ทำด้วยโครเมียมคล้ายสุขภัณฑ์ใน รฟท. ของเรา...ที่สำคัญกล่องใส่ทิสชูมีกุญแจล็อคด้วย!!! เราผ่าน Motel เล็กๆ หนึ่งแห่ง ชื่อ Te Kao Lodge จากนั้นเปลี่ยนไปใช้ทางสาย 1 F มุ่งสู่ Cape Reinga เส้นทางนี้แทบไม่มีบ้านคนเลย มีแต่ทุ่งหญ้าเขียวขจี บนเนินหญ้าสองข้างทาง มีวัวตัวอ้วนหลากสียืนเล็มหญ้าอย่างมีความสุขเต็มเนิน
เรามาถึง Cape Reinga ประมาณ 10.00 น. วันนี้ที่ Cape Reinga มีนักท่องเที่ยวไม่ถึงยี่สิบคน เราขอชื่นชมรัฐบาล New ZeaLand เขาใจกว้างไม่เก็บค่าใช้บริการสาธารณะ ทั้งห้องน้ำสาธารณะ สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่รัฐดูแล เช่น อุทยานแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็น อุทยานแห่งชาติ Tongariro อุทยานแห่งชาติ Aroki หรือ Mount Cook อุทยานแห่งชาติที่ Milford Sound อุทยานแห่งชาติ Punakaki แม้กระทั่งที่นี่ ทุกแห่ง ล้วนฟรี เขาคิดค่าเหยียบแผ่นดินจากเราครั้งแรกคนละ 4,300 บาทแล้ว ไม่เก็บค่าโน่นค่านี่จุกจิกอีก เว้นแต่เป็นสถานที่หรือบริการของเอกชนก็ว่ากันไป
บริเวณที่จอดรถมีห้องน้ำสาธารณะให้บริการ และมีทางเดินลัดเลาะตามไหล่เขาลงสู่ประภาคารที่ตั้งอยู่เบื้องล่างเป็นทางเดินเล็กๆปลูกต้นไม้สองข้างสวยงาม มีม้านั่งให้นั่งพักเป็นช่วง ที่นี่อากาศหนาว แดดและลมแรงมาก เราสูญเสียแว่นกันแดดไป 1 อัน เป็นเลนส์กันแดดที่ใช้คลิปติดกับแว่นสายตา เราคุยกันเองเล่นๆว่า สงสัยเมารีผู้ล่วงลับที่ยังล่องลอยอยู่แถวนี้คงอยากได้แว่นกันแดดไปใส่เท่ๆ เพราะแถวนี้แดดแรงเหลือเกิน
ใช้เวลาเดินรวมแวะถ่ายรูปประมาณครึ่งชั่วโมง เราก็มาถึงประภาคารสุดปลายคาบสมุทร Aupouri Peninsula ที่เมื่อสักครู่ยังเห็นลิบๆอยู่เบื้องล่าง บริเวณประภาคารแดดและลมแรงมาก...ถึงมากที่สุด เนื่องจากเป็นจุดบรรจบของสองทะเลใหญ่ คือทะเลทาสมานด้านตะวันตก และมหาสมุทรแปซิฟิกทางฝั่งตะวันออก สีน้ำทะเลสองฝั่งมีความแตกต่างเห็นได้ชัดเจน ที่ประภาคารเราเกือบสูญเสียหมวกและผ้าพันคออีก การถ่ายรูปโดย Tab Let ทำแทบไม่ได้เพราะลมพัดแรงจนแทบหลุดจากมือ บางครั้งลมกรรโชกแรงจนต้องใช้อาคารประภาคารบังลม ไม่กล้ายืนตรงลานกว้างรอบประภาคาร เพราะเกรงลมพัดตกทะเล ทิวทัศน์บริเวณประภาคารสวยงามเกินบรรยาย ภาพประภาคารใหญ่ยืนเหงาท่ามกลางสายลมหนาวพัดหวีดหวิว และท้องทะเลเวิ้งว้างกว้างไกลไม่มีที่สิ้นสุด เกลียวคลื่นซัดกระหน่ำกระแทกฝั่งรุนแรงดุดัน เราใช้เวลาชื่นชมความงามของท้องทะเลใหญ่ได้ไม่นาน กลัวลมพัดตกทะเล เพราะสายลมที่หวีดหวิวกรรโชกฟังแล้วเหมือนเสียงปีศาจยังไงไม่รู้ ยิ่งตำนานบอกว่าเป็นที่ส่งวิญญานชาวเมารีเขาด้วย ถอยดีกว่า
