มหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ ของท่าน ว. วชิรเมธี

นัดพบ

จำเนียรกาลผ่านไปเพียงไม่กี่ปี ไร่เชิญตะวัน ของท่านว. วชิรเมธี งดงามเบิกบานอย่างยิ่งในทางพุทธธรรม จากสถานที่เปิดให้ญาติธรรมใช้เป็นสถานที่เจริญสติ และนั่งวิปัสสนากรรมฐาน บัดนี้ ท่านยังประสงค์ใช้เนื้อที่ราว 200 ไร่ เป็นที่ตั้งของ "มหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์" เพื่อสอนธรรมะคู่ไปกับเศรษฐกิจซึ่งก็คือ "เศรษฐธรรม" แก่ชาวไร่ชาวนาที่ถูกปนเปื้อนด้วยสารเคมีกว่าค่อนชีวิต

"ตอนมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ เวลามีลมพัดโชยมาแทนที่อาตมาจะได้กลิ่นสะอาดของธรรมชาติ เปล่าเลยอาตมากลับได้กลิ่นสารเคมีลอยมากับสายลม แสดงว่าคนที่นี่ใช้สารเคมีกันอย่างมหาศาล"

แรกทีเดียวเมื่อพระอาจารย์มาจำพรรษาที่ไร่เชิญตะวัน ท่านคิดทำถึงเรื่องใดก่อนคะ

ความฝันของพระอาจารย์คือ ประสงค์อยากให้สถานที่ทั้งหมดนี้เป็นศูนย์วิปัสสนาสำหรับชาวไทยและชาวต่างชาติ จึงตั้งชื่อว่า อินเตอร์เนชั่นแนล เมดิเทชั่น เซ็นเตอร์ ซึ่งคือวิชั่นหนึ่งเดียวของเรา พระอาจารย์ต้องการเผยแผ่พระพุทะศาสนาเชิงรุก และเชิงลึก

เชิงรุกก็คือไม่ต้องรอให้ใครอาราธนา เรามีอะไรที่อยากจะทำก็ทำเลย เห็นปัญหาสังคมเรื่องใดที่อยากจะแก้เราแก้เลย ไม่ต้องรอให้เดือดร้อนแล้วให้คนเอาจดหมายมานิมนต์ การรอเช่นที่ว่านั้นคือการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรับ ซึ่งไม่ทันต่อการแก้ปัญหาสังคมในทุกวันนี้ เหตุเพราะปัญหาสังคมมีมาก อีกทั้งยังซับซ้อนมากขึ้น พระอาจารย์จึงอยากทำในเชิงรุก

เมื่อสังคมมีปัญหาอะไร เราลงมือแก้ไขทันทีโดยใช้ไร่เชิญตะวันเป็นศูนย์กลาง พระอาจารย์ถือหลัก ททท. คือ "ทำทันที" Do It Now และเชิงลึกคือการสอนวิปัสสนากรรมฐานทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ปีหน้าเป็นต้นไปจะเป็นปีที่เราเปิดให้กับชาวต่างชาติมาเข้าคอร์สภาวนา

พระอาจารย์กำลังจะบอกว่ามีชาวต่างชาติสนใจเรื่องวิปัสสนากรรมฐานเป็นอย่างมาก

เขามีความสนใจเป็นอันมาก เพราะพระอาจารย์ไปสอนเมืองนอกทุกปี แต่ตั้งใจว่าปีหน้าเป็นต้นไปจะลดงานไปเทศนาธรรมเมืองนอกลง 4-5 ปีมานี้พระอาจารย์ไปเมืองนอกปีละ 3-6 เดือน ปีนี้ก็ไปนานถึง 4 เดือน ไปครั้งหนึ่ง 7-8 ประเทศบางปีก็ 13 ประเทศ เมื่อเป็นที่รู้จักกันพอสมควรแล้ว ในอนาคตเราจะหยุดเพื่อที่จะให้เขามาเรียนรู้กับเราโดยตรงที่นี่ เพราะสถานที่มันเอื้อ เวลาที่เราไปต่างประเทศบางครั้งผู้จัดเขาก็ต้องไปเช่าฮอลล์ใหญ่ๆ เช่าสวนสาธารณะ เพื่อมาเรียนธรรมะกับเรา สิ่งที่เห็นคือบางประเทศก็พร้อม บางประเทศก็ไม่พร้อม แต่ถ้ามาที่ไร่เชิญตะวันสถานที่เราเกือบ 200 ไร่ เพียบพร้อมทุกอย่าง เนื้อที่ทั้งหมดเราแบ่งออกเป็น 3 โซน

โซนที่ 1 เพื่อการศึกษา โซนที่ 2 เศรษฐกิจ คือโรงเรียนชาวนาพุทธเศรษฐศาสตร์ ผลิตพืชผักออร์แกนิค โซนที่ 3 เพื่อกล่อมเกลาจิตใจ

"การศึกษา เศรษฐกิจ จิตใจ" จึงเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับการสอนสมาธิ ภาวนา และเผยแผ่พระพุทธศาสนา

ต่างชาติเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาด้านใดคะ

เขาสนใจอยู่ 2 เรื่อง 1. คำสอนที่มีความเป็นสากล เพราะสามารถเข้ากันได้กับวิทยาศาสตร์ 2. สนใจศาสนาเชิงลึกคือสมาธิภาวนา ปัจจุบันฝรั่งมีแนวโน้มสนใจพระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้นๆ ทั่วโลก แม้แต่ท่านดาไลลามะยังสามารถไปเทศนาในรัฐสภาอเมริกาได้ ล่าสุดมีหนังสือเล่มหนึ่งขายดีมาก ชื่อ My who nation หนังสือเล่มนี้สอนการเจริญสติ แต่เขียนโดย ส.ว. อเมริกา ส่วนอีกเล่มหนึ่งคือ The power of now ตีพิมพ์เผยแพร่ไปทั่วโลกปัจจุบันบริษัทชั้นนำของโลกหลายแห่ง เช่น Google ก็ให้พนักงานฝึกเจริญสติ เหล่านี้คือแนวโน้มการยอมรับในหลักพระพุทธศาสนาในตะวันตกที่นับวันจะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นๆ

