ขอพรให้คนจน

สายลม...แสงแดด

สิบแปดนาฬิกาห้านาที ท้องฟ้าสีฟ้าเข้มเรียบสนิท เหมือนผืนผ้าใบที่เพิ่งลงสีพื้นโดยยังไม่ทันได้แต่งแต้ม ตัดกับพุ่มใบของต้นไม้ที่กลายเป็นเฉดเขียวมืดๆ และจะกลายเป็นสีดำในไม่ช้า แสงไฟฟ้าจากอีกฟากถนนดูเหมือนแสงตะเกียง กะพริบไม่คงที่เพราะใบไม้ไม่ยอมหยุดไหว เสียงสวดมนต์ลอยตามลมผ่านหน้าต่างที่เปิดค้างไว้เข้ามา

อีกไม่นานหรีดหริ่งเรไรก็จะกรีดเสียง...หรือแมลงอะไรก็ตามที่มีชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯเวลากลางคืนแล้วทำเสียงได้น่ะ อย่างไรก็ตาม ชั่วขณะหนึ่งหลังจากที่เสียงกระทะ ตะหลิวจากการประกอบอาหารมื้อเย็นของหลายๆบ้านเงียบไป ชั่วขณะหนึ่งที่แม้แต่ถนนหน้าหมู่บ้านซึ่งมักมีเสียงรถวิ่งผ่านอยู่เสมอก็กลับว่างเปล่า ชั่วขณะนั้นแหละที่เสียงสวดมนต์ลึกลับจะลอยตามลมมา

ไม่ใช่เสียงสวดมนต์ในศาสนาพุทธกระมัง พยายามเงี่ยหูฟังทุกครั้งแล้วก็ได้แต่เดาเอาว่าอาจจะเป็นเสียงสวดมนต์ของศาสนาอิสลามจากมุสลิมสักคนหนึ่ง เขากำลังละหมาดหรือเปล่านะ หรือว่าเป็นบทสวดอื่น หรือบางทีอาจไม่ใช่แม้แต่เสียงสวดมนต์ของศาสนาอิสลามอย่างที่เดา แต่เป็นศาสนาอื่นต่างหาก ที่แน่ๆต้องไม่ใช่เพลงป๊อป

...จะเป็นบทสาธยายมนต์ใดก็ช่างเถิด กังวานเสียงไพเราะชวนให้รู้สึกสงบดีเหลือเกิน แม้ว่าไม่ได้นับถือศาสนาเดียวกัน แต่ก็ยังอดรู้สึกชื่นชมไม่ได้ ขอชื่นชมในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่พอรู้จักกับความไพเราะที่อาจเกิดขึ้นได้จากเส้นเสียงของมนุษย์ด้วยกันก็แล้วกัน

เสียงนั้นแว่วไกลมาจากหมู่บ้านอื่น แต่ในขณะเดียวกัน ในหมู่บ้านที่อยู่ก็มีเรื่องชวนให้ตื่นตาตื่นใจเช่นกัน เมื่อราวๆสักสองสามเดือนก่อนได้กระมัง บ้านฝั่งตรงข้ามเยื้องๆกันจัดงานศาสนพิธีตามศาสนาที่นับถือ น่าจะเป็นแนวพราหมณ์ฮินดูหรืออะไรในทำนองเดียวกัน แว่วเสียงเพลงสวด จับความได้บ้างเป็นคำๆ "ลักษมีมาตา" ยังก้องอยู่ในหูจนบัดนี้ เพราะไม่รู้จักมักคุ้นกัน ด้วยไม่ได้เติบโตมาจากแถบนี้ ถึงแม้จะอยากไปเกาะรั้วดูเขาทำพิธีแค่ไหน ก็ได้แต่เกาะหน้าต่างบ้านตัวเองส่องด้วยความเกรงใจ

เวลานึกถึงศาสนพิธีของศาสนาพราหมณ์ฮินดู เมื่อก่อนนี้ออกจะรู้สึกไม่น่าถูกอัธยาศัย เพราะแค่กลิ่นธูปตามวัดพุทธบ้านเราก็ทำให้รู้สึกเวียนหัวจะแย่ ไม่ได้รู้สึกดีไปกว่าเดินผ่านคนสูบบุหรี่เท่าไหร่ ดังนั้น ก็เลยค่อนข้างมั่นใจว่าหากหลงเข้าไปอยู่กลางพิธีคงจะยุ่ง อีกทั้งพราหมณ์ฮินดูก็ดูเป็นอะไรที่เชื่อมโยงกับอินเดีย...หวาย...คนเยอะ ถอยดีกว่า

แหม แต่ถ้ามีที่นั่งดูดีๆ อากาศถ่ายเท พิธีเขาก็น่ามองนะ ดูซี มีการเต้นระบำประกอบเพลงสวดบูชาที่ฟังสนุกสนานเสนาะหูเหลือเกิน เอาละ มันไม่วังเวงชวนศรัทธาอย่างเสียงสวดมนต์ปริศนายามเย็นที่แว่วมา แต่ก็มีพลังอยู่ในตัวของมันเองในแบบของมันเอง ไม่ใช่ว่าฟังแล้วไม่ซาบซึ้งนะ พิธีไม่ใช่สุดสิ้นเพียงแค่สิบห้านาทีหรือครึ่งชั่วโมง วันนั้นไม่รู้สึกอยากเปิดโทรทัศน์เลย วนเวียนคอยแอบดูอยู่ตรงหน้าต่าง บางครั้งก็ขนลุก หัวใจเต้นแรง มันซ่านๆในอกอย่างบอกไม่ถูก

