สุดท้ายปลายฝัน

กว่า 6,000 กิโลเมตร ในบรรยากาศ Autumn Leaves ณ ขอบโลกใต้
เที่ยวต่างแดน

ตอนที่ 4 จากเรือผจญคลื่นยักษ์สู่กิจกรรมท้าทาย

เจ้าหน้าที่เรือซึ่งเราขนานนามเขาว่า "Elvis" เพราะเขาไว้ผมทรงเอลวิสนักร้องดังในอดีตนั่นเองมาประกาศผ่านโทรโข่งว่า...ต้องขออภัยผู้โดยสาร ขณะนี้เรือมีปัญหาเล็กน้อยยังไม่อาจเข้าเทียบท่าได้เพราะลมแรงมากเราหันไปดูที่หน้าต่างเรือ ฟ้าสว่างสดใสเจิดจ้า ฟ้าเป็นฟ้า เมฆเป็นปุยขาวลอยเอื่อยเมือง Picton อยู่ข้างหน้าเราเห็นแค่เอื้อมลมดูปกติ คลื่นไม่สูง เรือไม่โคลง พายุลมแรงตรงไหน? หลังจากนั้นเรามาอ่านข่าวย้อนหลังถึงรู้ว่า Interislander เสียหายหนักจากปัญหาลมแรงในวันนั้นเรายังมองโลกในแง่ดี...คิดบวกว่า...สักพักเรือคงเทียบท่าได้ คงเสียเวลาไม่นานหรอก ฝนไม่ตกฟ้าแจ่มใสออกอย่างนี้ อีกราวครึ่งชั่วโมง "Elvis" มาประกาศใหม่...ขอแสดงความเสียใจ และขอโทษ ผู้โดยสาร ขณะนี้เรือยังไม่อาจเข้าเทียบท่าได้เพราะลมแรงมากอยู่ ผู้คนเริ่มฮือฮาและแตกแถวไปนั่งรอจนไม่เหลือคนยืนรอ มีเพียงกลุ่มหนึ่งล้อมสอบถามข้อมูลจาก "Elvis" สักพัก "Elvis" กลับมาประกาศใหม่...ต้องขออภัยเรือเทียบท่าที่ Picton ไม่ได้เพราะลมยังแรงมากต้องเปลี่ยนไปเทียบท่าที่เมือง Christchurch แทน

เรือยักษ์ Kaitaki เบนหัวเรือจากท่าเรือ Picton ไปสู่ท่าเรือ Christchurch แล่นไปเรื่อยๆบนผิวน้ำราบเรียบ น้ำทะเลดูปกติ คลื่นลมดูปกติ ไม่มีเค้าพายุ ท้องฟ้ายังโปร่งอยู่พอถึงท่าเรือ Christchurch ทุกคนลุกพึ่บพั่บ เนื่องจากเสียเวลากับเจ้าเรือยักษ์มากว่า 6 ชั่วโมงแล้ว คำถามมาอีกแล้ว...ทำไมประตูเรือไม่เปิด??? สักครู่ "Elvis" เจ้าเก่า ถือโทรโข่งมาอีกแล้ว ชักทะแม่งอีกละสิ ประกาศเสียงดังอ้าวๆ อีก 2-3 ครั้ง...ขอแสดงความเสียใจ และขอโทษ เรายังประสบปัญหาเดิมคือลมแรงมาก เรือยังเข้าเทียบท่าไม่ได้

จนสุดท้าย...มีเสียงประกาศจากกัปตันเรืออีก 2-3 ครั้ง ยาวเหยียดจับใจความไม่ได้ แต่ทุกครั้งจะลงท้ายด้วยคำว่า...ขอแสดงความเสียใจ และขอโทษผู้โดยสาร และตามด้วย... "Free Hot Coffee and Hot Chocolate" ที่ปกติขายในเรือแก้วละ 3.5 Nzd. ผู้โดยสารทั้งชายหญิงเข้าคิวรอรับของฟรีคลายเครียด เรือยังคงเทียบท่าไม่ได้ ทั้งที่เมือง Christchurch กระจ่างชัดอยู่เบื้องหน้าจนมีประกาศครั้งสุดท้ายจากกัปตัน...ว่า...เรือต้องกลับ Wellington และให้ผู้โดยสารไป Refund เงินคืน หรือ Rebook ตั๋วเพื่อเดินทางใหม่ในวันพรุ่งนี้ หรือวันต่อไปที่เรือสามารถออกจากท่าได้ จากนั้นเจ้ายักษ์ใหญ่ก็ลอยโทงเทงเท้งเต้งกลางทะเลใหญ่อีกหลายชั่วโมง เราเพิ่งรู้สาเหตุที่เจ้าเรือยักษ์ Kaitaki ไม่สามารถเทียบท่าเรือเกาะเหนือได้ตอนนี้เองคลื่นในทะเลสูงมาก ลมแรงจนเรือยักษ์ Kaitaki ซึ่งมีขนาดใหญ่เท่าเรือเดินสมุทรโคลงเคลงจนเดินไม่ได้ เด็กๆที่วิ่งเล่นสนุกสนานเมื่อครู่หายไปหมด รวมทั้งเจ้าหนู Locklane

ลูกเรือเริ่มแจกอาหารว่าง น้ำแข็ง และถุงกระดาษสำหรับผู้มีอาการ Sea Sick Motion (เมาเรือ) เราเพิ่งรู้ตอนนี้เองว่า...น้ำแข็งช่วยแก้อาการเมาเรือได้ บางคนใช้การอม บางคนใส่ถุงโปะประคบศีรษะ บ้างนำมาใช้ลูบหน้าลูบตัว ผู้โดยสารเริ่มนั่งคุยปรับทุกข์กันว่าเกิดอะไรขึ้น ท้องฟ้าและท้องทะเลแปรเปลี่ยนเหมือนทะเลคลั่งอย่างรวดเร็วในเวลาไม่นานนักท้องฟ้าที่แจ่มใสแดดจ้า มืดมิดราวยามค่ำ คลื่นสูงมาก ลมแรงปะทะลำเรือจนรู้สึกได้ เราลองไปคุยสอบถามข้อมูลจาก "Elvis" ว่าพรุ่งนี้เราจะเดินทางไปเกาะใต้ได้หรือไม่? และออกได้สักกี่โมง?... "Elvis" ตอบสั้นๆว่า "I Don't Know" เราเองก็เจออาการ Sea Sick Motion อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