อาตมาก็คิดว่าเมืองไทยเรานี้ยังปรับตัวไม่ทันกับความต้องการพระพุทธศาสนาของชาวโลก พระสงฆ์ของเรา ชาวพุทธของเรายังมัวเมาหมกมุ่นอยู่กับเรื่อง ยศช้าง ขุนนาง พระ หรือยศทรัพย์อำนาจ และเครื่องรางของขลัง ในขณะที่ชาวต่างชาตินั้นเจาะไปที่แก่น คือการเจริญสติ เพราะฉะนั้นเราจึงควรจะมีสถานที่สักแห่งหนึ่งที่จะเป็นเหมือนโอเอซิสทางจิตวิญญาณให้กับชาวโลกธรรม

เหตุผลง่ายๆ ที่เลือกสถานที่แห่งนี้คือ เพราะเชียงรายเป็นจังหวัดบ้านเกิด อยากทำอะไรให้บ้านเกิดเมืองนอนบ้าง หลังจากไปทำให้กรุงเทพฯ อยู่ตั้ง 14 ปี คิดตลอดว่าเราก็ทำอะไรให้กรุงเทพฯตั้งมากมาย แต่กลับมิได้ทำสิ่งใดให้บ้านเกิดเมืองนอนเลย ก็คิดว่าเราทำทางด้านธรรมะนั้นดีที่สุดแล้ว จะไปวาดรูปเหมือนเฉลิมชัยก็มือไม่ถึง สิ่งที่ทำได้เต็มที่ก็คือนำธรรมะมาตอบแทนแผ่นดินถิ่นเกิด วาดธรรมะลงในใจพุทธศาสนิกชนนั้นยิ่งใหญ่ที่สุด

การที่ฝรั่งสนใจพระพุทธศาสนาพระอาจารย์มีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างไร

ฝรั่งสนใจพระพุทธศาสนานั้นเกิดจาก 2 กระแส ระลอกที่ 1 เนื่องเพราะกระแสฮิปปี้ เกิดในยุคซิกส์ตี้ ซึ่งเป็นยุคที่อเมริกันชนวัยรุ่นต่อต้านสงครามเวียดนาม ในยุคนั้นก็จะมีฮิปปี้หรือกูรูจากอินเดีย นำลัทธิหริกฤษณะเข้าไปในอเมริกา ซึ่งเป็นที่ยอมรับของวัยรุ่นของอเมริกา คนเหล่านี้จะมีพฤติกรรม 5 ย. คือ ผมยาว กางเกงยีนส์ รองเท้ายาง เสื้อยับ สะพายย่าม เหล่านี้คือกระแสฮิปปี้บุปผาชน ซึ่งแสดงออกถึงการต่อต้านนโยบายของรัฐบาลอเมริกา และสงครามเวียดนาม ในรูปแบบของการกลับคืนสู่ธรรมชาติ Back to Basic โดยปฏิเสธกฎเกณฑ์ต่างๆ ของสังคม เสรีนิยมทางเพศ พวกเขาสูบกัญชากันด้วย ใช้ชีวิตแบบสุดโต่ง ปล่อยตัวปล่อยใจ เพราะยุคนั้นอเมริกาได้ชื่อว่าสุดโต่งทางวัตถุนิยมไปแล้ว พวกวัยรุ่นที่ลุกขึ้นมาต่อต้านก็สุดโต่งไปทางจิตนิยม นี่คือระลอกที่ 1 ที่พระพุทธศาสนาจากโลกตะวันออกเข้าสู่อเมริกา

ระลอกที่ 2 เป็นพระพุทธศาสนาสายเซนจากญี่ปุ่น ไปลงหลักปักฐานที่ซานฟรานซิสโก ชิคาโก้ และนิวยอร์ก โดยการนำของนักปราชญ์เซนหลายท่าน แต่ที่ประสบความสำเร็จที่สุดก็คือ ดี ที ซูซูกิ จนมีอาจารย์เซนคนหนึ่ง ได้มาเป็นอาจารย์ของ สตีฟ จ๊อบ ผู้ล่วงลับด้วย เพราะฉะนั้น สตีฟ จ๊อบ จึงเป็นสาวกคนหนึ่งของนิกายเซน และได้นำปรัชญาต่างๆ ของเซนมาออกแบบสินค้าในตระกูลแอปเปิ้ล ที่เน้นความเรียบง่ายแต่ทรงประสิทธิภาพสูง

ระลอกที่ 3 ดาไลลามะ และ ท่านติช นัท ฮันห์ สององค์นี้บ้านแตกสาแหรกขาด ลี้ภัยทางการเมือง กระทั้งใช้เวทีของสหประชาชาติ ยูเอ็น โลกตะวันตก เพื่อเรียกร้องสันติภาพ พร้อมๆ กับเป็นเวทีในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา จนเป็นที่รู้จักมาจนถึงทุกวันนี้

ระลอกที่ 4 เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง โดยการนำหลวงพ่อชาท่านนำไปเอง ชวนฝรั่งให้หันมาศึกษาพระพุทธศาสนาสายเถรวาทเราอย่างกว้างขวาง เพราะฉะนั้นพระภิกษุชาวไทยที่พอจะเอ่ยอ้างในเวทีโลกได้คือ "หลวงพ่อชา สุภัทโท"

ระหว่างที่กาลพระพุทธศาสนาเข้าไปยังตะวันตกทั้ง 4 ระลอกนี้ถือว่าเป็นภูมิปัญญาตะวันออก ที่เข้าไปสู่ตะวันตก ทำให้ชาวตะวันตกรู้จักพระพุทธศาสนามาจนถึงทุกวันนี้ สิ่งหนึ่งที่เข้าไปด้วยคือตำรับตำราและตัวหนังสือทั้งหลาย ปัจจุบันตำรับตำราดีๆ ทางพระพุทธศาสนาอยู่ในมือของชาวต่างชาติทั้งนั้น แม้กระทั่งพระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษ อังกฤษก็เป็นชาติแรกที่ทำการแปลและจัดพิมพ์ หาใช่ชาวไทยไม่

เพราะฉะนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าการพระพุทธศาสนาในตะวันตกนั้นในรอบ 100 ปีที่ผ่านมาก็ถือว่าลงหลักปักฐานพอสมควร

