ขึ้น "ภูควายเงิน" ที่เชียงคาน เก็บตำนาน "รอยพระพุทธบาท"

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

ไปอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ครั้งแรก เรามีเวลาไม่มากนัก เนื่องจากฝนฟ้ากระหน่ำหนัก จนแทบไม่ได้ออกไปไหน ครั้งที่สอง มีเวลาน้อยต้องรีบไปรีบกลับ ยังชื่นชมไม่ทั่วเชียงคาน คราวนี้จึงไปแก้มือเป็นครั้งที่สาม ขอเที่ยวเมืองเชียงคานให้ละเอียดทุกซอกมุม ศรัทธาสัญจรฉบับนี้ จึงพาคุณผู้อ่านไปยัง "วัดพระพุทธบาทภูควายเงิน" โบราณสถานเก่าแก่ ศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่คู่เมืองเชียงคาน คนโบราณเชื่อกันว่าใครมาถึงที่นี่ได้ ต้องเป็นผู้มีบุญวาสนาจริงๆ ส่วนคนที่บุญวาสนาไม่ถึงก็จะมีเหตุและอุปสรรคต่างๆ บางคนก็หลงทาง ทำให้มาไม่ได้ทั้งที่ตั้งใจไว้อย่างเต็มที่

เราเดินทางจากตลาดเชียงคาน ใช้ทางหลวงหมายเลข 211 ไปทาง อำเภอปากชม ประมาณ 10 กม. ถึงบ้านผาแบ่น พบทางแยกขวามือเข้าหมู่บ้านอุมุง ให้เลี้ยวเข้าไปประมาณ 5 กม. ก็จะเข้าสู่บริเวณวัด ถนนทางขึ้นวัดเป็นทางลาดยาง มีความลาดชันและคดเคี้ยวอยู่มาก ผู้ที่ขับรถขึ้นไปควรใช้ความระมัดระวังอย่างมากค่ะ ถ้าไปรถประจำทาง ก็ขึ้นรถสายเชียงคาน-ปากชม ลงที่บ้านผาแบ่น แล้วจ้างรถชาวบ้านให้ไปส่งที่วัด ราคาแล้วแต่จะตกลงกันค่ะ

วัดพุทธบาทภูควายเงิน ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ.2480โดยชาวบ้านช่วยกันสร้างขึ้นเพื่อดูแลรักษารอยพระพุทธบาท ที่พรานล่าเนื้อไปพบบนก้อนหิน ตั้งชื่อวัดว่า "พระพุทธบาทภูควายเงิน" กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ทะเบียนใช้ชื่อ วัดพระพุทธบาทภูควายเงิน อาคารเสนาสนะ ประกอบด้วย ศาลาการเปรียญและกุฏิสงฆ์ ลักษณะรูปแบบศิลปกรรมของปูชนียวัตถุรอยพระพุทธบาทนั้น เดิมเป็นรอยธรรมชาติบนแท่นหินแกรนิต ภายหลังได้มีการตกแต่งก่ออิฐฉาบปูนทาสีทอง ลักษณะนิ้วพระบาทเรียบเสมอกันสลักลายก้นหอย กลางฝ่าพระบาทตกแต่งลวดลายกลีบดอกไม้เลียนแบบพระธรรมจักร ด้านข้างยกเป็นสันขอบขึ้นมาเล็กน้อย มีขนาดกว้างประมาณ 1.8 เมตร และ 1.1 เมตร ยาวประมาณ 2 เมตร อายุสมัย สันนิษฐานว่ามีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 22-24 ในช่วงสมัยวัฒนธรรมล้านช้าง และได้มีการฉาบปูนตกแต่งและซ่อมแซมอย่างน้อย 2 ครั้งด้วยกัน คือในช่วงประมาณก่อน พ.ศ.2478และ พ.ศ.2528 (เนื่องจากถูกลักลอบทำลาย) ตามรูปแบบดั้งเดิมจากหลักฐานภาพถ่าย ใน พ.ศ.2515 ดังสภาพในปัจจุบัน ทุกๆปีจะมีงานเทศกาลนมัสการเป็นประจำในช่วงวันเพ็ญ เดือน 3 หรือ 4 วัดพระพุทธบาทภูควายเงิน สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย หลวงปู่เย็น คือเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ที่ดินตั้งวัด มีเนื้อที่ 150 ไร่ อาณาเขตทิศเหนือประมาณ 50เส้น จดถนนไปบ้านอุมุง ทิศใต้ ประมาณ 25 เส้น จดผาท้ายภูควายเงิน ทิศตะวันออก ประมาณ 25 เส้น จดเขตที่ดินบ้านอุมุง ทิศตะวันตก ประมาณ25 เส้น จดภูเขาธนูของภูควายเงิน

อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่า วัดพระพุทธบาทภูควายเงิน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2300 เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเขาสูงจากระดับน้ำทะเล 400 เมตร นอกจากนี้แล้วยังมีเรื่องเล่าต่อกันมาด้วยว่า ในอดีตวัดแห่งนี้เป็นวัดร้าง แต่มักจะมีพระธุดงค์เดินทางมาปักกลดบำเพ็ญเพียรอยู่เสมอ และในบริเวณวัดยังมีรอยพระพุทธบาทปรากฏอยู่ภายใต้ซุ้มอิฐใหญ่ ขนาดพอที่คนจะเข้าไปนั่งได้ 2 คน ซึ่งในภาษาถิ่นจะเรียกสิ่งปลูกสร้างในลักษณะนี้ว่า "อุมุง" (สิ่งปลูกสร้างคลุมรอยพระพุทธบาท) ซึ่งต่อมาเพี้ยนเสียงกลายเป็นชื่อหมู่บ้านทางทิศตะวันออกของวัดว่า "บ้านอุบมุง" และที่หมู่บ้านอุมุงแห่งนี้ มีชาวนาผู้หนึ่งที่มักพาควายขึ้นมาหาหญ้ากินบนภูเขาบริเวณวัด และเมื่อมีพระธุดงค์ผ่านมา ชาวนาผู้นี้ก็จะนำเอาอาหารมาถวายแก่พระธุดงค์เป็นประจำ ซึ่งอานิสงส์แห่งการถวายทานนี้เอง ทำให้ชาวนาทำนาขายข้าวได้เงินมากทุกปี จนร่ำรวยถึงขั้นเศรษฐี และด้วยสำนึกในบุญคุณของควายที่ช่วยไถนาปลูกข้าวอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ชาวนาจึงเรียกควายตัวนี้ว่า "ควายเงิน" วัดแห่งนี้จึงตั้งชื่อว่า "วัดพระพุทธบาทภูควายเงิน" ตามเรื่องเล่านี้เอง

หลังจากกราบสักการะรอยพระพุทธบาท น้อมรำลึกในพระมหาเมตตาที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จออกโปรดเหล่าเวไนยสัตว์ ธุดงค์ผ่านป่าเขาลำเนาไพรไปด้วยพระบาทเปล่า ไม่อินังขังขอบกับความร้อนหนาว หวังเพียงช่วยให้เหล่าสัตว์ทั้งหลายได้พ้นจากสังสารวัฏแล้ว เราสองคนก็มุ่งหน้าเดินขึ้นสู่ลานกว้างบนยอดเขาอันเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าใหญ่พุทธฉัพพรรณรังสี พระพุทธรูปปูนปั้นสีขาวองค์ใหญ่ ประดับตกแต่งด้วยกระจกเงาชิ้นเล็กๆตามพระวรกาย พระพักตร์อิ่มเอิบผ่องใส ตลอดรายทางนั้นเราพบกระต่ายน้อยใหญ่เกือบร้อยตัววิ่งไปมาทั่วบริเวณ แอบหลังโขดหินบ้าง นอนเกลือกทรายตามโคนไม้บ้าง บริเวณรูปปูนปั้นควายเงินที่ตั้งอยู่ใกล้ลานจอดรถ เราเห็นซุ้มขายผักบุ้งเลี้ยงกระต่าย หารายได้เข้าวัด เราจึงทำบุญซื้อผักบุ้งเพื่อมาทำทานเลี้ยงกระต่าย แค่เห็นกระต่ายตรงไหน ก็โยนผักบุ้งไปตรงนั้น แล้วเจ้ากระต่ายน้อยก็เฮกันมาแทะเล็มผักบุ้งกันอย่างเอร็ดอร่อย ในเวลาไม่นานเท่าไร ผักบุ้งกำใหญ่ในมือของเราก็หายไปอย่างรวดเร็ว

