"แม่ชีก้อนทอง ปานเณ"

ผู้พิสูจน์ว่าเทวดามีจริง
ประสบการณ์ลี้ลับ

"ภูมิ" อันเป็นที่อยู่ของเทพ เทวดาและนางฟ้านั้นเรียกได้อีกอย่างว่า "สวรรค์" ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของกายทิพย์ที่เป็นกายละเอียดของชาวฟ้าชาวสวรรค์หรือผู้มีรัศมีสว่างไสวรอบกาย เหตุที่ได้อยู่ในสวรรค์หรือจุติเป็นเทวดานางฟ้าได้ก็เพราะเมื่อสมัยที่เป็นมนุษย์ได้สร้างบุญกุศลไว้เยอะ พอมาอยู่ในภูมิเทวดาก็จะอุบัติขึ้นในร่างของหนุ่มสาวที่งดงามตลอดเวลา ได้อยู่ในปราสาทที่วิจิตรสวยงาม ความเป็นอยู่สะดวกสบาย มีอาหารทิพย์และเสื้อผ้าเป็นทิพย์ มีบริวารคอยรับใช้ มีกิจกรรมทำให้เพลิดเพลิน มีการสังสรรค์ระหว่างทวยเทพด้วยกัน

เรื่องของเทวดาและสวรรค์มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 37 เรื่องทานสูตร ซึ่งกล่าวถึงสวรรค์ในชั้นต่างๆ และเหตุที่ได้มาอยู่ในสวรรค์ชั้นใดได้นั้นเพราะทำบุญมาอย่างไร เริ่มจากสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี เรื่องของสวรรค์และเทวดานี้ส่วนใหญ่ต้องเป็นผู้ที่ฝึกจิตหรือผู้ที่ฏิบัติจนจิตละเอียดเท่านั้นถึงจะเห็นหรือสัมผัสได้ ซึ่งผู้ที่ได้เห็นและคุยกับเทวดานี้มีอยู่ท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นแม่ชีอยู่วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี ท่านชื่อว่า "แม่ชีก้อนทอง ปานเณร" ท่านมาปฏิบัติธรรมที่วัดเมื่อ พ.ศ.2503 ในสมัยเริ่มแรกที่วัดยังไม่เจริญเท่าใดนัก ขณะนั้นแม่ชีก้อนทองมีอายุได้ 70 กว่าปีแล้ว ก่อนที่จะมาอยู่ที่วัดอัมพวันท่านเคยอยู่ที่สำนักปฏิบัติของหลวงพ่ออ่อน สิงห์บุรี และสำนักปฏิบัติเขาถ้ำตะโกมาก่อน เมื่อมาขออนุญาตอยู่ปฏิบัติที่วัดอัมพวัน หลวงพ่อจรัญท่านได้บอกแก่แม่ชีว่า "โยม วัดนี้ไม่มีสำนักแม่ชีนะและก็ไม่มีกุฏิชีอยู่ จะอยู่ได้หรือ โยมกลัวผีหรือเปล่าล่ะ ถ้าไม่กลัวก็อยู่บนศาลานั้น มีห้องพอจะอาศัยปฏิบัติได้" แม่ชีก้อนทองตอบว่า "ไม่กลัวผี" หลวงพ่อจรัญจึงอนุญาตให้อยู่ได้

ขณะที่อยู่ในวัดแม่ชีก้อนทองท่านได้ตั้งใจปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างจริงจัง นั่งภาวนายุบหนอพองหนอสลับกับเดินจงกรมตลอดทั้งวัน ทั้งที่วัยของท่านก็ชรามากแล้ว และตลอดเวลาที่แม่ชีเจริญกรรมฐานท่านจะขอให้หลวงพ่อจรัญสอบอารมณ์ให้แทบทุกวัน กระทั่งเวลาผ่านไปหนึ่งเดือน วันนั้นเป็นเวลาช่วงเช้า หลวงพ่อก็ไปสอบอารมณ์ให้แม่ชีก้อนทอง แม่ชีท่านก็เล่าเรื่องสำคัญให้หลวงพ่อฟังว่า "พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ฉันท่าจะลำบากเสียแล้ว เทวดามากวนเหลือเกิน" "เทวดามาทำไมล่ะโยม" หลวงพ่อสงสัย "มาชวนฉันสวดมนต์เจ้าค่ะ" หลวงพ่อรับฟังแล้วก็ไม่ได้ถามรายละเอียดมากนัก แนะนำแม่ชีให้กำหนดเห็นหนอเวลาเห็นเทวดา