กระแสข่าวที่พระศาสนาถูกระทำจากเดียรถีนอกรีด จนเกิดการหวั่นเกรงว่าพระศาสนาจะหมองมัว กระทบต่อชาวต่างชาติที่กำลังจะเจริญรอยตามองค์พระศาสดาอย่างไรบ้าง

อาตมาว่าคงกระทบต่อชาวฝรั่งตะวันตกไม่มาก แต่กระทบต่อชาวไทยด้วยกันมากกว่า ฝรั่งเขาศึกษาอย่างจริงจัง เขาสามารถแยกเนื้อหาออกจากบุคคลได้ ต่างกับชาวไทยที่เน้นศรัทธามากว่าปัญญา เน้นบุญกุศลมากกว่าวิปัสสนากรรมฐาน ฉะนั้นอาตมาจึงว่าถ้าจะกระทบก็กระทบชาวไทยเสียมากกว่า

เพราะชาวไทยปฏิสัมพันธ์กับศาสนาโดยศรัทธา ชาวตะวันตกปฏิสัมพันธ์กับศาสนาโดยปัญญา จุดเน้นจึงต่างกันเพราะฉะนั้นเขาจึงไม่กระทบมาก

พระอาจารย์มองว่าเขาลึกซึ้งกว่าเรา

เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าอุปนิสัยอย่างหนึ่งของฝรั่งคือทำอะไรเขาทำจริง มีฝรั่งคนหนึ่งมาสัมภาษณ์อาตมา 3 ปีแล้ว ก่อนหน้านี้เขาเคยสัมภาษณ์องค์ดาไล ลามะ แล้วเขียนหนังสือออกมาเล่มหนึ่งและได้แปลออกไปถึง 45 ภาษา พบกันล่าสุดอาตมาถามว่าเขียนไปได้แค่ไหนแล้ว เขาตอบว่าผมยังไม่กล้าลงมือเขียนเลย ตอนนี้ต้องอ่านหนังสือเพิ่มอีกเป็น 100 เล่ม เพื่อที่จะรู้จักพระพุทธศาสนาในเมืองไทยให้ดีที่สุด แล้วจึงนำบทสัมภาษณ์ของอาตมาไปเรียบเรียง นี่คือตัวอย่างหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องอุปนิสัยของฝรั่งที่มักทำอะไรทำจริง ชอบที่จะลงลึก และวิจัยก่อนจะวิจารณ์ ส่วนคนไทยนั้นชอบวิจารณ์โดยไม่ต้องวิจัย นึกจะพูดอะไรก็โพล่งออกมา นึกจะประเมินหรือตัดสินใครก็ว่ากันไปเลยโดยไม่พิจารณาให้รอบคอบ ฝรั่งนั้นเขาต้องได้ความรู้จริงๆ ตกลงลึกจนกระทั้งตกผลึก แล้วจึงผลิตผลงานออกมา

ฉะนั้นเมื่อฝรั่งมาสนใจพระพุทธศาสนานี้ เขาจึงมุ่งที่แก่น ปีก่อนอาตมา ไปเยี่ยมมหาวิทยาลัยฮาร์ดเวิร์ด โปรเฟสเซอร์คนหนึ่งเอาหนังสือดีๆ มาให้ ซึ่งเขียนถึงพระพุทธศาสนากับสถานการณ์ของโลก เช่น พุทธศาสนากับนิติศาสตร์ พุทธศาสนากับรัฐศาสตร์ พุทธศาสนากับเศรษฐศาสตร์ พุทธศาสนากับสิ่งแวดล้อม หนังสือดีๆ เช่นนี้ในบ้านเมืองเรายังไม่มีใครเขียน มีแต่อิทธิปาฏิหาริย์ ทรงเจ้าเข้าผี ตัดเวรตัดกรรมเราแทบไม่มีส่วนในการแก้ปัญหาของชาวโลกโดยใช้มุมมองของพุทธ แต่ฝรั่งเขาทำให้เราดู เหล่านี้เป็นเรื่องที่ทำให้เราต้องคิดว่าเรา ได้รับประโยชน์จากพระพุทธศาสนาคุ้มค่าหรือไม่

เราจึงไม่ต่างอะไรจากกบเท่านั่งเฝ้ากอบัวอยู่ตรงนี้แหละ แต่เรากลับไม่ได้ลิ้มชิมรสบัว ไม่ได้ลิ้มชิมรสหวานจากเกสรบัว เหตุปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้อาตมายกเลิกงาน Job ทั้งหมดลงไป แล้วหันมาเน้นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุก ที่เรียกว่าการจัดคอร์สวิปัสสนากรรมฐาน

เพราะหนึ่งครั้งที่เราฟังธรรมะบรรยาย กับหนึ่งวันที่เรามานั่งปฏิบัติ ผลลัพธ์ต่างกันโดยสิ้นเชิง การฟังบรรยายนั้นให้ความรื่นเริงบันเทิงทางปัญญา แต่น้อยคนนักที่จะรู้ตื่นจากการฟัง แต่การปฏิบัติคือการได้ลงลึก หนึ่งวันนั้นจึงทำให้คนเปลี่ยนแปลงไปมากต่อมาก อาตมาจึงเลือกที่จะทิ้งงานรับแขก งานพบปะ งานเสวนา งานเดินสายบรรยายธรรมลง ใน 100 งาน อาจจะไปสัก 1 งาน เพื่อที่จะเอาเวลาทั้งหมดมาทุ่มกับการสอนสมาธิภาวนา ซึ่งเป็นแก่นของพระพุทธศาสนา

ขณะนี้พระอาจารย์ได้ก่อตั้งมหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ในไร่เชิญตะวัน มีวัตถุประสงค์เช่นไรคะ

มี 2 เหตุผลด้วยกัน 1. สภาพแวดล้อมที่รายล้อมสำนักสงฆ์ของอาตมาอยู่นี้ เป็นชุมชนที่ปลูกลำไยและปลูกกระท้อน มากที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้ ตำบลห้วยสักคือตำบลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีถึง 30 หมู่บ้าน ทั้งตำบลมีอาชีพเป็นชาวไร่ ปลูกกระท้อน ปลูกลำไย ปลูกลิ้นจี่ ปลูกปาล์ม ปลูกเงาะ ทำนา ถือว่าเป็นพื้นที่ลุ่มอ่างเก็บน้ำห้วยสัก

