สดุดี 100 พระชันษาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ฯลฯ

19 รัตนสังฆราชา แห่งสังฆมณฑลไทย
เรื่องพิเศษ
ช่างภาพ: 

ตอน 1 สายธารธรรมจากชมพูทวีปสู่แผ่นดินสยาม

พุทธศาสนาได้ประดิษฐานมั่นคงเป็นศาสนาประจำชาติของคนไทยเป็นเวลามาช้านาน แต่ละยุคสมัยล้วนมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์อุปถัมภกสำคัญ ประกอบกับพุทธศาสนิกชนชาวไทยต่างมีศรัทธายึดมั่นซาบซึ้งในคุณค่าของพระพุทธศาสนา อีกทั้งมีคณะสงฆ์ผู้เพียบพร้อมด้วยศีลจริยวัตร ประพฤติปฏิบัติให้เห็นเป็นตัวอย่าง ภายใต้การดูแลปกครองสังฆมณฑลขององค์สมเด็จพระสังฆราช ตลอดมาทุกยุคสมัย

ในสมัยที่พุทธศาสนารุ่งเรืองถึงที่สุดสมัยหนึ่งดังในปัจจุบัน อันเป็นปีที่ สมเด็จญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราชาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์ที่ 19 ทรงมีพระชนมายุครบ100พระชันษาในปีนี้ จึงเป็นวาระอันควรแสดงออกซึ่งความรักเทิดทูนในองค์พระประมุขฝ่ายสงฆ์ ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระคุณอันประเสริฐ และกล่าวขานสู่กันฟังถึงพระจริยวัตร พระราชกรณียกิจ ตลอดถึงพระอัจฉริยภาพของพระผู้ทรงเป็นประธานาธิบดีสงฆ์แห่งรัตนโกสินทร์ทั้ง 19 พระองค์

เพื่อร่วมฉลองในวาระ 100 พระชันษา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก และเทิดพระเกียรติ 19 รัตนสังฆราชาแห่งสังฆมณฑลไทย ให้เป็นที่ประจักษ์ชัดและขจรขจายจรัสไกลยิ่งๆไป

หลังจากพระพุทธองค์ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ใต้โคนไม้มหาโพธิ์ ในคืนวันเพ็ญวิสาขปุรณมี บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลา เสนานิคม ในแคว้นมคธ บนแผ่นดินชมพูทวีป นับจากนั้น ทรงใช้เวลา 45 พรรษา เพื่อบำเพ็ญพุทธกิจ ทรงประกาศพระศาสนา นำความจริงของชีวิตที่เรียกว่า "ธรรมะ" เผยแผ่สู่หมู่ชนทุกชั้นวรรณะอย่างกว้างขวาง จนมีผู้เลื่อมใสออกบวชกันอย่างมากมาย จนกระทั่งพระพุทธศาสนาประดิษฐานมั่นคงดีแล้ว เมื่อทรงมีพระชนมายุ 80พรรษา พระองค์จึงเสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน ที่สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา

ภายหลังพุทธะปรินิพพานผ่านพ้นไป 3 เดือน จึงเริ่มมีการทำสังคายนาพระธรรมวินัย ครั้งที่ 1 จัดขึ้นที่ ถ้ำสัตบรรณคูหา เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ตามคำปรารภของ พระมหากัสสปเถระ โดยมี พระเจ้าอชาตศัตรู เป็นองค์อุปถัมภ์ ใช้เวลาในการสังคายนารวบรวมพระธรรมวินัยอยู่ 7เดือน จึงแล้วเสร็จ ในครั้งนั้น พระมหากัสสปเถระ เป็นประธานทำสังคายนา พระอานนท์ เป็นองค์วิสัชนาแสดงพระธรรมวินัยในหมวดพระสุตตันตปิฎก (ธรรมเทศนา) และ พระอภิธรรมปิฎก (คำสอน) พระอุบาลีเถระ เป็นองค์วิสัชนาพระวินัยปิฎก วางระเบียบพระธรรมวินัยในรูปแบบที่เรียกกันว่า พระไตรปิฎก โดยรักษาสิ่งที่จัดรวบรวมไว้เมื่อคราวปฐมสังคายนาอยู่ในพระไตรปิฎกฉบับเถรวาท โดยไม่มีการปรับแก้ไขมาจนปัจจุบัน

