นมัสการ "หลวงพ่อในกุฏิ" วัดกุยบุรีที่ "เมืองกุย"

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

มีเรื่องเล่าจากพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับวันวลิต พ.ศ.2182 กล่าวถึง เจ้าอู่ โอรสจักรพรรดิจีนที่ถูกเนรเทศทางทะเลไปขึ้นบกที่ปัตตานี สร้างเมืองปัตตานีและ เมืองลังกาสุกะ แล้วแล่นเรือเลียบชายฝั่งขึ้นมาสร้างเมืองละคร (นครศรีธรรมราช) มาจนถึงแผ่นดินบริเวณเมืองกุย (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) ว่า "พระองค์ได้ปกครองเมืองละคร และจัดการให้มีทุกสิ่งทุกอย่าง และเสด็จต่อไปจนถึงกุย และถึงแม้พระองค์ทรงพบว่าเป็นแต่เพียงป่าก็ตาม พระองค์ยังทรงสร้างเมืองใหม่ขึ้นอีกแห่งหนึ่ง และประทับอยู่ที่เมืองอยู่ตลอดมาในเวลานั้น มีเรือสำเภาจากจักรพรรดิจีนสองลำมาปรากฏที่เมืองกุย และมีข่าวเข้าหูเจ้าอู่ว่านายเรือ และพ่อค้าจีนยินดีที่จะได้รับไม้ฝาง พระองค์จึงใช้วิเทโศบายให้ไม้ฝางแก่บุคคลดังกล่าวเป็นจำนวนมากเท่าที่เรือทั้งสองลำจะบรรทุกไปได้ ดังนั้น พวกพ่อค้าจึงกลับเมืองจีนไปด้วยความปีติอย่างล้นพ้น

เมื่อมาถึงเมืองจีน ก็ได้รายงานให้พระจักรพรรดิทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและไม้ฝางซึ่งได้มาเป็นของกำนัล พระจักรพรรดิทรงปีติเป็นอย่างมากที่ได้ไม้ฝางเป็นกำนัล จึงยกพระธิดาพระนามว่านางปะคำทอง ให้อภิเษกกับเจ้าอู่ และพระราชทานนามเจ้าอู่ว่า ท้าวอู่ทอง ครองราชสมบัติอยู่ที่เมืองกุย ต่อมาท้าวอู่ทองก็ตัดสินพระทัยเดินทางออกจากเมืองกุย เพื่อสร้างเมืองอื่นๆขึ้น ได้แก่ พริบพรีหรือเมืองเพชรบุรี"

วัดกุยบุรี หรือวัดกุย ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลกุยบุรี อ.กุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้สูงอายุบางท่านเล่าว่า บริเวณที่ตั้งวัดในปัจจุบันนี้เดิมมีอยู่ 2 วัด คือวัดกวย ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ และวัดกุยบุรีตั้งอยู่ทางทิศใต้ อาณาเขตของวัดทั้งสองจะอยู่ติดกัน ระยะต่อมาซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน วัดทั้งสองได้รวมเข้าเป็นวัดเดียวกัน และเรียกกันว่าวัดกุย บริเวณวัดกวยในปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนประถมศึกษาวัดกุยบุรี ส่วนอุโบสถและวิหารของวัดกวยถูกรื้อทำลายจนหมด โบราณวัตถุของวัดกวยที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน คือพระพุทธรูปเนื้อทรายแดง (ทรายแลง) พระพุทธรูปประทับนั่งปางมารวิชัย หน้าตักกว้างประมาณ2.50 เมตร สูงตลอดถึงระดับรัศมีประมาณสามเมตรเศษ นับว่าเป็นพระที่เก่าแก่มาก ปัจจุบันทางวัดได้ซ่อมและลงรักปิดทองใหม่ทั้งสององค์ ไม่สามารถเห็นเนื้อทรายแลงเดิมได้ ปัจจุบันประดิษฐานเป็นพระประธานอยู่ในพระอุโบสถหลังใหม่ของวัดกุยบุรี