ขณะนั้นท้องฟ้าเหนือเมือง Wellington มืดสนิทแล้ว เราไปทำการ Rebook ที่ Terminal ท่าเรือ Interislander Apex ออกให้มาทำการ Rebook ใหม่วันพรุ่งนี้ แต่เรือจะออกได้หรือไม่ และออกได้เวลาใดต้องมาดูใหม่พรุ่งนี้ เราเห็นป้ายแจ้ง Cancel เที่ยวเรือหลังจากเที่ยวเรือที่เราออกไปตอน 08.10 น. ทุกเที่ยวเรือ ส่วนเที่ยวเรือวันพรุ่งนี้รอบ 08.10 น. ขึ้นป้าย Delayผู้โดยสารที่ตกค้างนั่ง-นอนรอเรือเที่ยวต่อไปเต็ม Terminal ทั้งบนเก้าอี้และที่พื้นจนแทบไม่มีทางเดิน อย่างไรก็ตาม พรุ่งนี้เราต้องมา Check-In แต่เช้า เราไม่อยากเสียเวลาที่ Wellington อีกแล้ว ฝรั่งอาวุโสที่คุยกันบนเรือบอกเราว่า...ปกติอากาศแปรปรวนแบบนี้ เรืออาจออกไม่ได้อีกวันหรือสองวัน ต้องรอดูสภาพภูมิอากาศก่อน แสดงว่าคนที่นั่นเขาเคยชินกับการที่เรือออกจากฝั่งไม่ได้หรือการดีเลย์เที่ยวเรือ แต่ยังไม่เคยเจอกับสภาพเรือที่ออกไปจนถึงเกาะใต้แล้วต้องแล่นย้อนกลับมาเกาะเหนือ

เมื่อเราอ่านข่าวย้อนหลังเกี่ยวกับพายุในวันนั้น ถึงได้รับรู้ถึงความเสียหายที่ Interislander ได้รับจากการที่ต้องติดเครื่องเรือลำยักษ์รอคอยเข้าเทียบท่าเรือหลายชั่วโมง และยังต้องนำผู้โดยสารกลุ่มเดิมเดินทางกลับ รวมทั้งค่าอาหารที่ต้องบริการฟรีทั้งบนเรือ และที่ Terminal ในตอนเช้าของวันถัดไป เราภาวนา...ขอให้วันพรุ่งนี้ท้องฟ้าเปิด คลื่นลมสงบ อากาศหายแปรปรวน...และตัดสินใจกลับไปหา Mr.Danny ที่ Moana Lodge เมือง Plimmerton โดยแวะซื้อเสบียงอาหารสดชุดใหญ่จากห้าง New World ที่ตั้งอยู่ก่อนถึงเมือง Plimmerton วันนี้เราจะทอดไส้กรอกและสารพัดแฮมกินเป็นอาหารเย็น หลังจากอุดอู้กลางทะเลกว่า 10 ชั่วโมง

วันรุ่งขึ้น...เราออกจาก Moana Lodgeเช้ากว่าเมื่อวานนี้ เพราะกลัวตกเรือ เนื่องจากเล็งเห็นว่าเรือเที่ยวเช้ามีผู้คนตกค้างจากเมื่อวานนี้หลายเที่ยว เราทำการ Rebook ที่ Terminal ท่าเรือInterislander แล้วนำรถไปจอดรอคิวที่ท่าเรือ จากนั้นเดินฝ่าลมหนาวและสายฝนไปรอเวลาเรือออกที่ Terminal เพราะตอนนี้เพิ่งหกโมงกว่าและเวลาที่เรือเที่ยวแรกของวันนี้ จะออกโดยประมาณ คือ เวลา 10.30 น. และยังไม่ Confirm ว่าจะออกได้หรือไม่เราไปเข้าแถวรอรับ "Free Hot Coffee and Hot Chocolate" ผู้โดยสารตกค้างทั้งชายหญิง เด็ก คนชรา หนุ่มสาวนั่งๆนอนๆ ระเกะระกะเต็ม Terminal ไปเลย...

พอใกล้เวลาเรือออก เราเดินไปรอที่รถ เขาเริ่มปล่อยแถวจากรถบรรทุกใหญ่เช่นเคย ตามด้วยรถตู้และรถบ้าน สุดท้ายเป็นแถวรถเก๋ง คราวนี้เราไม่รอช้า จอดรถเสร็จรีบเข้าไปจับจองที่นั่งที่มีเก้าอี้ปรับเอนนอน ไม่เดินซุกซนเหมือนวันแรก หลับๆตื่นๆรอเวลาเรือเทียบท่า วันนี้เราเจอพายุคลื่นลมแรงอีกแล้ว ตอนเรืออยู่กลางทะเล เรือโคลงเคลง คลื่นสูงมาก ดูน่ากลัว เราพยายามหลับตาไม่รับรู้สภาพอากาศ ลูกเรือเริ่มแจกน้ำแข็ง เสียงแก้วน้ำบนเคาน์เตอร์ Coffee Shop ร่วงกราว จนเราหวั่นใจว่าเหตุการณ์จะซ้ำรอยวันวานอีกไหมหนอ!!! จนในที่สุดเจ้าเรือยักษ์ Kaitaki เข้าเทียบท่าเมือง Picton ในเวลา 14.30 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง เฮ้อ!! ในที่สุดเราก็มาถึงเกาะใต้เสียที หลังจากใช้เวลาหมดสิ้นไปกับการเดินทาง 2 วัน รวมถึง 14 ชั่วโมง เข็ดการนั่งเรือสำราญ