หลังจากนั้นอีก 100 ปี ต่อมา ตรงกับ พ.ศ.100 ปี จึงได้มีการประชุมสังคายนาเป็น ครั้งที่ 2 ที่วาลิการาม เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ประเทศอินเดีย โดยมี พระยสกากัณฑกบุตร เป็นผู้ชักชวน ในการนี้ พระเรวตะ ทำหน้าที่เป็นประธานผู้คอยซักถาม และ พระสัพพกามี เป็นผู้นำวิสัชนาข้อวินัย มีพระสงฆ์มาประชุมร่วมกัน 700 รูป ใช้เวลา 8 เดือน จึงเสร็จสิ้น

ล่วงเลยมาอีก 100 ปี เป็น พ.ศ.200 พุทธศาสนาได้แตกออกเป็นนิกายต่างๆ ถึง 18 นิกาย แต่แบ่งออกเป็นนิกายใหญ่ๆ ได้ 2 นิกาย คือ เถรวาท และมหายาน

ต่อมาถึงศตวรรษที่ 3 พระเจ้าอโศกมหาราช ผู้ทรงเป็นองค์อุปถัมภกสำคัญ โปรดให้มีการสังคายนาเป็นครั้งที่ 3 ตรงกับ พ.ศ.234 ที่อโศการาม กรุงปาฏลีบุตร แคว้นมคธ ประเทศอินเดีย มี พระโมคคลีบุตร ติสสเถระ เป็นประธาน มีพระสงฆ์มาประชุมร่วมกัน 1,000 รูป กินเวลา 9 เดือน จึงแล้วเสร็จ ในหนนี้ พระโมคคลีบุตร ติสสเถระ ได้แต่งคัมภีร์กถาวัตถุ ซึ่งเป็นคัมภีร์หนึ่งในพระอภิธรรมไว้ด้วย หลังจากทำสังคายนาเสร็จแล้ว ตรงกับปีที่ 17 ของรัชกาล ได้มีการส่งคณะทูตออกไปประกาศพระพุทธศาสนาในประเทศต่างๆ ถึง 9 สาย

สมณทูตสายสำคัญที่ส่งผลต่อเมืองไทยในเวลาต่อมามีอยู่สองสาย คือ สายที่ 8 พระโสณเถระ และพระอุตตรเถระ ที่นำพระพุทธศาสนามาเผยแผ่ยังดินแดนสุวรรณภูมิ และสายที่ 9 พระมหินทเถระ โอรสของพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นผู้นำพระพุทธศาสนาไปประดิษฐานในลังกา

ในราวพุทธศตวรรษที่7พุทธศาสนาแบบเถรวาทก็ได้รุ่งเรืองขึ้นเป็นครั้งแรกในแถบลุ่มแม่น้ำอิระวดี อันเป็นแผ่นดินของชาวมอญ พม่า และอาณาจักรทวารวดีในแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยา ในขณะที่พุทธศาสนาฝ่ายมหายานนั้น ได้แผ่อิทธิพลไปสู่ดินแดนที่เป็นคาบสมุทรภาคใต้ของไทยในปัจจุบัน ในแถบลุ่มน้ำโขงตอนล่างหรือกัมพูชาในปัจจุบัน รวมทั้งอาณาจักรจามปา ที่อยู่ในทางแถบตอนกลางของเวียดนามในปัจจุบัน

เรื่องราวของการยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาของชนชาติไทย ซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น มีหลักฐานประวัติศาสตร์ปรากฏอยู่หลายทาง ไม่ว่าจากการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระเจ้าอโศกมหาราชเข้ามาทางอาณาจักรสุวรรณภูมิ สันนิษฐานกันว่า คือดินแดนในแถบคาบสมุทรอินโดจีนปัจจุบัน อย่างพม่า ไทย ลาว เขมร ฯลฯ ซึ่งฝ่ายไทยเองเชื่อว่าน่าจะมีศูนย์กลางอยู่ที่นครปฐมในปัจจุบัน โดยยืนยันจากโบราณสถานและโบราณวัตถุต่างๆ โดยเฉพาะองค์พระปฐมเจดีย์ที่เป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ และเชื่อว่าในดินแดนแถบนี้ไม่มีเมืองไหนที่ใหญ่โต และมีหลักฐานเก่าแก่เท่านี้

