ยลนครหัตถศิลป์ เยือนถิ่นลิกอร์

บันทึกการเดินทาง

1...จากการที่ ผอ.นภสร ค้าขาย เปรยถึงมนต์เสน่ห์เมืองนคร ว่า "เมืองนคร...ไม่ใช่เมืองที่เกิดขึ้นมาใหม่ๆ แต่เป็นเมืองเก่าแก่ของคนโบราณ สิ่งแรกที่พี่พบเห็นก็คือสำนักงานของเรา...สำนักงานนครศรีธรรมราช การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ก็ก่อสร้างผ่านมาแล้วเกือบร้อยปี วันแรกที่เดินเข้ามารับตำแหน่ง...เห็นแล้วขนลุกค่ะ"

ผอ.เกริ่นต่ออีกว่า คนเมืองนครในสมัยก่อน มักนิยมเข้ารับราชการ แล้วมีตำแหน่งใหญ่โตกัน กระทั่งได้เลื่อนเป็นถึงเจ้าขุนมูลนาย เราจะเห็นได้ตามตัวเมืองนคร มีบ้านเรือนของเจ้าคนนายคนมากมาย และยังมีผู้คนพักอาศัยกันอยู่เลย

ส่วนทางด้านประเพณีวัฒนธรรม อย่างงานมาฆบูชาที่ยิ่งใหญ่ มิใช่ยกระดับให้เป็นงานนานาชาติ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความศรัทธาจากใจ ของประชาชนจากทั่วสารทิศ ที่ต่างมีความเลื่อมใสมาจากตัวตน หาใช่ใครจะชักชวนหรือให้ต้องฝืนใจทั้งบรรดาคนเฒ่าคนแก่ พ่อแม่ ลูกหลาน และเครือญาติมิตรสหาย ต่างช่วยกันนำผ้าห่มรอบองค์มหาพระธาตุ ในบรรยากาศของรอยยิ้มแห่งความสุขใจ ขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ คนรุ่นลูกรุ่นหลานหรือคนรุ่นใหม่ๆ จะซึมซับมาจากปู่ย่า ตายาย เข้ามาสู่ตัวตนอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

เมื่อฟังความได้เช่นนั้น ก็เปิด "บันทึกการเดินทาง" หน้าแรก แต่ช้าก่อน!!!ผมยังไม่สัญจรไปไหนไกล ทว่าขอประเดิมด้านหัตถศิลป์กันก่อน

โดยอาศัยถนนศรีธรรมโศก กับการเสียเวลาเดินทางไม่นาน พอเข้าซอย 3 รถเราก็มาจอดแนบสนิท ณ พิพิธภัณฑ์หนังตะลุง บ้านหนังสุชาติ ทรัพย์สิน เลขที่ 6 ซอยศรีธรรมโศก 3 ถนนศรีธรรมโศก ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช แหล่งร่วมหัตถศิลป์อย่างปรานีปราศรัย ไม่ว่าจะเป็นรูปหนังตะลุง เครื่องดนตรี เครื่องมือทำรูปหนัง หรือรูปภาพเก่าแก่ ที่ล้วนแต่แสดงถึงหรือบ่งบอกความปราดเปรื่องของคนนคร

เราพบศิลปินแห่งชาติ สาขาการแสดงพื้นบ้านปี 2539 ลุงสุชาติ ทรัพย์สิน เอกเขนกอยู่ใต้ถุนเรือน กับความสุขช่วงบั้นปลายชีวิต แม้มีปัญหาการได้ยินบ้าง แต่นายหนังผู้มีชื่อเสียง ก็โปรยยิ้มยินดีต้อนรับ การมาเยือนของนักท่องเที่ยว

หลังจากทักทายเจ้าบ้านแล้ว เราเข้าชมภายในพิพิธภัณฑ์ ที่อบอวลไปด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ด้านหัตถศิลป์ หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น