 

New Zealand เป็นดินแดนแห่งกิจกรรมอย่างแท้จริง ทั้งจากสภาพธรรมชาติที่สวยงาม ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ล้วนเอื้ออำนวยต่อกิจกรรมการท่องเที่ยว ทั้งกิจกรรมกลางแจ้ง อย่าง Bungy Jump , Jet Boating ชมวาฬ ดูโลมา ดำน้ำ แล่นเรือใบ รวมทั้งกิจกรรมท่องเที่ยวอื่น ไม่ว่าจะเป็น เล่น Zorb นั่งรถรางชมเมือง ล่องเรือกลไฟโบราณ ดูโชว์ที่ Agrodome ฯลฯ

 

ชมหนอนเรืองแสง ที่ Waitomo Cave

การชมหนอนเรืองแสง ที่ Waitomo Cave เป็นกิจกรรมหนึ่งที่นักเดินทางที่มีโอกาสไปเยือนเกาะเหนือไม่ควรพลาด เพราะเป็นความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ควรได้สัมผัส...ถ้ำที่มืดมิด บนเรือที่ลอยลำเงียบๆ มีหนอนเรืองแสงเกาะเต็มผนังและเพดานถ้ำ ระยิบระยับราวท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มีดวงดาวเต็มท้องฟ้า...

การชมหนอนเรืองแสงต้องเดินทางไปที่เมือง Waitomo ซึ่งอยู่ห่างจาก Auckland ลงมาทางใต้ ใช้เวลาเดินทางประมาณสองชั่วโมงครึ่ง เสียค่าเข้าชมคนละ 38 NZd. แบ่งการเข้าชมเป็นรอบๆ เมื่อถึงรอบจะมีไก๊ด์นำเข้าชม เริ่มจากการเดินชมถ้ำ ตามทางเดินที่ทำไว้อย่างดี กลมกลืนกับธรรมชาติ มีไฟประดับซ่อนบนหลืบถ้ำ แสงไฟที่ลอดมาจึงเหมือนแสงจากธรรมชาติ อันนี้ต้องยอมรับว่า ประเทศของเขามีการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างลงตัว นักท่องเที่ยวได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิดในสภาพเดิมๆ บวกการอำนวยความสะดวกที่กลมกลืนไม่ขัดแย้งกับธรรมชาติ ทำให้สถานที่พื้นๆ อย่างถ้ำแห่งนี้ดูสวยงามมีคุณค่าขึ้น เมื่อไก๊ด์นำมาถึงจุดที่เป็นห้องโถงของถ้ำ ที่เรียกว่า Cathedral หรือมหาวิหาร ไก๊ด์บรรยายว่าชื่อนี้ได้จาก การที่มีหินงอก หินย้อยในมุมหนึ่งที่มีรูปร่างคล้ายเปียโนในโบสถ์ มุมหนึ่งคล้ายแถวนักร้องประสานเสียง เราพยายามจินตนาการตาม

จากนั้นไก๊ด์ให้ทุกคนมายืนล้อมวง และร่วมกันร้องเพลง Happy Birth Day พร้อมๆกัน ทำไมต้องเป็นเพลงนี้? ไม่รู้เหมือนกัน อาจเป็นเพลงที่ทุกคน ทุกชาติ ทุกภาษาร้องได้กระมัง เสียงร้องเพลงก้องกังวานในถ้ำ ฟังแล้วขลังดีเหมือนกัน จากนั้นไก๊ด์นำไปลงเรือในเวิ้งถ้ำที่มืดมิด และฉายไฟฉายส่องให้ดูหนอนเรืองแสงบริเวณทางเข้าพอเป็นตัวอย่าง ก่อนลงเรือแล่นไปตามลำธารใต้น้ำ โดยไก๊ด์สาวเชือกที่ขึงเหนือหัวให้เรือแล่นไปเงียบๆ เมื่อพ้นแสงสว่างของท่าเรือ จะเริ่มเห็นหนอนส่องแสงระยิบระยับเต็มผนังและเพดานถ้ำที่มืดสนิท ช่วงนี้ทุกคนเงียบสนิท ไม่เงียบก็ต้องเงียบ เพราะคนอื่นเขาเงียบ ห้ามถ่ายรูปหรือฉายไฟ เพราะหากมีแสงสว่างอื่น แสงที่ตัวหนอนจะหายไปและอีกนาน กว่าแสงสว่างที่ตัวหนอนจะคืนมา ช่วงการชมหนอนเรืองแสงเป็นช่วงสั้นๆ เรือจะออกมาโผล่ที่ปากถ้ำอีกด้านหนึ่ง ไม่ย้อนกลับทางเดิม

 

น้ำพุร้อน The Lady Knox Geyser และบ่อโคลนเดือด ที่ Wai-O-Tapu

อีกหนึ่งในไฮไลท์ของการท่องเที่ยวเกาะเหนือ ตอนแรกเราทราบมาว่า ที่เกาะเหนือ โดยเฉพาะที่เมือง Rotorua มีแหล่งความร้อนใต้พิภพที่เป็นบ่อน้ำพุร้อนและบ่อโคลนเดือดหลายที่ แต่มีแหล่งใหญ่ 2 แห่ง คือที่ Waimangu Volcanic Valley ที่มีน้ำพุร้อนธรรมชาติที่สูงที่สุด และอีกแห่งที่ Wai-O Tapu เราเลือกที่จะไปชม Wai-O Tapu ซึ่งอยู่ระหว่างเมือง Rotorua และเมือง Taupo เนื่องจากอยู่ในเส้นทางการเดินทางของวันนี้ ประกอบกับอยากเห็น The Lady Knox Geyser อันลือชื่อ เมื่อเดินทางถึงบริเวณ Wai-O Tapu กลิ่นกำมะถันคลุ้ง มีควันเป็นไอร้อนลอยกรุ่นทั่วบริเวณ แต่ธรรมชาติรอบๆ กลับร่มรื่นเขียวชอุ่มเหมือนอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ ไม่ได้เป็นต้นไม้ยืนต้นแห้งตายซากอย่างที่เราคิด ที่นี่มีหลายโปรแกรมให้เลือกชม มีทั้งการเดินชมบ่อโคลนเดือดที่มีชื่อน่าสะพึงกลัว เช่น Devil's Home และชื่อประเภทสวยงามชวนชม อย่าง สระมรกต สระแชมเปญ