ในขณะที่ทางฝ่ายพม่าก็สันนิษฐานว่าน่าจะมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองสะเทิม ทางภาคใต้ของพม่า ซึ่งพม่าได้อ้างไว้ในคัมภีร์ศาสนวงศ์ และพงศาวดารเมืองสะเทิมว่า สุวรรณภูมิที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งสมณทูตมาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 3 นั่น คือ เมืองสะเทิม หรือสุธัมมวดี เมืองหลวงและเมืองหน้าด่านของมอญ ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำอิระวดีตอนล่าง ดังในบันทึกของ หม่องทินอ่อง นักประวัติศาสตร์คนสำคัญพม่าระบุว่า "พระเจ้าอโศกทรงส่งสมณทูตไปยังดินแดนที่ห่างไกลหลายแห่งด้วยกัน สมณทูตคณะหนึ่งไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้แก่ประชาชนในสุวรรณภูมิ เมืองหลวงของสุวรรณภูมิ คือ เมืองสะเทิมในพม่าตอนล่าง" แต่ในบริเวณเมืองสะเทิม หรือในพื้นที่ส่วนอื่นในประเทศพม่า ยังไม่เคยพบหลักฐานด้านศิลปกรรมเนื่องในพุทธศาสนาที่มีอายุร่วมสมัยกับช่วงสมัยที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งสมณทูตมาเผยแพร่พระพุทธศาสนายังดินแดนสุวรรณภูมิเลย

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่า นครปฐม หรือเมืองสะเทิม กันแน่ ที่เป็นศูนย์กลางของสุวรรณภูมิในอดีต เป็นเรื่องที่นักวิชาการและนักประวัติศาสตร์ต้องหาหลักฐานมายืนยันกันให้ชัดเจนต่อไป แต่สิ่งแน่นอนที่ปรากฏชัดในทุกวันนี้ คือพุทธศาสนาแบบเถรวาทยังคงเรืองรองส่องประกายจรัสจ้าอยู่ในดินแดนแถบนี้ โดยมีไทยเป็นศูนย์กลาง อีกทั้งสนามบินสุวรรณภูมิของไทยยังกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกอีกด้วย

หลักฐานทางประวัติศาสตร์มีมาอย่างต่อเนื่องว่า ประมุขของชนชาติไทยปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ สืบย้อนไปในอดีตในยุคขุนหลวงเม้า หรือเมา หรือลิวเมา แห่งราชอาณาจักรอ้ายลาว ราว พ.ศ. 612 และในศิลาจารึกเก่าแก่ที่เรียกกันว่า "จารึกอาณาจักรน่านเจ้า" ที่เชื่อกันว่าทำโดยนักปราชญ์จีนที่ชื่อ "เชงเหว" เมื่อ พ.ศ.1309 ก็ได้กล่าวไว้ว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทยมาตั้งแต่โบราณกาล

นับตั้งแต่พุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทได้เผยแผ่เข้ามาสู่บ้านเมืองในแถบสุวรรณภูมิ ในราว พ.ศ.236 คนไทยเราก็ได้รับเอาคำสอนของพระบรมศาสดาเข้ามาเป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจและซึมซับในวิถีชีวิตมาโดยตลอด

 

พระสังฆราชาในแผ่นดินสุโขทัย

แม้ว่าก่อนหน้าอาณาจักรสุโขทัยจะเจริญรุ่งเรืองขึ้น พุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ก็เป็นที่นิยมนับถือกันทั่วไปในดินแดนใกล้เคียงอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นอาณาจักรพุกาม อาณาจักรมอญทวารวดี และหริภุญชัย ทว่าโดยส่วนใหญ่เป็นเถรวาทแบบพุกาม ต่อมาเมื่ออาณาจักรสุโขทัยตั้งมั่นดีแล้ว กษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงแห่งสุโขทัยก็ได้ปลูกฝังศรัทธาอันมั่นคงที่มีต่อพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์ให้หยั่งรากลึกในหมู่ชนคนไทย จนกระทั่งสุโขทัยและศรีสัชนาลัยกลายเป็นแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง ดังปรากฏหลักฐานอันเรืองรอง เป็นโบราณศาสนสถาน และศาสนวัตถุ ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมกันอยู่จนทุกวันนี้