จากนั้นเดินย้อนกลับมาทางเดิม เราพลาดเนินทรายยักษ์เทพากิ Te Paki Sand Dunes ซึ่งเป็นเนินทรายที่ใหญ่ที่สุดใน New ZeaLand เพราะมองไม่เห็นป้ายทางเข้า ดังนั้น จุดแรกที่แวะเที่ยวตอนขากลับ คือ หาดทรายขาว Rarawa Beach ที่มีทรายขาวละเอียด ทะเลเงียบเหงามีเพียงฝูงนกนางนวลเดินหาปลาตามชายหาด 5-6 ตัว และฝรั่งหนุ่มสาวคู่หนึ่งพาสุนัขพันธุ์ดัชท์ชุน 2 ตัว มาวิ่งเล่นไล่งับคลื่นอย่างสนุกสนาน เราแวะหาดทรายสีชมพู : Handerson Bay ที่อยู่ห่างจากหาดทรายขาวประมาณ 5 กม. อยู่ฝั่งซ้ายเช่นกัน ทางเข้าสองข้างทางเป็นเนินเขามีบ้านสวยหลายหลัง เราจอดรถกินอาหารกลางวันที่เตรียมมาบนเนินเขาสูงด้านบน ไม่ได้เดินลงไปที่หาด เนื่องจากฝนที่ตกพรำตลอด เราจินตนาการกันว่ากำลัง Lunch มื้อสุดหรูบนภัตตาคารที่มีวิวพาโนราม่า เห็นทะเลกว้างและหาดทรายสีชมพูเบื้องล่าง มีสายลมแรงพัดกระหน่ำและสายฝนโปรยปรายเป็นฉากประกอบ สลับแสงแดดอุ่นเป็นระยะ สุขใจจริงหนอ...สีชมพูของทรายที่เห็น เกิดจากแร่ธาตุที่ผสมกับทรายและแสงแดดที่ช่วยให้สีชมพูของทรายเข้มหรือจางลง ที่นี่มีที่พักแบบ BBH หรือ Backpacker ชื่อ North Wind Lodge ห่างจากชายหาดประมาณ 800เมตร เมื่อผ่าน 90 Miles Beach ซึ่งเป็นหาดที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตก ติดกับทะเลทาสมานที่มีคลื่นลมแรง แท้จริงมีความยาวเพียง 55 ไมล์ ไม่ถึง 90 ไมล์ แต่ด้วยความยาวของหาดที่เริ่มต้นจาก Reef Point ถึง Scott Point ดูเหมือนไม่มีจุดสิ้นสุด จึงเรียกให้กิ๊บเก๋เป็น 90 Mile Beach ซะงั้น!! เราเห็นว่าขณะนั้นบ่ายจัดแล้ว หากแวะเที่ยวที่ 90 Miles Beach อาจทำให้ไปถึงเมือง Dargaville ที่เราวางแผนจะพักในคืนนี้ค่ำเกินไป เพราะต้องเราขับรถไปอีกถึงเกือบ 200 กิโลเมตร จึงขับรถมุ่งสู่ Kaitaia เพื่อเดินทางต่อไปเมือง Dargaville
 
ฟองคลื่น...ที่...Ahipara เมืองเหงาๆ...ริมฝั่ง Tasman Sea
จาก Cape Reinga เราใช้ State Highways สาย1 มุ่งหน้าสู่เมือง Kaitaia จากนั้นเปลี่ยนไปใช้เส้นทาง Scenic Rout สาย 12 เพื่อตรงไปเมือง Dargaville ที่เราจะพักในค่ำคืนนี้ ตอนขามาจาก Auckland มาเราใช้ State High Way สาย1 ตอนขากลับไป Auckland เราไม่อยากเดินทางซ้ำเส้นทางเดิมจึงเปลี่ยนมาใช้ Scenic Rout สาย 12 แทน พอเลี้ยวเข้า Scenic Rout สาย 12 ปุ๊บ เจอดีเลย เราใช้เส้นทางวิ่งเลียบ Ahipara Bay อันสวยงาม ต้องจริตเรา...ชายหาดเหงาๆ คลื่นลมแรงมากๆ กระแทกสู่ชายฝั่งไม่รู้เหน็ดเหนื่อย บ้านเรือนหลังเล็กตั้งเรียงรายบนเนินเขาที่ขนานไปกับชายหาด เมือง Ahipara เป็นเมืองที่อยู่ทางตอนใต้สุดของ 90 Miles Beach มีที่พักแบบ Lodge : บ้านพักตากอากาศบนเนินเขาหลายแห่ง เราลงมติกันอีกแล้ว...ไม่พัก...ไม่ได้แล้ว สำหรับ Ahipara เมืองเหงาในวันหนาวริม Tasman Seaอันคุ้มคลั่ง