สัมผัสด้วยความเข้าใจลึกซึ้ง เพราะได้เจ้าบ้านรุ่นลูก วาดี ทรัพย์สิน คอยให้รายละเอียดใกล้ชิด บุตรชายผู้สืบทอด...เล่าที่มาของพิพิธภัณฑ์หนังตะลุง ที่แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งมาจากบ้านพัก ว่า ประมาณปี 2528 หรือ 2529 นายหนังสุชาติไปเล่นหนังในวัง แล้วนำรูปหนังตะลุงถวายในหลวง นั่นเป็นแรงบันดาลใจครั้งสำคัญยิ่ง ในการก่อตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์หนังตะลุง แต่ก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างนัก เพราะนายหนังมัวแต่เล่นหนังกับแกะหนัง พอวาดีผู้เป็นลูกชายคนโตกลับมาบ้าน จึงจัดทำพิพิธภัณฑ์เป็นรูปร่างขึ้นปี 2536 ต่อมาได้รางวัลยอดเยี่ยมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (Thailand Tourism Awards) ประจำปี 2539 จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และปี 2552 รับรางวัลยอดเยี่ยมแหล่งเรียนรู้และนันทนาการ

ระหว่างชมพิพิธภัณฑ์ ด้วยอาการสนอกสนใจ อยู่ดีๆสายฝนกระหน่ำลงมา ทำให้ติดแหง็กในดินแดนหัตถศิลป์ จะเดินทางไปไหนต่อไม่ได้เลย

คงจะไม่มีอะไรดีไปกว่า พูดคุยกับหนุ่มหน้าเข้มต่อ ผมเริ่มถามถึงการทำหนัง อันเป็นวัสดุสำคัญของรูปตะลุง สมัยก่อนนำหนังวัวแช่โคลน 15 วัน แล้วนำขึ้นมาขูดแต่งให้เรียบทั้งสองด้าน นำแช่น้ำผสมกับขี้เถ้าอีกครั้ง เมื่อเอามาล้างน้ำสะอาด ผึ่งตากลมจนแห้งหมาดๆ และตรึงไว้กับกรอบไม้ "แม้แต่การฟอกหนังก็สำคัญ บางครั้งฝีมือเขียนลายดี แต่หนังกลับมีกลิ่น หนังย่น หรือไม่กี่วันหนังเปื่อย จึงต้องให้ความสำคัญกับวัตถุดิบ และเมื่อมีทักษะฝีมือดี ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าเพิ่ม เมื่อจำหน่ายก็ได้ราคาอีกด้วย" วาดีกล่าวเน้น

นอกนั้นมีวิธีทำหนังอย่างอื่นอีก อย่างฟอกหนังด้วยส้มมะเฟือง หัวข่า และใบสอบ มาตำผสมน้ำแช่หนัง 3-5 วัน หลังล้างทำความสะอาด นำขึงตากลมไว้กับกรอบไม้ หรือจะฟอกหนังด้วยสับปะรด โดยสับทั้งหมดไปผสมกับน้ำ แช่หนังเอาไว้ 1-3 วัน แล้วดึงไว้กับกรอบไม้ตากลม และวิธีการฟอกหนังสุดท้าย ทำการแช่ในกรดอาซิติคประมาณ 24 ชั่วโมง ตามด้วยการตัดแต่งขนออกไป และนำขึงตากลมกับกรอบไม้ ก็ได้หนังที่แห้งสนิทดี

ผมเคยได้ยินมาอีกว่า คนโบราณสร้างตัวหนังเจ้า 3 ตัว คือรูปพระฤาษี...จะใช้หนังเสือ ส่วนรูปพระอิศวร...ใช้หนังโคตายพราย คือตายอยู่ในท้องหรือถูกฟ้าผ่า และรูปตัวตลก...จะใช้หนังหมี โดยผู้ทำหนังจะถือศีลแปด และนุ่งขาวห่มขาวด้วย

แอบชำเลืองฝนที่ยังเปาะแปะ แล้วมาสนทนาเรื่องรูปหนัง วาดี...อธิบายอย่างผู้รอบรู้ โดยเริ่มต้นด้วยการเขียนลาย ตอนนี้เค้าว่าสอนกันยากมาก เพราะมักจะพ่นสีจากต้นแบบ สำหรับกระบวนการวาดลาย คนที่จะทำหนังตะลุงได้ ต้องรู้เรื่องสัดส่วนของคนมาก่อน แต่ที่สำคัญต้องรู้จักลายไทย อย่างกระหนกเปลว กระหนกเพลิง หรือกนกสองชั้นสามชั้น กระทั่งการผูกลายเข้าด้วยกัน ส่วนลายกระจังตาอ้อย ลายประจำยาม รวมถึงองค์ประกอบทางศิลป์ ต้องรู้ว่าควรนำลายใดประกอบเข้าด้วยกัน หรือรู้จักวางลายให้เหมาะกับกาลเทศะ อย่างวาดการยกทัพออกรบ ก็ใช้เป็นลายกระหนกเปลว ที่สื่อถึงความร้อนแรงและความรุนแรง