เราเลือกโปรแกรมสั้นที่สุด คือชมการแสดงของนางเอก The Lady Knox Geyser ที่เปิดการแสดงให้ชมเป็นรอบ ราคาคนละเกือบ 500 บาท เราไปถึงเกือบได้เวลาแสดง ต้องขับรถจากจุดขายตั๋วไปยังจุดแสดงที่ตั้งอยู่ห่างไป ที่ชมเป็นอัฒจันทร์โค้งโอบรอบลานการแสดง มีที่นั่งทำเป็นขั้นบันได มีสิ่งที่เป็นธรรมชาติหรือสร้างขึ้นก็ไม่ทราบได้อยู่บนลานการแสดง แต่เขาบอกว่าเกิดจากธรรมชาติ รูปร่างคล้ายจอมปลวก มีน้ำร้อนไหลรินออกมาตลอด บางครั้งพุ่งสูงขึ้นจากปากปล่องเล็กน้อย สักครู่มีชายฝรั่งแต่งเขียวทั้งชุดถือถุงขนาดย่อมมาใบหนึ่ง แล้วยืนบรรยายความเป็นมาเป็นไปสัก 10 นาที จากนั้นเทผงในถุงลงในปากปล่อง น้ำที่ไหลรินค่อยๆพุ่งสูงขึ้น สูงขึ้น และสูงขึ้น จนต้องแหงนคอตั้งบ่า เสียงฮือฮาและชัตเตอร์รัวถี่ยิบ ระหว่างนั้นฝรั่งในชุดเขียวล่องหนหายไปตอนไหนไม่รู้ เมื่อน้ำพุลดระดับต่ำลง ผู้คนต่างทยอยกลับ จริงๆเขาก็บอกแล้วว่า เป็นการแสดงน้ำพุร้อน The Lady Knox Geyser ยังอยากมาดูเอง ช่วยไม่ได้...โสน้าหน้า จากนั้นขับรถไปชมบ่อโคลนเดือด Mud Pool ที่ตั้งอยู่ใกล้กัน และเปิดใช้ชมฟรี โคลนร้อนในบ่อเดือดปุดๆตลอดเวลา บางครั้งพุ่งขึ้นสูง พร้อมส่งเสียงดังน่ากลัว ดูแล้วอดเปรียบเทียบไม่ได้ว่า นรกคงเป็นเช่นนี้เอง ใครตกลงไป...ไม่อยากนึกภาพ...กลับดีกว่า

 

Helicopter กับ กัปตัน Aron ที่ Kaikoura

อีกกิจกรรมหนึ่งที่เราวางไว้ในโปรแกรมว่า ต้องทำให้ได้ ในทริปนี้ คือ การขึ้น Helicopter โดยตอนแรกวางแผนไว้ว่าจะขึ้น Helicopter บินชมธารน้ำแข็งที่ Fox Glacier แต่เผอิญวันที่ไปเที่ยวเมือง Kaikoura อากาศช่างเป็นใจ ท้องฟ้าเปิด อากาศโปร่งใส จึงเปลี่ยนแผนกะทันหัน ด้วยไม่วางใจในสภาพภูมิอากาศของ New Zealand ซักเท่าไหร่ อากาศปรวนแปร เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาบางครั้งแดดออกจ้า ท้องฟ้าสว่างแจ่มใสอยู่ดีๆ ฝนตก หมอกลงหนา ลมพัดแรงได้ทุกเมื่อ เราจึงคิดใหม่ ทำใหม่...ไหนๆวันนี้ อากาศเหนือเมือง Kaikoura ทัศนวิสัยปลอดโปร่งอย่างนี้ ขึ้น Helicopter ชมวาฬดีกว่า เพราะหากวันที่เราไปที่ Fox Glacier เกิดอากาศปิด ขึ้นบินไม่ได้ เราจะ...อด...กิจกรรมที่เราอยากทำสักครั้งหนึ่ง...ในชีวิต ที่ Whale Watch Kaikoura เราเข้าไปด้านในที่เป็นที่ตั้งของ Kaikoura Helicopters เข้าไปสอบถามราคา ได้ความว่า Whale Watching Flights มีราคาตั้งแต่ 325- 490 Nzd. / คน กรณีขึ้นบินสองบินสองคน หากมี 3 คน ราคาจะถูกลง ราคาคิดตามระยะเวลาที่บิน และสถานที่บินพาไปชม และ Alpine& scienic ราคาตั้งแต่ 150-465 Nzd. / คน

แน่นอนเราเลือกโปรแกรมถูกสุด แถมต่อรองราคาได้ลดลงมาอีก ในราคา 260 Nzd. / 2 คน เป็นโปรแกรม "Kaikoura Explorer" บินชมทิวทัศน์และคาบสมุทรเมือง Kaikoura โดยมี กัปตัน Aron หนุ่มน้อยหน้าใสทำหน้าที่พาเราเหินฟ้าเหนือเมือง Kaikoura กัปตัน Aron พาเราขึ้นจากพื้นดินอย่างนุ่มนวล ชี้ชวนให้ชมทิวทัศน์ของเมืองและอ่าว Kaikoura ที่อยู่เบื้องล่างลิบๆ แม้เป็นการนั่ง Helicopter ครั้งแรก แต่เราไม่รู้สึกกลัวแต่อย่างไร มีเพียงความตื่นเต้น เพลิดเพลินกับประสบการณ์แปลกใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน กัปตัน Aron ใจดี แถมรายการชมโลมาให้เราด้วย โดยบินโฉบต่ำให้เห็นฝูงปลาโลมาที่กำลังเล่นน้ำอย่างเริงร่า กลางทะเลลึกอย่างใกล้ชิด จากนั้นนำเราร่อนกลับสู่พื้นดินอย่างนุ่มนวล ไร้แรงกระแทกเช่นเดียวกับขาขึ้น....ขอบใจจริงๆ Aron หนุ่มน้อยที่น่ารัก

