แวร์เธ่อร์ระทม

หนังสือคือแสงจันทร์

แวร์เธ่อร์ระทม โยฮันน์ โวลฟ์กัง ฟอน เกอเธ่ ประพันธ์ ถนอมนวล โอเจริญ แปล

หนังสือ แวร์เธ่อร์ระทม ของ เกอเธ่ อ่านยากในขั้นต้น

เหตุที่หยิบมาอ่านนั้น เนื่องจากเพื่อนคนหนึ่งบอกว่าหนังสือเล่มนี้ดี...จะไม่ดีพิเศษอย่างไรเล่า เพราะแวร์เธ่อร์ระทม เป็นงานประพันธ์ของ เกอเธ่ ฉันจึงยืมเพื่อนอ่านนานหลายวัน

เริ่มต้นอ่านเรื่อยๆ วันแล้ววันเล่า ในที่สุดจำต้องวางลงก่อน

"สิ่งที่พูดเหมือนอักขระโบราณสำหรับเขา" ประโยคนี้ แวร์เธ่อร์พูดในหนังสือ ตรงกับความรู้สึกของฉันในขณะนั้น ทั้งที่ผู้แปล แปลอย่างวิเศษ

หนังสืออ่านยากก็ท้าทายหัวใจและความปรารถนาของเรา งานประพันธ์ของ เกอเธ่ ใครบ้างจะไม่อยากฝ่าข้าม ฉันหยิบมาอ่านใหม่อีกครั้ง ละเลียดถ้อยคำ พินิจภาพความคิด และอารมณ์ แล้วก็พบว่ายิ่งอ่านไป อ่านไป ก็ค่อยๆจมลงในอารมณ์ของตัวหนังสือ แล้วรับรสโศกสร้อย

แวร์เธ่อร์ระทม โยฮันน์ โวลฟ์กัง เกอเธ่ ประพันธ์ ถนอมนวล โอเจริญ แปล สำนักพิมพ์คบไฟ พ.ศ. 2546

สุวรรณา สถาอานันท์ เขียนไว้ตรงหน้าคำนำว่า

"เสน่ห์อันน่าประหลาดของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่การค้นพบว่า ในที่สุดแล้วความทุกข์ของแวร์เธ่อร์มิใช่เป็นเพียงความทุกข์ของแวร์เธ่อร์เท่านั้น แต่เป็นความทุกข์ของมนุษยชาติที่ต้องถูกจองจำไว้ในสังคม เมื่อมนุษย์มาอยู่รวมกัน ต่างก็สร้างสถาบันมากมายมาควบคุม กำหนด สอดส่อง ลากเส้นแจกแจงกฎเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งร้อยรัดมนุษย์ให้อยู่ร่วมกันได้ แต่ในขณะเดียวกัน กฎเกณฑ์เหล่านั้นเองได้รัดรึงลมหายใจเข้า-ออก ของคนอย่างแวร์เธ่อร์จนสุดแสนจะทนทานได้"

ส่วนผู้แปลนอกจากจะอธิบายเรื่องการแปลไว้อย่างดี ยังเขียนบอกอีกว่า

"นวนิยายเรื่อง แวร์เธ่อร์ระทม เป็นนวนิยายของ เกอเธ่ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทวีปยุโป หลักจาก เกอเธ่ นำออกพิมพ์เผยแพร่ ในปี 1774 ได้ไม่นาน มีผู้นำนวนิยายเรื่องนี้ไปแปลเป็นภาษาต่างๆจำนวนมาก และบางภาษามีผู้แปลไว้หลายสำนวน อย่างไรก็ดี ในประเทศไทยยังไม่มีผู้ใดนำเรื่องนี้มาแปล ผู้แปลจึงคิดว่า นักอ่านคนไทยน่าจะได้อ่านงานที่มีชื่อเสียงเล่มนี้ของ เกอเธ่ บ้าง"