ตอนที่อาตมาภาพมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ ก็สังเกตว่า ชาวบ้านในย่านนี้ใช้สารเคมีกันมหาศาล เมื่อถึงฤดูทำไร่เกษตรกรฉีดสารเคมีลงในพืชพันธุ์ธัญญาหารที่เขาปลูก พอหน้าฝน น้ำฝนก็จะชะล้างทุกอย่างลงไปในอ่างเก็บน้ำ แล้วเขาก็กลับมาบริโภคน้ำนั้น เขาก็เจ็บไข้ได้ป่วย บางปีปลาตายลอยฟ่องไปหมด ชาวบ้านจะไม่ค่อยสำเหนียกเพราะเขาอยู่ปลายน้ำ แต่อาตมาอยู่ต้นน้ำและห็น โยมเชื่อมั้ยว่ากลางวันเช่นนี้เมื่อ 4 ปีก่อน เวลาลมพัดมาเราจะได้กลิ่นยาฆ่าแมลงอ่อนๆ ปนมา อาตมารู้ได้ทันทีว่าถ้าขืนยังอยู่ไปอย่างนี้อาตมาอายุสั้นแน่นอน

นี่คือเรื่องที่ 1 คือ อาตมาจึงมีความตั้งใจว่าจะต้องนำพาเกษตรกรเดินออกจากเส้นทางสายเคมีให้ได้ เรื่องที่ 2 วันหนึ่งอาตมาลงไปเทศน์ในหมู่บ้าน ก่อนจะเทศน์ชาวบ้านมากระซิบข้างธรรมาสน์ว่าไม่ต้องเทศน์นานก็ได้ อาตมาก็สะเทือนใจว่าทำไมไม่ให้เทศน์นาน เพราะปกติเราไปเทศน์ที่ไหนก็ตามต้องจองล่วงหน้าเป็นปีๆ แล้วไม่มีสักที่หนึ่งที่ไม่อยากให้เราเทศน์นาน มีแต่เทศน์แล้วไม่ให้กลับ 1-2 ชั่วโมงยังว่าน้อยเกินไปเลย ทุกวันนี้จะไปที่ไหนเขาขอให้ 3 ชั่วโมงทั้งนั้น แล้วต้องรออาตมาเป็นปี บางแห่ง 2-3 ปีเราถึงจัดคิวให้ได้ แต่ที่นี่เราลงไปเทศน์โปรดแท้ๆกลับปฏิเสธว่าไม่ต้องเทศน์นาน

อาตมาก็ถามกลับไปมาทำไม ชาวบ้านบอกว่าถ้าพระอาจารย์เทศน์นานเดี๋ยวจะสายชาวบ้านจะต้องไปรับจ้างทำงาน อาตมาก็สะท้อนใจ แต่ก็นึกในใจว่าจริงของเขานะ ตราบใดที่ชาวบ้านเขายังไม่อิ่มเอาธรรมะไปให้เขาเท่าไหร่ก็ไม่มีความหมายหรอก "ท้องไม่อิ่ม ธรรมะไม่อุ่นหรอก" ป่วยการพาเขาเข้านิพพานถ้าเขายังไม่มีข้าวกิน

เรื่องนี้ยังสอดคล้องกับพระไตรปิฎก ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าไปแสดงธรรม มีคนฟังนับหมื่นแต่พระองค์ไม่ยอมเทศน์ เพราะสังเกตเห็นชายคนหนึ่งซึ่งมาถึงหลังสุด ชายคนนั้นไม่ได้กินข้าว พระพุทธเจ้าสั่งให้จัดสำรับให้ชายคนนั้นกินข้าว เมื่อเขากินอิ่มพระองค์จึงเริ่มเทศนาธรรม และเมื่อสดับจนจบชายคนนั้นได้บรรลุธรรม

เรื่องนี้สะท้อนว่าพระพุทธองค์ และศาสนาพุทธให้ความสำคัญกับมิติทางเศรษฐกิจและจิตใจว่าเชื่อมโยงกัน คนท้องไม่อิ่มนำธรรมะไปให้เขาจึงไม่มีประโยชน์ เพราะเขายังมีความกังวล ยังมีนิวรณ์อยู่ ร่างกายเขาไม่พร้อม เผอิญว่าอาตมาได้ไปพบกับ 2 สาเหตุนี้ เราจึงมานั่งครุ่นคิดพิจารณาว่าพระพุทธองค์นี้ตรัสเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการทำมาหากินเอาไว้มาก ธรรมะที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและการทำมาหากินเหล่านั้นเรารียกว่า "เศรษฐธรรม"

การนำเอาธรรมะเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับชีวิตประจำวันก็คือเศรษฐกิจ อาตมาถือว่าเป็นการช่วยชาวบ้าน เราก็ควรจะตั้งสถาบันการศึกษาส่วนตัวขึ้นมาเพื่อให้ชาวบ้านนั้นรู้จักทำมาหากินกับทำมาหาธรรมจึงเรียกสถาบันการศึกษาทางเลือกนี้ว่า "มหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์"

ทำไมจึงใช้คำว่า "มหาวิชชาลัย" ก็เพื่อเป็นการแสดงอย่างชัดเจนว่าเราเลือกที่จะเป็นสถาบันการศึกษานอกระบบ กำหนดหลักสูตรเอง สร้างสรรค์พัฒนากระบวนการเรียนการสอนเอง ฉะนั้นเราจึงเป็นอิสระทางปัญญาและวิชาการเต็มที่

ส่วน "พุทธเศรษฐศาสตร์" ก็หมายถึงการทำมาหากินของพระพุทธเจ้า นำธรรมะเป็นหลักสูตรให้นักเรียนเพื่อสอนที่นี่ และจากนั้นเราก็มี Subset คือแบ่งแยกเป็นหน่วยงานย่อยๆ ซอยออกไป

เช่น 1. พุทธศาสนากับการศึกษา 2. พุทธศาสนากับสิ่งแวดล้อม 3. พุทธศาสนากับพุทธเศรษฐศาสตร์ 4. พุทธศาสนากับสันติภาพ 5. พุทธศาสนากับสุขภาวะองค์รวม