 

Skyline / Luge และ Bungy Jump ที่ Queenstown

Queenstown เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและศูนย์รวมแห่งกิจกรรม จนได้รับฉายาว่า "เมืองหลวงแห่งการผจญภัยของโลก" มีกิจกรรมโลดโผนต่างๆ ทั้งการเที่ยวสวนสนุก การนั่งเรือกลไฟย้อนยุคล่องทะเลสาบ Wakatipu , Bungy Jump , Jet Boating , Skyline Gondola , Luge

Skyline Gondola เป็นกิจกรรมหนึ่งที่เราไม่ยอมพลาด เราออกจากที่พักแต่เช้า ขับรถไปที่สถานีรถ Gondola ซึ่งตั้งอยู่บนถนน Brecon ขับรถเพียง 5 นาที จากที่พักย่านดาวน์ทาวน์ จอดรถข้างทางตรงข้ามสุสาน แล้วเดินไปที่สถานีที่ตั้งอยู่ไม่ไกล Skyline Gondola จะนำเราขึ้นชมทิวทัศน์เมือง Queenstown แบบพาโนราม่า 220 องศา บนยอดเขา Bob's Peak มีทะเลสาบ Wakatipu และภูเขา Remarkables เป็นฉากหลังสุดแสนยิ่งใหญ่ Skyline Gondola มีความยาวระยะทางทั้งสิ้น 730 เมตร เปิดบริการตั้งแต่ 09.00 น. อัตราค่าบริการ 26 Nzd. / คน หากเป็น Gondola+ 1 Luge 34 Nzd. / คน Gondola+ 2 Luge 94 Nzd. / คน Package Gondola+ Lunche 51 Nzd. / คน Gondola+ Dinner 76 Nzd. / คน

Gondola ขึ้นได้กระเช้าละ 4 คน แต่ไม่ได้บังคับว่าผู้โดยสารต้องครบ 4 คน จึงจะออก กระเช้าจะเคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ แม้ไม่มีคนขึ้น จะหยุดโดยอัตโนมัติตรงจุดที่จอดให้คนขึ้นลงครู่หนึ่งแล้วเคลื่อนตัวต่อไป

Luge มื่อขึ้น Skyline Gondola มาบน Bob's Peak แล้ว ต้องเล่น Luge พอเป็นประสบการณ์ การเล่น Luge ต้องนั่ง Chairlife ขึ้นไปที่สถานีด้านบน พร้อมสวมหมวกกันน็อค ที่มีให้เลือกสวมใส่ตามขนาดศีรษะของแต่ละคน Luge เป็นรถเลื่อนขนาดเล็กหนึ่งที่นั่ง ไม่มีเครื่องยนต์ มีเพียงคันบังคับหมุนเลี้ยวซ้ายขวา คล้ายแฮนด์มอเตอร์ไซค์ ถ้าต้องการออกรถหรือเร่งความเร็วให้ดึงคันบังคับเข้าหาตัว รถจะวิ่งเร็ว ถ้าต้องการให้รถวิ่งช้าหรือหยุดรถให้ผลักคันบังคับออกจากตัว Luge จะไหลเลื่อนจากยอดเขาลงมาตามแรงโน้มถ่วงลงมาตามทางลาดชันที่คดเคี้ยว บนเส้นทาง 800 เมตร สำหรับผู้เริ่มเล่นครั้งแรก สามารถเลือกเส้นทางแบบ Scenic Track ขับช้าๆ ชมวิว มีเนินลาดชันไม่มากนัก ส่วนผู้ที่ชอบความตื่นเต้นเร้าใจหรือเคยเล่นมาก่อน สามารถเลือกแบบ Advance Track ที่มีเนินเขาชัน โค้งหักศอก เจ้าหน้าที่จะสาธิตวิธีการบังคับรถสำหรับมือใหม่ เมื่อขับมาจนสุดทาง หากยังมันส์อยู่ ต้องนั่ง Chairlife ขึ้นไปด้านบนใหม่ แต่...อย่าลืมซื้อตั๋วเพิ่มด้วย ผู้ที่ผ่านการขับรถ Luge เจ้าหน้าที่จะประทับตราคำว่า "Luge " ที่มือ เป็นหลักฐานว่า "ของจริงจ้า" สนุก...มันส์หยด...รอบเดียวไม่พอจริงๆ

แต่เราต้องตัดใจทิ้งความมันส์ ไม่ซื้อตั๋วเพิ่ม เพราะเดินทางต่อไปเมือง Glenorchy ในวันนี้ สำหรับราคาเล่น Luge หากไม่ซื้อรวมใน Package ค่อนข้างแพงเอาการอยู่ คือ รอบละ10 NZd. 2 รอบ 19 Nzd. 3 รอบ 26 Nzd. 5 รอบ 37 Nzd.