แวร์เธ่อร์ระทม เขียนเป็นจดหมายรำพึงความในใจ ต่อเรื่องราวต่างๆที่แวร์เธ่อร์รู้สึกนึกคิดในชีวิต เรื่องเสรีภาพของมนุษย์ ธรรมชาติ โดยเฉพาะเรื่องความรัก แวร์เธ่อร์เป็นคนอ่อนไหว เห็นใจผู้คน และรักธรรมชาติอย่างที่สุด เมื่อพบรัก เขาก็รักอย่างหมดตัวหมดใจ และจ่อมจมอยู่ในห้วงรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ผู้แปลให้รายละเอียดว่า

"เกอเธ่ ประพันธ์นวนิยายเรื่องนี้จากใจ ภาษาที่ใช้บรรยายจึงดูเหมือนหลั่งไหลมาจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณของตัวละคร บางคราไพเราะประหนึ่งกวีนิพนธ์ ครั้นยามสะเทือนใจมีแต่น้ำเสียงที่สะท้อนออกมาจากคำอุทานหรือคำตัดพ้อสั้นๆ ไร้รูปประโยคที่ชัดเจนผู้อ่านจะสะเทือนใจ และร่ำไห้ให้แก่แวร์เธ่อร์ ราวกับแวร์เธ่อร์นั้นมีตัวตนจริง"

หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นเมื่อนานแล้ว ห่างจากยุคของเรานับคร่าวๆก็กว่าสองร้อยปี ธรรมชาติเมื่อสองร้อยปีก่อนคงงามล้ำ และมีแรงดลใจให้ผู้คนอย่างที่คนยุคเรานึกไม่ถึง หมู่แมกไม้ ลำธาร ท้องฟ้า และอากาศ มีบทบรรยายธรรมชาติอันงดงามอยู่มากมาย

นวนิยายแวร์เธ่อร์ระทม มีตัวละครไม่มาก มี แวร์เธ่อร์ ล็อทเทหญิงสาวที่กำหัวใจ แวร์เธ่อร์ วิลเฮล์มเพื่อนรัก และอัลแบร์ท สามีของล็อทเท

แวร์เธ่อร์เดินทางไปทำธุระเรื่องมรดกให้มารดา และได้พบกับล็อทเท หญิงสาวอ่อนโยนน่ารัก เมื่อพบกันนั้นล็อทเทมีคู่หมั้นหมายแล้ว คู่หมั้นของเธอไปธุระต่างเมือง แวร์เธ่อร์กับล็อทเทมีความชอบและอุปนิสัยคล้ายๆกัน เช่น ชอบอ่านหนังสือ เห็นใจเพื่อนมนุษย์ รักธรรมชาติ แวร์เธ่อร์ไปนั่งคุย เดินเล่นกับเธอและน้องๆเสมอๆไม่เว้น

หนังสือแวร์เธ่อร์ระทม สิ่งแรกๆที่ฉันสัมผัสได้ คือภาพธรรมชาติกับแนวคิดเรื่องเสรีภาพของมนุษย์ ซึ่ง เกอเธ่ กล่าวไว้ตลอดทั้งเรื่อง จะว่าไปธรรมชาติสมบูรณ์เป็นสิ่งแวดล้อมเหมาะสมที่สุดของคนเรา

ถ้าขาดธรรมชาติ มนุษย์จะใช้ชีวิตอย่างยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ

"ผู้ใดก็ตามที่แม้จะยากจนต่ำต้อย แต่สามารถเข้าใจสรรพสิ่งทั้งปวง พร้อมกับเห็นว่าชาวบ้านผู้ขยันขันแข็งทุกคนมีความสุขเพียงใดที่พวกเขาสามารถสร้างผืนดินน้อยๆในรั้วบ้านให้เป็นสวรรค์ขึ้นมาได้ และยอมลำบากอดทนแบกภาระอันหนักอึ้งต่อไปโดยมิย่อท้อ ทั้งนี้เพราะพวกเขามีสิ่งสนใจสิ่งเดียวร่วมกัน นั่นคือขอเพียงได้เห็นแสงตะวันนานขึ้นอีกสักหนึ่งนาทีเท่านั้น นี่อย่างไรเล่าผู้มีความสงบสุขสร้างโลกด้วยตนเอง

