บันเทิงแท็กซี่

สายลม...แสงแดด

ท้องฟ้าดำเป็นปื้นไปแล้วครึ่งแถบ เหมือนใครฝนดินสอดำๆ กับกระดาษจนเรียบเนียนแล้วใช้ยางลบถูเอาสีถ่านนั่นออกมาป้าย ถึงฝนจะยังไม่ลง แต่ก็ค่อนข้างชัดแล้วว่าโทร.มาจองคิวเอาไว้แน่ๆ ด้วย

เหตุนี้เมื่อเดินมาถึงห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีสาขาอ่อนนุช เหลือบดูนาฬิกาเห็นบ่งบอกเวลาห้าโมงเย็น อันเป็นเวลาที่พนักงานก่อสร้างแถวนั้นน่าจะเลิกงานได้แล้ว ก็ตัดสินใจว่าอย่ากระนั้นเลย อันตัวเราก็ยังพอมีเศษสตางค์ติดกระเป๋า จะไปแย่งที่นั่งรถสองแถวซึ่งพวกเขาต้องอาศัยขึ้นเป็นประจำทำไม ถึงจะแค่ที่เดียวแต่ตัวก็ไม่ใช่เท่าเม็ดถั่วเขียว ไม่เขาก็เราคงต้องเปียกฝนกันไปข้าง เลี่ยงไปนั่งแท็กซี่ดีกว่า

ว่าแล้วก็เดินไปเมียงมองหาแท็กซี่ซึ่งมีจอดอยู่สองสามคันตรงจุดจอดแท็กซี่ของบิ๊กซี ครั้นสบสายตาก็แจ้งความประสงค์ขอใช้บริการกับโชเฟ่อร์ที่กำลังเช็ดรถอยู่ (เช็ดทำไมไม่รู้ฝนก็จะตก) สื่อสารบอกจุดหมายปลายทางกันเรียบร้อยแล้วก็ก้าวขึ้นรถที่สะอาดเอี่ยมเป็นเงาวับเพราะเพิ่งเช็ดคันนั้นไป

การนั่งแท็กซี่เป็นความบันเทิงส่วนตัวอย่างหนึ่ง บางครั้งก็เป็นบันเทิงทรมานในกรณีเจอพวกที่กำลังอยู่ในอารมณ์หงุดหงิดโกรธแค้นผู้โดยสาร ประหนึ่งทะเลาะกันมาตั้งแต่ชาติปางไหนโดยที่เราก็ไม่รู้ว่าไปทำอะไรให้...แต่โดยรวมแล้วก็สนุกอยู่ดี ไฮไลท์ในการนั่งแท็กซี่อยู่ที่วิทยุที่คนขับเปิด เพลงป๊อปได้ยินตามสถานที่จำพวกห้างสรรพสินค้า ร้านรวงต่างๆ และร้านอาหารจนเอียนหู แต่เวลานั่งแท็กซี่ หลายๆ คันจะเปิดเพลงลูกทุ่ง หรือลูกกรุงเก่า ฟังคลอฝนปนแอร์เย็นๆ แล้วพลอย "อิน" ไปกับเสียงฉะอ้อนหวานของนักร้อง กลับบ้านไปเปิดฟังผ่านลำโพงเสียงใส คุณภาพสูงกว่าวิทยุสัญญาณไม่ค่อยมี ส่งเสียงโครกครากในรถเป็นไหนๆ ก็กลับไม่ยักรู้สึกว่ามันจะเพราะได้ถึงขนาดนั้น เพราะบริบทมันไม่ใช่

บางคันเปิดเพลงสากลทั้งที่ไม่เข้ากับทั้งหน้าคนขับและคนโดยสารแหละ แต่ก็ฟังเพลินไปอีกแบบ เคยเจออยู่หนที่เปิดเพลงของชาติตัวเองเหมือนกึ่งๆจะเป็นการโปรโมท เพราะเจ้าตัวมีเชื้อสายเวียดนาม เลยไม่เปิดเพลงเวียดเปล่า แต่โฆษณาให้ไม่หยุดปาก แหม...เลยไม่รู้จะฟังเพลงหรือฟังลุงแกดี