Bungy Jump เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่เรา "ต้องไปดู" อิอิ...ไม่กล้าพอที่จะโดดเอง แต่ขอไปสังเกตการณ์ใกล้ๆ แถมใจยังนึกคารวะผู้กล้าเหล่านั้น เราไปดู Bungy Jump ในอีกวันหนึ่ง หลังจากไปขึ้น Skyline Gondola และเล่น Luge คือวันที่กลับจากเมือง Glenorchy เมืองที่เราติดใจบรรยากาศสุดสวยงามโรแมนติค จนต้องพักค้างที่นั่น 1 คืน ออกจาก Glenorchy ตอนสาย เราขับรถย้อนกลับมาที่ Queenstown เราเลือก Bungy Jump เจ้าแรก ตำนานแห่ง Bungy Jump คือ Kawarau Bribge Bungy ที่ตั้งอยู่บนไฮเวย์ ฃหมายเลข 6 ขับรถจาก Queenstown แค่ครึ่งชั่วโมง จอดรถแล้วสามารถเข้าชมฟรี ไม่เสียสตางค์ หากคุณไม่สนใจกิจกรรมโลดโผนของเขา แต่เขามีหัวการค้าดีทีเดียว ทางเข้าเป็นภาคบังคับให้เราต้องเดินผ่าน Coffee Shop , Gift Shop ก่อน ขนาดความเสียวของที่นี่เบาะๆ แค่ 47 เมตร หากจะเอาระดับความเสียวสุดยอด ต้องโน่น...ที่ Shotover Canyon Swing สูง 71 เมตร...บรื๋อว์ว์ สนนราคาค่ากระโดดไม่ถูกเลย อยู่ที่ 180 NZd. หรือเกือบ 5,000 บาท เออ!! นะ...นอกจากใจกล้าบ้าบิ่นแล้ว ต้องมีสตางค์ด้วยนะเออ

Kawarau Bribge Bungy เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 09.00-17.00 น. ผู้กระโดดควรมีน้ำหนักตัวระหว่าง 35-150 กิโลกรัม อายุไม่ต่ำกว่า 10 ปี ผู้เยาว์ที่อายุ 10-16 ปี ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง ก่อนกระโดด ผู้กระโดดต้องเซ็นยินยอมว่าจะไม่เอาผิด หากเกิดอุบัติเหตุ หรืออันตรายถึงบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ผู้กระโดดต้องมีสุขภาพสมบูรณ์ ไม่เป็นลมชัก ตอนแรกเรายืนดูห่างๆผ่านกระจกกั้นในการกระโดด Bungy ผู้กระโดดต้องพุ่งหลาวลงจากกลางสะพาน Kawarau ลงสู่แม่น้ำ Kawarau ที่ไหลเชี่ยวกรากเบื้องล่างลิบๆ ในแม่น้ำมีเจ้าหน้าที่ลอยเรือคอยรับอยู่ เมื่อผู้กระโดดตกลงมาถึงพื้นน้ำและหยุดแกว่งแล้ว ทีมเจ้าหน้าที่ที่ลอยเรือจะเข้ามาปลดเชือกที่ผูกไว้และนำเข้าฝั่ง

เมื่อกระโดดเสร็จเรียบร้อย ผู้กระโดดได้เสื้อยืดและประกาศนียบัตรว่าผ่านการโดดบันจี้ของแท้ ขณะที่เรายืนดูมีหนุ่มสาวฝรั่งมายืนรอคิวไม่ขาดสาย ส่วนใหญ่เป็นแหม่มสาวใจกล้า มีรายหนึ่ง hardcore กว่าใคร หล่อนเล่นท้าความเสียวขนาดหย่อนหัวลงจุ่มน้ำทีเดียว เรายังไม่สะใจกับการชมห่างๆ ตอนแรกเข้าใจว่าบนสะพาน อนุญาตเฉพาะผู้ซื้อบัตรกระโดดเท่านั้น แต่ไม่เห็นมีการตรวจบัตร เราเลยขยับไปสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิดบนสะพาน ตรงจุดที่กระโดดเลย ทีมงานหนุ่มสาวแต่งชุดดำ รูปร่างบึกบึนล่ำสันแบบนักกีฬากลางแจ้ง เปิดเพลงเร็วเสียงดัง ปลุกใจคนกระโดดให้ฮึกเหิม ทีมงานที่เรียกว่า "Crew" ฮัมเพลงตามจังหวะอย่างคึกคักสนุกสนาน ช่วยกันชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ใส่สายรัดช่วงสะโพกเพื่อ Save อีกชั้นหนึ่ง พันข้อเท้าด้วยนวมหนาและผูกเชือกที่มีความยืดหยุ่นพอประมาณ เชือกนี้ปลายข้างหนึ่งจะผูกติดกับแท่นที่กระโดดกลางสะพาน โดยความยาวของเชือกบวกความสูงของผู้กระโดดแล้ว ศีรษะจะเรี่ยน้ำเฉี่ยวไปมาตามแรงเหวี่ยงของเชือก หากผูกระโดดรายใดใจเกิน 100 อยากเปียกน้ำด้วย ทาง Kawarau Bribge Bungy ไม่ขัดข้อง...จัดให้...ใช้เชือกผูกข้อเท้าที่มีขนาดยาวขึ้น ได้สระผมที่แม่น้ำ Kawarau สมอยาก ก่อนกระโดดทีมงานจะตบหลังตบไหล่ให้กำลังใจ สอบถามความพร้อมของผู้กระโดด แล้วค่อยใช้เข่าดันตัวผู้กระโดดไปชิดริมแท่นกระโดดเรื่อยๆ แต่...เราไม่เห็นจริงๆว่าตอนกระโดด เขากระโดดเองหรือโดนดันจนตกแท่น

ที่นั่นบันทึกประวัติผู้กล้าไว้ว่า ผู้กระโดดที่อายุน้อยที่สุด แค่ 10 ขวบ อายุมากที่สุด 94 ปี...ขอคารวะ...ท่านเป็นผู้กล้าที่แท้จริง

ยืนดูความกล้าของคนอื่นจนสะใจ จึงเข้ามาดูเครื่องเล่นท้าอะดรีนาลีนอีกอย่างของที่นั่น คือ Zip Ride ลักษณะเหมือนนั่งชิงช้า แต่น่าจะเป็นชิงช้าที่หวาดเสียวที่สุด ชิงช้าจะรูดลงไปตามลวดสลิงลงสู่หุบเขาเบื้องล่าง คนกล้าหน่อยเอาหน้าลง...กล้าน้อยหน่อยเอาหลังลง ต้องการความอบอุ่นอยากนั่งเป็นคู่เขาจัดให้ สนนราคาย่อมเยากว่า Bungy รอบละ 60 NZd.