"เขามีความสุขเพราะเขาเป็นมนุษย์ผู้หนึ่งถึงแม้จะอยู่ภายใต้สภาวะที่มีขอบเขตจำกัด แต่ในใจของเขาอิ่มเอมด้วยรสชาติอันอ่อนหวานของเสรีภาพอยู่เสมอ ทั้งนี้เพราะเขารู้ดีว่า เขาจะออกจากที่กักขังนี้เมื่อใดก็ได้ตามที่เขาต้องการ"

"ข้าช่างโชคดีที่สามารถเข้าใจความรู้สึกเป็นสุขอย่างง่ายๆ ของคนธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งนำหัวผักกาดที่ปลูกเองมาปรุงอาหารขึ้นโต๊ะ สำหรับเขาแล้วไม่เพียงแต่หัวผักกาดที่ให้ความปีติสุข แต่รวมทั้งยามเช้าอันสดใสของทุกวันที่เขาได้หว่านเมล็ดหัวผักกาดลงดิน และยามเย็นที่เขาเฝ้าพรวนดินรดน้ำ พลางแอบยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อเห็นเมล็ดนั้นค่อยๆเจริญงอกงาม ในชั่ววินาทีนี้แหละที่เขาได้ลิ้มรสความสุขอย่างแท้จริง"

แวร์เธ่อร์ไม่เห็นด้วยกับการทำงานที่กำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมากำกับผู้คน และการงานนั้นก็กลายเป็นเครื่องอวดตนและการแสวงหาผลประโยชน์ เขาคิดต่อต้านและบ่นอยู่ในจดหมายให้เพื่อนรักฟังเสมอๆ

"การที่ท่านบอกว่า แม่อยากเห็นข้าทำงานทำการอะไรสักอย่างหนึ่งนั้น ข้ารู้สึกขบขันมาก เวลานี้ข้ายังมิได้ทำงานอะไรอยู่ดอกหรือ มันต่างกันละหรือไม่ว่าขณะนี้ข้ากำลังนับเมล็ดถั่วลันเตาหรือเมล็ดถั่วแดง ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนมุ่งไปสู่การกระทำอันไร้สาระทั้งสิ้น ใครก็ตามที่ทำทุกอย่างเพื่อคนอื่นหรือมุ่งทำงานหนักเพื่อเงินหรือชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว โดยไม่ใส่ใจความต้องการหรือทำตามความปรารถนาในใจของตนเลยนั้น จัดได้ว่าเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา"

แวร์เธ่อร์ได้พบล็อทเท หญิงสาวที่เขาบอกว่าน่ารักที่สุด คือจุดเริ่มต้นของความรักอันลึกซึ้งทว่าทุกข์ระทม เพราะล็อทเทมีคู่หมั้นหมายและแต่งงานกัน ความรักความปรารถนาของแวร์เธ่อร์ เหมือนผลไม้สุกที่มิอาจเก็บกินได้

"โอ้ เส้นเลือดทั่วสรรพางค์กายของข้าเต้นแรงเมื่อนิ้วมือของข้าบังเอิญไปสัมผัสต้องมือนาง และเมื่อเท้าของเราบังเอิญกระทบกันที่ใต้โต๊ะ ข้ารีบชักเท้าหนีราวกับถูกพระเพลิงเผา แต่แล้วในบัดดลพลังบางอย่างอันเร้นลับกลับผลักมือและเท้าให้ไปข้างหน้าอีก ประสาทของข้าทุกส่วนหมุนคว้าง โอ! นางช่างไร้เดียงสา และมีจิตใจบริสุทธิ์ผุดผ่อง"

"วิลเฮล์ม หากโลกนี้ไร้รัก จะมีประโยชน์อันใดเล่าสำหรับหัวใจของเรา มันก็จะเป็นดังเช่นตะเกียงไร้แสงไฟ ท่านบรรจงใส่หลอดดวงเล็กเข้าไป ทันใดภาพสีสันบรรเจิดก็ปรากฏขึ้นบนผนังสีขาว