สำหรับตำนานพระพุทธบาทภูควายเงิน ซึ่งทางวัดจัดพิมพ์มีอยู่ว่า สมัยนั้นมีพรานป่าคนหนึ่ง ได้ขึ้น ไปยอดเขาเพื่อไปล่าสัตว์มาเป็นอาหาร ได้พบองค์สมเด็จพระพิชิตมารกำลังประทับอยู่ จึงรู้สึกแปลกใจเพราะไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้า ซึ่งมีรัศมีเปล่งปลั่งดังนี้ พรานจึงเอาธนูซ่อนไว้ที่ต้นไม้ แล้วจึงเดินเข้าไปหาพระพุทธองค์ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสถามว่า ดูก่อน ท่านมาจากไหน พรานนั้นตอบว่า มนุษย์ผู้มีหลายสี บ้านเกิดของข้าอยู่ที่บ้านอุมุง มีพี่น้องด้วยกัน 2 คน แล้วท่านล่ะมาจากไหน สมเด็จพระจอมไตรตรัสว่า เรามาจากรุงสาวัตถี พรานจึงถามต่อไปว่า กรุงสาวัตถีไกลประมาณเท่าใด ต้องใช้เวลาเดินทางมาถึงที่นี้กี่วัน องค์สมเด็จพระภควันต์จึงได้ตรัสตอบว่า เรามาจากกรุงสาวัตถีชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น นายพรานได้ยินเช่นนั้น จึงคิดว่าถ้าเราได้ผู้นี้มาร่วมล่าสัตว์ด้วย ก็คงจะช่วยไล่ล่าสัตว์ได้มากมาย จึงออกอุบายชักชวนว่า ถ้าอย่างนั้น ขอท่านผู้มีหลายสีไปเป็นเพื่อนข้าด้วย เพราะฝีมือการยิงธนูของข้าแม่นมาก แต่บางทีถูกสัตว์แล้วไม่ตายทันที กลับวิ่งหนีไป ถ้าได้ท่านผู้มีหลายสีเป็นเพื่อนด้วย คงช่วยให้วิ่งตามทัน และพวกเราต้องรวยกันแน่ เพราะสัตว์บนเขานี้มีมาก พระพุทธองค์ได้ทรงสดับ ดังนั้น จึงทรงแย้มพระโอษฐ์ พร้อมกับตรัสว่า "ดูก่อน นายพราน เราจะไปเป็นพรานเหมือนเธอไม่ได้อีกแล้ว คือเราผู้มีหลายสีนี้ เป็นแต่ผู้โปรดสัตว์เท่านั้น เราเป็นครูของสัตว์โลกนี้แล้ว เราเป็นพระศาสดาเอกในโลกแล้ว พรานอยากจะฟังพระสัทธรรมไหมล่ะ"

พรานบอกว่าอยากจะฟัง พระพุทธเจ้าจึงบอกให้นั่งลงและประนมมือทั้งสองขึ้น พรานนั้นก็กระทำตามทุกประการ แล้วองค์สมเด็จพระพิชิตมารจึงได้พรรณนาคุณของศีล สมาธิ และปัญญา จนในที่สุดพรานคนนั้นก็ได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุโสดาปฏิผล ต่อมาก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในที่สุด จึงทูลอาราธนาพระพุทธองค์ไปโปรดญาติพี่น้องที่บ้านอุมุง พระองค์ทรงรับคำอาราธนาแล้วเสด็จจากดอยจารี เที่ยวบิณฑบาตโปรดสัตว์จนถึงบ้านอุมุง ซึ่งเป็นหมู่บ้านเชิงเขาภูควายเงิน สมัยนั้น ชาวบ้านภูควายเงินไม่มีผู้ใดรู้จักพระ พุทธเจ้าเลย จึงไม่มีใครใส่บาตรให้เลย พระองค์จึงเสด็จออกพ้นหมู่บ้านไปถึงทุ่งนาแห่งหนึ่ง ซึ่งมีชาวนาสองผัวเมียทำนาอยู่

