ริดสีดวงทวาร กับการใช้สมุนไพร

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ

อาการริดสีดวงทวาร มาพร้อมกับพัฒนาการของมนุษย์ จากการที่เดินขนานกับพื้นดิน มาสู่การเดินในแบบหลังตรง ทำให้ลำไส้ใหญ่เกิดแรงดันมากขึ้น อันเนื่องมาจากแรงโน้มถ่วงของโลก ในสมัยพุทธกาล พระเจ้าพิมพิสาร ก็เป็นริดสีดวงทวาร นั่งที่ไหนเลือดไหลที่นั่น กระทั่งท่านชีวกโกมารภัจ มาช่วยรักษาจนหายขาด

ริดสีดวงทวาร...เกิดจากการอักเสบของหลอดเลือดดำ ที่อยู่รอบๆบริเวณทวารหนัก ทำให้มีอาการปวดและถ่ายลำบาก อาจมีหัวริดสีดวงทวาร ยื่นออกมาข้างนอก มีรูปร่างต่างๆกันออกไป เช่น เดือยไก่ กลีบมะเฟือง กลีบมะไฟ เม็ดข้าวโพด บานทะโร่ สาเหตุส่วนใหญ่มาจากท้องผูก ทานอาหารที่ไม่เหมาะสม กระทั่งท้องเสียก็ทำให้เกิดการอักเสบ บริเวณกล้ามเนื้อรอบทวารหนัก ทำให้เส้นเลือดอักเสบ หรือโป่งพองออกมาได้

อีกทั้งวิถีคนในสังคมปัจจุบัน อยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานๆ อย่างนั่งนานๆ ยืนนานๆ ไม่ออกกำลังกาย มีความเครียด ความโกรธ ความกังวล กระทั่งการมีเพศสัมพันธ์มากเกินไป ก็ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการเป็นริดสีดวงทวารทั้งสิ้น

การรักษาแผนปัจจุบัน จะเน้นการฉีดยา การผ่าตัด หรือมัดหัวริดสีดวงให้ฝ่อลง แต่ไม่ได้รับประกันว่า ริดสีดวงทวารจะกลับมาใหม่ ดูเหมือนว่าโรคริดสีดวงทวาร เป็นอาการที่ไม่น่าวิตกกังวลอะไร ยกเว้นแต่มีเลือดออกมามาก จะทำให้โลหิตจางได้ ทางการแพทย์แผนจีนมองว่า การไหลลงมาของหัวริดสีดวง หมายถึงพลังชี หรือพลังงานชีวิตไหลลงต่ำ จะทำให้ไม่เข็งแรง เป็นอาการที่ต้องรีบเยียวยา ร่วมกับการกินยาบำรุง

การแพทย์พื้นบ้านบอกว่า ริดสีดวงทวารนั้น เป็นโรคลักษณะร้อนแห้ง เกิดการกำเริบธาตุลม (วาตะ) กับธาตุไฟ (ปิตตะ) อาจเกิดจากการกำเริบธาตุน้ำ แต่จะกำเริบมาจากธาตุใด การดูแลระบบย่อยอาหาร เป็นหัวใจที่สำคัญที่สุด ดูเหมือนว่า ขมิ้นชัน เป็นสมุนไพรช่วยย่อยที่ไม่กระทบต่อธาตุใด มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ช่วยให้เนื้อเยื่อกระชับขึ้น และช่วยฆ่าเชื้อโรค โดยใช้ได้ทั้งการกินและทา อีกทั้งยังมี เพชรสังฆาต ก็เป็นสมุนไพรพื้นฐาน มาใช้รักษาริดสีดวงทวารตัวหนึ่ง มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ช่วยทำให้กล้ามเนื้อกระชับเช่นกัน ทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ใช้เป็นยากินรักษาริดสีดวงทวาร มายาวนานกว่าสิบปีแล้ว

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า การรักษาริดสีดวงทวาร นอกจากใช้สมุนไพรพื้นฐาน อย่างขมิ้นชัน หรือเพชรสังฆาต แต่ต้องดูที่อาการริดสีดวงอีกด้วย

ริดสีดวงที่กำเริบจากธาตุลม มีลักษณะแห้งและเย็น มีอาการปวดไม่เฉพาะที่หัวริดสีดวง แต่จะปวดหลัง ปวดท้อง ปวดกระเพาะปัสสาวะ รวมถึงมีอารมณ์แปรปรวน เครียดวิตกกังวล โดยทั่วไปหัวริดสีดวงจะไม่อักเสบ ไม่มีเลือดออก มักเป็นในผู้สูงอายุ ซึ่งใช้สมุนไพรร่วมกับสมุนไพรพื้นฐาน ที่ชุ่มชื้นและหล่อลื่น ได้แก่...

