ฉลาดทำบุญด้วยจิตอาสา

(ต่อจากฉบับที่แล้ว)
อยู่ดีมีสุข

เนื้อหาในฉบับที่แล้ว กล่าวถึงการทำบุญด้วยวิธีต่างๆ ที่ไม่ได้จำเพาะจะต้องเข้าไปทำบุญในวัดเท่านั้น ซึ่งในปัจจุบัน กิจกรรมจิตอาสา ก็เป็นการทำบุญที่ดีมากอีกวิธีหนึ่งค่ะ

วันวิสาขบูชาที่ผ่านมา 'ข้าวหอม' ได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรม "บุหงาธรรม เติมใจผู้ป่วย" ในโครงการ "ฉลาดทำบุญด้วยจิตอาสา" ของเครือข่ายพุทธิกา ซึ่งจัดขึ้นที่สวนโมกข์ กรุงเทพฯ กิจกรรมนี้เน้นให้ผู้เข้าร่วมได้ฝึกสติผ่านงานศิลปะ ด้วยการเย็บถุงผ้าดิบและตกแต่งให้สวยงามด้วยชายผ้าเหลือง บรรจุบุหงา กลิ่นหอม เพื่อนำไปมอบให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่โรงพยาบาลภูมิพล โดยนำไปแขวนไว้ที่เสาน้ำเกลือข้างเตียง เพื่อช่วยเป็นอนุสติให้จิตของผู้ป่วยได้ระลึกถึงบุญกุศล ไม่ซัดส่ายฟุ้งซ่าน เช่นเดียวกับสำนวน "เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์" อีกทั้งกลิ่นหอมของบุหงา จะช่วยปรับสภาพอากาศอันเกิดจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ของโรคมะเร็งบางชนิดในตัวผู้ป่วยที่นอนพักอยู่ในโรงพยาบาล ให้ผู้ป่วยและญาติได้รู้สึก "หอมดอกไม้" และ "หอมธรรมะ" ไปพร้อมกัน

สำหรับผู้ที่เพิ่งไปร่วมกิจกรรมจิตอาสาเป็นครั้งแรกอย่าง 'ข้าวหอม' ก็ต้องขอบอกว่า ประทับใจกับบรรยากาศในวันนั้นมากค่ะ ลานกิจกรรมชั้นล่าง ของ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ อบอุ่นไปด้วยอาสาสมัครร่วม 500 ชีวิต ทั้งชาย และหญิง เด็กเล็กๆก็มี รวมถึงผู้สูงอายุ แต่ไม่เท่าหนุ่มๆสาวๆที่น่าจะมีมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว บางคนมาจากต่างจังหวัดเพื่อมาร่วมกิจกรรมนี้โดยเฉพาะ ทุกคนหน้าตาชื่นบาน ยิ้มแย้มแจ่มใส และมีมิตรภาพให้กัน ทั้งที่ต่างเป็นคนแปลกหน้า ทำให้นึกถึงคำพูดที่ว่า คนที่เหมือนกันมักจะดึงดูดกัน เห็นจะจริงทีเดียวค่ะ เพราะทุกคนที่มาล้วนมีความตั้งใจเหมือนกัน คืออยากมาทำสิ่งดีๆ ที่เป็นประโยชน์ และเติมความสุขให้ผู้อื่น

ถึงจะไม่ได้ถนัดเรื่องเย็บ ปัก ถัก ร้อย เท่าใดนัก แต่ด้วยความตั้งใจเต็มร้อย ทุกคนก็สามารถเย็บถุงบุหงาใบเล็กๆได้สำเร็จ แถมยังบรรจงตกแต่งให้สวยงาม เมื่อถึงเวลาตักบุหงาใส่ในถุงเป็นขั้นตอนสุดท้าย ทั่วบริเวณก็หอมสดชื่นไปด้วยกลิ่นของมะกรูดและส้มซ่า กลิ่นหอมของบุหงาผนวกกับความภูมิใจในงานเย็บมือที่สำเร็จลงด้วยดี ทำให้เกิดความรู้สึกอิ่มใจอย่างบอกไม่ถูก 'ข้าวหอม' แอบนึกภาวนาในใจด้วยว่า ผู้ป่วยท่านใดที่ได้ถุงบุหงาของเราไป ขอให้กลิ่นหอมและความปรารถนาดีจากใจของเรา ส่งผ่านไปถึงผู้ป่วยท่านนั้น ให้สดชื่น คลายความทุกข์ ความเจ็บปวด และมีกำลังใจที่จะต่อสู้กับโรคร้าย โดยไม่ยอมแพ้ง่ายๆ

และเมื่อกวาดสายตามองไปรอบๆ เห็นทุกคนเบิกบาน และมีรอยยิ้มแห่งความสุขแต่งแต้มอยู่แทบจะทุกใบหน้า "ข้าวหอม" ก็บอกกับตัวเองว่า นี่เป็นการทำบุญที่ดีเหลือเกิน และไม่ได้ดีในความรู้สึกของตัวเองเท่านั้น หากยังดีในหลายๆมิติของการปฏิบัติธรรมในทางพุทธศาสนาอีกด้วย

กิจกรรมจิตอาสาในโครงการฉลาดทำบุญ มีความแตกต่างจากงานอาสาสมัครทั่วไป คือมีแนวคิดของพุทธธรรม นั่นก็คือหลักของเรื่อง "บุญ" ในพระพุทธศาสนา ได้แก่