ในแง่ของพุทธศาสนากับพุทธเศรษฐศาสตร์ เราก็ตั้งเป็น "โรงเรียนชาวนาพุทธเศรษฐศาสตร์" ขึ้นมา โดยร่วมกับจังหวัดเชียงราย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายมีคำสั่งแต่งตั้งอย่างถูกต้องให้ก่อตั้งโรงเรียนชาวนาพุทธเศรษฐศาสตร์ขึ้นมาเพื่อฝึกสัมมาอาชีพให้กับเกษตรกรทั้งจังหวัดเชียงราย ตอนนี้ลามไปถึงพะเยา เราจึงมีนักเรียนชาวนาพุทธเศรษฐศาสตร์ไปถึงรุ่นที่ 9 แล้ว

แต่ละรุ่นเราเรียกว่า "สิงห์" คือสิงห์ 1-9 ที่เรียกว่าสิงห์เพราะเชียงรายมีของดีอยู่อย่างหนึ่งคือพระสิงห์เชียงแสน เราจึงอยากให้ชาวนาเหล่านี้เป็นตัวจริง จึงยืมคำว่าสิงห์ซึ่งหมายถึง "ความเป็นตัวจริง" นักเรียนชาวนาหลักสูตรระยะสั้นเหล่านี้ตอนนี้มีกว่า 3,000 คน แต่อาตมาภาพยังคิดว่าไม่พอ จึงดำริที่จะทำหลักสูตรชาวนามืออาชีพหลักสูตร 1 ปี รับแค่ 100 ครอบครัว มาเรียนกับเราที่นี่ทุกวันศุกร์

ชื่อนักเรียนชาวนาก็จริง แต่ไม่ได้สอนเรื่องการทำนาเพียงอย่างเดียว แต่เน้นการสอนเกษตรกรรมอินทรีย์ทุกรูปแบบ หลักสูตร 1 ปี เพื่อให้เขาเหล่านั้นเรียนรู้ที่จะหยัดยืนด้วยตัวเองตามคำขวัญที่เราให้ไว้คือ "อัตตาหิ อัตตโนนาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน" นอกจากนั้นก็เป็นการทำมาหากินควบคู่ไปกับทำมาหาธรรม เวลาที่เขามาเรียนในนี้เขาจะได้อยู่ท่ามกลางธรรมะ แล้วก็ได้มาพบกับอาตมาอยู่เสมอๆ ได้ทั้งแนวคิดได้ทั้งธรรมะทีละนิดๆ เราไม่ยัดเยียด ไม่ใช่ว่าทุกวันศุกร์ท่าน ว. ต้องเทศน์ หาใช่แบบนั้นไม่ อาตมาจะให้ธรรมะในลักษณะน้ำหยด โดยที่ชาวบ้านเองก็จะไม่รู้เนื้อรู้ตัว นี่คือสไตล์ที่อาตมาภาพใส่ลงไปในหลักสูตรนักเรียนชาวนาพุทธเศรษฐศาสตร์

เบื้องต้นพระอาจารย์ใช้วิธีเผยแพร่แนวคิดเรื่องโรงเรียนชาวนาออกไปอย่างไรคะ

เราใช้วิธีรับสมัคร โดยทางจังหวัดได้ส่งเกษตรจังหวัดมาประสานงาน แล้วก็กลายเป็นโครงการร่วมกัน เพราะต่างเห็นพ้องกันว่าเรื่องนี้ควรทำเป็นวาระของจังหวัดเชียงราย ในที่สุดจึงกลายเป็นนโยบายของจังหวัดด้วย

นอกจากธรรมะแล้วสอนเรื่องใดบ้างแก่นักเรียนชาวนา เพราะพระอาจารย์ไม่ใช่ชาวนา

อาตมาสอนเฉพาะธรรมะ ส่วนเทคนิคต่างๆนั้น ได้รับความร่วมมือจากปราชญ์ชาวนา เช่น พ่อผ่าน ซึ่งเป็นชาวนาและทำนาจนกระทั่งประสบความสำเร็จ ปลดหนี้ปลดสินได้ ใช้ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ หรือนักวิชาการจากกรมวิชาการเกษตรที่ทางจังหวัดจัดหามาให้ กลุ่มเกษตรกรที่ทำนาจนประสบความสำเร็จ ชาวนาเงินล้านจากสุพรรณบุรี หรือ คุณโจน จันได จากเชียงใหม่ เราเชิญเขาเหล่านี้มาเป็นอาจารย์พิเศษ

กล่าวโดยรวมคือเราจะมีอาจารย์อยู่ 4 กลุ่ม 1. อาจารย์ที่เป็นพระสอนธรรมะอย่างเดียวคืออาตมาภาพ 2. อาจารย์ที่เป็นปราชญ์ชาวบ้านคือ พ่อผ่าน เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการทำเกษตรอินทรีย์ 3. อาจารย์จากสถาบันการศึกษา 4. อาจารย์พิเศษคือเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จจากวิถีอินทรีย์ ส่วนการเรียนการสอนของเราเน้น Work Shop ทุกคนต้องเป็นตัวจริงเมื่อมาเรียนกับเรากลับไปทุกคนต้องลองมือทำ

เพราะเราวางไว้แล้วว่า "มหาวิชชาลัย" แปลว่า "ที่อยู่ของความรู้อันยิ่งใหญ่" ตราบเท่าที่คุณยังไม่ลงมือทำคุณก็จะยังไม่ใช่ตัวจริง การศึกษาของเราทุกวันนี้เป็นการเรียนหนังสือแบบผีเสื้อ การศึกษาไทยจึงล้มเหลว แต่ละรายวิชาครูมักจะแจกชีทให้นักเรียนอ่านโดยขาดการฝึกฝน หรือมีบ้างก็นิดๆ หน่อยๆ ยิ่งงานวิจัยยิ่งแล้วใหญ่ 10 คนทำงานวิจัย 1 เล่ม คนหนึ่งรับอาสาเขียน แล้วที่เหลือก็เข้าชื่อแล้วก็จบเป็นด็อกเต้อร์กัน แต่ไม่มีความเป็นเลิศทางวิชาการ ที่นี่เราไม่เอาเลย เพราะเราเน้น Learnig by doing คุณเรียนเรื่องไหนคุณต้องทำเรื่องนั้น จนเกิดเป็นทักษะและความรู้แจ้งขึ้นในคนคนนั้น