ก่อนหน้านี้เราไม่เคยได้ยินชื่อเมือง Ahipara มาก่อน แต่อย่างที่บอก พอเห็นปุ๊บหลงรักเลย เป็นรักแรกพบจริงๆ เมือง Ahipara อยู่ห่างจากเมือง Kaitaia ราว 10 ไมล์ เราสอบถามราคาที่พัก 2-3 แห่ง ที่ส่วนใหญ่ยังว่างอยู่ เที่ยวฤดูกาลนี้นี่ดีจังเลย ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องที่พัก เราเจอเนื้อคู่ของเราในคืนนี้ ตั้งอยู่บนเนินเขา เป็น Motel ขนาด 5 ห้องนอน เจ้าของดำเนินกิจการเอง คือ ฝรั่งสูงอายุสองสามีภรรยา Mr.Jim & Mrs.Velda Berghan ชื่อ Northern Queen Motel มีทั้งห้องพักแบบ Stuio/Suite Mrs.Velda พาเราชมห้องชั้นบนก่อน ก็สวยดี แต่เราชอบชั้นล่างมากกว่า...ขี้เกียจขนของ สัมภาระเราเยอะ Mrs.Velda บอกว่าชั้นล่างน้ำอุ่นจะมีตอนสองทุ่ม พร้อมเปิดตู้ให้ดูหม้อต้มน้ำขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในตู้ เราไม่เข้าใจว่า...ทำไมต้องสองทุ่ม แต่ก็โอ.เค. สองทุ่มก็สองทุ่ม กว่าเราจะเตรียมอาหารและกินอาหารเย็นเสร็จ ได้เวลาอาบน้ำก็เกือบสองทุ่มอยู่แล้ว
ที่นี่บรรยากาศสะท้อนวันเวลาที่ผ่านมาจริงๆ ทั้งหม้อต้มน้ำขนาดใหญ่ที่คุณป้าเปิดตู้ให้ดู เฟอร์นิเจอร์ เครื่องครัวทั้งหลายสภาพค่อนข้างเก่า ปนเปกันหลายยุคหลายสมัยไม่มีอะไรเข้าชุดกันเลย แสดงว่าคุณป้าเปิด Motel มานานแล้ว โซฟาบางตัวสปริงแข็งหมดอายุการใช้งาน ห้องที่เราพักเป็นแบบ 2 ห้องนอน มีฮีทเตอร์แต่ไม่มีผ้าห่มไฟฟ้า มีวิทยุเล็กๆให้ด้วย บรรยากาศย้อนยุคดีแท้...เราชอบที่นี่...ได้บรรยากาศอบอุ่นเหมือนมาแวะพักบ้านญาติผู้ใหญ่ คุณป้าและสามีนอนอยู่ห้องติดกับห้องของเรา ตอนแรกคุณป้าบอกราคา 95 NZd. แต่ใจดีลดให้เรา 10 NZd. แถมมีนมสดให้เราขวดใหญ่ขนาด 1 ลิตร นับเป็นนมสดขวดใหญ่ที่สุดที่เราได้รับจาก Motel ในการเดินทางทริปนี้
หลังกินข้าวและอาบน้ำเสร็จ เราออกไปเดินเล่นหน้าห้อง ตั้งใจจะลงไปเดินเล่นที่ชายหาดด้านล่าง แต่เดินลงเนินมาได้แค่ครึ่งทาง...ไม่ไหว...หนาวเหลือเกิน ลมพัดหวีดหวิว ใครเคยได้ยินเสียงลมบ้าง...วู้วู้...มีสายฝนโปรยปรายลงมาด้วย เลยต้องกลับมานั่งดูสายฝน ฟังเสียงลมกระหน่ำเคล้าเสียงคลื่นแรงจนหลับไป ก่อนหลับเราคิดถึง บทเพลง "ทะเลไม่เคยหลับใหล" ของวงดิ อิมพอสซิเบิ้ล เพราะทะเลที่นั่นไม่รู้จักหลับใหลจริงๆ เสียงคลื่นซัดฝั่งดังสนั่นตลอดคืนอันเงีบบเหงา...