เช้าวันต่อมาหลวงพ่อก็ไปสอบอารมณ์ให้แม่ชีก้อนทองอีก แม่ชีก็เล่าให้ฟังอีกว่า "หลวงพ่อเจ้าคะเทวดามาอีกแล้ว ฉันกำหนดเห็นหนอๆ เทวดาก็ไม่ยอมไปเจ้าค่ะ" "เทวดาอยู่ที่ไหน โยมถามเทวดาหรือเปล่า" "เทวดาบอกว่าอยู่ที่ต้นพิกุลข้างโบสถ์เจ้าค่ะ" เทวดามาอยู่ที่ต้นพิกุลได้อย่างไรกัน หลวงพ่อไม่แน่ใจว่าแม่ชีจะเห็นเทวดาจริงหรือไม่ "เทวดาบอกฉันว่าโดนสาปมาจากสวรรค์เพราะผิดประเวณีนางฟ้า ให้อยู่ที่ต้นพิกุลนี้เจ้าค่ะ ครบร้อยปีเมื่อไหร่ถึงจะพ้นคำสาป" แล้วแม่ชีก้อนทองก็บอกกำหนดวันเวลาที่เทวดาจะพ้นคำสาป ซึ่งหลวงพ่อก็จดเป็นหลักฐานไว้กันลืมและเป็นข้อพิสูจน์ว่าจะเป็นจริงหรือไม่ หลวงพ่อจรัลท่านได้ซักถามแม่ชีเกี่ยวกับเทวดาที่มาชวนให้แม่ชีสวดมนต์อย่างละเอียด มิใช่เจตนาจะจับผิดแต่เป็นเพราะท่านต้องการทราบความจริงหลายประการที่ตัวท่านเองก็ไม่รู้เช่นกัน แม่ชีก้อนทองก็ได้เล่าให้หลวงพ่อฟังตามที่ได้รับถ่ายทอดมาจากเทวดาซึ่งสถติอยู่ที่ต้นพิกุล ดังนี้

เรื่องแรกเทวดาบอกว่าพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์จะมีเทวดามาสถิตทุกองค์ไป เช่น พระพุทธโสธรที่แปดริ้ว ฉะเชิงเทรา พระพุทธชินราช จ.พิษณุโลก พระแก้วมรกต วัดพระแก้ว กรุงเทพฯ ฯลฯ พระเหล่านี้จะมีเทพชั้นสูงหรือเทวดาหลายองค์สถิตอยู่ ซึ่งผู้ที่ไม่มีความเคารพศรัทธาในพระพุทธรูปของตนอย่างจริงจังก็หาประโยชน์อันใดมิได้ คือแม้จะมีพระพุทธรูปล้ำค่าอยู่ในบ้าน แต่หากไม่เคยเคารพกราบไหว้ ไม่สักการบูชาเป็นประจำ ไม่เคยสวดมนต์เลย เทวดาก็ไม่อยู่ด้วยแล้ว บางบ้านมีห้องพระแต่ปล่อยให้เด็กๆ ลูกหลานไปนอนเกะกะ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง แสดงกิริยาหยาบคาย ตึงตัง เทวดาก็ไม่อยู่เช่นกัน พระพุทธรูปจะศักดิ์สิทธิ์โดยมีเทวดามาอยู่รักษานั้นจะต้องวางในที่อันควร มีความสงบ สถานที่ตั้งพระพุทธรูปต้องสะอาด มีเครื่องบูชา เช่น ดอกไม้ ธูปเทียน ดอกไม้บ้าง ไม่ปล่อยให้เด็กๆ แสดงกิริยาวาจาที่แสดงถึงการไม่มีสัมมาคารวะ สำคัญที่สุดคือคนในบ้านต้องไหว้พระสวดมนต์เป็นประจำ จิตใจนอบน้อมศรัทธา มีศีลธรรมประจำใจ เทวดาหรือเทพจึงจะมาสถิตและมาสวดมนต์แผ่เมตตาให้เกิดสิริมงคลแก่คนในครอบครัว

