อยากหยุดเวลาไว้ "เชียงคาน"...เลย

ตอนที่ 2 เลาะรอบ แก่งหาแหล่งธรรม
ร้อยเรื่องเมืองไทย
ช่างภาพ: 

เมืองเชียงคานเป็นเมืองโบราณอายุกว่าร้อยปีซึ่งมีการจัดงานฉลอง "100 ปี เชียงคาน เมืองโบราณ ริมฝั่งโขง" ไปเมื่อปี 2552นี่เองค่ะ เป็นชุมชนที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาได้อย่างยาวนาน เสน่ห์ของบ้านไม้เก่าๆ ร้านกาแฟเล็กๆที่มีมุมให้อ่านหนังสือ ทางเดินเล่นชมวิวพระอาทิตย์ตกดินเลียบลำน้ำโขง และความมีอัธยาศัยไมตรีของผู้คนทั้งคนท้องถิ่นและผู้ที่เข้ามาทำธุรกิจในเมืองเชียงคาน ล้วนเป็นเสน่ห์ดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยววัยรุ่นหนุ่มสาว เข้ามาซึมซับเรื่องราวในอดีตที่คนรุ่นเขาไม่เคยเห็น

เราออกจากตัวเมืองเชียงคาน มุ่งหน้าไปยัง "แก่งคุดคู้" ที่อยู่ห่างจากตัวอำเภอเชียงคานประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นแก่งขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของไทย ที่เกิดจากแนวหินขนาดใหญ่จำนวนมากทอดตัวเรียงกันไปคล้ายๆสันเขื่อนในลำน้ำโขงเป็นที่มาของคำว่า "แก่งคุดคู้" จากการที่หินเหล่านี้อยู่ใต้น้ำเป็นเวลานาน ทำให้มีสีสันสวยงามแตกต่างกันไป บริเวณแก่งกว้างใหญ่เกือบจรดสองฝั่งแม่น้ำโขง มีกระแสน้ำเชี่ยวกราก ไหลผ่านช่องแคบๆใกล้ฝั่งไทยเท่านั้นเอง เดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนพฤษภาคมเป็นเวลาที่เหมาะจะชมแก่งคุดคู้ที่สุด เพราะเป็นเวลาน้ำแห้ง มองเห็นเกาะแก่งชัดเจน และสามารถเดินลงไปบริเวณหาดทรายกว้างและหินก้อนกลมเรียงรายกันนับร้อยนับพันก้อนเพื่อสัมผัสบรรยากาศของริมน้ำโขงได้อย่างใกล้ชิด รอบๆบริเวณแก่งมีศาลาชมวิว ลมพัดเย็นสบายตลอดปี มีร้านอาหาร เรือยนต์ล่อง และแพลากบริการนักท่องเที่ยวด้วยค่ะ มาถึงแก่งคุดคู้แล้วนอกจาก "มะพร้าวแก้ว" ของขึ้นชื่อที่มีตั้งกระทะกวนขายกันสดๆทุกร้านแล้ว อีกเมนูหนึ่งที่ไม่ควรพลาดคือ "ปาท่องโก๋ยัดไส้" รสชาติอร่อยค่ะ นั่งเล่นชิวชิวชมวิวแก่ง ชิมปาท่องโก๋กันอยู่สักพัก เราก็เตรียมออกเดินทางไปยังเป้าหมายต่อไปนั่นคือ กราบพระพุทธรูปเก่าแก่ประมาณสามร้อยกว่าปีที่วัดท่าแขกค่ะ