เมื่อคนทั้งสองมองเห็นพระพุทธเจ้าเดินมา สองผัวเมียจึงปรึกษากันว่า คนผู้นี้แปลกหน้ามาจากถิ่นอื่น และตอนนี้ก็สายแล้ว คงจะหิวโหยเป็นแน่แท้ ควรที่เราจะเอื้อเฟื้อให้ทานอาหารสักมื้อหนึ่ง คิดดังนี้แล้ว จึงจัดทำอาหารมาถวายพระพุทธเจ้า และหลังจากฉันภัตตาหารแล้ว สมเด็จพระประทีปแก้วจึงได้ทราบว่า พรานป่าเป็นน้อง ชายของชาวนาผู้นี้ พร้อมกับขอให้พระพุทธเจ้า ให้นำมาหาด้วย พระพุทธองค์จึงตรัสว่า "อันน้องชายของโยม คือชีวะพินพรานนั้น คงจะกลับมาอีกไม่ได้ เพราะเขาได้หลุดพ้นจากบ่วงมารแล้ว" สองผัวเมียไม่เข้าใจความหมาย คิดว่า น้องชายของตนคงจะไม่มีชีวิตอยู่ อาจจะเป็นเหยื่อของสัตว์ร้าย หรือไม่ก็ตกเป็นเหยื่อของนางยักษิณีไปแล้ว เพราะนางยักษ์ตนนี้ พอถึงวัน8ค่ำ หรือ 15ค่ำ มันก็แปลงตัวเป็นสาวสวยออกมาหลอกเอาชายหนุ่มไปกินอยู่เสมอ ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัวว่าพระพุทธองค์เป็นนางยักษ์แปลงมา

สองผัวเมียกระซิบกระซาบกันแล้ว ก็รีบวิ่งหนีออกมาทันที แต่ด้วยอำนาจพุทธานุภาพ ทั้งสองวิ่งจนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าก็ไม่สามารถหนีพ้นไปได้ พระองค์ทรงเล็งเห็นด้วยญาณว่า ถ้าไม่ทรมานอย่างนี้ สองผัวเมียคง ไม่เลื่อมใสในพระสัทธรรมเป็นแน่ เมื่อเห็นว่าสองผัวเมียคุกเข่าประนมมือขึ้นแล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วจึงทรงเปล่งฉัพพรรณรังสี รัศมี 6ประการ พวยพุ่งออกจากพระวรกายคล้ายพระอาทิตย์ทรงกลด พร้อมกับบันดาลให้สองผัวเมียได้หูทิพย์ตาทิพย์ คือได้ยินเสียงต่างๆจากทิศทั้ง 4ไม่ว่าเสียงร้ายเสียงดี และได้เห็นภาพนรกซึ่งมีความทุกข์ยากลำบาก และสวรรค์ซึ่งมีความสุขสนุกบันเทิงยิ่งนัก

สองผัวเมียซึ่งเป็นคนเชื่อใครยาก ก็เริ่มสนใจ จึงก้มกราบลงที่พระบาท แล้วขอให้แสดงธรรมแก่ตนบ้าง องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมีพระพุทธฎีกาว่า ก่อนที่เราจะแสดงธรรมให้พวกท่านฟัง จงสมาทานศีล 5 เสียก่อน แล้วพระพุทธองค์จึงตรัสเหตุและผล ที่จะส่งผลให้ไปสวรรค์หรือนรก ชาวนาสองผัวเมียก็มีความเลื่อมใสในพระธรรมเทศนา ในที่สุดก็บรรลุโสดาปฏิผล เป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสถามเหตุที่วิ่งหนี จึงทรงทราบจากสองผัวเมียนี้ว่า หมู่บ้านนี้มีนางยักษิณี พระพุทธองค์จึงให้เทวดาผู้มีมเหสักขาอยู่ที่ภูควายเงินนี้ ไปนำเอาชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในแถบนี้