นอกจากนี้ชาวเมืองกุยบุรียังมีความเชื่อเกี่ยวกับบริเวณที่ตั้งของวัดกวยก่อนที่จะมารวมกับวัดกุย โดยกล่าวกันว่าบริเวณหน้าวัดกวยมีบ่อน้ำทิพย์อยู่บ่อหนึ่ง เมื่อปีใดฝนแล้ง ชาวเมืองกุยบุรีจะไปขุดบ่อน้ำทิพย์ดังกล่าว และหากขุดพบขอนไม้สีดำอยู่ก้นบ่อเมื่อใดฝนก็จะตกลงมา ความแห้งแล้งก็จะหมดไปในที่สุด วัดทั้งสองชาวกุยบุรีเรียกว่าวัดพี่น้องมาแต่โบราณ ในการศึกษาประวัติความเป็นมาของวัดกุยบุรีจึงใช้วิธีเปรียบเทียบกับหลักฐานอื่นๆคือ ศึกษาเปรียบเทียบประวัติเมืองกุยบุรีเพราะว่าชุมชนในสมัยโบราณมักมีประเพณีหรือมีคตินิยมสร้างวัดขึ้นเป็นศูนย์กลางของชุมชน ดังนั้น วัดกุยบุรีซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชนเมืองกุยบุรีจนถึงปัจจุบันก็น่าจะสร้างขึ้นมาพร้อมกับการพัฒนาหรือการสร้างเมืองกุยบุรี และศึกษารูปแบบศิลปกรรมจากโบราณวัตถุและโบราณสถานภายในวัด

ผลจากการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) และการสร้างทางรถไฟสายใต้ได้ทำลายหลักฐานต่างๆ ของเมืองกุยบุรีโบราณไปจนเกือบหมด ผู้อาวุโสแห่งอำเภอกุยบุรีได้กล่าวว่าบริเวณด้านตะวันออกของวัดกุยบุรีเป็นที่ตั้งของจวนเจ้าเมืองเดิม เมื่อมีการสร้างถนนเพชรได้สร้างผ่านตัวเมืองโบราณ และตัดผ่านบริเวณจวนเจ้าเมืองเดิมด้วยจึงแบ่งบริเวณจวนเมืองออกเป็นสองส่วนเรียกว่าจวนบนและจวนล่าง นอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับเมืองโบราณอีกอยู่บ้าง คือ ป้อมเชิงเทิน ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านใต้ของวัดกุยบุรี ปัจจุบันเป็นสภาพไม่ชัดเจน แต่ยังมีโครงเดิมอยู่บ้าง ป้อมนี้เป็นป้อมทางทิศใต้ของเมืองต่อจากป้อมแห่งนี้ไปทางทิศใต้ประมาณ2 กิโลเมตร จะเป็นเส้นทางโบราณที่ใช้เดินทางข้ามแม่น้ำกุยบุรี ปัจจุบันชาวบ้านเรียกว่า ท่าข้าม บริเวณท่าข้ามนี้ใช้เป็นเส้นทางข้ามแม่น้ำกุยบุรีตลอด แม้กระทั่งการเดินทัพพม่าหากเข้ามาทางด้านด่านสิงขรก็ต้องข้าม ที่จุดท้าข้ามมายังเมืองกุยบุรี และการเดินทางไปยังกรุงศรีอยุธยา จะเห็นว่าเมืองกุยบุรีสร้างขึ้นมาด้วยเงื่อนไขทางยุทธศาสตร์ เป็นหัวเมืองสำคัญในการควบคุมในการเดินทางติดต่อระหว่างหัวเมืองฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ โดยเฉพาะจะมีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นเมืองแรกด่านหน้าสุดที่คอยสกัดพม่าที่ยกเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา

หลักฐานที่เก่าที่สุดกล่าวถึงเมืองกุยบุรีคือ พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับ เยเรเมียสฟาน ฟลีด ซึ่งเขียนในสมัยพระเจ้าปราสาททอง โดยกล่าวไว้ว่า..."ราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เจ้าอู่ พระราชโอรสของกรุงจีนเดินทางโดยเรือมาเมืองปัตนี จากนั้นได้เดินทางเสด็จโดยทางบกไปยังเมืองลีคร เมือครอบครองและจัดการบ้านเมืองในลีครเรียบร้อยแล้วเสด็จต่อไปยังเมืองกุย"...เมืองกุยบุรีตามพงศาวดารฉบับนี้จะเป็นชื่อเดียวหรือเมืองเดียวกับเมืองกุยบุรี ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด จากการตรวจสอบ พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับอื่นที่ไม่ใช่การบันทึกของชาวต่างชาติก็ไม่พบว่า เมืองกุยบุรีได้มีมานานแล้วตั้งแต่ช่วงสมัยอยุธยาตอนต้น แต่อย่างไรก็ตามเรืองราวของพระเจ้าอู่ ที่สร้างเมืองกุยบุรีนั้นน่าจะมีเค้าความเป็นจริงตามที่เล่าสืบต่อกันมา เมืองกุยบุรี ปรากฏชื่อเป็นหลักฐานแน่ชัดในช่วงสมัยสมเด็จพระนเรศวร พระราชพงศาวดารได้กล่าวไว้ว่า ณ วันอังคาร ขึ้น 2 ค่ำ 5 ปีจอ อัฐศก (พ.ศ.) กรมการเมืองกุยบุรีบอกเข้ามาว่า พระยาไสยรงค์ ซึ่งให้ไปรั้งเมืองตะนาวศรีเป็นกบฏ หลักฐานเอกสารดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า เมืองกุยบุรีที่มีอยู่แล้วในช่วงสมัยพระเจ้านเรศวร และน่าจะมีก่อนหน้านั้น แต่คงเป็นเพียงเมืองด่านหน้าเล็กๆ พงศาดารเรียกเจ้าเมืองว่ากรมการเมือง หากเปรียบเทียบกับเมืองตะนาวศรี จะเห็นว่าผู้ครองเมืองตะนาวศรีมีตำแหน่งเป็นพระยา ดังนั้น สถานภาพของเมืองกุยบุรีก็คงจะเป็นเมืองหน้าด่านเล็กๆเมืองหนึ่งเท่านั้น เมื่อมีการพัฒนาเมืองกุยบุรีขึ้นมาในช่วงนี้แล้วก็น่าจะมีวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนพร้อมกันด้วย เพื่อจะได้เป็นศูนย์กลางด้านจิตใจของชุมชน

เมืองกุยบุรีคงดำรงสถานภาพเป็นเมืองในพระราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยามาตลอด จนถึงสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 (พระเจ้าบรมโกศ) ได้กล่าวถึงเมืองกุยบุรีไว้ว่า ลุศักราช 1109 ปีเถาะ (พ.ศ.2290) พระกุยบุรีออกหนังสือเข้ามาว่า พืชทองคำบังเกิดขึ้นที่ตำบลบางสะพาน แขวงเมืองกุยบุรีได้ส่งทองคำหนัก ๓ ตำลึง เข้าทูลเกล้าฯ ถวายเป็นทองขาว จะเห็นได้ว่าในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย เมืองกุยบุรีคงจะยกฐานะขึ้นเป็นเมืองใหญ่มาก อาณาเขตกว้างมากขึ้น และเจ้าเมืองมีตำแหน่งเป็นพระ นอกจากนี้พงศาวดารยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้โปรดตั้งพระกุยบุรีให้เป็นพระยาวิเศษสมบัติ แสดงให้เห็นว่าเมืองกุยบุรีมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะเมืองที่มีแหล่งทองคำสมบูรณ์

ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ในปี 2310 เมืองกุยบุรีคงจะเป็นเมืองที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ของอาณาจักรอยุธยาเป็นอย่างมาก เพราะจะเป็นเมืองหน้าด่านเมืองแรกที่คอยสกัดทัพพม่าที่จะเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา เรื่องของขุนรองปลัดชู นับว่าเป็นวีรบุรุษไทยที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ไม่แพ้วีรชนค่ายบางระจัน อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ที่ได้ยอมเสียสละชีวิตและเลือดเนื้อ พลีชีพเพื่อชาติไทย ในสมรภูมิอ่าวหว้าขาว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จากการสงครามระหว่างไทยกับพม่า ในปี 2302 พระเจ้าอลองพญาได้สั่งให้ทัพพม่าเข้าโจมตีเมืองตะนาวศรีและเมืองมะริด ปรากฏว่าตีเมืองทั้งสองได้อย่างง่ายดาย เห็นได้ว่าไทยอ่อนแอมาก ถ้าหากยกเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาก็คงจะได้ชัยชนะ ทางฝ่ายกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าเอกทัศก็โปรดให้จัดทัพไทยออกไปรับพม่าที่เมืองมะริด และครั้งนั้นขุนรองปลัดชู กรมการเมืองวิเศษไชยชาญเป็นผู้รู้วิทยาคมเข้ามาเอาเอกสารราชการสงคราม จึงโปรดให้คุมสมัครพรรคพวกรวม 400 คน เป็นกองอาทฆาตไปในกองทัพพระยารัตนาธิเบศร์ด้วย (ไทยรบพม่า) กล่าวกันว่า ขุนรองปลัดชูได้ไปตั้งทัพที่กุยบุรีและประกอบพิธีทางไสยศาสตร์ที่วัดกุยบุรี แล้วยกกองทัพอาทฆาตไปยันทัพพม่าที่อ่าวหว้าขาว อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

วัดกุยและวัดกวยคงจะเป็นศูนย์กลางของเมืองกุยบุรีตลอดมา โดยเฉพาะในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย เมื่อเมืองกุยบุรีมีบทบาทมากขึ้นในฐานะเมืองแร่ทองคำ และสถานภาพของเมืองก็สูงกว่าเดิมมาก วัดทั้งสองก็น่าจะเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นด้วยตามลำดับ ในฐานะศูนย์กลางเมือง แต่หลักฐานที่กล่าวถึงสิ่งก่อสร้างในสมัยนั้นเหลืออยู่ในปัจจุบันน้อยมาก โบราณวัตถุที่พอจะยืนยันได้ว่าวัดกุยเป็นวัดที่เก่าแก่และน่าจะมีมาแล้วตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาพร้อมกับเมืองกุย คือใบเสมาหินทราย โดยโกลนจากหินทรายแดงฐานล่างจะทำเป็นเดือยสวมกับแท่น ตัวใบเสมาสลักเป็นลายเส้นนูนต่ำธรรมดา ไม่ได้เป็นลวดลายกระหนกหรือลวดลายอื่นๆ จากลักษณะรูปแบบศิลป์เห็นได้ชัดว่าอยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา นอกจากหลักฐานจากใบเสมาแล้ว จากการสำรวจรากฐานของอุโบสถหลังเก่าพบว่าก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่ การก่อจะใช้วิธีการก่อเรียงสลับกว้างยาว เทคนิคดังกล่าวตลอดจนขนาดของอิฐที่ใช้ น่าจะเป็นลักษณะสิ่งก่อสร้างเดิมที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แสดงให้เห็นว่า วัดกุยบุรีนี้น่าจะสร้างมาแล้วในกรุงศรีอยุธยาหรือสมัยอู่ทองอย่างแน่นอน และคงเป็นวัดสำคัญของเมืองกุยบุรีโดยเฉพาะเจ้าเมืองคงจะได้ใช้วัดนี้ประกอบพิธีงานต่างๆรวมทั้งการบำเพ็ญกุศลอีกด้วย