ถึงแม้มันมิใช่สิ่งใดนอกจากเงาลวงตาที่เกิดขึ้นชั่วขณะ แต่ก็สามารถทำให้เรามีความสุขเหมือนเด็กที่ยืนเฝ้ามองภาพลวงตาอันงดงามด้วยความพิศวง"

ความทุกข์ปนเศร้าจากภาพลวงตาแห่งรักยากนักที่จะถอนใจจาก แวร์เธ่อร์นึกถึงล็อทเททุกลมหายใจ ในขณะ ที่ล็อทเทกับอัลแบร์ทก็เป็นเพื่อนที่ดีอยู่เสมอ ความใกล้ชิดสนิทสนมรังแต่จะทำให้ร้าวใจหัวใจมนุษย์เป็นอวัยวะที่เข้มแข็งที่สุด ขณะเดียวกันก็อ่อนแอและบอบบางที่สุด แวร์เธ่อร์ตัดสินใจจากไปทำงานที่เขาคิดต่อต้านมาตลอดที่เมืองอื่น ทว่ายิ่งห่างไกลยิ่งทำให้เขารวดร้าว ไม่นานเท่าไหร่เขาก็ออกจากงานเพราะขัดแย้งกับผู้ใหญ่ แวร์เธ่อร์กลับมายังสถานที่ที่หัวใจเรียกร้องคืออยู่ใกล้ๆกับล็อทเทอีกครั้ง

"หากมิใช่เป็นเพราะบางเวลาความทุกข์เพลาลงและล็อทเทได้ปลอบประโลมใจ อนุญาตให้ข้าหลั่งน้ำตาลงบนฝ่ามือของนางแล้วไซร้ ข้าต้องไปให้ไกลจากที่นี่ ต้องออกไปเร่ร่อนในทุ่งกว้าง ไปปีนเขาที่ลาดชันที่ทำให้ข้ามีความสุข ไปแผ้วถางทางรกชัฏในป่าทึบ ฝ่าสุมทุมพุ่มไม้และพงหนามที่ทิ่มแทงร่างกายข้า นั่นแหละข้าจะรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง"

"บางขณะข้าไม่เข้าใจว่าชายอื่นมารักนางได้อย่างไร กล้าดีอย่างไรมารักนาง ในเมื่อตัวข้ารักนางเพียงผู้เดียว รักอย่างลึกซึ้งและสุดขั้วหัวใจ ข้าไม่รู้จักสิ่งอื่นใดนอกจากนางคนเดียว!"

"ข้ามีทุกอย่างมากมาย แต่ความรักที่มีต่อนางได้ดูดซับทุกอย่างไปสิ้น ข้ามีทุกอย่างล้นเหลือ แต่หากปราศจากนางทุกสิ่งก็ไร้ค่า"

ท้ายที่สุดแล้วคนช้ำรัก หัวใจเปราะบางจะทำอย่างไรกับความรักที่เป็นดังเพลิงเผาใจ

"โอ้ ลมในฤดูใบไม้ผลิ เจ้ามาปลุกข้าทำไมกัน เจ้ากล่าวคำหวาน โอ้โลมว่า จะประพรมข้าให้ชุ่มชื่น

ด้วยหยดน้ำแห่งสวรรค์ แต่วันเวลาแห่งความเหี่ยวเฉาของข้าใกล้มาถึงแล้ว ลมพายุซึ่งจะพัดใบของข้าให้ร่วงหล่นกำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ พรุ่งนี้ผู้สัญจรร่อนเร่จะมาถึง เขาผู้เคยเห็นความงดงามของข้ากำลังจะมา นัยน์ตาของเขาจะมองหาข้าไปรอบๆในท้องทุ่ง แต่จะหาข้าไม่พบ"