ครั้นเทพบุตรผู้ที่ได้รับพระพุทธบัญชาแล้ว ก็แปลงกายไปเป็นมนุษย์ประกาศว่า ตอนนี้ใกล้จะถึงวัน 7ค่ำ 8ค่ำ แล้ว ใครกลัวนางยักษิณีบ้าง ชาวบ้านทุกคนต่างก็ตอบว่ากลัว เทวดาจึงพูดต่อไปว่า ถ้าใครกลัวก็ให้เอาธูปเทียน ดอกไม้ เราผู้เป็นเทวดาจะพาไปหาครูของเราเดี๋ยวนี้ พระพุทธเจ้าได้มาโปรดเราแล้ว เมื่อชาวบ้านมากันครบ พระองค์จึงให้สมาทานศีล 5 แล้วประทานพระธรรมเทศนา จนได้มรรคได้ผลเป็นพระอริยบุคคลเบื้องต้นตาม วาสนาบารมี ในขณะนั้น พระพุทธเจ้าจึงเตือนให้ผู้ที่ฟังธรรมนั้นทราบว่า นางยักษิณีกำลังจะมาแล้ว อย่าได้ตกอกตกใจไปเลย เราจะทรมานนางยักษิณีเสียก่อน แล้วจะแสดงธรรมให้ฟัง

ฝ่ายนางยักษิณีก็ได้ยินเสียงที่พระพุทธองค์แสดงธรรม จึงรู้ว่าเป็นเสียงคนแน่ๆ หวังไปจับกินเป็นอาหาร แต่เมื่อมาถึงที่ฟังธรรม เกิดอ่อนเพลียไปทั้งตัว เหมือนกระดูกจะหักหมด นางจึงร้องคำรามดิ้นรนอยู่บนพื้นดิน ยอมจำนนแต่โดยดี พร้อมกับขอบวชชีกับพระองค์ พระพุทธเจ้าจึงให้นางถือศีล8 และทรงเห็นว่านางชอบเครื่องสีเขียว ผิวพรรณก็เป็นสีเขียว จึงตั้งชื่อให้ว่า "นางเขียวค้อม" แล้วจะเสด็จกลับกรุงสาวัตถี แต่ชาวบ้านทั้งหลายได้วิงวอนขอสิ่งใดสิ่งหนึ่งไว้เป็นที่สักการบูชา

องค์สมเด็จพระบรมศาสดาจึงตรัสว่า "เมื่อเราตถาคตได้เหยียบรอยไว้แล้ว ให้ท่านทั้งหลายจงบอกกันต่อๆไปด้วยว่า ผู้ใดมีศรัทธาได้สร้างพระเจดีย์ครอบพระบาทไว้ คนผู้นั้นตายจากชาตินั้นแล้ว จะได้ไปเกิดในสวรรค์ มีวิมานทองเป็นที่อยู่ และมีนางฟ้าเป็นบริวาร บุคคลใดได้เอาแผ่นทองมาปิดให้เป็นที่สวยงาม บุคคลนั้นจะได้ไปเกิดบนสวรรค์ มีผิวพรรณวรรณะเปล่งปลั่งดั่งดวงจันทร์ ใครเห็นใครก็รัก ใครเห็นใครก็อยากทัศนา บุคคลใดชักชวนผู้อื่นมานมัสการรอยพระพุทธบาทของเรานี้ บุคคลนั้นจะได้ไปเกิดบนสวรรค์ มีความสุขกาย สุขใจ ไปไหน มาไหน พอแค่นึกก็ถึงจุดหมาย และนึกอยากได้อะไรก็เกิดขึ้น ณ ปรางค์ปราสาททันที บุคคลใดเอาข้าวน้ำโภชนาหารมาถวาย บุคคลนั้นจะได้ไปสวรรค์ จะมีกำลังกายแข็งแรง เปรียบเหมือนพญาช้างสารของท้าวเวสสุวรรณ สำหรับต่อสู้ศัตรูให้พ่ายแพ้ไปฉะนั้น..."

...ครั้นตรัสดังนี้แล้ว องค์สมเด็จพระภควันต์จึงประทับรอยพระบาทไว้ ณ เชิงเขาภูควายเงิน เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่พระองค์เคยเสวยพระชาติเป็นพญามหิงสาโพธิสัตว์ ที่ได้อาศัยอยู่ ณ ที่นี้

ใครไปเที่ยวถึงเชียงคานแล้ว อย่าพลาดขึ้นไปกราบรอยพระพุทธบาท ณ ภูควายเงิน นะคะ ตอนนี้บริเวณลานกว้างตรงไหล่เขาด้านขวามือของลานจอดรถ กำลังก่อสร้างมณฑปครอบ "รอยพระพุทธบาท" เชิญชวนพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบุญก่อสร้างกันได้ สาธุ อนุโมทนามิ ค่ะ