เราอำลาความเสียวท้าความสูงจาก Kawarau Bribge Bungy ตอนเกือบเที่ยง เพื่อเดินทางต่อไปชมใบไม้เปลี่ยนสี ที่ Arrowtown

 

ล่องเรือ Milford Sound

ใครไปเกาะใต้แล้วไปไม่ถึง Milford Sound น่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะความสวยมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติมอบให้นั้น เกินกว่ามนุษย์ตัวเล็กๆจะรังสรรค์ได้ เข้าไปที่นั่นแล้ว เราจะรับรู้ได้เลยว่า เราเป็นแค่มนุษย์ตัวเล็กๆจริงๆ วันที่ไปล่องเรือ Milford Sound เราออกจาก Te Anau แต่เช้า โดยทางหลวงหมายเลข 94 ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวที่จะเข้าสู่ Milford Sound ถนนสายนี้เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ ค.ศ.1930 แต่เนื่องจากระหว่างนั้นเกิดสงครามโลก ครั้งที่ 2 ทำให้การสร้างถนนล่าช้า และสร้างเสร็จใน ค.ศ.1954 ส่วนอุโมงค์ Humer Tunnel เริ่มสร้างในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1935 สร้างเสร็จ ใน ค.ศ.1953 เปิดใช้เป็นทางการ ใน ค.ศ.1954

ในระหว่างการก่อสร้างอุโมงค์ Humer Tunnel มีเหตุยุ่งยากมากมาย เช่น รอยแตกของหิน ทำให้หิมะละลายเป็นน้ำไหลเข้าไปในพื้นที่อุโมงค์ ทำให้มีน้ำขังในสถานที่ขุดอุโมงค์ ต้องมีการสูบน้ำที่ไหลผ่านอุโมงค์ออกถึง 10,000 แกลลอนต่อชั่วโมง การถล่มของหิมะและต้นไม้เป็นอุปสรรคอีกอย่างต่อการขุดอุโมงค์ ทำให้มีคนงานตายถึง 3 คน ในระหว่างการสร้างอุโมงค์ แต่ถนนสายนี้ได้นำนักท่องเที่ยวและรายได้มหาศาลจากการท่องเที่ยวมาสู่ New Zealand จากบัดนั้นมาจนบัดนี้ ผู้คนไม่ว่าจาก New Zealand เอง หรือจากดินแดนอื่นต่างอยากมาเข้าชมดินแดนที่เรียกว่า เป็น "Fiordland" แห่งแดนใต้ ป่าสงวนแห่งชาติฟยอร์ดแลนด์ (Fiordland National Park) มีพื้นที่ถึง 3 ล้านเอเคอร์ รวมไปถึงพื้นที่ Mount Aspiring , Westland และ Aoraki / Mount Cook National Park มีสภาพเป็นพื้นที่ลาดชัน ชนกับชายฝั่งที่มีลักษณะเป็นแอ่ง เป็นเนิน มีป่าทึบ สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้มีผู้คนอาศัยอยู่ในพื้นที่เขตนี้เบาบาง ยังคงสภาพธรรมชาติอยู่มาก จากสภาพภูมิประเทศที่สวยงาม มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนที่แห่งใดในโลก "Fiordland" จึงได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลก ในปี 1986

สองฝั่งถนนที่จะไป Milford Sound มีลักษณะเป็นป่ามรสุม อากาศหนาวปานกลาง มีป่าหนาทึบ มีไม้เลื้อย ไม้เกาะ และเฟิร์น ที่เรียกว่า Tree Ferns เป็นเฟิร์นขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นไม้ยืนต้น พันธุ์ที่มีมาก คือ ต้นเฟิร์นเงิน (Tawhai) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของ New Zealand ชอบขึ้นตามที่เปียกชื้น ที่แตกต่างจากเฟิร์นป่าและเฟิร์นทั่วไป ต้นเป็นสีขาวหรือสีเงินส่วนใบมีลักษณะหยักคล้ายฟันเลื่อย ในสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม อาจมีขนาดสูงถึง 25 เมตร

Milford Sound อยู่ห่างจาก Te Anau ประมาณ 119 กม. เป็นมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่เรียกว่าFiord เป็นสภาพภูมิประเทศที่พบเห็นริมทะเล ในบริเวณที่เคยปกคลุมด้วยน้ำแข็งในยุคโบราณ ธารน้ำแข็งจะกัดเซาะภูผาหินและพื้นดินให้เป็นริ้วรอย มีโตรกหลืบลึกคล้ายเป็นอ่าวเข้าไปในแผ่นดิน เป็นอ่าวแคบยาว ตามร่องรอยการกัดเซาะของน้ำแข็ง เมื่อพ้นยุคน้ำแข็ง น้ำทะเลได้ท่วมเข้ามาในอ่าวแคบๆ ที่เรียกว่า Sound เกิดเป็นภูมิประเทศที่สวยงาม

