จากดอยสู่ความอร่อยด้วยพระบารมีพ่อของแผ่นดิน

คุยข้างครัว

(ฝน)รหัสงาน KuiKangKrua916
 
คุยข้างครัว
ทองหยอด
"จากดอยสู่ความอร่อยด้วยพระบารมีพ่อของแผ่นดิน"
ทุกบุปผามาลัยคือใจราษฎร์ภักดีบาทองค์บพิตรเป็นนิจศีล
พระคือบิดา ข้าแผ่นดิน ร่วมร้อยรินมาลัยถวายพระพร
ลุ "ห้า" ธันวามหาราช วันพ่อแห่งชาติคือองค์อดิศร
พระเปี่ยมล้นด้วยเมตตาเอื้ออาทร พสกนิกรเป็นสุขทุกคืนวัน
อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเป็นพ่อของแผ่นดิน ณ โอกาสนี้ดิฉันขอน้อมเกล้า น้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยมงคลขอให้พระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
วันพ่อปีนี้ดิฉันขอนำเรื่องเกี่ยวกับพระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของพระองค์ท่าน และความเป็นมาของโครงการหลวง บางช่วงเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่าน และได้นำเมนูอร่อยๆจากผลิตผลโครงการหลวงที่กำลังมีอยู่ในช่วงหน้าหนาวมาประกอบเป็นอาหารที่แสนอร่อย ให้คุณผู้อ่านได้ลองทำกันดู
กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานเมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2512 ณ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เกี่ยวกับเหตุผลที่ว่าทำไมต้องช่วยชาวเขายังกระจ่างชัดอยู่ในความทรงจำของผู้ที่มีโอกาสได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในวันนั้นตราบเท่าทุกวันนี้
พระราชดำรัสที่ว่า "เรื่องที่จะช่วยชาวเขาและโครงการชาวเขานั้น มีประโยชน์โดยตรงกับชาวเขา เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ชาวเขามีความเป็นอยู่ดีขึ้น สามารถเพาะปลูกสิ่งที่เป็นประโยชน์ และเป็นรายได้ให้กับเขาเอง จุดประสงค์อย่างหนึ่งคือมนุษยธรรม หมายถึง ให้ผู้ที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารสามารถมีความรู้และพยุงตัว มีความเจริญได้ อีกอย่างหนึ่งเป็นเรื่องช่วยในทางที่ทุกคนเห็นว่า ควรจะช่วยเพราะเป็นปัญหาใหญ่ คือปัญหาเรื่องยาเสพติด ถ้าช่วยชาวเขาปลูกพืชที่เป็นประโยชน์บ้าง เขาจะเลิกปลูกยาเสพติด คือ ฝิ่น ทำให้นโยบายการระงับการปราบปรามการปลูกฝิ่นและค้าฝิ่นได้ผลดี อันนี้เป็นผลอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งคือ ชาวเขาตามที่รู้เป็นผู้ทำการเพาะปลูกโดยวิธีที่จะทำให้บ้านเมืองของเราสู่หายนะได้ที่ถางป่าและปลูกโดยวิธีไม่ถูกต้อง ถ้าพวกเราทุกคนไปช่วยเขาก็เท่ากับช่วยบ้านเมืองให้มีความดี อยู่ดีกินดี และปลอดภัยได้อีกทั่วประเทศ ถ้าสามารถนำโครงการนี้สำเร็จให้ชาวเขาอยู่เป็นหลักแหล่ง และสนับสนุนนโยบายจะรักษาป่าไม้ รักษาดินให้เป็นประโยชน์ต่อไป และยั่งยืนมาก"
จากกระแสพระราชดำรัสข้างต้น แสดงให้เห็นพระราชปณิธานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีต่อพสกนิกรและประเทศชาติ แนวพระราชดำรินี้ได้ถ่ายทอดมาสู่องค์อำนวยการโครงการหลวง หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี และคณะผู้ปฏิบัติงานทุกผู้ทุกนามต่างเทิดเอาแนวพระราชดำรินี้ไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม
โครงการหลวงมีบทบาทหน้าที่อันสำคัญยิ่งในการรักษาสภาวะวิกฤตของป่าต้นน้ำลำธาร ช่วยพัฒนาให้ชาวไทยภูเขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ช่วยปลูกจิตสำนึกของชาวไทยภูเขาให้ตระหนักถึงความสำคัญของต้นน้ำลำธาร อันเปรียบเสมือนสายธารหล่อเลี้ยงชีวิตทั้งชาวไทยภูเขาและชาวไทยพื้นราบ
 
จากประพาสต้นบนดอย...สู่โครงการหลวง