หลวงพ่อจรัญยังถามแม่ชีก้อนทองต่ออีกว่า เทวดาต้นพิกุลมาสวดมนต์ให้แม่ชีโดยเฉพาะหรือ และเทวดาสวดมนต์บทอะไร แม่ชีตอบว่า "เทวดาไม่ได้มาสวดมนต์ให้เป็นการเฉพาะหรอก บ้านไหนมีการไหว้พระสวดมนต์เป็นประจำด้วยความเคารพศรัทธาเทวดาก็จะไปสวดมนต์ให้ทุกบ้าน ท่านจะไปสวดเวลาหลังเที่ยงคืนทุกคืนด้วยบทสวด 'มหาเมตตาใหญ่'" หลวงพ่อจรัญท่านก็ฉุกคิดขึ้นมา ตัวท่านเองสวดได้บทสั้นไม่ใช่บทยาว ยิ่งไปกว่านั้นแม่ชีก้อนทองยังบอกหลวงพ่ออีกว่า เทวดาสั่งความไว้กับแม่ชีให้มาบอกหลวงพ่อว่า "ให้กราบเรียนท่านสมภารวัดนี้ด้วยว่าเทวดาที่อยู่ที่ต้นพิกุลทำผิดประเวณีนางฟ้า" หลวงพ่อยังนึกว่าเทวดาก็ถูกลงโทษได้ เคยคิดว่าเทวดาจะไม่มีโทษเสียอีก เมื่อหลวงพ่อคุยกับแม่ชีก้อนทองเรื่องเทวดามาสวดมนต์ทำให้ท่านนึกถึงเรื่องเทวดาสวดมนต์ ซึ่งท่านเคยรับรู้มาเมื่อครั้งที่ยังเป็นเด็ก

เวลาผ่านไปหลวงพ่อท่านต้องการแน่แก่ใจว่า เทวดาสวดมนต์เป็นอย่างไร ดังนั้น ในคืนหนึ่งท่านยังไม่จำวัดกระทั่งเวลาผ่านไปใกล้เที่ยงคืนท่านจึงออกจากกุฏิไปที่ศาลาการเปรียญที่แม่ชีพักปฏิบัติกรรมฐานอยู่ หลวงพ่อไม่ขึ้นไปบนศาลาท่านยืนอยู่ข้างล่างเงียบๆ ใกล้กับที่แม่ชีนอนอยู่ เวลาใกล้เที่ยงคืนแม่ชีก้อนทองก็ลุกจุดธูปเทียนสักการะชาพระรัตนตรัยเวลา 00.01 น. เสียงสวดมนต์ก็ดังขึ้นแต่ไม่ใช่เสียงแม่ชีก้อนทอง เป็นเสียงเทวดาสวดมนต์มหาเมตตาใหม่ หลวงพ่อจรัญยืนฟังนานนับชั่วโมงจึงได้กลับขึ้นกุฏิ วันต่อมาหลวงพ่อได้เรียกแม่ชีก้อนทองมาสวด "มหาเมตตาใหญ่" ให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ แม่ชีก็ท่องได้ไม่ติดขัด ทั้งๆที่ท่านไม่ได้เรียนหนังสือ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ดังนั้น ท่านจะไปหาหนังสือตำราที่ไหนมาท่องจำจนขึ้นใจ ซึ่งแม้แม่ชีก้อนทองจะท่องบทสวดให้หลวงพ่อฟัง ท่านก็ยังไม่แน่ใจกระทั่งท่านมีกิจนิมนต์ต้องเข้ากรุงเทพฯ พอมีเวลาว่างท่านได้แวะไปที่เสาชิงช้า ซึ่งเป็นแหล่งขายหนังสือสวดมนต์ธรรมะและสังฆภัณฑ์ หลวงพ่อถามหาหนังสือสวดมนต์ที่มีบท "มหาเมตตาใหญ่" ปรากฏว่าไม่มีตำราเล่มใหนมีบทสวดนี้เลย เพราะบทสวดนี้ไม่มีอยู่ในหนังสือสวดมนต์ธรรมดา เขาจะใช้สวดในงานมหาพุทธาภิเษกเท่านั้น ท่านจึงเข้าไปวัดสุทัศน์เทพวราราม ไปหาพระครูปลัดองค์หนึ่งซึ่งคุ้นเคยกัน หลวงพ่อออกปากขอยืมหนังสือพุทธาภิเษกฉบับสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ซึ่งในหนังสือเล่มนี้มีบทสวด "มหาเมตตาใหญ่" ได้หนังสือเรียบร้อยก็เดินทางกลับวัดอัมพวัน คราวนี้หลวงพ่อจรัญกางตำราให้แม่ชีก้อนทองว่าบทสวดมหาเมตตาใหญ่ตั้งแต่ต้นกระทั่งจบ ใช้เวลาสวดและตรวจทานไปพร้อมกันถึง 3 ชั่วโมงเต็ม ปรากฏว่าแม่ชีก้อนทองสวดมนต์ไม่มีผดเลยแม้แต่คำเดียวครบ 100 ปีที่เทวดาถูกสาป