วัดท่าแขก เป็นวัดเก่าแก่โบราณ สร้างขึ้นใน พ.ศ.2209 รัชสมัยของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช เจ้ามหาชีวิตราชอาณาจักรลาวอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ห่างจากอำเภอเชียงคาน 2 กม. ก่อนถึงหมู่บ้านน้อย และแก่งคุดคู้ปัจจุบันเป็นวัดธรรมยุต ตามศิลาจารึกซึ่งเป็นเสาหินสี่เหลี่ยมด้านเท่า สูง 79 เซนติเมตร กว้างด้านละ 18 เซนติเมตร มีดวงฤกษ์ข้างบน จารึกด้วยอักษรธรรมอีสาน 6 บรรทัด ตั้งอยู่ภายนอกโบสถ์วัดท่าแขก จารึกว่า...สังกาด (ศักราช) ๒๘ เดือน ๕ ขึ้น๙ วัน ๗ มื้อกาบสัน ยามตั้ง เมื่อเช้า ฤกษ์ ๙๓๗๕๘๒๔ หรคุณ ๓๓๗ อวมาน (บางตำราแปลว่า 1028 (พ.ศ. 2209) เดือน 5 ขึ้น 9 ค่ำ 3784 (4) (5) หรคุณ 334 อวมาน) ซึ่งหมายความถึงปีที่สร้างวัดท่าแขกขึ้น ศักราช ๒๘ = จ.ศ. ๑๐๒๘ ตรงกับ พ.ศ. ๒๒๐๙ มื้อกาบสัน = ชื่อวันที่เรียกตามปฏิทินหนไทย ยามตั้ง = ยามตูดตั้ง (เช้า) คือเวลา ๐๖.๐๐ น. - ๐๗.๓๐ น. หรคุณ = จำนวนวันตั้งแต่เริ่ม จ.ศ.๑ มาจนถึงวันที่ทำพิธี

พระประสงค์ จันทะวังโส(พระอาจารย์แดง) เจ้าอาวาส วัดท่าแขก วัดศรีสองนาง อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ได้พบศิลาจารึกให้ศูนย์วัฒนธรรมท้องถิ่นจังหวัดเลย นำมาศึกษา ซึ่งได้มาจากบริเวณปากน้ำเหือง เป็นหินทราย 1 หลัก (หักครึ่ง) มีความกว้าง 30 เซนติเมตร ท่อนที่หักมีความยาว 0.30 เซนติเมตร หนา 11 เซนติเมตร เป็นจารึกที่ชำรุด หักครึ่ง พบเพียงครึ่งเดียว จารึกด้วยอักษรตัวธรรม บันทึกไว้ว่า "มหาส...ปัชโชติติ (เถระ) และ...พี่น้องสามเณรทั้งมวล พร้อมกันสร้างวัดกับทั้งธาตุ หมดเงิน (5) พัน 2 ร้อย ขอ (ค้ำ) ซู...ผเทิน" ปัจจุบันศิลาจารึกนี้อยู่ที่พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ศูนย์วัฒนธรรมท้องถิ่นจังหวัดเลย มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย และกรมศิลปากรได้มาสำรวจและขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุไว้แล้ว ประกาศในราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษ ฉบับที่ 108 เล่มที่ 70 วันที่ 19 เมษายน 2534 ก่อน พ.ศ.2209 สร้างตรงกับรัชสมัยของพระสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กรุงศรีอยุธยา โดยมีพระยาสุวรรณบัลลังค์ (ท้าวแท่นคำ) ครองเมืองซ้ายเชียงคาน โอรสของพระยาไชยะจักรพรรดิแผ่นแผ้ว เจ้ามหาชีวิตล้านช้าง ครองเมืองหลวงพระบางและบริวาร สร้างขึ้นเพื่ออุทิศส่วนกุศลถวาย แด่พระมเหสีและพระธิดาของพระองค์ที่สิ้นพระชนม์เนื่องจากเรืออับปาง ในระหว่าเดินทางไปเยี่ยมพระสหายที่นครจำปาศักดิ์

พ.ศ.2436 ชาวเชียงคานเก่า (เมืองสานะคาม) ที่อพยพมาจากฝั่งซ้าย มาอยู่เมืองเชียงคาน ได้ช่วยกันบูรณะวัดที่ทรุดโทรม พ.ศ.2469 พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พระอาจารย์มั่น ภูริทฺตโต และ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ได้ธุดงค์มาพักที่วัดท่าแขก ชั่วระยะหนึ่ง หลังจากนั้นได้กลายเป็นวัดร้าง พ.ศ.2503 มีพระมาจำพรรษา และบูรณะวัดจนมีสภาพสมบูรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ ประกาศยกวัดร้างเป็นวัดมีพระสงฆ์ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2526 โดยมีเจ้าอาวาสดังนี้ พระขาว สุทะจิตฺโต พระบุรุษ สิริธโร พระสอน ถามวโร พระน้อย ญาณธมฺโม พระหลุย จฺนสาโร พระมหาสุนันท์ สุทธินันฺโท พระบัวคำ มหาวีโร พระก้อนทอง กิตฺติสาโร พระคำเบ้า คุณุตฺตโร พระประสงค์ จนฺทวํโส ตั้งแต่ พ.ศ.2523 เป็นต้นมา