1. การทำบุญในมิติของ "การให้" ฉลาดทำบุญไม่ได้มีความหมายแต่เพียงการให้ทาน บริจาควัตถุเงินทองอย่างเดียว หากการให้เวลา แรงกาย ความรู้ ความสามารถ ความเอื้ออาทร น้ำใจ ฯลฯ ที่เรามีอยู่ให้แก่ผู้อื่น ก็ถือเป็น "บุญ" ด้วย

2. ในมิติของ "ผู้รับ" ที่เป็นช่องทางของการเกิดบุญ (เนื้อนาบุญ) ฉลาดทำบุญไม่ได้มีความหมายเพียงการให้ผ่านพระสงฆ์ หรือสถาบันศาสนาเท่านั้น แต่เราสามารถให้กับผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก ไม่ว่าคนหรือสัตว์ หรือแม้แต่การช่วยเหลือฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ธรรมชาติที่เสื่อมโทรม ก็เป็นช่องทางของการกระทำที่เกิดเป็นบุญได้ทั้งสิ้น

3. ในมิติของ "ผลประโยชน์" ที่เกิดจากการกระทำที่เป็นบุญ ครอบคลุมทั้งมิติประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น และประโยชน์ของสังคมอันเป็นประโยชน์สูงสุด

ความหมายของประโยชน์ในที่นี้ ครอบคลุมถึง 3 ด้าน คือ

1. เกิดผลประโยชน์ทางวัตถุหรือกายภาพอย่างชัดเจน จากการแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเจือจานในสิ่งที่เรามีให้แก่ผู้อื่น (เวลา ความรู้ ทรัพย์ ข้าวของ ฯลฯ) ในผู้ให้เองก็ได้รับประโยชน์ทางจิตใจ คือความสุข อิ่มเอิบใจจากการแบ่งปัน ไม่รู้สึกเสียดายหวงแหน และมีฉันทะอยากจะให้ต่อไปอีก ในส่วนของผู้รับก็ได้ประโยชน์ทางวัตถุหรือกายภาพ และได้ประโยชน์ทางจิตใจ เช่น ความอบอุ่น ความซาบซึ้งใจ ความชื่นชมยินดี

2. เกิดผลประโยชน์ที่ส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างบุคคลให้งอกงามจากการได้อยู่ร่วมกัน ทำบุญร่วมกัน เกิดมิตรภาพ น้ำใจไมตรี ความเอื้ออาทรระหว่างกัน พร้อมกันนั้น ก็มีการขัดเกลาตนเองเพื่อให้อยู่ร่วมกับคนอื่นได้ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา มีมารยาท ความเกรงใจผู้อื่น เป็นต้น ซึ่งจะนำไปสู่การไม่เบียดเบียนกันทั้งทางกาย วาจา ใจ ความรู้สึกดีงามเหล่านี้พัฒนาให้เกิดการรวมกลุ่มของคนที่มีความรู้สึกที่ดี การมาอยู่ร่วมกัน และการทำความดีร่วมกัน

3. เกิดผลประโยชน์ที่เอื้อให้ผู้ให้ (ผู้ทำบุญ) ได้พัฒนาตนเองจากการให้หรือการทำบุญนั้นด้วย ซึ่งเป็นการพัฒนาใน 2 ระดับ คือ

  • พัฒนาคุณธรรมและสมรรถนะทางจิตใจ เช่น ความศรัทธา ความเมตตากรุณา ความอดทน อดกลั้น ความเพียร ความเรียบง่าย (สมถะ) ความเสียสละ ฯลฯ อย่างมีความสุข จากการทำกิจกรรมอันเป็นบุญนั้น
  • พัฒนาความสุขจากคุณธรรมเหล่านี้ให้ก้าวหน้าขึ้นไปจนกระทั่งสามารถลดระดับความสุขที่เกิดจากการพึ่งพิงวัตถุ และสิ่งเร้าจากภายนอก มีความสุขอันประณีต (ทางจิตวิญญาณ) จากความเข้าใจความจริงของชีวิต สังคม ธรรมชาติ มองเห็นสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง (ปัญญา) ซึ่งเชื่อว่าบุคคลที่ได้รับการพัฒนาดังนี้แล้ว จะมีพลังของการเสียสละเพื่อส่วนรวมได้มากขึ้นอย่างสุขใจ มั่นคง และยั่งยืน เมื่อประโยชน์ทั้งของตนเองและผู้อื่นบูรณาการเป็นหนึ่งเดียว

กล่าวอย่างง่ายๆก็คือ การทำบุญด้วยจิตอาสา มีจุดประสงค์เพื่อฝึกฝนให้คนรู้จักการแบ่งปัน การทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น การมีจิตสำนึกต่อส่วนรวม คือการพัฒนาขัดเกลาตนเอง ลดละ ปล่อยวางความยึดมั่นใน "ตัวกูของกู" เอื้อให้เกิดคุณธรรมความดีงาม ความเบิกบานในจิตใจ มีปัญญาเข้าใจสัจธรรมของชีวิตและโลก

คนที่ได้รับการพัฒนาดังนี้แล้ว จะดำรงชีวิตอย่างมีความสุขอันประณีต มีอิสระจากการพึ่งพาหาความสุขจากภายนอก สามารถทำประโยชน์ของตนเองและผู้อื่นให้ถึงพร้อมไปด้วยกัน และมีความอ่อนน้อมถ่อมตน เคารพในความแตกต่างของบุคคล ทั้งในด้านความคิด ความเชื่อ และวิถีปฏิบัติของบุคคลและสังคมอื่น ลดละความยึดมั่นถือมั่นในตน เอื้อให้ทั้งบุคคลและสังคมเกิดความสุขสงบอย่างมั่นคงและยั่งยืน


(ภาพจาก https://www.facebook.com/boonvolunteer/timeline)