เช้าวันต่อมา ฝนหยุดตกแล้ว แต่สายลมแรงไม่หยุด มีหมอกหนาปกคลุมไปทั่วเมืองเบื้องล่าง เราไปอำลาคุณป้าและคุณลุง ทั้งสองถามว่า จะไปไหนต่อ เราบอกว่าเราจะใช้ Scenic Rout สาย 12 เพื่อตรงไปเมือง Dargaville และ Auckland คุณป้าและคุณลุง เตือนอย่างวิตกกังวลย้ำแล้วย้ำอีกว่า เมื่อลงจาก Northern Queen Motel ให้เลี้ยวขวาเพื่อย้อนไปทางเมือง Kaitaia แล้วให้ใช้ State High Way สาย1 เราไม่เข้าใจ เพราะเราไม่คิดย้อนไปเมือง Kaitaia และดื้อที่จะเลือกเลี้ยวซ้าย เพราะดูจากแผนที่เมื่อคืน เราสามารถเดินทางไปตาม Scenic Rout สาย 12 เพื่อตรงไปเมือง Dargaville ได้ ผลที่สุด ผู้อาบน้ำร้อนมาก่อนพูดถูก เราผิด ทางซ้ายที่เราไปหลังขับเลียบชายหาดไปไม่นาน ทางเล็กลงเรื่อยๆ ไม่มีป้ายบอกทาง...ถอยดีกว่า...เรากลับรถขับย้อน ผ่าน Northern Queen Motel โบกมือ Bye Bye...Northern Queen Motel อีกครั้ง
ก่อนออก Ahipara เราเจอปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เรียก "ฟองคลื่น" เห็นอะไรขาวๆเบาๆ ปลิวตามลม ผ่านหน้ารถเต็มไปหมด ตอนแรกคิดว่าเป็นดอกหญ้าหรือดอกไม้ป่าลอยตามลม แต่พอจอดรถลงไปดูจึงเห็นว่าไม่ใช่ดอกไม้ แต่เป็นสิ่งที่มีลักษณะเหมือนฟองสบู่หรือโฟม ลอยมาพร้อมกับเกลียวคลื่นพัดจากทะเลเข้าหาฝั่ง เพื่อนร่วมทางบอกว่า...น่าจะเป็น "ฟองคลื่น" ที่เคยเกิดที่ออสเตรเลียและเป็นข่าวใหญ่เมื่อไม่นาน เกิดคลื่นโฟมฟองสบู่มหาศาลที่เกิดจากความปั่นป่วนของท้องทะเลและถูกกระแสลมพัดเข้าหาชายฝั่งแตกเป็นฟองกระจายเป็นทะเลโฟม เข้าสู่แนวชายฝั่งซันไชน์โคสต์ และโกลด์โคสต์ ในรัฐควีนส์แลนด์ของออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2555 มากมายตลอดแนวชายฝั่งกระจายตัวเป็นทะเลโฟมเป็นระยะทางกว่า 5 กิโลเมตร ถนนบางแห่งมีฟองสบู่เหล่านี้ปกคลุมถึง 3 เมตร เป็นปรากฏการณ์ที่นานปีจะเกิดสักครั้งหนึ่ง
นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า ฟองคลื่น...เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากสิ่งสกปรกทั้งหลายที่มนุษย์สร้างขึ้น ทำให้ท้องทะเลสกปรก เกิดจากเกลือในทะเล ปฏิกิริยาทางเคมี การเน่าเปื่อยของซากพืช ซากสัตว์ในทะเล ที่เมื่อทุกอย่างมารวมตัวกันด้วยส่วนผสมและความบังเอิญที่ลงตัวและมีคลื่นช่วยเขย่าจนเป็นฟองซัดถาโถมสู่ชายฝั่ง แต่ฟองคลื่นที่เราเจอที่ เมือง Ahipara ไม่ถึงขนาดเป็นทะเลโฟมเราลงไปถ่ายรูปและลองสัมผัสฟองคลื่น...ฟองสบู่ดีๆนี่เอง แต่นับเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าตื่นตา และไม่เคยพบเห็นมาก่อน
 