งา : มีฤทธิ์ร้อน หล่อลื่น ระบายท้อง ลดการอักเสบของหัวริดสีดวง และช่วยห้ามเลือด ส่วนน้ำมันงา ใช้ทาหัวริดสีดวง แก้อาการอักเสบ

แมงลัก : ให้ความชุ่มชื้น ใช้เม็ดแมงลัก 2 ช้อนแกง ผสมน้ำสุกอุ่น ทิ้งให้บานเต็มที่ ใส่น้ำให้มาก แต่อย่าให้ข้นไป แล้วนำมากินก่อนนอน

กระเจี๊ยบมอญ : ช่วยในการหล่อลื่น ลดอาการอักเสบ โดยนำมากินเป็นผักให้ได้มาก และกินต่อเนื่องเป็นประจำ

เม็ดในมะม่วง : มีความมัน ช่วยในการหล่อลื่น ความฝาดช่วยกระชับและสมาน โดยหั่นตากให้แห้งและบดเป็นผง นำผสมกับน้ำเชื่อมหรือน้ำผึ้ง แล้วปั้นลูกกลอนขนาดเท่าเมล็ดในพุทรา กินวันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 เม็ดก่อนอาหาร

ริดสีดวงที่กำเริบจากธาตุไฟ มักมีอาการอักเสบ มีเลือดออกที่หัวริดสีดวง รู้สึกร้อนวูบวาบตามตัว มักโกรธ ขี้โมโห อันเกิดจากกินอาหารรสจัด อาหารหมักดอง ตากแดดมาก เสียน้ำมาก กินน้ำน้อย ดังนั้น ควรงดอาหารทอด อาหารมัน หรืองดอาหารที่มีคุณสมบัติร้อน เช่น มันฝรั่ง มะเขือ มะเขือเทศ พริก โดยเฉพาะช่วงที่มีเลือดออก ควรหันมากินผักสดให้มากๆ หรือกินสมุนไพรรสขมเย็น เช่น วุ้นว่านจระเข้ ขมิ้น สะเดา ตรีผลา ส่วนสมุนไพรใช้ร่วมกับสมุนไพรพื้นฐาน ซึ่งเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็น ได้แก่...

บัวบก : นำใบบัวบกคั้นน้ำกิน หรือต้มกินเป็นประจำ

ย่านาง : รากย่านางสดหรือแห้ง 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 3-4 แก้ว โดยต้มให้เดือดนานประมาณ 30 นาที นำมากินแทนน้ำ ครั้งละ 1 แก้ว

ไผ่ : เป็นยาเย็น ให้เอาต้นและรากไผ่รวกอย่างละ 1 กำมือ ใส่น้ำพอให้ท่วมยา เติมเกลือแกงพอให้มีรสเค็ม กิน 15 วันแทนน้ำ วันละ 4-5 แก้ว

ริดสีดวงที่กำเริบจากธาตุน้ำ มักเกิดในคนอ้วน ที่ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว หัวริดสีดวงจะนิ่ม โผล่ออกมามาก มีมูกปนมากับอุจาระ ต้องงดอาหารที่จะไปเพิ่มมูก หรือเมือกมันในร่างกาย เช่น นมและผลิตภัณฑ์จากนม โดยควรกินอาหารที่มีรสร้อน เช่น พริกไทย ขิง ดีปลี ส่วนสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน ที่ใช้ร่วมกับสมุนไพรพื้นฐาน ได้แก่...

เหงือกปลาหมอ : มีรสร้อน มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ โดยใช้เหงือกปลาหมอ 2 ส่วน กับพริกไทยอีก 2 ส่วน แล้วนำมาปั้นกับน้ำผึ้ง ในขนาดเท่าเมล็ดพุทราไทย นำมากินประมาณ 1-2 เม็ด ก่อนอาหารวันละหนึ่งครั้ง

อัคคีทวาร : มีรสร้อน มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ โดยใช้ให้อัคคีทวารทั้งห้า ต้นกระเจี๊ยบแดงทั้งห้า หัวยาข้าวเย็นเหนือ หนักอย่างละ 5 บาท ใส่น้ำให้ท่วมยา ต้มให้เดือดนาน 20 นาที กินครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหารประมาณ 7 วัน

หากท่านใดมีความสนใจ เชิญเข้าเยี่ยมชมที่ศูนย์การเรียนรู้การดูแลสุขภาพภาคประชาชน ด้านการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร ได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เรื่องของสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย ณ มูลนิธิเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โทรศัพท์ 0-3721-1289 ได้เลยค่ะ