แวร์เธ่อร์ระทม ดังที่เกริ่นในตอนต้นว่าอ่านยากในขั้นต้น และเมื่ออ่านไปเราจะค่อยๆเข้าใจถ้อยคำ นั่นเพราะ เกอเธ่ ประพันธ์เรื่องในรูปของการเขียนจดหมาย จดหมายถือเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องเฉพาะของคนสองคนซึ่งไว้วางใจกัน จึงขีดเขียนอย่างอิสระตามใจตามอารมณ์ จะรำพึงรำพันอย่างไรก็ย่อมได้ไม่มีใครว่า จะเขียนไปสองคำแล้วหยุด นึกได้ก็เขียนอีกสามสี่ประโยคแล้วพร่ำคำนึงอีก หากนำหัวใจของการอ่านจดหมายมาใช้กับการอ่านหนังสือแวร์เธ่อร์ระทม ก็จะเพิ่มพูนรสการอ่านให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

แวร์เธ่อร์ผู้น่าสงสารถูกมนต์แห่งรักครอบงำอารมณ์ความรู้สึก มนต์นั้นร่ายเป่าลมหายใจ และโชยมาถึงคนอ่าน ความเศร้าสร้อยคือดอกไม้ที่ผลิบานออกมากับลมหายใจของแวร์เธ่อร์ให้เราได้โศกเศร้าไปด้วย

เกอเธ่ มิใช่คนธรรมดา เขาเป็นยิ่งกว่าคำว่า "พิเศษ" นักปราชญ์เอกท่านหนึ่งของโลก เกิดเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2292 เกอเธ่ มีอิทธิพลต่อโลกวรรณกรรมอย่างยากที่จะมีใครเทียมได้

แวร์เธ่อร์ระทม ใช่จะพบแต่เรื่องราวระทมใจ มีความให้คิดอีกหลายหลายประการในทุกๆหน้ากระดาษ ความคิดความคมเหล่านี้เป็นจริงเสียยิ่งกว่าจริง มีอยู่ถมไปในสังคมมนุษย์ มนุษย์นั้นเข้าใจยาก นับวันสังคมก็ยิ่งซับซ้อนยุ่งเหยิง การย้อนกลับไปอ่านหนังสือที่เขียนไว้เนิ่นนานเล่มนี้ เรื่องราวของความรัก สังคม จะทำให้เราได้ขัดเกลาอารมณ์ความคิดให้อ่อนโยนและแหลมคม ดังเช่นที่ เกอเธ่ เขียนไว้

"บุคคลประเภทนี้ก่อความยุ่งยากให้แก่ตนเองและแก่ผู้อื่น แต่ทว่าเราจำเป็นต้องยอมรับและทำใจเหมือนเช่นนักเดินทางผู้ต้องเดินทางข้ามภูเขา หากไม่มีภูเขาขวางหน้า หนทางที่เดินคงจะสั้นกว่านี้และไม่ลำบากเท่านี้ แต่ในเมื่อภูเขาอยู่ตรงนี้ เราก็จำเป็นต้องข้ามไป"

"ข้าเริ่มสังเกตเห็นเด่นชัดขึ้นทุกวันว่าการที่เราเอาตัวของเราตัดสินคนอื่นเป็นเรื่องโง่เขลา"

"โธ่! ชีวิตมนุษย์ไม่จีรังยั่งยืน แม้แต่ในความทรงจำและในจิตใจของผู้ที่รักเขา ที่ซึ่งเขาเชื่อมั่นว่าเขามีตัวตนและสร้างความประทับใจไว้ยามเมื่อเขาอยู่ใกล้ แม้แต่ในที่ดังกล่าวเขายังต้องสลายและหายไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน"

อย่างไรก็ดี แวร์เธ่อร์มิได้ผ่านโลกไปเพียงลำพัง เพราะมนุษย์ร้อยโยงกันด้วยความสุขและทุกข์โศก ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเพียงใดก็ตาม นวนิยายเรื่องนี้สมควรยิ่งที่จะต้องอ่านเพราะเราต่างก็เป็น "อาคันตุกะผู้โศกเศร้า" บนโลกใบนี้ (อาคันตุกะผู้โศกเศร้า ยืมคำมาจากบทนิพนธ์ของ เกอเธ่)