ชาวสุโขทัยเป็นผู้ยึดมั่นเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ตั้งตนอยู่ในศีลในธรรม หมั่นเข้าวัด ฟังเทศน์ ฟังธรรม รักษาศีล และทำบุญให้ทานอยู่เป็นประจำ และนิยมสร้างวัดวาอาราม สะท้อนจิตวิญาณของคนไทยที่แนบแน่นในพุทธศาสนา สร้างวังที่ไหนก็สร้างวัดขึ้นที่นั่น มีชุมชนหมู่บ้านที่ไหนก็มีวัดอยู่ที่นั่น

การประดิษฐานพระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ให้มั่นคงในกรุงสุโขทัย เกิดขึ้นราวสมัยขุนรามราช หรือพ่อขุนรามคำแหงฯ โดยทรงอาราธนาพระสงฆ์ลังกาวงศ์ขึ้นมาจากนครศรีธรรมราช จนเกิดการตั้งสังฆมณฑลใหม่ มีการอุปสมบทคณะสงฆ์เดิมให้เป็นพระสงฆ์แบบลังกาวงศ์ ซึ่งได้รับความนิยมเลื่อมใสมาก ทั้งจากพระเจ้าแผ่นดิน ตลอดจนขุนนางและเหล่าราษฎร ทำให้พุทธศาสนาลัทธิมหายานและเถรวาทแบบดั้งเดิมที่เคยแพร่หลายอยู่ก่อนหน้าเสื่อมสูญลง คงเหลือแต่คณะสงฆ์ลังกาวงศ์ เป็นสังฆมณฑลใหม่ที่ตั้งมั่นอยู่ในสุโขทัยแต่นั้นมา

สมัยพ่อขุนรามคำแหงฯ ตรงกับรัชกาลที่ 3 ของกรุงสุโขทัย การดูแลไพร่ฟ้าประชาชน มีพระราชาเป็นผู้ดูแลทุกข์สุขของราษฎร ในขณะที่การดูแลภิกษุสงฆ์ที่บรรพชาเข้ามาสู่สังฆมณฑลแห่งราชอาณาจักร ต้องยกให้พระสงฆ์ท่านปกครองดูแลกันเอง ฆราวาสจะเข้าไปก้าวก่ายมิได้ พ่อขุนรามคำแหงฯ ทรงให้ความสำคัญกับการฟังธรรมในวันธรรมสวนะ โปรดฯให้ใช้ดงตาลเป็นสถานที่ฟังธรรม มีพระแท่นมนังศิลาบาตรตั้งไว้สำหรับประทับปรึกษาราชการบ้านเมืองกับเหล่าขุนนาง ส่วนในวันธรรมสวนะ พระองค์โปรดฯให้อาราธนาพระสงฆ์ผู้ใหญ่ขึ้นแสดงธรรมถวายบนพระแท่นมนังศิลาบาตร โดยที่พระองค์เอง เจ้านาย และขุนนาง ตลอดจนราษฎรก็ได้มีโอกาสรักษาศีล ฟังธรรมด้วย

มีหลักฐานว่าตำแหน่ง สมเด็จพระสังฆราชา นั้น มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัย ดังปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1ว่า "กลางเมืองสุโขไทนี้มีพระพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารศ มีพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอันราม มีพระพิหารอันใหญ่ มีพระพิหารอันราม มีปู่ครู มีสังฆราช มีเถร มีมหาเถร เบื้องตะวันตกเมืองสุโขไทยนี้ มีอรัญญิก พ่อขุนรามคำแหง กระทำอวยทานแก่มหาเถร สังฆราช ปราชญ์เรียนจบปิฎกไตร หลวก (รู้) กว่าปู่ครูในเมืองนี้ ทุกคนลุกแต่เมืองศรีธรรมราชมา"

จากข้อความในศิลาจารึก เป็นที่เชื่อกันว่า ในยุคนั้นน่าจะมีพระสังฆราชมากกว่าหนึ่งองค์ขึ้นไป เพราะในราชอาณาจักร มีทั้งเมืองในปกครองโดยตรง และเมืองประเทศราชที่มีเจ้าปกครอง ซึ่งคาดว่าน่าจะมีสังฆราชของตนเองด้วย และตำแหน่งสูงสุดก็น่าจะเป็นสังฆราช ที่หมายถึงสังฆนายกผู้ปกครองสงฆ์ทั้งหมดของกรุงสุโขทัย ตำแหน่งรองลงมาก็คือ ปู่ครูที่น่าจะเป็นเช่นพระครูในทุกวันนี้ แต่ปู่ครูในครั้งสุโขทัย เทียบได้กับตำแหน่งสังฆนายก ปกครองคณะสงฆ์รองจากพระสังฆราชองค์เดียวเท่านั้น ส่วนมหาเถระ และเถระ คาดกันว่าคงจะหมายถึง พระภิกษุซึ่งมีพรรษาอายุและคุณธรรมในทางพระศาสนา เป็นมหาเถระ และเถระตามวินัยบัญญัติ แต่คงไม่ใช่สมณศักดิ์ที่กษัตริย์ทรงแต่งตั้ง

มาในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท เป็นที่คาดกันว่าระบบสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ไทย คงจะเริ่มขึ้นในรัชสมัยนี้ โดยพระองค์ทรงอาราธนาพระเถระจากลังกาเข้ามาสู่สุโขทัย จึงเกิดระบบบริหารคณะสงฆ์ขึ้นใหม่ที่ปกครองตามแบบลังกา มีพระมหาสามีสังฆราชเป็นประธาน แบ่งสงฆ์ออกเป็น 2 คณะ คือ คณะคามวาสี ที่มุ่งศึกษาเล่าเรียนจากพระไตรปิฎก จำพรรษาอยู่ในเขตเมือง และคณะอรัญวาสี มุ่งไปทางปฏิบัติสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน จำพรรษาอยู่ตามเขตป่านอกตัวเมือง

 

พระสังฆราชาครั้งกรุงศรีอยุธยา

แผ่นดินอยุธยามีเขตแดนติดต่อกับสุโขทัย พุทธศาสนาจึงเผยแผ่ถึงกัน คณะสงฆ์ในสมัยอยุธยาถือพระธรรมวินัยเป็นหลัก พระมหากษัตริย์ทรงให้การอุปถัมภ์ด้านพุทธศาสนามาโดยตลอด ทำให้การบริหารคณะสงฆ์เป็นไปด้วยดีและเจริญก้าวหน้าตามลำดับ ฝ่ายอาณาจักรปล่อยให้พุทธจักรมีอำนาจสิทธิ์ขาดในการปกครองกันเองตามหลักธรรมวินัย ทั้งยังให้การอุปถัมภ์คณะสงฆ์ และจัดระเบียบสังฆมณฑล โดยพระมหากษัตริย์พระราชทานสมณศักดิ์ให้พระสงฆ์ เพื่อให้การบังคับบัญชาและปกครองดูแลกันเองของคณะสงฆ์เป็นไปอย่างมีระเบียบและราบรื่น

ในสมัยนี้ได้มีคณะสงฆ์ลังกาวงศ์เพิ่มขึ้นอีกคณะหนึ่ง เรียกว่าคณะ วัดป่าแก้ว เนื่องจากใน พ.ศ.1965 พระเถระชาวลังกา 7 รูป พระเถระชาวอยุธยา 2 รูป และพระเถระชาวเขมร 1 รูป เดินทางไปยังลังกาและอุปสมบท แปลงเป็นสงฆ์ในนิกายสีหลภิกขุ ในสำนักพระวันรัตนมหาเถระ หลังจากอยู่ศึกษาพระธรรมวินัยและปฏิบัติศาสนกิจในลังกาอยู่หลายปี จึงเดินทางกลับ และยังได้นิมนต์พระเถระชาวลังกามาด้วย 2 รูป พระสงฆ์นิกายใหม่ในอยุธยาที่เรียกว่า คณะป่าแก้วนี้ คาดกันว่าน่าจะมาจากชื่อของพระเถระลังกาผู้เป็นอุปัชฌาย์ คือ วนรัตน์ ที่แปลว่า "ป่าแก้ว" นั่นเอง

มาใน พ.ศ.2127 ตรงกับสมัย สมเด็จพระมหาธรรมราชา ทรงมีพระราชศรัทธาในพระมหาเถรคันฉ่อง พระเถระชาวมอญที่อาราธนามาแต่กรุงหงสาวดี จึงทรงสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆราช ในราชทินนาม สมเด็จพระอริยวงศญาณ สถิต ณ วัด พระมหาธาตุ เวลานั้นคณะสงฆ์ฝ่ายคามวาสีจึงแยกเป็น 2 คณะ คือคณะเหนือขึ้นกับพระอริยวงศญาณ วัดมหาธาตุ คณะใต้ ขึ้นต่อ สมเด็จพระวันรัตน์ หรือพระสังฆราช ซึ่งเป็นพระสังฆราชตำแหน่งเดิมแห่งคณะป่าแก้ว แต่ก็สันนิษฐานกันว่า การที่สถาปนาพระมหาเถรคันถ่องซึ่งภิกษุชาวมอญขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชา คงเป็นตำแหน่งกิตติมศักดิ์ ที่อาจปกครองเฉพาะในหมู่พระสงฆ์มอญก็เป็นได้