"แต่บางคนนำลายกระจังไว้แถวข้อเท้า อันนี้ก็ถือว่าไม่มีความเหมาะสม คนสมัยก่อนจะสั่งสอนและเน้นย้ำกัน คนจะเก่งได้หรือไม่เก่งนั้น จะอยู่ที่การนำสิ่งต่างๆดังกล่าว มาบูรณาการทำเป็นรูปหนัง เพราะเบื้องหลังที่ประสบความสำเร็จได้ คือการมีความรู้ในงานด้านอื่นๆ อย่างงานลงรักปิดทอง งานจิตรกรรมฝาผนัง ควรจะต้องทำการเรียนรู้ให้หมด อย่ามั่นใจว่าทำออกมาได้สวยแล้ว ต้องไปพิจารณางานของครูบาอาจารย์ ที่สร้างสรรค์สลับสีมาแล้วอย่างไร ช่างโบราณทำหนังกันแบบใด เราจะเสริมให้สวยงามขึ้นอย่างไร ต้องมีการทดลอง ต้องทำอย่างซ้ำๆ หลายครั้งมาก...กว่าจะลงตัวได้" วาดีเล่าระหว่างนำชมพิพิธภัณฑ์

ต่อด้วยเทคนิคของการทำลาย ด้วยเครื่องมือตุ๊ดตู่หรือมีดแกะ เป็นลายมุกขาด ลายมุกเรียง ลายดอก หรือลายที่เกิดจากการผสมกันระหว่างตุ๊ดตู่และการแกะสลัก ตอนวางลายก็อยู่ที่ประเภทของรูปหนัง หนังวัวหนึ่งแผ่นตรงส่วนท้อง นำไปทำรูปหนังตะลุงตัวพระตัวนาง พอถัดจากหนังส่วนท้องออกไป คือระหว่างส่วนท้องกับส่วนหลัง จะทำเป็นรูปหนังตะลุงตัวเจ้าเมือง ตรงบริเวณสะโพกเป็นส่วนที่หนา นำมาทำรูปหนังตะลุงตัวตลก เพราะจะนำออกมาแสดงบ่อย หรือต้องขยับเขยื้อนอยู่เสมอ จึงใช้หนังที่มีความคงทน

เสร็จแล้วก็นำไปสร้างสีสัน หากตัวตลกก็ง่ายหน่อย ด้วยเป็นตัวแทนคนใต้ คือตัวสีดำ แล้วเสื้อผ้าเป็นสีฉูดฉาด ในการระบายสีตัวละคร ควรศึกษาสักเล็กน้อย อย่างในเรื่องรามเกียรติ์ พระราม...เนื้อสีเขียว พระลักษณ์...เนื้อสีเหลือง อีกทั้งควรมีความรู้เรื่องเครื่องประดับ ส่วนใดควรเป็นเพชรเป็นทอง ตรงไหนควรมีความแวววาว แล้วตอนนี้มีการใช้เทคนิคเกลี่ยสี ที่เหมือนกับการลงสีผ้าบาติค แต่ใช้สีผสมอาหารแทนสีบาติด ก็ยังได้คุณภาพเช่นเดียวกัน สุดท้ายเคลือบด้วยน้ำมัน สมัยก่อนใช้น้ำมันยาง ปัจจุบันใช้น้ำมันวานิส