ประการสำคัญคือเราไม่สนประกาศนียบัตรใดๆ ทั้งสิ้น การมีคุณภาพชีวิตที่ดีนั่นคือประกาศนียบัตร ในเมื่อเราเลือกที่จะออกนอกระบบ เราก็ต้องออกจากค่านิยมด้วย ไม่ใช้ชาวบ้านและนักเรียนของเราไปยึดติดกับเรื่องนี้ สถาบันเราไม่สนแม้กระทั่งว่าใครจะรับรองหรือไม่รับรอง เพราะเรามั่นใจว่าสิ่งที่เราต้องการคือคุณภาพชีวิตที่ดีของคน ไม่ใช่การรับรอง ต่อให้รับรองก็ไม่มีผลอะไรเพราะมันไม่มีคุณภาพ สู้เรียนจริง รู้จริง ปฏิบัติจริง ดับทุกข์ได้จริงไม่ดีกว่าหรือ เหล่านี้ต่างหากคือสิ่งที่เราต้องการ

หลังจบหลักสูตรได้มีการติดตามประเมินบ้างหรือไม่

ไปซิ อาตมาภาพเพิ่งลงไปเยี่ยมชาวนาที่อำเภอพานมาเขาตื่นตัวกันมาก กระทั่งได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนชาวนาจังหวัดเชียงรายทำนาอินทรีย์แข่งกับชาวนาจังหวัดบุรีรัมย์ บนเนื้อที่จังหวัดละ 1,000 ไร่ โครงการนี้จัดโดยกันตนา ครึ่งหนึ่งของนักเรียนชาวนาที่ได้รับคัดเลือกก็เรียนอยู่กับเรา นี่คือเครื่องการันตีถึงคุณภาพของนักเรียนชาวนาที่มาเรียนกับเรา และเป็นเกษตรอินทรีย์ตัวจริง ไม่ใช่เกษตรอินทรีย์เพราะว่าการตลาด

ของเราเกษตรก็อินทรีย์ ท้องไร่ท้องนาก็อินทรีย์ คนก็อินทรีย์ ฝรั่งมาสัมภาษณ์แล้วกลับไปเขียนว่าที่นี่คือ Organic Farm Organic Food by Organic Monk ถูกต้องทั้งหมดเพราะนั่นคือสิ่งที่เราต้องการ พืชพันธุ์ทั้งหมดของเราปลอดสารพิษ ดิน น้ำ ก็อินทรีย์เพราะเราไม่ใช้สารเคมี ตัวเกษตรกรเองก็อินทรีย์เพราะเมื่อเลิกใช้สารพาก็จะกลายเป็นคนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องการจึงไม่ใช่แค่พืชพันธุ์ธัญญาหาร แต่คือการ เปลี่ยนวิถีชีวิตวิถีเกษตรกรรม นี่คือการปฏิวัติยุคสมัยด้วยเกษตรอินทรีย์

พระอาจารย์ชี้ให้เห็นถึงเหตุปัจจัยเรื่องเกษตรอินทรีย์แก่ชาวบ้านอย่างไรว่ามีแนวโน้มที่ดีในอนาคต

อาตมาจะชี้ให้เห็นว่า คุณมีเงินมีทอง ลำไยเต็มต้น กระท้อนเต็มต้น แต่ในตัวคุณก็เต็มไปด้วยสารก่อมะเร็งเช่นกันคุณเอามั้ยล่ะ ซึ่งก็มีตัวอย่างของชาวบ้านที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่เคยมีใครยอมพูดความจริงกับชาวบ้าน พ่อค้าปุ๋ยไม่พูด นักการเมืองไม่พูด เพราะเขาเสียผลประโยชน์ ทุกคนจึงเลือกที่จะเงียบแต่ได้เงิน แต่อาตมาเป็นพระอาตมากล้าพูด เมื่ออาตมาลุกขึ้นพูดเขาก็เห็นจริงว่ามีคนตายอยู่เรื่อยๆ เนื่องจากการใช้สารเคมีมากเกินไป

อาตมาคิดว่าเราไม่ควรที่จะประนีประนอมกับอันตรายเหล่านี้ มีชาวบ้านในชุมชนไปตัดหญ้าแล้วถูกหญ้าคาบาดถึงกับต้องตัดขาทิ้งเพราะขามันเน่า และไม่ใช่เฉพาะที่นี้แห่งเดียวนะ ประเทศไทยทั้งประเทศเต็มไปด้วยสารเคมี การใช้ปุ๋ยในนาข้าวไม่เกินสองปีหน้าดินจะเสื่อมทันที ในฤดูทำนาปีที่ 3 คุณจะใช้ปุ๋ยยี่ห้อเดิมไม่ได้ พ่อค้าก็จะเตรียมปุ๋ยยี่ห้อใหม่มาขายให้เรา ชาวนาจึงตกอยู่ในวังวนของสารเคมีไม่จบไม่สิ้น เพราะฉะนั้นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ขายปุ๋ยเขาก็จะไม่พูดความจริง เพราะมันจะทำให้เขาขายปุ๋ยไม่ออก เพราะฉะนั้นอาตมาจึงเห็นว่าประเทศนี้ทั้งประเทศจึงเป็นประเทศสารเคมี ยกตัวอย่างไก่ที่เรากินก็ถูกเลี้ยงด้วยหัวอาหาร

สังคมไทยเป็นเช่นนี้เพราะเราปิดบังความจริงกัน คนรุ่นใหม่ของเราจึงเต็มไปด้วยสารปนเปื้อนในชีวิต ประเทศที่เอาเงินเป็นตัวตั้งโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพของประชาชนจะมีอนาคตได้อย่างไร

อาตมามองว่าโลกทั้งโลกกำลังตื่นด้วยอินทรีย์ จะเห็นได้ว่าอาหารออร์แกนิค พืชผลออร์แกนิค ในต่างประเทศราคาขึ้นถึงสิบเท่า ในบ้านเราเอง ณ เวลานี้ก็แพงจริงๆ เพราะว่าทุกคนเริ่มคิดถึงเรื่องสุขภาพ พร้อมทั้งหูตื่นตาตื่น แต่เรื่องเหล่านี้กลับเป็นความจริงที่ไม่มีคนอยากฟัง แต่เวลานี้เราจำเป็นต้องฟังแล้ว