นี่ก็เป็นไฮไลท์หรือเสน่ห์อีกอย่างของการนั่งแท็กซี่ การฟังคนขับคุย

เสน่ห์ตรงส่วนนี้คล้ายๆกับการไปดูหนังโรง คือเสียเงินเข้าไปนั่งแล้วออกไม่ได้ หรือต่อให้ออกได้ก็ชั่งใจหนัก แน่นอนว่าถ้าปะเหมาะเคราะห์หามเจอะเจอคนขับคุยเรื่องการเมือง การนั่งแท็กซี่ครั้งนั้นกลายเป็นทรมานบันเทิงทันที แต่คนเราไม่โชคร้ายทุกครั้งไปหรอกน่า บ่อยครั้งกว่าที่เจอคนขับแท็กซี่น่ารัก อัธยาศัยดี มีความรู้ ความรู้ที่ว่ารวมตั้งแต่เกร็ดเล็กๆน้อยๆในการขับรถ อย่างถ้าหลงทางให้ตามเสาไฟฟ้าไปจะออกถนนใหญ่ได้ เส้นทางลัดที่ลัดเลาะไปในซอกซอยวกวนเหมือนเขาวงกตแล้วจะทะลุออกทางไหนได้แบบรถไม่ติด (ซึ่งถ้าให้เรามาเองอีกครั้งรับประกันว่าหลงแน่ๆ) ประสบการณ์ชีวิต สังคม ผู้คน ไปจนถึงในระดับศาสนาและปรัชญา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเจอคนขับแบบไหน และเขาอยู่ในอารมณ์ใด โดยที่เราไม่มีโอกาสจะรู้ล่วงหน้า นี่แหละความตื่นเต้นที่เพิ่มสีสันให้กับชีวิต

"ผมไม่ชอบเรียนหนังสือ" คนขับแท็กซี่รายหนึ่งที่เจอเป็นหนุ่มต่างจังหวัดช่างพูดช่างเจรจา "ชอบทำงานมากกว่า...เคยมีแฟนมาแล้วครับ แต่เราทำงานแบบนี้ไง ขับรถไปไหนไกลๆบางทีไม่เจอกันหลายวัน มีหนหนึ่งพอกลับบ้านไปก็รู้สึกว่ามันผิดปกติ เลยถาม เขาก็ยอมรับว่าเขามีคนอื่น หมดรักเราแล้ว...ก็เจ็บนะเพราะอยู่กันมานาน แต่ผมไม่ทำผู้หญิง อีกอย่างเขาไม่รักเราแล้วจะให้ทำยังไงได้ ใจคนเราบังคับกันไม่ได้ ผมยังให้เงินไปอีกก้อน แล้วก็ปล่อยเขาไปตามทางของเขา ตอนนี้เลยไม่ได้สนใจเท่าไหร่เรื่องมีครอบครัว ทำงานเก็บเงินดีกว่า พอเราปากท้องเดียวก็กินประหยัด มีส่งให้แม่เยอะขึ้น"

บางคนก็มาแนวแจกแจงโทษของการพนัน เล่าให้ฟังว่าสมัครพรรคพวกเล่นกันเยอะแยะ "เจอหน้ากันก็บ่นว่าจนๆๆ โอ๊ย ก็เล่นแบบนั้น หวังแต่พึ่งโชคพึ่งดวงให้รวย แบบนั้นจะไปรวยได้ยังไง ขับแท็กซี่ได้ตังค์มาก็เอาไปเสียพนันหมด ถ้าเก็บไว้ใช้แต่ที่จำเป็นก็พอกินอยู่หรอก"

เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งเจอคนขับแท็กซี่แถวรังสิตเป็นคุณลุงอายุเลยวัยเกษียณที่น่าจะจัดอยู่ในประเภทบุคคลหายากในยุคสมัยปัจจุบัน คือเป็นคนใจดี ใจเย็น ฟังแกพูดแล้วรู้สึกรักคนไทยเพิ่มขึ้นมาเลย จากที่ได้ฟังแต่คำด่าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แกบอกคนไทยด้วยกันต่อให้ผิดใจกันไปบ้างแต่ถ้ารู้จักขอโทษกันเดี๋ยวก็หาย แต่บางคนก็บ้าศักดิ์ศรี "โถ ขับแท็กซี่ยังจะบ้าศักดิ์ศรีอะไรอีก ผิดใจกันไม่ยอมกันท้าตีท้าต่อยสุดท้ายก็เจ็บตัว ตอนเรียนไม่เรียนให้เป็นนายพลล่ะ" แกว่าปนหัวเราะอารมณ์ดี แล้วก็เล่าเรื่องผีให้ฟัง บอกว่าผีมาช่วยชีวิตแกเอาไว้ตอนโดนโจรปล้นปาดคอ เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปกลัวผีถ้าเราเป็นคนทำมาหากินสุจริต

ของบางอย่างก็ยากจะเชื่อเมื่อไม่ได้เห็นกับตา แต่ที่แน่ๆคือ ฟังสนุก เพลินจนไม่อยากลงจากรถแม้เมื่อถึงที่หมาย บางครั้งเรื่องราวนั้นจะจริงหรือไม่ ไม่ใช่ส่วนสำคัญที่สุดเสมอไป ความสำคัญอยู่ที่ว่าเราได้ฟังคนที่ใช้ชีวิตและประกอบอาชีพอยู่กับท้องถนน ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเท่าๆ กับอายุตัวของเขา เล่าอะไรบางอย่างที่สะท้อนตัวเขาหรือความในใจของเขาออกมาต่างหาก ในชีวิตแห่งยุคสมัยอันเร่งรีบนี้ เรามีช่องทางการเข้าถึงข้อมูลได้มหาศาล แต่ว่ามีเวลาสักเท่าไหร่กันที่จะหยุดฟังคนอื่นเล่าเรื่องราวของเขา

หากเดินทางโดยบีทีเอส เอ็มอาร์ที เรือ รถเมล์ หรือสองแถว ไม่ใช่ว่าการฟังเรื่องราวของคนอื่นจะเป็นไปไม่ได้ แต่มีพวกเราสักกี่คนกันที่หันไปสะกิดคนข้างๆแล้วชวนคุย ขอให้เขาเล่าเรื่องราวของเขาออกมา แต่เมื่อนั่งแท็กซี่จะพบว่ากระบวนการนี้เป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง เรื่องราวหลั่งไหลออกมาจากปากคนแปลกหน้าที่ประกอบอาชีพรับจ้างส่งคน มองในแง่หนึ่ง อย่างไรเสียการรับจ้างส่งคนก็นับได้ว่าเป็นการ "ร่วมเดินทาง" ด้วยอย่างน้อยระยะเวลาหนึ่งแม้จะสั้น ในระหว่างเดินทางเราแลกเปลี่ยนเรื่องราวและรับฟังซึ่งกันและกันโดยไม่รู้สึกว่าเป็นภาระผูกพัน การเดินทางโดยแท็กซี่จึงมีเสน่ห์ต่างจากการเดินทางโดยวิธีอื่นๆ ด้วยประการฉะนี้

พูดมาซะยาว เกือบลืมบอกไป แท็กซี่คันที่ขึ้นจากบิ๊กซีในวันดังกล่าวนี้คนขับไม่ช่างคุย แต่เปิดซีดีธรรมะอินดี้มาก...ก...ก เพิ่งเคยเจอคันนี้แหละคันแรก เอา ขัดเกลาจิตใจผู้โดยสารดีเหมือนกัน ชักชวนให้ผู้อื่นฟังธรรมท่านว่าได้บุญนักแล อนุโมทนา สา...ธุ