ปิดท้าย วาดี ทรัพย์สิน เล่าถึงประสบการณ์ชีวิต ว่า "คนวัดขนอนจังหวัดราชบุรี นำหนังใหญ่ถวายสมเด็จพระเทพฯ บอกให้พระองค์ท่านเก็บไว้ พระองค์ท่านว่าถ้าเก็บแล้ว จะนำออกมาเล่นได้อย่างไร เอาอย่างนี้ ของเก่าเก็บไว้ แล้วทำของใหม่ให้ ของใหม่หาทุนทำไม่ยาก แต่หาช่างมาทำยาก พระองค์ท่านว่า แต่ไม่เป็นไร...มีอาจารย์ที่นคร พ่อจึงถูกเชิญไปเป็นกรรมการ โครงการอนุรักษ์ชุดหนังใหญ่วัดขนอน พ่อว่าทำทุกอย่างได้หมด แต่ให้มาอยู่ในวังไม่เอา ก็มีคนแซวพ่อว่า ทำไมนายหนังไม่มาอยู่ หรือกินเหล้าอยากรึ (หัวเราะ)

...จริงๆแล้วพ่อไม่อยากทิ้งบ้าน ไม่อยากห่างครอบครัว พ่อก็เลยบอกไปว่า ลูกชายทำได้ทุกอย่างเหมือนกัน ทางวังก็ว่าดีเหมือนกัน จะตั้งเงินเดือนได้ง่ายหน่อย ผมเลยใช้ที่ศิลปากร ทำการซ่อมแซมและทำหนังใหญ่ พร้อมสอนวิชาช่างหนัง ให้แก่นักศึกษาศิลปากรทำเป็น ช่วงนั้นน้องสาวเรียนมัณฑนศิลป์ น้องชายเรียนเพาะช่าง จึงกลายมาเป็นแรงงาน 3 พี่น้อง ช่วยกันซ่อมหนังใหญ่ โดยสาเหตุส่วนใหญ่ที่เสียหาย จะเกิดจากการฉีกขาด ก็ทำการเย็บเพิ่มเติมขึ้นมา แต่ยังเห็นถึงความแตกต่าง ระหว่างหนังใหม่กับหนังเก่า พอทำไปๆมีรายได้เลี้ยงตัว จึงนำเงินมาเรียนต่อโท แล้วส่งน้องๆเรียนจนจบ ก็ได้อานิสงส์จากการซ่อมหนัง

...เมื่อซ่อมหนังใหญ่เสร็จ ยังไปสอนเจ้าอาวาส และคนในวัดขนอน ให้ต่างทำเป็นกันทุกคน แล้วบอกเล่นๆว่า หนังใหญ่ชุดใหม่ ถ้าชำรุดต้องซ่อมแซมกันเอง ผมไม่ขึ้นมาซ่อมให้แล้ว ด้วยอยู่วัดขนอนหลายเดือน จนชาวบ้านแซวกันว่า รู้มั้ย!!!ตำนานหนังใหญ่วัดขนอน เค้าว่า คนนครหนี้อาญาเมืองมา แล้วสร้างหนังใหญ่เอาไว้ อาจารย์...คงมาเกิดใหม่ ถึงมาซ่อมหนังใหญ่วัดขนอน ผมทำหนังใหญ่อยู่ 5-6 ปี ก่อนกลับบ้านทำพิพิธภัณฑ์"

ยามเย็นกับน้ำฝนที่เฉอะแฉะ แต่ก็ยังมีกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้ามาเพื่อชมการแสดงหนังตะลุง ผมจึงเดินตามเข้าไปสมทบด้วยคน

ระหว่างนั้นมีการอธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อก่อนการจะเป็นนายหนัง ต้องหาครูเข้าไปร่ำเรียน แล้วครูจะทำการคัดเลือกศิษย์ ไม่ใช่ว่าสั่งสอนให้กับทุกคน เมื่อได้ศิษย์ก็เริ่มสอนให้เชิดหนัง สอนขับบทกลอน สอนการเจรจา หรือสอนเรียนเสียง แล้วออกงานแสดงพร้อมๆกับครู จนในที่สุดมีความเก่งกล้า แล้วถ้าจะเป็นนายหนังโดยสมบูรณ์ ต้องแยกตัวออกมาตั้งคณะเอง โดยสิ่งแรกๆที่ต้องทำ คือสร้างรูปหนัง มีอุปกรณ์หรือเครื่องดนตรีของตนเอง พอเริ่มรับงานการแสดง จะเกิดการจัดการขึ้นมา อย่างเช่นการหานักดนตรี โดยดนตรีที่ใช้เป็นเครื่อง 5 อันประกอบด้วย โมง ฉิ่ง กลองทับ กลองตุ๊ก และปี่...เครื่องดนตรีที่ให้ท่วงทำนอง