เพราะสมัยก่อนอาตมาเป็นชาวนา ในท้องไร่ท้องนาของเราระหว่างกอข้าวมีปูมีปลา มีของกินเต็มไปหมด แต่เดี๋ยวนี้ระหว่างกอข้าวมีแต่น้ำใสๆ หอยเชอร์รี่ หย่อนขาลงไปก็ผื่นขึ้น ใบข้าวบาดก็อันตราย ในความสวยงามของทุ่งนาสีเขียวมันเต็มไปด้วยสารพิษ เพราะไม่มีสิ่งชีวิตอยู่ในนั้นเลย ในเมื่อเราโตมากับท้องไร่ท้องนา พอเรามาเห็นความผิดปกติเหล่านี้เราก็เสียดาย น้ำห้วยที่ไหลลงมาจากดอยผ่านกลางหมู่บ้านสมัยเป็นเด็กเราเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน เดี๋ยวนี้พ่อแม่สั่งห้ามอย่างเด็ดขาด เพราะต้นน้ำมีแต่ยาฆ่าแมลง ผู้เฒ่าผู้แก่พูดเองเลย

อาตมาจึงเห็นว่าเมื่อสังคมปนเปื้อนไปด้วยสารเคมีเช่นนี้ แล้วเราไม่ทำอะไรเลยเลือกที่จะเงียบเท่ากับเราช่วยกันส่งเสริม เราจึงเลือกที่จะพูดแบบเงียบๆ โดยไม่ไปตำหนิใครใด ๆ ทั้งสิ้นเพราะไม่อยากจะมีศัตรู แต่เลือกที่จะลงมือก่อตั้งสถาบันการศึกษาทางเลือก แล้วใช้ความรู้เป็นพลัง ด้วยวิธีการให้ความรู้ไปเรื่อยๆ ให้สิ่งดีเหล่านี้ตีวงออกไปเอง จนกระทั่งคนตื่นรู้ ถ้าสิ่งที่เราทำมันกลายเป็นการตื่นรู้ของสังคมเมื่อไหร่ อาตมาหวังว่าชาวบ้านของเราจะได้รับอานิสงส์เป็นกลุ่มแรก แล้วผู้บริโภคซึ่งเป็นปลายน้ำ ซื้อพืชผักผลไม้ไปกินเขาก็จะได้กินอาหารที่ปลอดสารพิษ เห็นว่าเราทำที่ต้นน้ำ แต่กลางน้ำ ปลายน้ำได้ประโยชน์ทั่วถึงกันหมด

ร้อยเปอร์เซ็นต์หรือยังคะของจังหวัดเชียงราย

ยังแต่ตอนนี้กระแสกำลังมาแรง อาจจะเป็นจังหวัดที่มีกระแสเกษตรอินทรีย์แรงที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้ จน สสส. อนุมัติงบให้หน่วยงานหนึ่งในจังหวัดเชียงราย เพื่อทำให้เชียงรายเป็นเมืองอาหารอินทรีย์หรือ "เชียงรายโมเดล" เพราะที่นี่ตื่นก่อนจังหวัดอื่น เพราะดูต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และมูลนิธินี้ก็มาเชื่อมกับไร่เชิญตะวันของอาตมาเพราะเราทำมาก่อนเขาอยู่แล้ว ปีนี้เข้าปีที่ 3 แล้ว ฉะนั้นความตื่นรู้มันจะค่อยๆ เพิ่มมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับเราโยนหินลงน้ำไปก้อนหนึ่งตอนนี้เรากำลังเฝ้ามองน้ำนั้นกระเพื่อมตีวงออกไป

เชื่อว่าต้องมีชาวนามาสมัครมากกว่าจำนวนที่ต้องการ พระอาจารย์จัดสรรอย่างไร

เรารับสมัคร 3,000 คน จาก 100 ครอบครัว ซึ่งความจริงมากกว่าแต่เรายกยอดไว้ในปีถัดไป เพราะเราเน้นเรียนไปด้วยวิจัยไปด้วย เราต้องการกลุ่มทดลองที่เจาะลึกจริงๆ หวังผลในเรื่องความเปลี่ยนแปลง และที่สำคัญคือ "ต้องรักจริงเพราะเราไม่บังคับใคร" ไม่มีค่าใช้จ่าย คุณต้องพึ่งตัวเอง เช่น ห่อข้าวมากิน เดินทางมาเอง เราจะไม่แจกเงินแจกทองใดๆ ทั้งสิ้น แต่เราแจกความรู้ แจกธรรมะ แจกทักษะให้ฟรีๆ สังคมไทยพังยับเยินก็เพราะเงิน เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ใช้เงินเป็นตัวตั้ง ถ้าใครมาที่นี่แสดงว่าคุณได้คัดเลือกตัวเองแล้ว และเลือกที่จะยืนอยู่ข้างเกษตรอินทรีย์มากกว่าพึ่งสารเคมี เมื่อคุณมีใจให้เรา เราก็จะให้ความรู้ตอบแทนคืนไป ใครอะไรดีๆ อาตมาจะออกไปเยี่ยม ถ้านิมนต์เราก็จะไปก่อนไม่ต้องรอนานถึง 2 ปี เพราะเราถือว่าคุณร่วมก้าวเดินในเส้นทางที่เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับเรา คุณเป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยทางด้านพุทธเศรษฐศาสตร์ร่วมกันกับเรา ฉะนั้นคุณจึงมีสิทธิพิเศษ

เกษตรกรจำเป็นต้องมีที่นาเป็นของตัวเองหรือไม่

ส่วนใหญ่มีหมด

ในหลักสูตร 1 ปี พระอาจารย์สอนอะไรแก่นักเรียนชาวนาบ้าง

สอนหัวใจเศรษฐีของพุทธเจ้า คือ "ขยันหา รักษาดี มีกัลยาณมิตร ใช้ชีวิตพอเพียง" ขยันหา-คือการสอนทักษะวิชาชีพ โดยใช้ปราชญ์ชาวบ้านเป็นผู้สอนแทน รักษาดี-สอนทักษะในการใช้เงินเราจะจัดหาเจ้าหน้าที่มาสอนการทำบัญชีครัวเรือน ทาง ธกส.และจังหวัดจะมาเป็นผู้สอน มีกลัยาณมิตร-คือนักเรียนที่มาเรียนกับเราต้องห่างจากอบายมุขโดยสิ้นเชิง เพราะอาตมาเอาชื่อตัวเองไปการันตีนักเรียนทุกคน เราจำเป็นต้องวางมาตรฐานให้สูงไว้ก่อน ถ้ามาอยู่กับเราแล้วมีพฤติกรรมอย่างนี้ คงต้องยืมคำของ สุทธิชัย หยุ่น มาใช้ คือ " ผิดจากนี้ไม่ใช่เรา" ใช้ชีวิตพอเพียง คือสอนเรื่องการรู้จักประมาณตน การอยู่ในโลกของความจริง รู้จักใช้เงินใช้ทอง รายได้ต่ำอย่ารสนิยมสูง อาตมาเทศน์เรื่องนี้นับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่ญาติโยมก็ยังมาขอฟังอยู่เรื่อยๆ