ในปี 2500 สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ได้เสด็จมายังวัดกุยบุรี มานมัสการและปิดทองหลวงพ่อในกุฏิศักดิ์สิทธิ์ของวัดกุยบุรีและพระองค์ได้มีพระราชศรัทธาได้สละทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อร่วมบูรณะและปฏิสังขรณ์วัดกุยบุรีได้อีกจำนวนหนึ่งด้วย มณฑปที่ประดิษฐานองค์หลวงพ่อในกุฏิปัจจุบัน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2500 แบบจัตุรมุข (สี่มุข) เป็นตึกทั้งหลัง หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบแดงคั่นสีเหลือเขียว ช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ประดับกระจกสีเหลือง หน้าปัดทุกด้าน ปั้นลวดลายและลงรักปิดทองและประดับกระจกอย่างสวยงาม วัดกุยบุรีได้มาประสบอัคคีภัยขึ้นเมื่อ เมื่อคืนวันที่ 15 เมษายน 2507 เพลิงไหม้สิ่งปลูกสร้างและอาคารต่างๆ ที่เป็นกุฏิสงฆ์ หอฉัน หอสวดมนต์หมดสิ้น คงเหลือแต่อุโบสถศาลาการเปรียบหลังเก่า

หลวงพ่อในกุฏิวัดกุยบุรี (หลวงพ่อมากหรือบุญมาก) เป็นเกจิอาจารย์องค์หนึ่งของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตามตำนานเล่าต่อๆมาว่า ท่านอาจเป็นชาวตำบลนาทุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร หรือชาวหลังสวน(หลักฐานไม่ปรากฏแน่ชัด) ท่านมีพี่น้องร่วมท้องเดียวกันมาทั้งหมด 4 คน มีพี่ชาย 2 และมีน้องสาว 1 คน ส่วนตัวท่านเป็นลูกคนที่ 3 ของบิดามารดา ท่านเกิดในราวปีมะเส็ง พ.ศ.234 สมัยแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศ กรุงศรีอยุธยาตอนปลาย พี่ชายของท่านคนหนึ่งชื่ออินทร์ คนรองชื่อม่วง ส่วนน้องสาวคนสุดท้องนั้นว่ากันว่าชื่อพริ้มเพรา ตระกูลของหลวงพ่อเป็นตระกูลที่มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก ผู้ชายในตระกูล เมื่อมีอายุครบ 20 ปีแล้ว จะต้องบวชกันทุกคน พี่ชายคนโตชื่ออินทร์ เมื่อได้มีอายุครบก็บวช คนรองที่ชื่อม่วง ครั้นเมื่ออายุครบก็บวช หลวงพ่อในกุฏิเองก็บวชเช่นเดียวกัน สันนิษฐานว่า หลวงพ่อในกุฏิ บวชราว พ.ศ.2324 หรือ พ.ศ.2325 ใน 2 ปีนี้ปีฉลูหรือปีขาลนั่นเอง

ตระกูลของหลวงพ่อในกุฏิทั้ง 3 พี่น้อง เมื่อบวชแล้วก็ได้ศึกษาเล่าเรียนกันมา พอมีความรู้พระธรรมวินัยพอที่จะรักษาตัวได้แล้วก็พยายามศึกษาเล่าเรียนในทางเวชกรรมและในทางไสยศาสตร์ และวิปัสสนากรรมฐานอีกทางหนึ่งด้วย จนชำนิชำนาญแตกฉานทั้ง 3 พี่น้อง และได้ชวนกันเดินธุดงค์มาทางเหนือพักแรมตามสถานที่ต่างๆ จนเดินทางมาถึงเมืองกำเนิดนพคุณ (บางสะพานในปัจจุบัน) หลวงพ่ออินทร์ พระพี่ชายองค์ใหญ่เห็นพื้นที่และทำเลที่นั่นอุดมสมบูรณ์ดีพอที่จะพักพิงอาศัยในที่นั้นได้ จึงขอพักอยู่จำพรรษา ณ ที่นั้น ต่อมาท่านได้เป็นที่เลื่อมใสของชาวเมืองกำเนิดนพคุณ จนถึงมรณภาพอยู่ ณ วัดนั้นเอง ชาวเมืองกำเนิดนพคุณจึงได้ช่วยกันสร้างรูปเหมือนของท่านไว้สักการบูชาและปิดทอง ปัจจุบันนี้รูปของท่านได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดเขาโบสถ์ อำเภอบางสะพาน