คงเป็นความรู้สึกคล้ายๆเวลาเราได้ยินเพลงสวดมนต์ของคริสต์นั่นแหละ คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าบทสวดประสานเสียงของศาสนาคริสต์นั้นไพเราะจับใจ ยิ่งช่วงคริสต์มาส ต่อให้ไม่ได้เรียนโรงเรียนคริสต์มาเลยสักชั้นก็ยังอดเงี่ยหูด้วยความชื่นชมไม่ได้ ยิ่งในหนังจะยิ่งเพราะ เพลงในลักษณะบทสวดอ้อนวอนพระเจ้าที่ชอบที่สุดเพลงหนึ่งคือเพลง ขอพรให้คนจน (God Help the Outcasts) จากการ์ตูนวอลท์ดีสนีย์ เรื่อง คนค่อมแห่งนอร์เทรอดาม (The Hunchback of Nortre Dame) ซึ่งนางเอกของเรื่องเป็นยิปซีที่ชื่อ เอสเมอรัลด้า ร้องในทำนองวิงวอนต่อพระเจ้าให้เมตตาแก่เหล่าคนจน และคนที่สังคมไม่ยอมรับอย่างเช่นพวกยิปซี หรือคนพิการ รูปร่างหน้าตาผิดปกติ อย่าง ควอสิโมโด ตัวเอกของเรื่อง ที่ทุกข์ทนอยู่ในสังคมซึ่งกีดกันพวกเขาในเวลานั้น โดยที่เธอไม่ร้องขอสิ่งใดให้แก่ตนเองเลย ภาพการ์ตูนขณะที่ร้องเป็นภาพเอสเมอรัลด้าเดินสวนกับคนอื่นๆที่มาสวดมนต์เหมือนกัน แต่สวดขอชื่อเสียง เงินทอง ความรักให้แก่ตนเอง แสดงให้เห็นว่าในขณะที่ใครๆกำลังอยากได้ อยากมี อยากเป็น และไม่รู้จักพอ เอสเมอรัลด้าผู้ซึ่งความจริงแล้วก็เป็นเพียงสาวยิปซียากจนที่ต้องเต้นรำสร้างความบันเทิงแลกเศษเงินไปวันๆ กลับบอกกับพระเจ้าอย่างไม่ลังเลว่าเธอไม่ขออะไรให้ตัวเธอเอง เพราะเธอนั้นสามารถอยู่ได้ แต่ขอร้องเถอะพระเจ้า ได้โปรดจงเมตตาเหล่าคนที่ยากไร้หรือมีชีวิตโหดร้ายกว่าเธอด้วย

ระหว่างที่เขียนอยู่นี้ ได้เปิดยูทูปเข้าไปดูคลิปวิดีโออีกครั้งหนึ่งเพื่อให้แน่ใจว่าเขียนออกมาถูกต้อง และก็ได้ฟังเพลงอีกครั้ง อา...ฟังกี่ทีก็ยังซาบซึ้งไม่คลาย ตอนสมัยเรียนมัธยมและเป็นประธานชมรมพุทธศาสนา เคยเอาการ์ตูนเรื่องนี้ไปเปิดในห้องชมรมให้เพื่อนๆ และน้องๆในชมรมได้ดู หวังว่าจะเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ในชมรม แหม...ซึ้งจนหลับกันเป็นแถว

บางครั้งเราก็ต้องยอมรับเท่านั้นเองว่า สิ่งที่เราชอบ คนอื่นอาจจะไม่ชอบด้วย

เท่านั้นยังไม่พอ บางครั้งเราก็ต้องยอมรับอีกว่า สิ่งที่เราชอบนั้น คนอื่นอาจจะชิงชังเสียด้วยซ้ำไป

ก็ไม่เป็นไร ต่างคนต่างใจ อยู่ด้วยกันได้ก็ดี อยู่ด้วยกันไม่ได้ก็ต่างคนต่างอยู่ เดือดร้อนค่อยช่วยเหลือกัน โลกดำเนินไปอย่างนี้ก็ไม่รันทดอะไร สบายใจดี

เมื่อเร็วๆนี้ เพื่อนคนหนึ่งเพิ่งแสดงความสนใจในศาสนาพุทธนิกายเซน ซึ่งเป็นนิกายที่มีอะไรน่าสนใจแปลกไปจากเถรวาทที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จัก ก็เลยอ่านกลอนแนวเซนจากหนังสือเล่มเก่าๆเล็กๆให้ฟัง หนังสือเล่มนั้นชื่อ ขลุ่ยไม้ไผ่ เมื่ออ่านแล้วก็รู้สึกว่า เอ๊ะ เป็นกลอนที่เหมาะกับช่วงฝนตกอย่างนี้จริงๆ เอามาให้ท่านผู้อ่านอ่านด้วยดีกว่า

ภายหลังฝนตก

คางคกน้อยสองตัว

กระโดด กระโดด

เสียงสวดมนต์เย็นที่นึกว่าเงียบไปแล้ว ลอยตามลมเข้ามาทางหน้าต่างอีกครั้งหนึ่ง เคล้าคลอกับเสียงแมลงกลางคืนและกลิ่นดอกปีบ...ถ้าหากว่าสวรรค์มีจริง นี่ก็คงเป็นเศษเสี้ยวส่วนหนึ่งของมันกระมัง