โครงการหลวงได้เริ่มขึ้นเป็นกิจการที่เล็กๆ ซึ่งไม่เป็นโครงการ แต่เป็นการไปเที่ยวมากกว่า คือไปเที่ยวตามหมู่บ้านต่างๆ ก็ได้เห็นว่าควรที่จะช่วยประชาชนในการอาชีพจึงได้นำสิ่งของไปให้เขาเพื่อที่จะพัฒนาการอาชีพของชาวบ้าน ต่อมาก็ได้เพิ่มขึ้น มีผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานราชการได้เข้ามาช่วยและมีคนส่วนหนึ่งช่วยเพื่อที่จะให้เกิดการส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ต่อมามีการร่วมมือของทางองค์กรต่างประเทศ ตลอดจนรัฐบาลต่างประเทศด้วย จึงขึ้นมาเป็นโครงการที่เรียกว่า "โครงการหลวง"
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีรับสั่งที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2537
"...การไปเที่ยวของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นอาจเรียกได้ว่า เป็นการประพาสต้น เมื่อทรงแปรพระราชฐานไปเชียงใหม่มิได้ทรงพัก แต่มักจะเสด็จฯดั้นด้นไปทอดพระเนตรชีวิตของคนบนดอย ซึ่งสำหรับคนอื่นๆยังกับว่าอยู่คนละโลกกับเรา เช่น ราว 300ปีมาแล้ว จากนั้นถ้าจะไปบ้านแม้วดอยปุยก็ต้องเดินเอา นอกจากจะจ้างเสลี่ยงนั่งให้เขาหามโยกเยกไปในเมื่อระยะใกล้ๆยังต้องใช้เวลาเดินทางนานเช่นนี้ ดอยจึงพ้นหูพ้นตาของคนไทยส่วนมาก"
พระนิพนธ์ของ หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี จากหนังสือประพาสต้นบนดอย
จากการเสด็จประพาสต้นบนดอยในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแนวพระราชดำริและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ตั้งโครงการหลวงในปี 2512 เพื่อพัฒนาการเกษตรบนที่สูง ลดการปลูกฝิ่น และอนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธารโดยจะช่วยเหลือราษฎรชาวไทยภูเขาในท้องถิ่นทุรกันดารให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในระยะแรก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯพระราชทานชื่อว่า "โครงการหลวงพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา" และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโครงการหลวงพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "โครงการหลวงพัฒนาชาวเขา" "โครงการภาคเหนือ" และ "โครงการหลวง" ในที่สุด
ที่หมู่บ้านแม้วใกล้พระตำหนักภูพิงค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินแบบทรงเดินไป ท่านรับสั่งถามแม้วที่นั้นว่า นอกจากปลูกฝิ่นขายแล้วเขามีรายได้จากพืชพันธุ์อื่นอีกหรือเปล่า ซึ่งเรื่องนี้ ถ้าเป็นคนอื่นถึงจะไม่ใช่ตำรวจถามก็ตามเขาคงบอกว่า "เปล่าๆ ฝิ่นบ่ดี เฮาบ่ปลูก" และยิ่งกว่านั้น เขาปลูกโดยวิธีที่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น ป่า และหน้าดิน บริเวณต้นน้ำลำธารเกิดความเสียหายที่กระจายลงสู่ส่วนอื่นๆของประเทศอีกด้วย แต่สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เขาเห็นได้ชัดว่าท่านทรงสนพระราชหฤทัย ทรงเห็นใจเขา มีพระราชประสงค์จะช่วยจึงไม่ปิดบังความจริงอะไร ทำให้ทรงทราบว่า นอกจากฝิ่นแล้วเขายังเก็บท้อพื้นเมืองขาย ซึ่งแม้ว่าจะลูกเล็กก็ตาม แต่ก็ยังได้เงินเท่าๆกัน โดยที่ทรงทราบว่าที่สถานีทดลองผลไม้เมืองหนาวของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใกล้พระตำหนักภูพิงค์ได้นำกิ่งท้อลูกใหญ่ของฝรั่งมาต่อกับต้นตอพันธุ์พื้นเมืองได้ (แต่ยังไม่ทราบว่าท้อฝรั่งพันธุ์ไหนดี) จึงโปรดเกล้าฯตั้งโครงการหลวงขึ้นให้ค้นคว้าหาพันธุ์ที่เหมาะสำหรับบ้านเรา เพราะถ้าลูกใหญ่แล้วจะต้องทำเงินได้ดีกว่าฝิ่นแน่นอน นอกจากนี้ยังรับสั่งให้พยายามปลูกพืชพื้นเมืองหนาวอย่างอื่น เช่น แอปเปิ้ล สาลี่ พลับกับผัก และดอกไม้ด้วย เพราะผลิตผลเหล่านี้ ถ้านำมาขายในส่วนที่ร้อนของเมืองเราแล้วควรจะได้ราคาแพงแน่ ดังนั้น โครงการปลูกพืชแทนฝิ่นอันแรกของโลกจึงเกิดขึ้นและเมื่อประมาณ 25 ปีต่อมา โครงการคุมยาเสพติดของสหประชาชาติก็ทูลเกล้าฯถวายเหรียญทองเพื่อสดุดีพระเกียรติคุณในการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยส่งเสริมให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่น