ข้าวเหนียวมูนหน้าปลาแห้ง

ด้วยรักและผูกพัน

หลังจากเล่าถึงความผูกพันกับขนมในเทศกาลเข้าพรรษา-ออกพรรษา คือ ข้าวต้มมัดแล้ว ก็ทำให้ดิฉันประหวัดไปถึงของหวานพื้นบ้านโบราณที่มีส่วนประกอบจากข้าวเหนียวอีกชนิดหนึ่ง ที่ฟังดูเหมือนง่ายๆแต่หาอร่อยได้ไม่ง่ายดังที่คิดนั้น คือข้าวเหนียวมูน

ที่บ้านดิฉัน ข้าวเหนียวมูนมีรสชาติหวานมันและนึ่งสวยกำลังดี โดยไม่ต้องพึ่งกะทิราดหน้า คุณแม่มักจะนึ่งไว้รับประทานกับมะม่วงในฤดูกาล หากไม่มีมะม่วงหรือในระหว่างปีก็จะมีหน้าปลาแห้ง และสังขยามารับประทานเป็นหน้าแทน ตามที่เคยเล่าไปแล้วว่าบางครั้งที่บ้านทำขนมจากไข่แดง ก็จะเหลือไข่ขาวจำนวนมาก คุณแม่จึงนำมาแปรรูปเป็นสังขยาไว้รับประทานกับข้าวเหนียวมูน สังขยาไข่ขาวนี้จะอร่อยน้อยกว่าสังขยาที่ทำมาจากไข่ขาวและไข่แดง เพราะมีรสชาติมันน้อยกว่า แต่ก่อนไม่มีใครสนใจเรื่องห่วงใยสุขภาพกัน จึงไม่รู้ว่าสังขยาไข่ขาวนั้นปราศจากโคเลสเตอรอล ถ้าทำไว้จำหน่ายป่านนี้คงได้มีจุดขายใหม่อย่างสบายๆไปแล้ว เมื่อเป็นงานบุญใหญ่ ต้องทำขนมเลี้ยงพระ เลี้ยงแขกจำนวนมาก คุณแม่จะนำไข่ขาวที่เหลือไปใส่ถาด นำไปนึ่ง แล้วชุบแป้งทอด รับประทานกับน้ำจิ้มหวานใส่ถั่ว รสชาติคล้ายเต้าหู้ทอดยังไงยังงั้น อร่อยไม่แพ้กันเลยละค่ะ!

"ข้าวเหนียว หน้าปลาแห้ง" เป็นอีกหนึ่งเมนูเด็ดของบ้านเรา นอกจากทำไว้รับประทานกันเองแล้ว บางครั้งก็จัดเป็นของฝากผู้ใหญ่ได้อย่างงดงามและเอร็ดอร่อย ถ้านำเข้ามาในกรุงเทพฯไม่ทันในวันเดียว ก็จะจัดเฉพาะหน้าปลาแห้งใส่กล่องสวยงามนำไปฝากผู้ใหญ่และญาติโดยปราศจากข้าวเหนียว

สูตร "หน้าปลาแห้ง" ของคุณแม่คงไม่แตกต่างไปจากที่อื่นเท่าไรนัก เพียงแต่เชื่อมั่นว่าสะอาด ปลอดภัยจากสารเคมีใดๆ เนื่องจากใช้วัตถุดิบทุกอย่างจากที่บ้านเองหมด ตั้งแต่ปลาช่อนตากแห้งที่จับปลาจากลำคลองหน้าบ้านหรือวิดจากบ่อหลังบ้าน คุณแม่ทำปลาขูดเกล็ด ใส่เกลือและตากแห้งเอง มีทั้งปลากล้วย คือปลาช่อนขนาดเล็กถึงกลาง ที่เพียงแต่ผ่าท้อง แบะออกเพียงเล็กน้อย จนไปถึงปลาริ้วที่มีขนาดใหญ่มากจนะต้องผ่าแบะออกแล้วบั้งเป็นริ้วๆ แต่ก่อนนี้ฉะเชิงเทราได้ชื่อว่าอุดมสมบูรณ์ "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" เช่นกัน จึงมีปลาช่อนตัวใหญ่มาก ขนาดทำปลาแห้งได้ถึง ๘ ริ้ว ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเมือง "แปดริ้ว" นั่นเอง

เมื่อมีปลาแห้งอยู่ในสต๊อคเยอะเมื่อไรที่นึกอยากทำหน้าปลาแห้งคุณแม่ก็สามารถทำได้ทันที ไม่ต้องไปหาซื้อที่ไหน เริ่มจากการนำปลาแห้งไปแช่น้ำให้นิ่ม ต้มให้สุกพอดี แกะก้างออก แล้วนำเนื้อปลาไปโขลกให้ละเอียดจนเป็นปุย จากนั้นก็นำไปผัดกับน้ำมัน เมื่อสุกแล้วยกลงแล้วจึงใส่น้ำตาลทราย โรยด้วยหอมเจียว หน้าปลาแห้งของคุณแม่อร่อยกว่าที่อื่น เพราะไม่ประหยัดต้นทุน เน้นเนื้อปลามากกว่าน้ำตาล จึงนุ่มลิ้น ไม่กรุบกรับเวลารับประทาน

สำหรับข้าวเหนียวมูน แม้บ้านเราจะปลูกข้าวเอง แต่ไม่มีพันธุ์ข้าวเหนียว เมื่อเข้ากรุงเทพฯ คุณแม่จะซื้อข้าวเหนียวพันธุ์เขี้ยวงูเก็บไว้ เพราะนุ่มนวลกว่าพันธุ์อื่น ขั้นตอนการนึ่งก็คงเหมือนทั่วไป แต่ด้วยนโยบายเดียวกัน คือไม่ประหยัดต้นทุนและใช้วัตถุดิบสดจากสวนของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นกะทิจากมะพร้าวสดๆ เก็บมาขูด มาคั้นกันเดี๋ยวนั้น ใบเตยที่นำมาใส่ในหม้อน้ำรังถึงก็เก็บกันหลังครัวนี่ละ! ที่สำคัญคือคุณแม่ใส่หัวใจและความรักลงไปด้วย เพราะมีคุณพ่อและลูกๆช่วยกันคนละไม้คนละมือด้วยความอบอุ่นทุกครั้ง ขนมและอาหารบ้านเราไม่ใช่เป็นเพียงเสน่ห์ปลายจวักของคุณแม่เท่านั้น หากแต่เป็นของหวานที่เติมเต็มด้วยความรักและผูกพันเกือบทุกเมนูมาตลอดชีวิตที่ยาวนานของท่านทั้งสองจนถึงวันนี้