บ้านผีสิงบนเส้นทาง scienic route ก่อนข้ามเรือ ferry ไปเมือง Rewene
หลังจากชมฟองคลื่นที่ชายหาด Ahipara เราเดินทางย้อนไปเมือง Kaitaia อีกครั้งหนึ่ง เพื่อหาทางไปเชื่อมกับ State Highways สาย1 ก่อนไปเชื่อมต่อกับ Scenic Rout สาย 12 ที่สะพาน Mangamuga ตามข้อมูลที่สอบถามจากเมารีเจ้าถิ่น ระหว่างทางเราผ่านกิจการและโมเต็ล ชื่อ "Tui" หลายแห่ง เราได้แต่ขำ ไม่รู้แปลว่าอะไร? แต่คงเป็นภาษาเมารีเจ้าถิ่นเป็นแน่ และคงเป็นผู้ประกอบกิจการรายใหญ่ เพราะมีทั้ง โรงแรม ที่พัก เบียร์ รถเช่า เราขับรถชมทิวทัศน์สวยงามไปเรื่อยๆ ใน New ZeaLand มีเส้นทางที่เป็น Scenic Route หลายสายทั้งเกาะเหนือและเกาะใต้ และเราได้ใช้บริการ Scenic Route ทุกสายที่อยู่ในเส้นทางการเดินทาง Scenic Route ของเขาสวยจริงสมคำโฆษณา ได้บรรยากาศชนบทแท้จริง ตลอดทางในวันนี้มีเมฆฝนครึ้มสลับฝนตกเป็นระยะ
เราผ่านริมทะเลเล็กๆ เข้าใจว่าน่าจะเป็นทะเลสาบ มีป้ายบอกทางเข้าท่าเรือเฟอรี่แห่งหนึ่งบอกว่าข้ามไปเมือง Rawene เราผ่านเลยไป พร้อมงงๆว่า แถวนี้มีท่าเรือเฟอรี่ด้วยหรือ ชื่อเมือง Rawene คุ้นหูว่าเราต้องผ่าน ก่อนไปเมือง Dargaville แต่เราคิดเอาเองว่า คงมีสองเส้นทางที่จะไปเมือง Rawene ได้ คือ ข้ามเรือเฟอร์รี่ และขับรถไปตามถนนที่อาจอ้อมกว่าการข้ามเรือเฟอร์รี่ ประกอบกับเห็นว่า อีก 2-3 วันเราได้ข้ามเรือเฟอร์รี่อยู่แล้ว ขับชมวิวทางถนนดีกว่า เดี๋ยวคงไปถึงเมือง Rawene เหมือนกัน...นั่นเป็นการคิดผิดครั้งที่สองในวันนี้ หลังจากไม่เชื่อเจ้าถิ่นที่เตือนให้ย้อนไปที่เมือง Kaitaia เมื่อเช้านี้ เราผิด...ผิดตั้งแต่ขับรถเลยท่าเรือเฟอร์รี่เข้าถนนสายรองไปตอนไหนไม่รู้ตัว เพราะตอนแรกยังดีๆอยู่ ชื่อเมืองยังมีปรากฏบนแผนที่
เราหลุดจาก State Highways สาย12 แทนที่จะตรงไปทางเมือง Kaihohe, Oponomi และOmapere ขับรถหลงเข้าถนนสายรองตอนไหนไม่รู้ตัว เราผ่านเมืองเล็กที่ไม่มีชื่อในแผนที่ไปเรื่อยๆ ผิดที่สาม คือยังคิดในแง่ดีว่า ทางที่เราเข้ามาอาจมีทางลัดไปทะลุเมือง Raweneได้ ปรากฏว่าถนนเล็กลงเรื่อยและเริ่มเป็นทางขึ้นเขา ระหว่างนั้นฝนเริ่มเทกระหน่ำ เกจ์วัดระดับน้ำมันลดลงเรื่อยๆ เราเห็นป้ายโรงเรียน ใจเริ่มชื้น...