ในวันที่วัดอัมพวันจะมีการประชุมสงฆ์ทั่วราชอาณาจักร สมเด็จพรสังฆราชเสด็จมาเป็นองค์ประธาน ซึ่งเหลืออีก 10 วัน ก็จะถึงกำหนดของงานนี้ วันนั้นลูกศิษย์หลวงพ่อจรัญได้ช่วยกันทำปะรำพิธีตั้งแต่เช้า คนกลุ่มใหญ่มาอยู่บริเวณใต้ต้นพิกุล ส่วนหลวงพ่อยังอยู่ในกุฏิ ขณะนั้นเป็นเวลา 09.40 น. อากาศยังโปร่งไม่มีลม แต่เมื่อถึงเวลาที่เข็มนาฬิกาเลื่อนไปที่ 09.45 น. ต้นพิกุลก็มีเสียงลั่นตรงโคนต้นและลำต้นก็เอนลงไปข้างหน้า มีใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาว่าต้นพิกุลกำลังจะโค่น ทำให้ต่างฝ่ายต่างวิ่งหนีกันไปคนละทาง และชั่วพริบตาต้นพิกุลต้นใหญ่ก็ล้มโครมไปทางอุโบสถหลังใหม่แทน ลูกศิษย์ที่เห็นเหตุการณ์รีบวิ่งไปบอกหลวงพ่อให้ทราบว่าต้นพิกุลล้มแล้ว หลวงพ่อสอบถามเมื่อรู้ว่าไม่มีอะไรเสียหายมากนักท่านก็ลุกไปหยิบสมุดบันทึกมาเปิดดู ซึ่งท่านจดเอาไว้จากที่แม่ชีบอกว่า วันที่...เวลา 09.45 น. คือวันครบกำหนด 100 วันที่เทวดาพ้นโทษ ซึ่งเป็นวันนี้พอดี เมื่อหลวงพ่อมาดูที่ต้นพิกุลก็ช่างอัศจรรย์ที่ดูสภาพของต้นพิกุลยังปกติทุกอย่าง พุ่มใบยังเขียวสดสมบูรณ์ แต่ทำไมจึงโค่นลงมาดื้อๆก็ไม่ทราบ

ต่อมาหลวงพ่อได้สร้างกุฏิแม่ชีแยกออกไปอยู่เป็นสัดส่วน แม่ชีก้อนทองย้ายไปอยู่สำนักแม่ชีและช่วยหลวงพ่อดูแลแม่ชี แม้แม่ชีก้อนทองจะชราภาพลงไปทุกวันท่านก็ยังปฏิบัติธรรมไม่เว้นวัน และท่านก็ยังติดต่อกับเทวดามาตลอด ซึ่งเป็นที่รู้กันดี แม่ชีก้อนทองมีอายุยืนถึง 96-97 ปี จึงเสียชีวิตที่วัดอัมพวัน