เราขับรถออกจาก Te Anau แต่เช้า โชคดีที่เราเติมน้ำมันเต็มถังตั้งแต่เมื่อคืน เพราะเส้นทางที่จะไป Milford Sound ไม่มีปั๊มน้ำมัน เราใช้เส้นทางสาย 94 ถนนเส้นนี้ขับรถค่อนข้างยาก ถนนลื่น เนื่องจากเมื่อคืนฝนตก ผ่านหุบเขายิ่งใหญ่เกินคำบรรยาย สมคำกล่าวที่ว่า...ไม่มีใครยิ่งใหญ่เกินหระเจ้าผู้สร้างโลกอีกแล้ว เราผ่านอุโมงค์ Humer Tunnel ที่ตั้งอยู่ที่ กม. 101 เป็นอุโมงค์ที่ทอดยาวเป็นเส้นตรง มีความยาว 1.2 กม. ช่วยย่นระยะทางสู่ Milford Sound ซึ่งเดิมเดินทางมาถึงได้เฉพาะทางเรือเท่านั้น ก่อนเข้าอุโมงค์ต้องดูสัญญานที่หน้าอุโมงค์ว่าเป็นไฟเขียวหรือไฟแดง ถ้าเป็นไฟแดงต้องจอดรถรอตรงเส้นขาวทึบ โชคดีตอนที่เราไปถึงเป็นไฟเขียวจึงไม่ต้องจอดรอ ในอุโมงค์เป็นเส้นทางแบบเลนเดี่ยวรถแล่นได้ทีละคัน ค่อนข้างมืดมีไฟส่องทางเป็นช่วง และเห็นมีอุปกรณ์ดับเพลิงแขวนที่ผนังเป็นระยะ อุโมงค์ Humer Tunnelมีเวลาปิด-เปิด คือ ตั้งแต่ 08.00-17.00 น. ออกจากอุโมงค์ไม่นาน ถึง Milford Sound ประมาณ 10.30 น. เราจอดรถที่ Car Park แล้วเดินไปตามทางที่ทำเป็นสะพานไม้ มีหลังคาคลุม สร้างลัดเลาะในป่าริมถนนไปที่ท่าเรือ

ที่ท่าเรือ มีบริษัทเรือนำเที่ยวเท่าที่เห็น มี 4 บริษัท คือ Real Journeys , Southern Discoveries , Jucy Cruise และ Mitre Peak Cruise อัตราค่าบริการใกล้เคียงกัน เราใช้บริการของ Real Journeys เจ้าหญิงสีน้ำเงิน...น่าเสียดาย เรามาช้าไปแค่ 10 นาที เรือเที่ยวเช้าเพิ่งถอนสมอเห็นกะตา ถ้าเรามาทันเรือรอบเช้า ค่าเรือจะถูกลงอีกคนละ 10 NZd. เราเลือก Real Journeys เนื่องจากเรือเที่ยวต่อไปจะออกเวลา 11.30 น. แต่บริษัทอื่นออกเวลา 11.45 น. ใช้เวลาล่องเรือเท่ากัน ในเรือมีชาร้อน และกาแฟร้อนให้ดื่มฟรี ส่วนอาหารอื่นต้องซื้อ ได้ข่าวว่าเรือรอบเช้ามี Muffin ให้ด้วย...ยิ่งเสียดาย

เรือลำนี้มีชื่อแสนไพเราะว่า "Milford Monach" พาเราลัดเลาะออกจากท่าเรือ ผ่านน้ำตกใหญ่น้อยนับสิบ น้ำตกเหล่านี้เกิดจากหิมะที่ละลายเป็นน้ำและไหลลงสู่ทะเล น้ำตกใหญ่ที่เป็นไฮไลท์ คือ น้ำตก Bowen Fall หรือมีชื่อในภาษาเมารีว่า Rere Hine Te Awa มีความหมายว่า "สาวน้อยแห่งสายน้ำ" น้ำตกที่สูงถึง 160 เมตร ทิ้งตัวจากหน้าผาลงสู่ทะเลเบื้องล่าง สักพักด้านซ้ายจะเห็นยอดเขา Mitre Peak มีชื่อในภาษาเมารีว่า "Rahotu" แปลเป็นไทยว่า "สัญลักษณ์แห่งความเป็นชาย" ตั้งชื่อตามลักษณะที่คล้ายคลึงกับ Bishop's Mitre เป็นภูเขาสูง 1,682 เมตร นับเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในโลกที่มีฐานตรงขึ้นจากน้ำทะเล ภูเขาสูงที่สุดของ Milford Sound คือ Mount Pembroke มีธารน้ำแข็ง Pembroke Glacier ปกคลุมยอดเขาขาวโพลน ตัว Milford Sound มีความยาว 16 กม.

ช่วงเรือออกไปใหม่ๆ หมอกในทะเลยังหนาอยู่ ทำให้ภาพภูเขามองเห็นอย่างรางเลือนในสายหมอก สวยงามไปอีกแบบ สัตว์ที่สามารถพบเห็นในถิ่น Fiordland มีแมวน้ำ New Zealand Fur Seals หรือแมวน้ำมีขน เป็นสัตว์สงวนที่เกือบสูญพันธุ์ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของ เจ้า Fiordland Crested Penguins ซึ่งเป็นเพนกวินพันธุ์ที่หายากที่สุด Blue Penguins นกเพนกวินพันธุ์เล็กที่สุด โลมาปากขวด โลมาดัสกี้ ช่วงแรกเราตื่นเต้นขึ้นไปถ่ายรูปและชมวิวบนดาดฟ้าเรือ แต่อยู่ได้พักเดียว สู้สายลมที่ทั้งพัดแรงและหนาวเย็นไม่ได้ ต้องลงมานั่งดื่มกาแฟร้อนแก้หนาวที่ชั้น 3 ส่วนชั้น 2 เป็นของกรู๊ปทัวร์ชาวเกาหลี นั่งพอหายหนาว

เราไม่เข็ดขึ้นไปบนดาดฟ้าเรืออีกรอบ เรือออกไปจนถึงปากอ่าวแล้ววนกลับ บนโขดหินเราเห็นแมวน้ำ 2-3 ตัว นอนผึ่งแดดรับความอุ่นอย่างมีความสุข ส่วนเพนกวินกับโลมาไม่เห็น ช่วงเรือวกกลับ แดดเริ่มทะลวงสายหมอกได้สำเร็จ ทำให้ภูมิประเทศของ Milford Sound สวยงามไปอีกแบบ ขากลับผ่านน้ำตก Stiring หรือชื่อในภาษาเมารีว่า "Wai Maanu" แปลว่าจุดพักผ่อนของวาฬ น้ำตกนี้สูง 155 เมตร กัปตันเรือ Milford Monach ใจดี แล่นเรือเข้าใกล้น้ำตก และชะลอเครื่องยนต์ช้า ให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปกันอย่างจุใจ บางคนโดนละอองน้ำตกจนเปียกปอน การล่องเรือชม Milford Sound ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า