การแสดงเริ่มด้วยการโหมโรง ออกแสดงตัวแรก คือรูปฤาษี...มาร่ายเวทมนต์คาถา สองเป็นรูปพระอิศวร...ระลึกถึงเทพในศาสนาอินดู สามหนังปลายหน้าบท คือรูปไหว้ครู สี่รูปหนังมาบอกเรื่องการแสดง ถือเป็นตัวแทนนายหนัง มีการกล่าวขอบคุณเจ้าภาพที่เชิญมาแสดงอีกด้วย ต่อจากนั้นก็มีการตั้งเมือง แล้วดำเนินเรื่องจนจบ สมัยก่อนเลิกแสดงกันสว่าง ปัจจุบันเล่น 2-3 ชั่วโมงเลิก หรือแล้วแต่จะกำหนดเวลา เมื่อก่อนไม่ค่อยมีสื่อบันเทิง ก็มีการประชันหนังตะลุง ระหว่างหนังไม่มีชื่อเสียง กับหนังที่มีชื่อเสียงโด่งดัง หนังที่มีชื่อเสียงน้อยกว่า ต้องพยายามโค้นแชมป์ เพื่อค่าตัวจะได้แพงขึ้น ซึ่งวัดผลจากจำนวนผู้ชม

"นายหนังพยายามเอาใจผู้ชม ด้วยขับกลอนเพราะๆ ดำเนินเรื่องสนุก มีมุกเฮฮา หรือตลกสองแง่สองง่าม แต่ก็มักเล่นเป็นคำผวน หากหยาบโลนหน่อย นายหนังเก็บไว้เล่นดึกๆ เพราะเด็กๆมักกลับบ้านหมดแล้ว เหลือก็แต่ผู้ชมที่เป็นผู้ใหญ่ทั้งนั้น

...หนังดังกับหนังดี...ต่างกัน หนังดี...เล่นถูกขนบธรรมเนียม รักษาวัฒนธรรม หรือที่นักวิชาการว่า เชิดรูปเป็น ขับกลอนเป็น...แต่ไม่ดัง ส่วนหนังที่ดัง...มีดนตรีสากล ร้องเพลงตลอด วัยรุ่นมาชมเต็มไปหมด ระหว่างเชิดรูปหนัง นักร้องหญิงมาร้องเพลง มีหางเครื่องเต้นที่หลังฉาก แล้วจากเดิมที่แสดงถึงสว่าง เดี๋ยวนี้เล่นแค่สามทุ่มถึงตีสอง

...อดีตพ่อเล่นหนังคืนเดียว ซื้อทองได้สามบาท"

ฟังวาดีพูดประโยคสุดท้ายจบ...ผมตาโตเลย

"บันทึกการเดินทาง" ของวันนี้ ปิดหน้าด้วยการร่วมงาน "ยลนครหัตถศิลป์ เยือนถิ่นลิกอร์" จัดโดยจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยสภาวัฒนธรรม จังหวัดพัทลุง สำนักงานพัฒนาชุมชน จังหวัดพัทลุง กลุ่มสืบสานหัตถศิลป์ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครศรีธรรมราช

งาน ยลนครหัตถศิลป์ เยือนถิ่นลิกอร์ จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ สวนศรีธรรมโศกราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อนำคุณค่าความเป็นเมืองนคร มาร้อยเรียงรวมกันเป็นเรื่องราว อย่างผ้ายกนคร เครื่องถม หรือย่านลิเภา สิ่งต่างๆในอดีตที่มีอยู่แล้วนั้น มีการหยิบยกหรือทำการเชิดชูขึ้น ด้วยเป็นสิ่งของเครื่องใช้ในราชสำนัก ปัจจุบันก็ยังมีการใช้สอยกันอยู่ และภายในงานมีไฮไลท์พิเศษอีกด้วย คือการแสดงแฟชั่นโชว์ผ้ายกลายพิกุล

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า