เดี๋ยวเข้าไปสอบถามเส้นทางจากโรงเรียน ปรากฏว่าโรงเรียนปิดไปแล้ว ทางเข้ารกเรื้อมีต้นไม้ขึ้นเต็มไปหมด เหมือนไม่มีการใช้เส้นทางนี้มานาน ผิดที่สี่ คือ ยังไม่หันหลังกลับ ยังคงเดินหน้าต่อไป ไม่เจอบ้านคนอีกเลยในเส้นทางสายนี้ แม้แต่สัตว์เลี้ยงพวกแกะและวัวที่เห็นยืนกินหญ้ากันเต็มทุ่งก็ไม่มี
สองข้างทางเหมือนเมืองที่เพิ่งบุกเบิก เนินเขาแห้งแล้งหญ้าแห้งเป็นสีน้ำตาลดูหม่นหมอง ฝนตกพรำสลับลงหนักเป็นระยะ จนกระทั่งเห็นแสงสว่างรางเลือนจากบ้านหลังหนึ่งบนเนินเขา จุดประกายความหวังให้กับเราอีกแล้ว ต้องมีคนอยู่ที่บ้านหลังนั้นแน่นอน ประตูรั้วทางขึ้นบ้านเปิดทิ้งไว้ พอขึ้นไปข้างบน หน้าบ้านมีรถยนต์เก่าจอดทิ้งไว้คันหนึ่ง หน้าต่างรถเปิดทิ้งไว้ทั้ง 4 บานอย่างไม่ไยดีกับสายฝนที่กระหน่ำอย่างหนัก บริเวณรอบบ้านมีของใช้ทิ้งระเกะระกะไปหมด ทั้งจักรยานเด็ก รองเท้าเก่า สภาพเหมือนบ้านร้างดีๆนี่เอง
แต่ขณะนั้น ฝนยังกระหน่ำไม่ลืมหูลืมตา ตามด้วยเสียงฟ้าแลบและฟ้าร้อง จนยากแก่การขับรถ เราต้องรอให้ฝนเบากว่านี้ ระหว่างรอเริ่มใจเสียนึกถึงหนังฆาตกรรม พวก ศุกร์สยอง ภาพบ้านร้างทำให้จินตนาการกระเจิง เรากลัวว่า...ถ้ารถสตาร์ทไม่ติด จะทำอย่างไร? เกิดน้ำมันเจ้ากรรมหมดตอนนี้อีกล่ะ? พอฝนเริ่มเบาบางจนพอมองเห็นทัศนวิสัย เราไม่รอช้า สวมวิญญาณหลวงพ่อโกย รีบออกจากบ้านผีสิงย้อนกลับทางเดิมอย่างไม่คิดชีวิต เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา เท่าที่พอจำได้ จนย้อนกลับมาถึงเมืองหนึ่งที่แวะถ่ายรูปห้องสมุดของเมืองเพราะเห็นว่าแปลกตาและสวยดี จำได้ว่าเมืองนี้มี I-Site และปั๊มน้ำมันด้วย คือ เมือง Kohukohu
ฝนยังตกหนักตอนเรากางร่มฝ่าสายฝนไปที่ I-Site เจ้าหน้าที่สาวชาวเมารีให้การต้อนรับและคำแนะนำอย่างอบอุ่น เรามาผิดเส้นทางจริงๆ เพราะหากต้องการไป เมือง Rawene ต้องข้ามเรือเฟอร์รี่เท่านั้น โดยต้องขับรถย้อนกลับไปอีกประมาณ 30 กิโลเมตร ส่วนปั๊มน้ำมันที่เห็นใกล้ I-Site เลิกกิจการไปนานแล้ว ต้องไปเติมน้ำมันที่ท่าเรือเฟอร์รี่ฝั่งเมือง Rawene เราขับรถในความเร็วต่ำเพื่อให้ประหยัดน้ำมันที่สุด เราขอบคุณเจ้าหน้าที่สาวชาวเมารีผู้มีน้ำใจ แล้วเดินทางย้อนกลับเพื่อเดินทางต่อไปเมือง Rawene
โปรดอ่านต่อฉบับหน้า