วิหารวัดท่าแขกสร้างเมื่อ พ.ศ.2209 มีพระประธานเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่3 องค์ อายุประมาณกว่า 300ปี แกะสลักด้วยหินแกรนิตทั้งก้อน องค์แรก พระประธานมงคลเทพนิมิตเป็นพระพุทธรูปนั่งปางสมาธิ หน้าตักกว้างประมาณ 2 ศอก สูงประมาณ 1.20 เมตร องค์ที่ 2 พระพุทธรูปปางมารวิชัยหน้าตักกว้างประมาณ 0.70 เมตร สูงประมาณ 1.20 เมตร ขุดพบหลังอุโบสถ หลักศิลาจารึก 1 หลัก จารึกเกี่ยวกับฤกษ์ยามการสร้างวัด องค์ที่ 3 เป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก หน้าตักกว้างประมาณ 0.65 เมตร สูงประมาณ 1.20 เมตร ขุดพบด้านหน้าอุโบสถ มีความศักดิ์สิทธิ์มาก เป็นที่สักการบูชาของชาวเชียงคาน และนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนเข้ามาสักการะไม่ขาดสาย

ในปัจจุบันวัดท่าแขกอยู่ในระหว่างการบูรณะและปรับปรุงสถานที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้สร้างพระอุโบสถหลังใหม่ซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมาก พระอุโบสถหลังใหม่นี้ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ซึ่งเป็นศิษย์เอกของ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์สายกรรมฐานสำคัญองค์การหนึ่งของเมืองไทยเป็นประธานองค์อุปถัมภ์ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ได้มาประกอบพิธีเททองหล่อรูปเหมือน พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระกริ่ง พระรูปเหมือนหลวงปู่ชอบ และรวมพิธีพุทธมาภิเศก เมืองวันที่ 31 กรกฏาคม ถึง 1 สิงหาคม 2536 เพื่อหารายได้นำมาสร้างพระอุโบสถ บริเวณใกล้เคียงวัดท่าแขก มีโรงเรียนมูลมังหลวงปู่ชอบฐานสโม และรูปปั้นเหมือน หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านเป็นประธานองค์อุปถัมภ์ในการบูรณะและฟื้นฟูวัดท่าแขก อีกทั้งท่านมีดำริอยากสร้างโรงพยาบาล และสร้างโรงเรียนการกุศลเพื่อสงเคราะห์เด็กยากจน คณะศิษยานุศิษย์ของ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม จึงได้ร่วมกันก่อตั้งโรงเรียนมูลมัง หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เมื่อ พ.ศ.2547 และเริ่มเปิดทำการเรียนการสอนในปี 2548

ชั่วโมงนี้ใครๆก็เบนเข็มมาเที่ยวเชียงคานกันค่ะ เพราะเมืองนี้ยังมีแหล่งเที่ยวแบบฮิปๆ ยังมีความสดของบ้านเรือนและวิถีชีวิตผู้คนหลงเหลืออยู่มาก นอกเหนือไปจากปายและอัมพวา ที่หลายคนไปเที่ยวกันมาแล้วหลายรอบ อาจเพราะเชียงคานอยู่ไกลถึงชายขอบโขง ใครไปเชียงคานจึงต้องตั้งอกตั้งใจไปเที่ยวจริงๆ ไม่ใช่แค่อาศัยเป็นทางผ่าน เหมือนเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ มาอยู่ที่นี่แค่ไม่ถึง48ชั่วโมง เราก็หลงรักเมืองเชียงคาน จนอยากหยุดเวลาไว้ที่เชียงคาน...เลยค่ะ