เมื่อเหลือกันสองพี่น้อง หลวงพ่อม่วงและหลวงพ่อบุญมาก (หลวงพ่อในกุฏิ) ก็ธุดงค์กันมาถึงถ้ำแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ระหว่างบ้านกรูดกับทับสะแก หลวงพ่อม่วงท่านเห็นถ้ำที่สวยดี จึงได้บอกกับหลวงพ่อในกุฏิซึ่งเป็นน้องชายว่าขอพักอยู่จำพรรษา ณ ที่ถ้ำนั้น (ปัจจุบันอยู่ในวัดถ้ำคีรีวงศ์) ซึ่งอยู่ใกล้กับป้ายสถานีโคกตาหอม หลวงพ่อม่วงอยู่ที่นั่นได้เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนในแถบนั้น เมื่อท่านมรณภาพ ประชาชนทั้งหลายพร้อมใจกันปั้นรูปเหมือนของท่าน ไว้สักการบูชา ประดิษฐานอยู่ที่วัดถ้ำคีรีวงศ์นั่นเอง แยกทางกันแล้วหลวงพ่อบุญมาก (หลวงพ่อในกุฏิ) ท่านธุดงค์ต่อมาจนถึงเมืองกุยบุรี ในราว พ.ศ.2340 ขณะนั้นวัดกุยบุรีกำลังว่างเจ้าอาวาสปกครอง เจ้าเมืองและประชาชนเมืองกุยบุรีจึงได้อ้อนวอนและอาราธนาให้หลวงพ่อรับเป็นเจ้าอาวาส ท่านจึงรับอาราธนาอยู่ปกครองวัดกุยบุรีตลอดมาด้วยเมตตาจิต ช่วยเหลืออนุเคราะห์และสงเคราะห์ให้กับคนทุกชั้นทุกหมู่เหล่า ใครได้รับความป่วยไข้ก็ช่วยพ่นปัดและต้มยาให้ เป็นที่พึ่งของปวงชนทั้งหลาย

นอกจากนี้แล้วท่านเป็นผู้เคร่งครัดในด้านวิปัสสนา กรรมฐาน มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ พูดคำใดแล้วต้องเป็นอย่างนั้น ชาวเมืองกุยบุรี เมืองคลองวาฬ เมืองปราณ และเมืองใกล้เคียงจึงศรัทธาเลื่อมใสในบุญบารมีเป็นอันมาก เมื่อได้รับทุกข์จึงมาบนบานศาลกล่าว ขอให้ช่วยปัดเป่าให้หายจากทุกข์นั้นๆ ครั้นสมปรารถนาแล้ว ก็มานมัสการ และขอปิดทองที่ตัวท่าน ท่านไม่สามารถปฏิเสธศรัทธาเลื่อมใสได้ จึงต้องยอมให้เขาปิดทอง ตามที่เขาบนบานเอาไว้ เล่ากันว่าหลวงพ่อท่านต้องถูกปิดทองทั้งเป็น คือปิดตั้งแต่หัวเข่าของท่านลงไปจนถึงปลายเท้าทั้งสองข้าง...รูปปั้นหลวงพ่อในกุฏิที่เรามีโอกาสเข้าไปกราบไหว้บูชานั้นภายในบรรจุอัฐิของท่าน งานประจำปีปิดทองรูปปั้นของท่านจัดขึ้นในวัน 13 ค่ำ แรม 3 ค่ำ เดือน5 รวมงาน 6 วัน6 คืน นับว่าเป็นงานที่ใหญ่ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ทีเดียว