การที่มีญาติโยมมาขอฟัง "หัวใจเศรษฐี" อยู่เรื่อยๆ สะท้อนอะไรคะ

สะท้อนเรื่องความยากจนของคน อาตมาให้คนลงไปสำรวจ 4 หมู่บ้าน เชื่อมั้ยว่าเขาแบกหนี้อยู่ 90 กว่าล้าน แล้วเป็นหนี้ 250,000 บาท/ครัว มีเพียง 0.5 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นที่ไม่เป็นหนี้ คำถามคือคุณอยู่ต่างจังหวัดนะ แต่ทำไมมีหนี้สินมากมายขนาดนี้ ครั้นพอรัฐบาลพักหนี้เขาก็ไม่ได้ตื่นตัวอะไร แต่กลับไปกู้ที่อื่นเพิ่ม เมื่อไม่มีที่ให้กู้ก็ต้องไปกู้นอกระบบ บางครอบครัวติดการพนัน สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครสอนเขา พระในชุมชนก็ไม่สอน เพราะพระเองก็เล่น แต่ที่นี่เราไม่เล่นเราจึงสอนได้ ที่นี่ผีห้ามเข้า เจ้าห้ามลง องค์ห้ามประทับ ในไร่เชิญตะวันไม่มีของพวกนี้ แต่ในชุมชนลงไปดูเถอะหลวงพ่อถูกหวยบ่อยที่สุดเลย ชาวบ้านก็เล่นตาม เหล่านี้คือปัญหาของสังคมไทยทุกวันนี้ คือ ผู้นำทางจิตวิญญาณก็ไม่อยู่ในฐานะผู้นำ กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาจนมองไม่เห็นปัญหาเสียแล้ว

ฉะนั้นถ้าเราอยู่นอกวง เหมือนเรากำลังดูนักมวยเราจะเห็นว่านักมวยกำลังเผชิญกับวิกฤตอะไร เราอยู่ข้างล่างเราเห็นชัด ดังนั้น เราจึงต้องสร้างค่ายมวยขึ้นมาใหม่ เพื่อช่วยแก้ทางมวยให้เขา อาตมาก็จึงตั้งมหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์และโรงเรียนขึ้นมาอย่างไม่เร่งรีบ เพราะเราทำอย่างอื่นด้วย งานมหาวิชชาลัยเป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของมูลนิธิวิมุตตาลัย ซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษา

ไร่เชิญตะวันมีแปลงนาทดลองด้วยส่วนหนึ่ง

มีทั้งหมด 98 ไร่ อาตมาใช้เป็นห้องเรียนกลางแจ้ง มีธรรมสภาเป็นสถานที่ศึกษาดูงานของโรงเรียนชาวนา และคณะดูงานต่างๆ ที่มาจากทั่วประเทศ

เบื้องต้นพระอาจารย์หารือกับปราชญ์ชาวบ้านอย่างไรจึงเกิดความร่วมมือขึ้น

ปราชญ์ชาวบ้านเหล่านี้เขาทำของเขาอยู่แล้ว อาตมาก็ชวนว่ามาทำอะไรที่เป็นเรื่องเป็นราวกันมั้ย แต่เป็นโครงการระยะยาวนะ อีก 10-20 ปีคนถึงจะเห็น อาตมาอุปมาอุปไมยให้ฟังว่า คุณทำคนเดียวก็ไม่ต่างอะไรกับการไปยืนตะโกนอยู่คนเดียวกลางทะเลทราย กับมาช่วยกันตะโกนอยู่ในหุบเขากับอาตมาแล้วได้ยินกันทั้งหุบ อย่างไหนจึงจะเกิดประโยชน์มากกว่ากัน

ส่วนหนึ่งเขาอาจจะเชื่อมั่นในตัวเรา แล้วเขาเองก็มีของอยู่แล้ว เขาสอนจากสิ่งที่เขาทำฉะนั้นเขาจึงเป็นคนที่มีของ โดยที่อาตมามีเวทีตรงนี้ให้ อยากปลูกอะไรปลูกเพราะเรามีที่เกือบ 200 ไร่ สวทช. มาทำวิจัยอยู่ที่นี่ 2 ปีแล้ว เป็นทีมเดียวกับที่ทำวิจัยข้าวพันธุ์สิรินธรถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

สุดท้ายแล้วพระอาจารย์คิดว่าโรงเรียนชาวนาจะเติบโตขึ้นอย่างไรบ้าง

อาตมาคิดว่าตอนนี้น่าจะเติบโตอย่างช้าๆ ทั้งในแง่ของปริมาณและคุณภาพ เพราะว่าเริ่มมีนักเรียนสมัครเพิ่มขึ้นและเริ่มกระจายออกไปทั่วประเทศ อย่างตอนนี้มีพี่น้องชาวปักษ์ใต้มาสมัครเป็นจำนวนมาก ยะลา ปัตตานีก็มี มาขอเรียนนอกฤดูกาลก็มีแต่เราไม่ให้เรียน ปีหนึ่งเราเปิดครั้งเดียวคือช่วงเข้าพรรษา เพราะอาตมางดเดินทางเมืองนอก เพื่อที่จะได้คุมมาตรฐานหลักสูตรได้ พ่อครูของเราก็เหนื่อยไม่แพ้กันเพราะต้องออกเดินทางสอนทั่วประเทศ เช่น อ่างทอง สุพรรณบุรี และจะกลับมาที่นี่ในทุกวันศุกร์...