แต่ปลูกพืชอื่นทดแทนตามกระแสรับสั่งโครงการหลวงต้องหาพืชเมืองหนาวมาปลูกบนดอย ซึ่งนอกจากฝิ่นแล้วไม่มีใครทราบว่ามีอะไรที่ปลูกได้ แปลว่าต้องทำโครงการวิจัยคือทดลองมากมาย การวิจัยย่อมต้องใช้คนและเงิน สำหรับคนนั้นแม้แต่ที่เพียบพร้อมด้วยความสามารถก็หาไม่ยาก เพราะเหล่านักวิทยาศาสตร์ทางเกษตรทั้งจากวิทยาลัยและสถาบันมีความจงรักภักดีจะทำถวาย โดยเฉพาะเมื่อจะทำงานได้ปลอดโปร่ง ไม่มีแถบพันแข้งพันขา เพราะมีรับสั่งให้ลดขั้นตอน อนึ่ง การที่อาจารย์วิจัยจริงๆก็ได้เรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศเราไปสอน แทนที่จะดูจากในตำราที่ฝรั่งเขียนไว้สำหรับเรื่องเมืองอื่น
ความร่วมมือใดๆที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติงานโครงการหลวงจึงเป็นเสมือนเป็นการตอบสนองพระราชปณิธานที่ต้องการให้มีความร่วมมือช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ตราบใดที่วิสัยทัศน์ตรงนั้นยังแน่วแน่อยู่ความมุ่งมั่นในเรื่องของการช่วยเหลือชาวบ้านให้เกิด "ความสุขของประชาชนและมีความมั่นคงของประเทศ" ก็คงเป็นความยึดมั่นที่ไม่เสื่อมคลายของทิศทางการปฏิบัติงานของชาวโครงการหลวง ทุกคนคงมีสำนึกอยู่เสมอว่า ในการปฏิบัติงานในโครงการหลวงนั้นมีส่วนหนึ่งที่สำคัญยิ่งอยู่ตลอดเวลานั้นคือ พระบารมีปกเกล้าและคงต้องยอมรับสิ่งนั้นคือความแตกต่างกับโครงการอื่นๆบนที่สูงไม่ว่าโครงการนั้นมีเงินมากเพียงใด หรือมีบุคคลเก่งกาจเพียงใด ความร่วมมือ ประสานงาน และการอุทิศตนที่ผู้ปฏิบัติงานจากหน่วยงานต่างๆ มีอยู่จะไม่เหมือนการปฏิบัติงานในโครงการอื่นใดความสำเร็จเป็นสิ่งที่มีอย่างแน่นอนนอกเหนือจากรางวัล "แมกไซไซ" (ซึ่งได้รับเมื่อปี 2531 สำหรับ International Undersgtandling) ความยั่งยืนของงานบนที่สูง ที่คงอยู่ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในระยะสามสิบกว่าปีที่ผ่านมาเป็นคำตอบที่ผู้ปฏิบัติทุกท่านมีความภูมิใจที่ได้ร่วมมือในโครงการและเป็นผลลัพธ์ที่เป็นแบบอย่างที่ดีต่อแผ่นดิน
ข้อมูลจากหนังสือมูลนิธิโครงการหลวง
**********************************
เมนูอร่อยจากผลผลิตโครงการหลวง
เมี่ยงปลาเรนโบว์เทร้าต์จากสถานี
เกษตรหลวงดอยอินทนนท์
เครื่องปรุง
ปลาเทร้าต์รมควันขนาด 200 กรัม 1 ตัว (แกะเอาเฉพาะเนื้อ) กุ้งแห้งทอดให้กรอบ 1/2ถ้วยตวง หัวหอมแดงหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1/2ถ้วยตวง มะนาวหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1/4ถ้วยตวง ผักคอส (เม็ดมะม่วงทอด ขมิ้นขาว ขิงอ่อน หั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า กระเทียมโทนปอกเปลือก)
น้ำเมี่ยง กระเทียมโทน 1 ช้อนชา น้ำปลา 4 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปี๊บ 4 ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนู 5-10 เม็ดโขลก น้ำมะนาว 4 ช้อนโต๊ะ น้ำต้มสุก 2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
จัดเครื่องแบบเมี่ยงคำ ส่วนน้ำเมี่ยงผสมรวมกันแล้วปั่นให้ละเอียดชิมรสให้จัด
**********************************
น้ำสลัดฟักทองญี่ปุ่น
ส่วนผสม
ฟักทองญี่ปุ่นนึ่งสุก 1 ถ้วยตวง นมข้นหวาน 1/2ถ้วยตวง พริกไทยป่น 1-2 ช้อนชา เกลือป่น 1 ช้อนชา น้ำตาลทราย 1/2ถ้วยตวง น้ำส้มสายชูหมักจากผลไม้ 1/2ถ้วยตวง น้ำมันพืช 1/2ถ้วยตวง (น้ำมันสลัด) ไข่แดงต้มสุก 2 ลูก น้ำมะนาว 1ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
นำส่วนผสมทั้งหมดใส่ชามคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำไปใส่โถปั่นจนละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน เสิร์ฟกับผักสลัดสด หรือต้ม