ดังนั้น สมัยอยุธยาตอนกลาง ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา เป็นต้นมา จึงคาดกันว่าน่าจะมีคณะสงฆ์ 3 คณะ คือ คณะคามวาสีฝ่ายซ้าย มี สมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้ว เป็นเจ้าคณะใหญ่ คณะคามวาสีฝ่ายขวา มี สมเด็จพระอริยวงศาสังฆราชาธิบดี วัดพระมหาธาตุ เป็นเจ้าคณะใหญ่ และคณะอรัญวาสี มี พระพุทธาจารย์ วัดโบสถ์ราชเดชะ เป็นเจ้าคณะใหญ่

สำหรับการพระราชทานสมณศักดิ์พระสงฆ์ มี 3 ระดับ คือระดับพระครูและสังฆราชายังคงยึดหลักตามอย่างสุโขทัย แต่ทรงเพิ่มตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ดำรงตำแหน่งประมุขสงฆ์ทั่วราชอาณาจักร และกำหนดให้มีตำแหน่งพระสังฆราชา สำหรับว่าการคณะสงฆ์ตามหัวเมืองใหญ่ๆ ส่วนหัวเมืองเล็กๆ มีพระครูเป็นผู้ควบคุมดูแล บางแห่งพระครูยังเป็นเจ้าอาวาสครองพระอารามหลวงอีกด้วย และต่อมามีการยกตำแหน่งพระครูขึ้นเสมอกับพระสังฆราชาในหัวเมืองใหญ่ หรือคือพระราชาคณะ ดังทุกวันนี้นั่นเอง

ราวปี 2293 ในสมัยพระเจ้าบรมโกศ พุทธศาสนาในลังกาได้เสื่อมถอยลงจนถึงกับสิ้นวงศ์ พระเจ้ากิตติราชสิงหะ จึงทรงส่งทูตมาทูลขอพระสงฆ์อยุธยาไปช่วยฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในลังกา พระเจ้าบรมโกศทรงส่งคณะสงฆ์ไทย 12 รูป มีพระอุบาลีเถระเป็นหัวหน้าคณะ พร้อมกับพระอริยมุนีพระสังฆราชาอีกองค์หนึ่งร่วมเดินทางไปยังลังกาด้วย เมื่อไปถึงมีการอุปสมบทบรรพชากุลบุตรชาวลังกา ถึง 3,000 คน ณ เมืองแคนดี้ จึงเกิดมีพระสงฆ์นิกายอุบาลีวงศ์ หรือสยามวงศ์แห่งลังกา ที่เจริญรุ่งเรืองสืบมาจนทุกวันนี้ ต่อมาพระอุบาลีหัวหน้าพระสมณทูตไทยได้อาพาธและมรณภาพลงที่ลังกา ส่วนพระอริยมุนีเมื่อกลับมามีความชอบมาก และได้รับเลื่อนสมณศักดิ์สูงขึ้นไปตามลำดับ จนถึงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ครั้นถึงสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ จึงโปรดฯให้มีการตั้งราชทินนาม สมเด็จพระสังฆราช เป็น สมเด็จพระอริยวงศาสังฆราชาธิบดี

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า

(ขอขอบคุณ พระดร.อนิลมาน ธมฺมสากิโย ผู้ช่วยเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช , อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเอื้อเฟื้อหนังสือเพื่อการค้นคว้า ฯลฯ จากหนังสือพระประวัติสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 19 พระองค์ วัดบวรนิเวศฯ พระเกียรติคุณ 19 สมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เขียนและเรียบเรียงโดย รศ.สุเชาวน์ พลอยชุม ธ.ธรรมรักษ์ , 19 สมเด็จพระสังฆราชกรุงรัตนโกสินทร์ : โกวิท ตั้งตรงจิตร , พระมหากษัตริย์ไทยกับพระพุทธศาสนา)

ภาพ (จากหนังสือมรดกโลก, 19 สมเด็จพระสังฆราช)